โยบ
คำนำ
บทที่ 1-2 ของหนังสือโยบเป็นเรื่องเล่าว่า โยบเป็นคนหนึ่งที่ร่ำรวยมาก มีทรัพย์สมบัติมากมาย ทั้งสัตว์เลี้ยงและข้าทาสบริวาร มีลูกชายลูกสาวหลายคน โยบเป็นคนที่สัตย์ซื่อต่อพระเจ้า และพระเจ้าก็พอใจในตัวโยบเหมือนกัน
วันหนึ่งในที่ประชุมของพระเจ้า ผู้ฟ้องได้มาท้าทายพระเจ้าว่าที่โยบยังคงสัตย์ซื่อต่อพระองค์ ก็เพราะพระองค์อวยพรเขา แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่พระองค์ปล่อยให้เรื่องเลวร้ายเกิดขึ้นกับเขา เขาจะสาปแช่งพระองค์อย่างแน่นอน
พระเจ้าจึงอนุญาตให้ผู้ฟ้องไปทดลองโยบได้ เพื่อจะได้พิสูจน์ว่าโยบเป็นคนที่สัตย์ซื่อเที่ยงตรงเหมือนกับที่พระองค์บอก
บทที่ 3-31 เป็นคำกลอนที่พูดโต้ตอบกันไปมาถึงสามรอบระหว่างโยบกับเพื่อนทั้งสามคนของเขา พวกเพื่อนโยบคิดว่าที่โยบเจอกับเรื่องเลวร้ายต่างๆเป็นเพราะโยบทำบาป แต่โยบยังยืนยันว่าตัวเองไม่ผิด
บทที่ 32-37 เป็นคำกลอนที่เอลีฮูพูดโต้ตอบทั้งโยบและเพื่อนของโยบ เขาว่าโยบผิดและโกรธเพื่อนของโยบที่ไม่สามารถปิดปากโยบได้
บทที่ 38:1-42:6 เป็นคำกลอนที่พระยาห์เวห์พูดเพื่อปิดปากโยบ ด้วยคำถามมากมาย จนโยบยอมจำนน
บทที่ 42:7-17 สรุปตอนจบของโยบ
1โยบคนดี
1 มีชายคนหนึ่งชื่อโยบ เขาอาศัยอยู่ในดินแดนอูส เขาเป็นคนดีพร้อม และสัตย์ซื่อ เขายำเกรงพระเจ้า และไม่ยอมทำความชั่วเลย
2 เขามีลูกชายเจ็ดคน และลูกสาวสามคน 3 เขามีแกะและแพะเจ็ดพันตัว อูฐสามพันตัว วัวห้าร้อยคู่ ลาตัวเมียห้าร้อยตัว และมีคนใช้มากมาย
เขาก็เลยเป็นคนที่ร่ำรวยที่สุดในหมู่คนที่อาศัยอยู่ทางทิศตะวันออก
4 ลูกชายของเขาแต่ละคนจะจัดงานเลี้ยงที่บ้านของพวกเขา หมุนเวียนกันไปตามเวรของพวกเขา และพวกเขาจะเชิญชวนพี่น้องหญิงทั้งสามคนให้มากินและดื่มร่วมกับพวกเขา 5 เมื่อพวกเขาจัดงานเลี้ยงเวียนกันไปจนครบรอบแล้ว โยบก็จะทำพิธีชำระพวกเขาให้บริสุทธิ์ โยบจะลุกขึ้นแต่เช้าตรู่ และถวายเครื่องเผาบูชาสำหรับลูกแต่ละคนของเขา เพราะโยบคิดว่า “ลูกๆของข้าอาจจะทำบาป ด้วยการสาปแช่งพระเจ้าในใจก็เป็นได้”
โยบทำอย่างนี้เสมอมา
6 อยู่มาวันหนึ่ง เมื่อพวกทูตสวรรค์มาปรากฏตัวอยู่ต่อหน้าพระยาห์เวห์และผู้ฟ้องร้อง+ 1:6 ผู้ฟ้องร้อง คำนี้ในภาษาฮีบรู คือ “ซาตาน” ก็อยู่กับพวกทูตสวรรค์+ 1:6 ทูตสวรรค์ หรือแปลตรงๆได้ว่า “บุตรทั้งหลายของพระเจ้า” นั้นด้วย
7 พระยาห์เวห์ถามผู้ฟ้องร้องว่า “เจ้าไปทำอะไรมา”
ผู้ฟ้องร้องตอบพระยาห์เวห์ว่า “ไปเที่ยวตรวจตราในแผ่นดินโลก และเดินสำรวจไปมาบนแผ่นดินนั้น”
8 พระยาห์เวห์พูดกับผู้ฟ้องร้องว่า “เจ้าได้สังเกตตัวโยบ ผู้รับใช้ของเราหรือเปล่า ไม่มีใครเลยในโลกนี้ที่เหมือนกับเขา เขาเป็นคนดีพร้อม สัตย์ซื่อ ยำเกรงพระเจ้า และไม่ยอมทำชั่ว”
9 ผู้ฟ้องร้องตอบพระยาห์เวห์ว่า “เขายำเกรงพระองค์เพราะได้สิ่งดีๆตอบแทนไม่ใช่หรือ
10 พระองค์ได้กั้นรั้วปกป้องรอบตัวเขา ครัวเรือนของเขา ตลอดจนทุกสิ่งที่เขาเป็นเจ้าของ ไม่ใช่หรือ พระองค์อวยพรการงานที่เขาทำ ไม่ใช่หรือ จนทำให้ทรัพย์สมบัติของเขาได้ขยายเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลไปทั่วทั้งแผ่นดิน 11 ลองยื่นมือของพระองค์ออกไปทำลายทุกสิ่งของเขาดูสิ เขาจะสาปแช่งพระองค์ต่อหน้าอย่างแน่นอน”
12 แล้วพระยาห์เวห์พูดกับผู้ฟ้องร้องว่า “เอาสิ ทุกอย่างของเขาอยู่ในกำมือของเจ้าแล้ว แต่ห้ามทำร้ายตัวเขา”
แล้วผู้ฟ้องร้องก็ออกไปจากเบื้องหน้าของพระยาห์เวห์
โยบสูญสิ้นทุกสิ่งทุกอย่าง
13 อยู่มาวันหนึ่ง เมื่อพวกลูกชายและลูกสาวของโยบมาร่วมกินและดื่มเหล้าองุ่นที่บ้านพี่ชายคนโตของพวกเขา 14 อยู่ๆก็มีผู้ส่งข่าวคนหนึ่งมาหาโยบและบอกว่า “ขณะที่ฝูงวัวกำลังไถดิน และพวกลาตัวเมียกำลังกินหญ้าอยู่ข้างๆฝูงวัวนั้น 15 ก็มีพวกเสบา+ 1:15 เสบา เป็นประชาชนที่อาศัยอยู่ทางอาหรับตอนเหนือ บุกเข้ามากวาดต้อนเอาพวกมันไป
และพวกมันใช้ดาบฆ่าฟันคนเฝ้าฝูงสัตว์ตายหมด เหลือแต่ข้าพเจ้าที่หนีรอดมาส่งข่าวกับท่าน”
16 ชายคนนี้พูดยังไม่ทันจบ ก็มีชายอีกคนหนึ่งเข้ามา พูดว่า “มีฟ้าผ่าจากพระเจ้าลงมาจากฟ้า เผาไหม้ฝูงแกะและแพะ รวมทั้งคนเฝ้าฝูงสัตว์นั้นจนหมดเกลี้ยง เหลือแต่ข้าพเจ้าที่หนีรอดมาส่งข่าวกับท่าน”
17 ชายคนนี้พูดยังไม่ทันจบ ก็มีชายอีกคนหนึ่งเข้ามาพูดว่า “มีชาวเคลเดีย+ 1:17 เคลเดีย เป็นเผ่าที่เร่ร่อนไปมาระหว่างแม่น้ำยูเฟสติสกับแม่น้ำจอร์แดน สามกลุ่มบุกเข้าปล้นฝูงอูฐ และกวาดต้อนเอาพวกมันไป แล้วพวกมันก็เอาดาบฆ่าฟันคนเฝ้าฝูงอูฐตายหมด เหลือแต่ข้าพเจ้าที่หนีรอดมาบอกข่าวกับท่าน”
18 ชายคนนี้พูดยังไม่ทันจบ ก็มีชายอีกคนหนึ่งเข้ามาพูดว่า “ในขณะที่ลูกชายและลูกสาวของท่านกำลังกินและดื่มเหล้าองุ่นในบ้านพี่ชายคนโตนั้น 19 ก็เกิดพายุลูกใหญ่พัดมาจากทะเลทราย พัดตีบ้านทั้งสี่ด้าน แล้วบ้านก็พังลงมาทับลูกๆของท่านตายหมด เหลือแต่ข้าพเจ้าที่หนีรอดมาส่งข่าวกับท่าน”
20 โยบก็ลุกขึ้นฉีกเสื้อคลุมของเขา โกนหัว+ 1:20 ฉีกเสื้อคลุมของเขา โกนหัว เป็นการแสดงความเศร้าโศกอย่างมาก และล้มกราบลงกับพื้น 21 เขาพูดว่า
“ข้าพเจ้าออกจากท้องแม่มาตัวเปล่า
ข้าพเจ้าก็จะกลับสู่ผืนดินตัวเปล่า
พระยาห์เวห์ให้มา และพระยาห์เวห์ก็เอากลับไป
ขอให้ชื่อของพระยาห์เวห์ได้รับการสรรเสริญเถิด”
22 ถึงแม้จะเกิดเรื่องทั้งหมดนี้กับโยบ โยบก็ไม่ได้ทำบาป เขาไม่ได้กล่าวหาพระเจ้าว่าพระองค์ทำผิด
2ผู้ฟ้องร้องเล่นงานสุขภาพของโยบ
1 อยู่มาวันหนึ่ง เมื่อพวกทูตสวรรค์มาปรากฏตัวอยู่ต่อหน้าพระยาห์เวห์ ผู้ฟ้องร้องก็มาอยู่กับพวกทูตสวรรค์นั้นด้วยเพื่อมารายงานตัวต่อพระยาห์เวห์ 2 พระยาห์เวห์พูดกับผู้ฟ้องร้องว่า “เจ้าไปไหนมา”
ผู้ฟ้องร้องตอบพระยาห์เวห์ว่า “ไปเที่ยวตรวจตราในแผ่นดินโลก และเดินสำรวจไปมาบนแผ่นดินนั้น”
3 พระยาห์เวห์พูดกับผู้ฟ้องร้องว่า “เจ้าสังเกตตัวโยบ ผู้รับใช้ของเราหรือเปล่า ไม่มีใครเลยในโลกนี้ที่เหมือนกับเขา เขาเป็นคนดีพร้อม สัตย์ซื่อ ยำเกรงพระเจ้า และไม่ยอมทำชั่ว เขาก็ยังยึดมั่นในความดีพร้อมของเขา ทั้งๆที่เจ้าพยายามโน้มน้าวให้เราต่อต้านเขา และให้กลืนกินเขาเสียโดยไม่มีเหตุ”
4 ผู้ฟ้องร้องตอบพระยาห์เวห์ว่า “หนังแทนหนัง+ 2:4 หนังแทนหนัง ประโยคนี้เป็นคำสุภาษิตแน่ แต่ความหมายยังไม่แน่ชัด อาจจะหมายความว่า “คนผู้หนึ่งจะให้อะไรก็ได้เพื่อรักษาผิวหนังของตนไว้” ส่วนข้อเสนอแนะอื่น ก็คือ วิธีการที่โยบจะปฏิบัติต่อพระยาห์เวห์ ถ้าหากพระยาห์เวห์ทำอันตรายต่อตัวเขา เช่นถ้าหากพระยาห์เวห์ขีดข่วนผิวหนังของโยบ เขาก็จะโจมตีพระองค์ด้วยการสาปแช่ง ซึ่งเป็นวิธีการแก้แค้นทางเดียวที่สามารถทำได้ ในกรณีนี้ “หนังต่อหนัง” มีความหมายใกล้เคียงกับ “ตาต่อตา” แน่นอน มนุษย์จะสละทุกสิ่งทุกอย่างที่เขามีเพื่อแลกกับชีวิตของตน 5 ลองยื่นมือของพระองค์ออกไปทำร้ายกระดูกและเนื้อของเขาดูสิ เขาจะสาปแช่งพระองค์ต่อหน้าอย่างแน่นอน”
6 แล้วพระยาห์เวห์ก็พูดกับผู้ฟ้องร้องว่า “เอาสิ ทุกอย่างของเขาอยู่ในกำมือของเจ้าแล้ว แต่ให้ไว้ชีวิตเขา”
7 ผู้ฟ้องร้องก็ออกไปจากเบื้องหน้าของพระยาห์เวห์
ผู้ฟ้องร้องทำให้โยบเกิดแผลพุพองตั้งแต่หัวจรดเท้า 8 โยบนั่งอยู่กลางกองขี้เถ้าและใช้เศษหม้อดินแตกเกาครูดตามตัว 9 เมียของเขาพูดกับเขาว่า “แกยังจะยึดมั่นในความดีพร้อมของแกอยู่อีกหรือ สาปแช่งพระเจ้า แล้วไปตายซะ”
10 โยบพูดกับนางว่า “เจ้าพูดเหมือนกับหญิงโง่ไม่มีผิด เราจะรับแต่สิ่งดีๆจากพระเจ้าเท่านั้น สิ่งเลวร้ายจะไม่ยอมรับเลยหรือ” ถึงแม้จะเกิดเรื่องทั้งหมดนี้กับโยบ โยบก็ไม่ได้ทำบาปด้วยริมฝีปากของเขาเลย
เพื่อนทั้งสามคนของโยบ
11 ต่อมาเมื่อเพื่อนสามคนของโยบคือ เอลีฟัสชาวเทมาน บิลดัดชาวชูอาห์ และโศฟาร์ชาวนาอามาห์ ได้ยินเรื่องเลวร้ายทั้งหมดที่เกิดขึ้นกับโยบ พวกเขานัดกันที่จะไปร่วมทุกข์และปลอบโยนโยบ พวกเขาต่างออกจากบ้านเรือนของตนมา 12 เมื่อพวกเขาเห็นโยบแต่ไกล พวกเขาแทบจะจำโยบไม่ได้เลย พวกเขาร้องไห้เสียงดัง และต่างฉีกเสื้อคลุมของตน แล้วต่างโยนฝุ่น+ 2:12 ฉีกเสื้อคลุม … โยนฝุ่น เป็นการกระทำที่แสดงถึงความเศร้าโศกเสียใจขึ้นไปในอากาศให้ตกลงบนหัวของพวกเขา
13 แล้วเพื่อนทั้งสามก็ได้มานั่งอยู่กับโยบที่พื้นดิน เป็นเวลาเจ็ดวันเจ็ดคืน โดยไม่ได้พูดอะไรกับโยบสักคำ เพราะพวกเขาเห็นว่าความเจ็บปวดของโยบนั้นแสนสาหัสนัก
3โยบสาปแช่งวันที่เขาเกิด
1 หลังจากนั้น โยบอ้าปากและพูดสาปแช่งวันที่เขาเกิดมา 2 โยบพูดว่า
3 “วันที่ข้าเกิดมานั้น
น่าจะถูกทำลายไปซะก่อน
และไม่น่าจะมีคืนนั้นที่พูดว่า
‘มีการตั้งท้องเด็กชายคนหนึ่งขึ้นแล้ว’
4 วันนั้นน่าจะมืดมิดไป
พระเจ้าที่อยู่เบื้องบนไม่น่าจะคิดถึงวันนั้น
หรือให้แสงสว่างส่องลงมาในวันนั้นเลย
5 ความมืดและเงาแห่งความตายน่าจะอ้างสิทธิ์เหนือวันนั้น
เมฆหนาทึบน่าจะปกคลุมวันนั้นไว้
ความมืดมิดของดวงอาทิตย์น่าจะทำให้วันนั้นตกใจกลัว
6 ความหมองหม่นน่าจะยึดเอาคืนนั้นที่ข้าก่อเกิดขึ้นในท้องไปซะ
คืนนั้นไม่น่าจะเชื่อมต่อกับวันอื่นๆของปีเลย
วันนั้นไม่น่าจะถูกนับรวมอยู่ในเดือนต่างๆเลย
7 ความจริงแล้วคืนนั้นน่าจะเป็นหมันไป
ไม่น่าจะมีเสียงร้องอย่างมีความสุขในคืนนั้นเลย
8 คนที่สาปแช่งวันน่าจะร่ายเวทมนตร์ใส่คืนนั้นด้วย
คนที่เก่งในการปลุกเรียกตัวเลวีอาธาน+ 3:8 ตัวเลวีอาธาน เป็นสัตว์ทะเลที่ชาวคานาอันเล่าสืบต่อกันมา เมื่อสัตว์นี้ถูกรบกวน มันก็จะขึ้นมาทำร้ายมนุษย์ ขึ้นมา
น่าจะสาปแช่งคืนนั้นด้วย
9 ดวงดาวในยามรุ่งสางน่าจะมืดไป
คืนนั้นที่รอแสงสว่างอย่างตื่นเต้นไม่น่าจะได้พบแสงสว่างเลย
คืนนั้นไม่น่าจะได้พบกับแสงสว่างแห่งยามรุ่งสางเลย
10 เพราะคืนนั้นไม่ได้ปิดครรภ์ของแม่ข้าไว้
เพราะคืนนั้นไม่ได้ซ่อนความทุกข์ยากไปจากสายตาข้า
11 ทำไมข้าถึงไม่ตายตั้งแต่เกิด
ทำไมข้าถึงไม่คลอดออกมาแล้วสิ้นใจไปเลย
12 ทำไมตักของแม่จึงรองรับข้าไว้
และทำไมถึงมีเต้านมให้ข้าดูด
13 เพราะถ้าข้าตายไปเสียตั้งแต่แรกเกิด
ตอนนี้ข้าคงนอนเหยียดยาวอยู่และไม่ถูกรบกวน
ข้าคงนอนหลับอยู่และคงได้พักผ่อน
14 อยู่ร่วมกับพวกกษัตริย์และบรรดาที่ปรึกษาแห่งแผ่นดินที่เคยสร้างเมืองปรักหักพังขึ้นใหม่สำหรับพวกเขาเอง
15 หรืออยู่กับพวกเจ้านายในวัง
ที่เคยมีทองคำและเงินเต็มบ้าน
16 ทำไมข้าถึงไม่ถูกฝังเหมือนกับเด็กที่ตายในท้อง
หรือเป็นทารกที่ไม่เคยเห็นแสงสว่าง
17 ที่หลุมศพนั้นคนชั่วจะหยุดก่อปัญหา
ที่นั่นผู้ที่เหนื่อยล้าจะได้พักผ่อน
18 ที่นั่นเหล่าเชลยจะอยู่กันอย่างสบาย
เพราะพวกเขาจะไม่ได้ยินเสียงร้องตะโกนของผู้คุม
19 ทั้งผู้น้อยและผู้ใหญ่ก็อยู่ที่นั่น
ส่วนทาสก็เป็นอิสระจากเจ้านาย
20 ทำไมถึงให้แสงสว่างกับคนที่ทุกข์ทรมาน
ทำไมถึงให้ชีวิตกับคนที่จมอยู่กับความขมขื่น
21 ทำไมไม่ยอมให้คนที่อยากตายได้ตายซะ
พวกเขาขุดหาความตายยิ่งกว่าขุดหาทรัพย์สมบัติเสียอีก
22 พวกเขาดีใจแทบตายเมื่อเขาพบหลุมศพของตน
พวกเขาร้องเพลงกันอย่างสนุกสนาน
23 ทำไมถึงให้ชีวิตกับคนที่ไม่รู้ว่าจะอยู่ไปทำไม
คือคนที่พระเจ้าได้ปิดกั้นรอบด้าน
24 อาหารของข้าคือการถอนหายใจ
น้ำดื่มของข้าคือเสียงร้องคร่ำครวญ
25 เพราะสิ่งที่ข้ากลัวมากที่สุดนั้นก็ได้เกิดขึ้นกับข้า
สิ่งที่ข้าหวาดผวาก็ได้ตกอยู่บนข้า
26 ข้าไม่มีความสงบสุข ไม่มีความเงียบสงบ
ข้าไม่ได้พักผ่อน ข้ามีแต่ความว้าวุ่นใจ”
4เอลีฟัสพูดกับโยบ
1 แล้วเอลีฟัส ชาวเทมานตอบว่า
2 “ถ้าหากมีใครสักคนจะลองพูดกับท่าน
ท่านจะรำคาญไหม
เมื่อฟังท่านพูด ใครจะอดพูดได้
3 ท่านเคยสั่งสอนผู้คนมากมาย
ท่านเคยเสริมกำลังให้กับมือที่อ่อนล้า
4 คำแนะนำของท่าน
ทำให้คนที่ล้มลงลุกขึ้นยืนได้อย่างมั่นคง
ท่านทำให้เข่าที่อ่อนล้ากลับแข็งแรง
5 แต่มาตอนนี้มันได้เกิดขึ้นกับท่าน
ท่านก็หมดความอดทนไป
พอมาถึงตาท่าน ท่านก็ท้อแท้
6 ความยำเกรงที่ท่านมีต่อพระเจ้านั้น
ไม่ได้ช่วยให้ท่านมีความเชื่อมั่นเลยหรือ
ความดีพร้อมของท่านนั้น
ไม่ได้ให้ความหวังอะไรกับท่านเลยหรือ
7 ลองคิดดูสิ เคยเห็นคนบริสุทธิ์ถูกทำลายไปไหม
เคยเห็นคนที่ซื่อตรงพินาศไหม
8 ที่ข้าเคยเห็นมาคนที่ไถพรวนความชั่วร้าย
และคนที่ปลูกความทุกข์ยาก
ก็จะได้เก็บเกี่ยวสิ่งเหล่านั้น
9 พวกเขาถูกทำลายด้วยลมหายใจของพระเจ้า
พวกเขาพบจุดจบด้วยลมจากช่องจมูกของพระองค์
10 เสียงคำรามของสิงห์และเสียงร้องลั่นของสิงโตดุร้าย
จะเงียบหายไป
และฟันของสิงห์หนุ่มจะถูกหักไป
11 สิงห์ที่แข็งแรงจะถูกกำจัดไป เพราะขาดเหยื่อ
ส่วนลูกสิงห์ก็จะกระจัดกระจายไป
12 ข้าได้รับข่าวลับ
ข้าได้ยินแค่เสี้ยวหนึ่ง
13 มันมาทางฝันร้ายในตอนกลางคืน
เมื่อผู้คนหลับสนิท
14 ข้ากลัวจนตัวสั่น
มันทำให้กระดูกทั้งสิ้นของข้าสั่นเทิ้ม
15 เมื่อลมนั้นพัดผ่านหน้าข้าไป
ขนตามตัวข้าก็ลุกชัน
16 มีสิ่งหนึ่งยืนอยู่ที่นั่น
ข้ามองไม่ออกว่ามันคืออะไร
รูปร่างนั้นอยู่ต่อหน้าต่อตาข้า
แล้วทุกอย่างก็เงียบเชียบ
อยู่ๆข้าก็ได้ยินเสียงขึ้นว่า
17 ‘มนุษย์จะเป็นผู้บริสุทธิ์ต่อหน้าพระเจ้าได้หรือ
มนุษย์จะสะอาดหมดจดต่อหน้าพระผู้สร้างของเขาได้หรือ
18 ดูสิ ขนาดผู้รับใช้ของพระองค์
พระองค์ยังไม่ไว้ใจเลย
ขนาดทูตสวรรค์ของพระองค์
พระองค์ยังบอกว่าทำผิดเลย
19 แล้วจะนับประสาอะไรกับเรา
ที่อยู่ในบ้านดินเหนียวเหล่านี้
ที่มีฐานรากตั้งอยู่บนฝุ่น
ที่สามารถถูกบดขยี้เหมือนแมลงที่กัดกินเสื้อผ้า
20 มนุษย์นั้นสามารถถูกป่นเป็นผุยผงภายในวันเดียว
พวกเขาสามารถพินาศตลอดไปโดยไม่มีใครสังเกตเห็น
21 เชือกผูกเต็นท์ของพวกเขาสามารถถูกดึงออก
แล้วพวกเขาก็ฟุบตายไปอย่างไม่ทันได้สติปัญญาเลย’
51 ร้องเรียกสิ จะมีใครสักคนที่ตอบท่านไหม
ท่านจะหันไปหาทูตสวรรค์องค์ไหนให้มาช่วยหรือ
2 คนโง่ตายเพราะความโกรธ
คนเขลาตายเพราะความอิจฉา
3 ข้าเคยเห็นคนโง่ลงหลักปักฐาน
แต่ข้าพูดได้เลยว่าบ้านคนนี้ถูกสาปแช่งแล้ว
4 ส่วนลูกๆของเขาอยู่ห่างไกลจากความปลอดภัย
พวกเขาถูกบดขยี้ที่ประตูเมืองโดยไม่มีใครช่วยพวกเขาเลย
5 ส่วนพืชผลของพวกเขาก็ถูกคนหิวโซเอาไปกิน แม้แต่พืชผลที่ล้อมรอบด้วยพงหนามก็มีคนเอาไปกิน
ส่วนทรัพย์สมบัติของพวกเขา พวกคนกระหายก็เฝ้ารอฮุบเอา
6 เพราะความทุกข์ลำบากไม่ได้เกิดมาจากผงธุลีดิน
ความทุกข์ยากนั้นก็ไม่ได้งอกเงยขึ้นจากผืนดิน
7 แต่มนุษย์นั่นแหละที่คลอดความทุกข์ยากนั้นออกมา
เหมือนลูกไฟที่ย่อมแตกพุ่งขึ้นบน
8 ถ้าเป็นข้า ข้าจะแสวงหาพระเจ้า
และจะยื่นคำร้องของข้าต่อพระองค์
9 พระเจ้าทำเรื่องยิ่งใหญ่เกินกว่าที่พวกเราจะเข้าใจได้
กิจการอันน่ายำเกรงที่พระองค์ทำนั้นเกินกว่าที่จะนับได้
10 พระเจ้าคือผู้ที่ให้ฝนตกลงมาบนแผ่นดินโลก
พระองค์คือผู้ที่ให้น้ำไหลลงมาสู่ทุ่งนา
11 พระองค์ยกผู้ที่ต่ำต้อยให้สูงขึ้น
พระองค์ทำให้คนทุกข์ยากอยู่อย่างปลอดภัย
12 พระองค์ขัดขวางแผนการของคนเจ้าเล่ห์
คนพวกนั้นจึงทำการไม่สำเร็จ
13 พระองค์จับคนฉลาดด้วยกลอุบายของเขาเอง
แผนการของคนเหลี่ยมจัดพวกนี้จึงจบลงอย่างรวดเร็ว
14 คนเหล่านั้นเผชิญกับความมืดแม้ในยามกลางวัน
พวกเขาต้องเดินคลำทางไปในยามเที่ยงวันราวกับเป็นเวลากลางคืน
15 แต่พระเจ้าช่วยคนยากไร้ให้พ้นจากคมดาบของคนชั่ว
และจากเงื้อมมือของผู้มีอำนาจ
16 คนยากไร้จึงมีความหวัง
และความอธรรมก็ต้องหุบปากไป
17 คนที่พระเจ้าตักเตือนนั้นได้รับเกียรติจริงๆ
ดังนั้นอย่าดูถูกการตีสอนจากพระเจ้าผู้มีฤทธิ์ทั้งสิ้น
18 เพราะพระองค์ทำให้เกิดบาดแผลและพระองค์ก็พันแผลให้
พระองค์ทำให้บาดเจ็บและมือของพระองค์เยียวยาให้
19 จะทุกข์ยากหกครั้ง พระองค์ก็จะช่วยกู้ท่าน
จะเจ็ดครั้งก็เถอะ เรื่องเลวร้ายก็จะไม่แตะต้องท่าน
20 ในยามขาดแคลนอาหาร
พระองค์จะไถ่ท่านให้รอดจากความตาย
ในยามสงคราม
พระองค์จะไถ่ท่านให้พ้นจากคมดาบ
21 เมื่อคนใส่ร้ายท่าน พระองค์จะปกป้องท่าน
เมื่อหายนะมาถึง ท่านจะไม่ต้องเกรงกลัว
22 ท่านจะหัวเราะเยาะใส่ความหายนะ และการขาดแคลนอาหาร
ท่านจะไม่เกรงกลัวสัตว์ป่าทั้งหลาย
23 เพราะท่านจะทำสัญญาสงบสุขกับหินผาแห่งผืนดิน
และสัตว์ป่าก็จะอยู่กับท่านอย่างสงบสุข
24 ท่านจะรู้ได้ว่าเต็นท์ของท่านนั้นปลอดภัย
ท่านจะไปตรวจทรัพย์สมบัติทั้งหมดของท่าน
แล้วจะไม่มีอะไรหายไปสักอย่าง
25 ท่านจะรู้ว่าท่านจะมีลูกหลานมากมาย
เชื้อสายของท่านจะมากมายเหมือนหญ้าบนผืนดิน
26 ท่านจะมาถึงหลุมศพเมื่อแก่หง่อม
เหมือนกับฟ่อนข้าวมาถึงลานนวดในฤดูเก็บเกี่ยว
27 ดูสิ พวกเราได้ไตร่ตรองเรื่องนี้แล้ว
และมันก็เป็นจริงอย่างนั้น
ฟังและเข้าใจไว้ เพื่อประโยชน์ของท่านเอง”
6โยบพูดตอบเอลีฟัส
1 แล้วโยบก็ตอบว่า
2 “ข้าอยากจะเอาความทุกข์ใจของข้า
ไปชั่งเสียเหลือเกิน
และเอาความทุกข์ยากทั้งหลายของข้านี้
ไปกองรวมกันบนตาชั่ง
3 มันคงหนักกว่าทรายในทะเล
ข้าถึงพูดโพล่งออกไปโดยไม่ทันยั้งคิด
4 เพราะพวกลูกธนูของพระองค์ผู้มีฤทธิ์ทั้งสิ้นได้ปักอยู่ในตัวข้า
และวิญญาณของข้าดื่มพิษของลูกธนูเหล่านั้น
เรื่องน่ากลัวทั้งหลายจากพระเจ้าจัดขบวนทัพเข้าต่อสู้กับข้า
5 ลาป่าจะร้องบ่นเมื่อมีหญ้ากินหรือ
วัวผู้จะร้องบ่นเมื่อมีอาหารกินหรือ
6 คนกินอาหารที่จืดชืดจะไม่ใส่เกลือหรือ
ไข่ขาวมีรสชาติหรือ
7 อาหารพวกนั้นข้าแตะไม่ลงหรอก
เพราะมันเหมือนของเน่าบูดสำหรับข้า
8 ข้าหวังเหลือเกินว่าจะได้ในสิ่งที่ข้าขอ
ข้าหวังเหลือเกินว่าพระเจ้าจะให้ในสิ่งที่ข้าหวังไว้
9 ข้าหวังเหลือเกินว่าพระเจ้าจะยอมบดขยี้ข้า
ข้าหวังเหลือเกินว่าพระองค์จะปล่อยมือและตัดข้าออกไป
10 แต่สิ่งที่จะปลอบใจข้าได้คือ
ถึงข้าจะดิ้นรนอยู่ในความเจ็บปวดแสนสาหัส
อย่างน้อยข้าก็ได้เปิดโปงเรื่องที่พระองค์ผู้ศักดิ์สิทธิ์ได้ตัดสินใจทรมานข้า
11 ข้ายังมีเรี่ยวแรงอะไรเหลืออยู่อีก
ที่จะรอคอยต่อไป
ข้ายังมีอนาคตอะไรเหลืออยู่อีก
ที่จะอดทนคอยต่อไป
12 ข้าแข็งแรงเหมือนหินหรือ
เนื้อหนังของข้าทำจากทองสัมฤทธิ์หรือยังไง
13 อันที่จริงข้าหมดแรงที่จะช่วยเหลือตัวเองแล้ว
และหนทางที่จะสำเร็จนั้นถูกยึดไปจากข้าแล้ว
14 คนที่ไม่จงรักภักดีต่อเพื่อน
คนผู้นั้นก็ทอดทิ้งความยำเกรงต่อพระองค์ผู้ทรงฤทธิ์+ 6:14 คนที่ไม่ … พระองค์ผู้ทรงฤทธิ์ หรือแปลได้อีกอย่างหนึ่งว่า “เพื่อนควรจะจงรักภักดีกับเจ้าในยามทุกข์ แม้เจ้าจะหันเหไปจากพระองค์ผู้ทรงฤทธิ์”
15 เพื่อนๆของข้านั้นพึ่งไม่ได้
เหมือนลำธารที่เดี๋ยวก็มีน้ำล้นเดี๋ยวก็แห้งขอด
16 เหมือนลำธารที่ดำคลักเมื่อน้ำแข็งละลาย
และไหลเชี่ยวตอนหิมะละลาย
17 แต่พอหน้าแล้งพวกมันก็หายไป
เมื่อร้อนพวกมันก็เหือดแห้งไป
18 ขบวนพ่อค้าเลี้ยวออกจากทางของพวกเขา
เพื่อไปหาน้ำในดินแดนรกร้างและพินาศไป
19 ขบวนพ่อค้าจากตำบลเทมามองหาน้ำ
พวกนักเดินทางจากเมืองเชบาหวังจะเจอน้ำ
20 พวกเขาต่างผิดหวังเพราะเชื่อมั่นว่าจะเจอน้ำ
แต่พอไปถึงที่นั่นต่างก็คอตก
21 ตอนนี้พวกท่านเป็นเหมือนสายน้ำเหล่านั้นสำหรับข้า
เมื่อพวกท่านเห็นความทุกข์ยากของข้า พวกท่านก็พากันหวาดกลัว
22 ข้าเคยขอของขวัญจากท่านหรือ
หรือเคยขอให้ท่านใช้ความร่ำรวยติดสินบนเพื่อช่วยเหลือข้าหรือ
23 ข้าเคยบอกท่านหรือว่า
‘ช่วยให้ข้ารอดพ้นจากเงื้อมมือของศัตรู’
หรือ ‘ช่วยไถ่ข้าให้พ้นจากเงื้อมมือของพวกที่กดขี่ข่มเหงข้า’
24 สอนข้าสิ แล้วข้าจะเงียบ
และช่วยให้ข้าเข้าใจด้วยว่าข้าทำผิดตรงไหน
25 คำพูดที่ตรงไปตรงมาอาจทำให้คนสะดุ้งได้
แต่คำติเตียนของพวกท่านนี้ ติเตียนเรื่องอะไรก็ไม่รู้
26 ท่านคิดว่าคำพูดของท่านนั้นน่าเชื่อถือมากนักหรือ
แต่คำพูดของคนสิ้นหวังเป็นแค่ลมอย่างนั้นหรือ
27 พวกท่านคงกล้าจับสลากเพื่อให้ได้เด็กกำพร้ากัน
และประมูลขายเพื่อนของตน
28 แต่ตอนนี้ช่วยมองดูข้าหน่อย
ข้าจะไม่พูดโกหกต่อหน้าท่าน
29 เอาใหม่ๆอย่าทำผิดกับข้าอย่างนี้
คิดใหม่ และให้รู้ว่าข้าบริสุทธิ์
30 ลิ้นของข้าพูดอะไรผิดไปหรือ
หรือว่าปากของข้าไม่สามารถแยกแยะได้ว่าอะไรจริงอะไรไม่จริง
71 มนุษย์ต่างก็ต้องทำงานหนักในโลกนี้ไม่ใช่หรือ
และชีวิตของเขาเหมือนชีวิตลูกจ้างรายวันไม่ใช่หรือ
2 พวกเขาต่างรอคอยเวลาเย็นเหมือนกับทาส
เขารอคอยค่าจ้างเหมือนกับลูกจ้างรายวัน
3 ในทำนองเดียวกัน
ส่วนแบ่งของข้าคือเดือนแห่งความว่างเปล่าทั้งหลาย
ส่วนที่ข้าได้รับนั้นคือค่ำคืนอันทุกข์ระทมทั้งหลาย
4 เมื่อข้านอนลง ข้าพูดว่า
‘เมื่อไหร่จะถึงเวลาลุกขึ้น’
แต่คืนก็ยิ่งยืดยาวออกไปอีก
ข้าพเจ้าพลิกตัวไปมาจนถึงเช้า
5 ร่างกายข้าห่อหุ้มไปด้วยตัวหนอนและดิน
ผิวหนังของข้าแห้งแข็ง แล้วก็แตกเป็นหนองอีก
6 วันเวลาของข้าผ่านไปรวดเร็วยิ่งกว่ากระสวยทอผ้า
และถึงจุดจบอย่างสิ้นหวัง
7 ข้าแต่พระเจ้า อย่าลืมว่าชีวิตของข้าพเจ้าเป็นแค่ลมหายใจ
ดวงตาข้าพเจ้าจะไม่มีโอกาสเห็นสิ่งดีงามอีกต่อไป
8 ดวงตาของพระองค์ที่มองเห็นข้าพเจ้าตอนนี้
ก็จะไม่ได้เห็นข้าพเจ้าอีกต่อไป
พระองค์จะมองหาข้าพเจ้า
แต่ข้าพเจ้าจะไม่อยู่แล้ว
9 คนที่ร่วงลงสู่หลุมศพจะไม่ได้ลุกขึ้นมาอีก
เขาเป็นเหมือนกับเมฆที่กระจัดกระจาย และสูญหายไป
10 เขาจะไม่ได้กลับไปยังบ้านเรือนของเขาอีก
และบ้านเรือนของเขาก็ไม่รู้จักเขาแล้ว
11 ดังนั้นข้าพเจ้าจะไม่ยั้งปากข้าพเจ้าไว้
ข้าพเจ้าจะพูดถึงความทุกข์ทรมานในวิญญาณข้า
ข้าพเจ้าจะบ่นเรื่องความขมขื่นในใจข้า
12 ข้าพเจ้าเป็นทะเลหรือเป็นมังกรทะเล+ 7:12 ทะเลหรือเป็นมังกรทะเล ในภาษาเดิมคือ “แยม” หรือ “แทนนิน” เป็นชื่อของเทพเจ้าสององค์ ในเทพนิยายของชาวคานาอัน ซึ่งมีชื่อเสียงที่สุดเกี่ยวกับพลังอำนาจและสามารถทำลายชีวิตด้วยการก่อความวุ่นวาย อย่างนั้นหรือ
พระองค์ถึงต้องตั้งยามเฝ้าดูข้าพเจ้าไว้
13 เมื่อข้าพเจ้าพูดว่า
‘เตียงนอนของข้าพเจ้าจะทำให้ข้าพเจ้าสุขสบาย
ที่นอนของข้าพเจ้าจะช่วยทำให้เรื่องที่ข้าพเจ้าพร่ำบ่นนั้นเบาบางลง’
14 แต่แล้วพระองค์ก็ใช้ความฝันทำให้ข้าพเจ้าหวาดกลัว
และใช้นิมิตทำให้ข้าพเจ้าตกใจกลัว
15 ดังนั้นข้าพเจ้าอยากจะถูกรัดคอและตายไป
มากกว่าที่จะมีชีวิตอยู่อย่างนี้
16 ข้าพเจ้าเบื่อชีวิต
ข้าพเจ้าไม่ต้องการอยู่นาน
อย่ายุ่งกับข้าพเจ้าเลย
เพราะวันเวลาของข้าพเจ้านั้นสั้นแค่ลมหายใจอยู่แล้ว
17 มนุษย์เป็นอะไรหรือ
พระองค์ถึงให้ความสำคัญและสนใจมันมากขนาดนี้
18 ทำไมพระองค์ต้องมาตรวจตราพวกเขาทุกเช้า
และทดสอบพวกเขาทุกเวลา
19 ทำไมพระองค์ไม่หันหน้าไปทางอื่นบ้าง
พระองค์จะไม่ยอมปล่อยข้าพเจ้านานพอที่ข้าพเจ้าจะกลืนน้ำลายได้เลยหรือ
20 พระองค์ผู้เฝ้าจับผิดมนุษย์
ถ้าข้าพเจ้าได้ทำบาป ข้าพเจ้าทำให้พระองค์เดือดร้อนตรงไหนหรือ
ทำไมพระองค์ถึงจับข้าพเจ้าเป็นเป้าของพระองค์
ทำไมพระองค์ถึงมองว่าข้าพเจ้าเป็นภาระให้กับพระองค์
21 ทำไมพระองค์ไม่ยกโทษให้กับความผิดบาปของข้าพเจ้า
และมองข้ามความผิดบาปของข้าพเจ้าไปเสีย
เพราะตอนนี้ข้าพเจ้ากำลังจะนอนลงในดิน
พระองค์จะตามหาข้าพเจ้าแต่ข้าพเจ้าจะไม่อยู่แล้ว”
8บิลดัดพูดกับโยบ
1 จากนั้นบิลดัด คนชูอาห์ ก็ตอบโยบว่า
2 “ท่านจะพูดแบบนี้ไปอีกนานแค่ไหน
คำพูดของท่านจะเป็นเหมือนลมพายุ
ไปอีกนานแค่ไหน
3 พระเจ้าบิดเบือนความยุติธรรมหรือ
หรือว่าพระองค์ผู้ทรงฤทธิ์บิดเบือนความถูกต้องหรือ
4 พระองค์มอบลูกๆของท่านให้รับโทษ
เพราะพวกเขาทำบาปต่อพระองค์
5 ถ้าท่านจะแสวงหาพระองค์
และร้องขอความเมตตาจากพระองค์ผู้ทรงฤทธิ์
6 ถ้าท่านเป็นคนบริสุทธิ์และซื่อตรง
แน่นอน พระองค์จะลุกขึ้นมาเพื่อช่วยท่าน
พระองค์จะคืนครอบครัวให้ท่านเป็นรางวัล
7 จุดเริ่มต้นของท่านอาจจะเล็กน้อย
แต่อนาคตของท่านจะใหญ่โตมโหฬาร
8 ท่านลองถามคนรุ่นก่อนดู
และพิจารณาถึงสิ่งที่บรรพบุรุษของพวกเราได้ค้นพบ
9 เพราะพวกเราเพิ่งมาอยู่บนโลกนี้และไม่รู้อะไรเลย
เพราะวันเวลาของเราเป็นแค่เงา
10 พวกบรรพบุรุษเหล่านั้นสามารถสอนท่านไม่ใช่หรือ
พวกเขาสามารถบอกอะไรบางอย่างกับท่านไม่ใช่หรือ
พวกเขาสามารถบอกสิ่งที่เขาเข้าใจให้กับท่านไม่ใช่หรือ
11 ต้นกกจะเติบโตในที่ที่ไม่มีปลักตมได้หรือ
ต้นอ้อจะเจริญงอกงามในที่ที่ไม่มีน้ำได้หรือ
12 ขนาดตอนที่ต้นไม้เหล่านี้ยังเขียวสดอยู่และยังไม่มีใครมาตัด
มันก็ยังอาจจะเหี่ยวเฉาเร็วกว่าต้นไม้ประเภทอื่นได้
13 ทางทั้งหลายของคนที่หลงลืมพระเจ้าก็จะเป็นอย่างนั้นแหละ
เพราะความหวังของคนที่ไม่นับถือพระเจ้าจะถูกทำลายไป
14 สิ่งที่เขามั่นใจนั้นขาดกระจุยเหมือนเส้นด้ายบาง
สิ่งที่เขาไว้วางใจนั้นก็เปราะบางดุจใยแมงมุม
15 ถ้ามีใครพิงใยนั้น เขาก็จะล้ม
ถ้าเขาไปจับฉวยมัน มันก็ไม่ช่วยให้เขาลุกขึ้นมาได้
16 คนชั่วอาจจะเป็นเหมือนพืชที่อุดมด้วยน้ำ ที่งอกอยู่ต่อหน้าดวงอาทิตย์
และแตกหน่อแพร่กระจายไปทั่วสวน
17 รากของพวกเขาอาจจะเลื้อยพันรอบๆกองหิน
และหยั่งลงไปในซอกหิน
18 แต่ถ้าพืชนั้นถูกทำลายไปจากที่ของมัน
ที่นั่นก็จะปฏิเสธมันว่า ‘ข้าไม่เคยเห็นเจ้ามาก่อน’
19 ความสุขของมันก็แค่นั้นแหละ
แล้วเดี๋ยวก็จะมีพืชอื่นงอกขึ้นมาแทนที่
20 ดูสิ พระเจ้าไม่เคยละทิ้งคนดีพร้อม
พระองค์ไม่เคยพยุงคนชั่วไว้
21 พระองค์จะทำให้ปากของท่านเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ
และจะทำให้ริมฝีปากท่านร้องเพลงอย่างมีความสุข
22 ส่วนคนที่เกลียดชังท่านก็จะอับอายขายหน้า
และเต็นท์ของคนชั่วก็จะไม่มีอีกต่อไป”
9โยบตอบบิลดัด
1 แล้วโยบก็กล่าวตอบว่า
2 “ข้ารู้แน่ว่า
ไม่มีมนุษย์คนไหนที่จะชนะคดีต่อพระเจ้าได้หรอก
3 ถ้าหากเขาต้องการเอาพระองค์ขึ้นศาล
พระองค์จะย้อนกลับมาค้านเขาเป็นพันเรื่อง
คนนั้นก็ไม่สามารถตอบพระองค์ได้แม้แต่เรื่องเดียว
4 พระเจ้าฉลาดล้ำเลิศและเปี่ยมด้วยพลังอำนาจ
มีผู้ใดบ้างที่ฟ้องร้องพระองค์แล้วชนะ
5 พระองค์ย้ายพวกภูเขาและภูเขาทั้งหลายก็ไม่รู้ตัว
พระองค์คว่ำภูเขาลงได้เมื่อพระองค์โกรธเกรี้ยว
6 พระองค์เขย่าโลกให้เคลื่อนไปจากที่ของมัน
ทำให้พวกเสาหลักทั้งหลายของมันต้องสั่นไหว
7 พระองค์สามารถสั่งดวงอาทิตย์ไม่ให้ขึ้นและมันก็เป็นอย่างนั้น
พระองค์สามารถขังหมู่ดาวไม่ให้ออกมา
8 พระองค์ได้กางแผ่นฟ้าออก
และสามารถเดินอยู่บนคลื่นในทะเล
9 พระองค์ได้สร้างหมู่ดาวหมี
หมู่ดาวไถ ดาวลูกไก่ และหมู่ดาวทิศใต้
10 พระองค์ทำการยิ่งใหญ่มากมายเกินกว่าที่เราจะเข้าใจได้
พระองค์กระทำการอันน่าทึ่งมากมายเกินกว่าจะนับได้
11 ถ้าพระเจ้าผ่านหน้าข้าไป ข้าพเจ้าก็ไม่อาจมองเห็นพระองค์
ถ้าพระองค์เคลื่อนผ่านข้าพเจ้าไป ข้าพเจ้าก็ไม่อาจสังเกตเห็น
12 ถ้าพระองค์หยิบอะไรไป ใครจะไปห้ามพระองค์ได้
ใครจะกล้าไปถามพระองค์ว่า ‘พระองค์กำลังทำอะไรอยู่นั่น’
13 พระเจ้าไม่ยั้งความโกรธของพระองค์
แม้แต่พวกลูกสมุนของราหับ+ 9:13 ราหับ นางเป็นสัตว์ประหลาดในทะเลในเทพนิยายของชาวคานาอัน ที่เชื่อว่าก่อความอลหม่านสับสนวุ่นวาย นางราหับเป็นสัญลักษณ์ของพวกศัตรูของพระเจ้าหรือสิ่งชั่วร้าย ยังต้องมากราบอยู่แทบเท้าพระองค์
14 แล้วอย่างนั้นข้าจะตอบพระองค์ได้ยังไง
ข้าจะเลือกคำพูดอะไรไปโต้แย้งกับพระองค์ได้
15 ข้าพเจ้าเป็นฝ่ายถูก แต่ข้าก็ไม่สามารถตอบพระองค์ได้
ข้าได้แต่ขอความเมตตาจากคู่กรณีผู้นี้
16 ถึงแม้ข้าจะเชิญพระองค์มาที่ศาลและพระองค์ก็มา
ข้าก็ยังไม่เชื่อว่าพระองค์จะฟังเรื่องของข้า
17 พระองค์คงจะบดขยี้ข้าด้วยพายุ
และทำให้ข้ามีบาดแผลเพิ่มทวีขึ้น ทั้งๆที่ข้าไม่ได้ทำอะไรผิด
18 พระองค์คงไม่ยอมให้ข้าหยุดพักให้หายเหนื่อย
แต่คงจะใส่ความขมขื่นให้ข้าจนอิ่ม
19 ถ้าพูดถึงอำนาจ แน่นอนพระองค์ย่อมเป็นผู้แข็งแกร่งกว่า
ถ้าพูดถึงความยุติธรรม ใครจะไปบังคับให้พระองค์มาขึ้นศาลได้
20 ข้าเป็นฝ่ายถูก แต่ปากข้าคงทำให้ข้าดูเหมือนเป็นฝ่ายผิด
ข้าไม่มีที่ติ แต่พระองค์คงทำให้ข้าดูเหมือนเป็นคนขี้โกง
21 ข้าเป็นคนที่ไม่มีที่ติ แต่ข้าไม่สนใจแล้วว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับชีวิตข้า
ข้าเบื่อชีวิตของข้าเต็มทีแล้ว
22 ข้าไม่เห็นมีอะไรแตกต่างกันเลย
ข้าว่า ‘พระเจ้าทำลายทั้งคนถูกและคนผิด’
23 ยิ่งกว่านั้นเมื่อภัยพิบัตินำความตายมาให้อย่างกระทันหัน
พระองค์ยังหัวเราะเยาะกับความทุกข์ทรมานที่พวกผู้บริสุทธิ์ต้องเจอ
24 ในขณะที่แผ่นดินถูกยกไปอยู่ในกำมือของคนชั่ว
และพระองค์ได้ปิดตาของผู้พิพากษาไม่ให้เห็นความจริง
ถ้าไม่ใช่พระองค์ทำสิ่งเหล่านี้ แล้วใครทำล่ะ
25 วันเวลาของข้าผ่านไปเร็วกว่านักวิ่งส่งข่าว
มันวิ่งหนีไป โดยไม่ได้เห็นสิ่งดีๆอะไรเลย
26 มันผ่านไปรวดเร็วราวกับเรือที่ทำจากต้นอ้อ
เหมือนนกอินทรีที่โฉบลงมาเอาเหยื่อ
27 ถึงข้าจะพูดว่า ‘ข้าจะลืมคำพร่ำบ่นของข้า
จะถอดหน้าเศร้าทิ้งไปและปั้นสีหน้าให้มีความสุข’
28 แต่ข้าก็ยังกลัวความเจ็บปวดทั้งหมดของข้าอยู่ดี
เพราะข้ารู้ว่าพระองค์จะไม่ยอมถือว่าข้าเป็นฝ่ายถูก
29 ถึงยังไงข้าก็ยังจะถูกตัดสินว่าผิด
แล้วข้าจะดิ้นรนสู้คดีไปให้เหนื่อยเปล่าทำไมกัน
30 ถึงข้าจะล้างตัวเองด้วยหิมะ
และขัดถูเนื้อตัวให้สะอาดด้วยสบู่
31 พระเจ้าก็ยังจะหย่อนตัวข้าลงไปในหลุมโคลนอยู่ดี
จนแม้แต่เสื้อผ้าของข้ายังขยะแขยงตัวข้า
32 พระเจ้าไม่ใช่มนุษย์อย่างข้าที่ข้าจะไปโต้ตอบกับพระองค์ได้
ที่จะไปขึ้นศาลด้วยกันได้
33 แล้วไม่มีใครจะสามารถมาเป็นคนกลางระหว่างเราได้
ที่จะมาสั่งให้เราทั้งสองยอมรับการตัดสินของเขา+ 9:33 มาสั่งให้เราทั้งสองยอมรับการตัดสินของเขา หรือแปลตรงๆได้ว่า “มาวางมือของเขาบนเราทั้งสอง”
34 และมาเอาไม้เรียวของพระองค์ไปจากตัวข้า
เพื่อข้าจะได้ไม่ต้องกลัวฤทธิ์อำนาจอันน่าสะพรึงกลัวของพระองค์อีกต่อไป
35 แล้วเมื่อนั้นข้าจะพูดและจะไม่กลัวพระองค์
แล้วข้าจะได้เป็นตัวของตัวเองซะที+ 9:35 แล้วข้าจะได้เป็นตัวของตัวเองซะที หรือ แปลได้อีกอย่างหนึ่งว่า “เพราะข้ารู้ว่าข้าไม่ผิดอย่างที่คนอื่นว่า”
101 “ข้าเบื่อชีวิตของข้า
ดังนั้นข้าจะบ่นอย่างไม่ยั้ง
ข้าจะพูด เพราะจิตวิญญาณข้าขมขื่น
2 ข้าจะพูดกับพระเจ้าว่า ‘อย่าเพิ่งตัดสินว่าข้าพเจ้าผิด
ช่วยบอกหน่อยว่าพระองค์มีข้อกล่าวหาอะไรข้าพเจ้าบ้าง
3 พระองค์ชอบหรือที่จะกดขี่และทอดทิ้ง
ผลงานที่พระองค์ทุ่มเทสร้างขึ้นมา
ในขณะที่พระองค์อวยพรแผนการทั้งหลายของคนชั่วหรือ
4 พระองค์มีตาอย่างกับตามนุษย์หรือ
พระองค์มองแคบๆเหมือนกับที่มนุษย์มองหรือ
5 วันคืนของพระองค์เหมือนกับวันคืนของคนหรือ
เดือนปีของพระองค์สั้นเหมือนกับเดือนปีของมนุษย์หรือ
6 ที่พระองค์จะต้องรีบมาค้นหา
ความชั่วช้าและความผิดบาปของข้าพเจ้า
7 พระองค์รู้ว่าข้าพเจ้าไม่ได้ทำผิดอะไร
แต่ไม่มีใครสามารถช่วยข้าพเจ้าให้รอดพ้นไปจากเงื้อมมือของพระองค์ได้อยู่ดี
8 มือของพระองค์ปั้นและสร้างข้าพเจ้าขึ้นมา
แต่ตอนนี้พระองค์กลับหันมาทำลายข้าพเจ้า
9 ขออย่าลืมว่าพระองค์ปั้นข้าพเจ้าขึ้นมาเหมือนปั้นดินเหนียว
แต่ตอนนี้ พระองค์จะทำให้ข้าพเจ้ากลับไปเป็นผงคลีดินอีกอย่างนั้นหรือ
10 พระองค์เทข้าพเจ้าออกมาราวกับนม
และทำให้ข้าพเจ้าแข็งตัวราวกับเนยแข็ง ไม่ใช่หรือ
11 พระองค์ห่อหุ้มข้าพเจ้าไว้ด้วยหนังและเนื้อ
พระองค์สานทอข้าพเจ้าไว้ด้วยกระดูกและเส้นเอ็น
12 พระองค์ให้ชีวิตและความรักกับข้าพเจ้า
และการเอาใจใส่ดูแลของพระองค์ได้ปกป้องจิตวิญญาณของข้าพเจ้าไว้
13 แต่พระองค์มีแผนการเหล่านี้แอบแฝงอยู่ในใจ
ข้าพเจ้ารู้ว่านี่คือความตั้งใจของพระองค์
14 คือถ้าข้าพเจ้าทำบาป พระองค์จะจับตาดูข้าพเจ้า
และจะไม่ปล่อยให้ข้าพเจ้าพ้นผิดจากความผิดบาปของข้าพเจ้า
15 ถ้าข้าพเจ้าผิด วิบัติก็จะเกิดกับข้าพเจ้า
ถึงข้าพเจ้าถูก ข้าพเจ้าก็ไม่สามารถเชิดหน้าขึ้นมาได้
เพราะข้าพเจ้าจะเต็มอิ่มไปด้วยความอับอายและความทุกข์ยาก
16 ถ้าข้าพเจ้ายกตัวเองขึ้น
พระองค์ก็จะไล่ล่าข้าพเจ้าอย่างสิงโต
และแผลงฤทธิ์อันอัศจรรย์ของพระองค์ใส่ข้าพเจ้าอีก
17 พระองค์จะหาพยานมาเพิ่มเพื่อปรักปรำข้าพเจ้าใหม่
และเพิ่มความโกรธเกรี้ยวใส่ข้าพเจ้า
พระองค์ส่งกองทัพชุดใหม่มาสู้กับข้าพเจ้า
18 ทำไมพระองค์จึงนำข้าพเจ้าออกมาจากท้องแม่
ข้าพเจ้าน่าจะตายไปก่อนที่จะมีสายตาใครได้เห็น
19 ข้าพเจ้าน่าจะเป็นเหมือนกับคนที่ไม่เคยมีชีวิต
คือถูกนำจากท้องแม่ตรงไปสู่หลุมฝังศพ
20 ข้าพเจ้ามีเวลาเหลืออยู่ไม่กีวันไม่ใช่หรือ
อย่ามายุ่งกับข้าพเจ้าได้ไหม หันไปจากข้าพเจ้าหน่อยเพื่อข้าพเจ้าจะได้มีความสุขสักนิด
21 ก่อนที่ข้าพเจ้าจะจากไปและไม่กลับมาอีก
จะไปสู่ดินแดนแห่งความมืดและเงาแห่งความตาย
22 ไปสู่ดินแดนแห่งความมืดทึบ
และเงาแห่งความตาย ดินแดนแห่งความยุ่งเหยิงไร้ระเบียบ
ที่ความสว่างของมันเป็นเหมือนความมืด’”
11โศฟาร์พูดกับโยบ
1 แล้วโศฟาร์ชาวนาอามาห์ตอบโยบว่า
2 “คำพูดที่มากมายขนาดนี้จะปล่อยให้ไม่มีคำตอบหรือ
คนนี้ที่พูดมากจะต้องเป็นฝ่ายถูกอย่างนั้นหรือ
3 ท่านคิดว่าคำบ่นพึมพำอันไร้สาระของท่าน
จะทำให้คนอื่นเงียบงันไปอย่างนั้นหรือ
เมื่อท่านพูดเยาะเย้ยมากขนาดนี้
จะไม่ให้มีใครมาทำให้ท่านเสียหน้าเลยหรือ
4 ท่านพูดว่า ‘คำสอนของข้านั้นถูกต้อง’
และพูดว่า ‘ข้าแต่พระเจ้า ข้าพเจ้านั้นสะอาดบริสุทธิ์ในสายตาของพระองค์’
5 แต่ข้าอยากให้พระเจ้าพูดเหลือเกิน
คือเปิดริมฝีปากของพระองค์พูดกับท่าน
6 และข้าอยากจะให้พระองค์
เปิดเผยความลับแห่งสติปัญญาให้กับท่าน
เพราะสติปัญญานั้นย่อมมีอีกแง่มุมหนึ่งที่ท่านคิดไม่ถึง
แล้วท่านจะได้รู้ว่าพระเจ้าได้ลงโทษท่านน้อยกว่าที่ท่านสมควรจะได้รับเสียอีก
7 ท่านสามารถค้นพบสติปัญญาอันลึกลับของพระเจ้าได้หรือ
ท่านสามารถค้นพบขอบเขตแห่งความรู้ของพระองค์ผู้ทรงฤทธิ์ได้หรือ
8 มันสูงยิ่งกว่าฟ้าสวรรค์ ท่านจะไปทำอะไรได้
มันลึกยิ่งกว่าแดนคนตาย ท่านจะไปรู้อะไรได้
9 สติปัญญาของพระเจ้านั้น
วัดได้ยาวไกลกว่าผืนโลกและกว้างยิ่งกว่าทะเล
10 ถ้าพระองค์ผ่านมาและคุมขังใครไว้
และเรียกตัวผู้นั้นขึ้นตัดสินความ ใครจะไปห้ามพระองค์ได้
11 เพราะพระองค์รู้ว่าใครทำตัวไร้ค่า
แล้วเมื่อพระองค์เห็นความชั่วร้าย พระองค์จะมองข้ามมันไปหรือ
12 คนสมองกลวงจะมีสติปัญญาได้
ก็ต่อเมื่อลาป่าเกิดลูกออกมาเป็นคน
13 ถ้าท่านมอบจิตใจของท่านให้กับพระเจ้า
และยื่นมือของท่านไปยังพระองค์
14 ถ้าท่านเอาความชั่วร้ายในมือของท่านทิ้งไป
และไม่ยอมให้ความผิดบาปอาศัยอยู่ในพวกเต็นท์ของท่าน
15 เมื่อนั้น ท่านจะเชิดหน้าขึ้นได้แน่อย่างไม่มีที่ติ
ท่านจะมั่นคงและไม่หวั่นกลัวต่อสิ่งใด
16 เพราะท่านจะลืมความทุกข์ยากของท่าน
เหมือนสายน้ำที่ไหลผ่านไปแล้ว
17 ชีวิตของท่านจะส่องสว่างสดใสยิ่งกว่ายามเที่ยงวัน
แม้แต่ความมืดในชีวิตของท่านก็จะเป็นเหมือนแสงสว่างในยามเช้า
18 ท่านจะรู้สึกปลอดภัย เพราะมีความหวัง
ท่านจะได้รับการป้องกันอย่างแน่นหนา และนอนพักอย่างปลอดภัย
19 เมื่อท่านนอนลง จะไม่มีใครทำให้ท่านกลัว
ผู้คนมากมายจะมาร้องขอความช่วยเหลือจากท่าน
20 แต่ดวงตาของคนชั่วร้ายจะมืดมัวไป
มันหาทางหนีไม่เจอ
ความหวังของมันก็คือความตายนั่นเอง”
12โยบตอบเพื่อนๆ
1 แล้วโยบก็กล่าวตอบว่า
2 “ไม่ต้องสงสัยเลย
พวกท่านเป็นคนฉลาดชุดสุดท้าย
เมื่อพวกท่านตาย
โลกนี้ก็ไม่หลงเหลือความฉลาดไว้อีกแล้ว
3 แต่ข้าก็มีความเข้าใจเหมือนกัน ไม่ได้ด้อยไปกว่าท่านหรอก
ใครบ้างจะไม่รู้เรื่องพวกนี้ที่ท่านพูด
4 แต่ตอนนี้ข้าได้กลายเป็นตัวตลกให้เพื่อนๆหัวเราะเยาะ
แต่ก่อนข้าเคยอธิษฐานต่อพระเจ้าและพระเจ้าก็ตอบข้าด้วย
ข้าเป็นคนมีคุณธรรมและไม่มีที่ติ แต่เดี๋ยวนี้กลายเป็นตัวตลกไปแล้ว
5 คนที่อยู่สบายๆพูดว่า ‘คนนี้เคราะห์ร้ายอยู่แล้ว ซ้ำเติมลงไปเลย’
พวกนี้พูดว่า ‘คนนั้นโซเซอยู่แล้วผลักให้มันล้มไปเลย’
6 แต่เต็นท์ของโจรอยู่อย่างสงบสุข
และคนที่ยั่วเย้าพระเจ้าก็อยู่อย่างปลอดภัย
ทั้งๆที่ชีวิตของพวกมันอยู่ในกำมือพระเจ้าอยู่แล้ว
7 แต่พวกท่านพูดว่า
‘ไปปรึกษาพวกสัตว์ดูสิ แล้วมันจะสอนท่าน
ไปปรึกษาพวกนกในอากาศดูสิ แล้วมันจะบอกท่าน
8 หรือ ไปปรึกษากับแผ่นดินโลกดูสิ แล้วมันจะสอนท่าน
ไปปรึกษาปลาในท้องทะเลดูสิ แล้วมันจะเล่าให้ท่านฟัง’
9 ในบรรดาสิ่งเหล่านี้ มีสิ่งไหนบ้างที่ไม่รู้ว่า
ทุกอย่างที่เกิดขึ้นเป็นฝีมือของพระยาห์เวห์เอง
10 ชีวิตของสิ่งมีชีวิตทั้งปวงและลมหายใจของมนุษย์ทุกคน
อยู่ในมือของพระองค์
11 หูทดสอบคำพูด
เหมือนที่ปากแยกแยะรสชาติอาหารไม่ใช่หรือ
12 สติปัญญาย่อมอยู่กับผู้สูงวัย
และความเข้าใจก็มากับชีวิตที่ยืนยาวไม่ใช่หรือ
13 ข้าว่าสติปัญญาและฤทธิ์อำนาจเป็นของพระเจ้า
คำปรึกษาและความเข้าใจเป็นของพระองค์
14 ถ้าพระองค์รื้ออะไรลง จะไม่มีใครสร้างมันขึ้นมาใหม่ได้อีก
ถ้าพระองค์ขังใครไว้ จะไม่มีใครปล่อยคนนั้นออกมาได้
15 ถ้าพระองค์หยุดยั้งน้ำฝนไว้ แผ่นดินก็จะเหือดแห้งไป
ถ้าพระองค์ส่งน้ำฝนลงมา มันจะท่วมท้นแผ่นดิน
16 กำลังและสติปัญญาเป็นของพระองค์
ทั้งคนที่ถูกหลอกและคนที่หลอกลวงล้วนอยู่ใต้อำนาจของพระองค์
17 พระองค์เปลื้องผ้าพวกที่ปรึกษาของแผ่นดิน แล้วนำพวกเขาออกไปแต่ตัวล่อนจ้อน
พระองค์ทำให้พวกผู้พิพากษากลายเป็นคนโง่
18 พระองค์ปลดสายสะพายของเหล่ากษัตริย์ออก
แล้วให้พวกกษัตริย์นั้นใส่แค่ผ้าคาดเอว
19 พระองค์เปลื้องผ้าพวกนักบวช แล้วนำพวกเขาออกไปตัวล่อนจ้อน
พระองค์โค่นอำนาจของผู้ที่ปกครองมาช้านาน
20 พระองค์ปิดปากของพวกที่ปรึกษาที่ได้รับความไว้วางใจ
พระองค์แย่งความเข้าใจไปจากพวกผู้นำอาวุโส
21 พระองค์เทการเย้ยหยันลงบนพวกเจ้านาย
และปลดดาบคาดเอวของนักรบที่แข็งแกร่ง
22 พระองค์เปิดเผยพวกเรื่องลึกลับที่แอบซ่อนอยู่ในความมืด
และนำความมืดมาสู่แสงสว่าง
23 พระองค์ทำให้ชนชาติต่างๆยิ่งใหญ่
แต่ต่อมาก็ทำลายมันลง
พระองค์ขยายอาณาเขตของชนชาติต่างๆ
แต่ต่อมาก็นำพวกเขาออกไปเป็นเชลย
24 พระองค์ริบเอาความรู้ของพวกผู้นำประชาชนบนแผ่นดินโลก
แล้วทำให้พวกเขาเดินพลัดหลงเข้าไปในดินแดนอันรกร้างที่ไม่มีถนนหนทาง
25 ผู้นำเหล่านั้นเดินคลำทางในความมืดมิดที่ไร้แสงสว่าง
พระองค์ทำให้พวกเขาเดินโซเซอย่างกับคนเมา
131 “ดูสิ ตาของข้าได้เห็นเรื่องทั้งหมดนี้แล้ว
หูของข้าได้ยินและเข้าใจมันแล้ว
2 ท่านรู้อะไรข้าก็รู้ด้วย
ข้าไม่ได้ด้อยไปกว่าท่านหรอก
3 แต่ข้าอยากจะพูดกับพระองค์ผู้ทรงฤทธิ์
และอยากจะต่อสู้คดีของข้ากับพระเจ้า
4 แต่พวกท่านใช้คำโกหกทั้งหลายมาเป็นยาทาข้าพเจ้า
พวกท่านทั้งหมดเป็นหมอที่ห่วยแตก
5 พวกท่านน่าจะนิ่งเงียบซะ
นั่นจะเป็นทางเลือกที่ฉลาดที่สุดสำหรับท่าน
6 ตอนนี้ให้ฟังคำโต้แย้งของข้า
ให้ฟังคดีของข้า
7 พวกท่านจะพูดโกหกเพื่อพระเจ้าหรือ
หรือพูดหลอกลวงเพื่อพระองค์หรือ
8 พวกท่านจะลำเอียงเข้าข้างพระองค์หรือ
พวกท่านจะสู้คดีเพื่อพระเจ้าหรือ
9 เมื่อถึงคราวที่พระองค์ตรวจสอบพวกท่าน
พวกท่านคิดว่าจะออกมาดีหรือ
หรือพวกท่านคิดว่าจะหลอกพระองค์ได้
เหมือนกับที่มนุษย์คนหนึ่งสามารถหลอกอีกคนหนึ่งได้
10 พระองค์จะฟ้องร้องพวกท่านแน่
ถ้าพวกท่านแอบลำเอียง
11 เมื่อความโอ่อ่าตระการตาของพระองค์ปรากฏ ท่านจะไม่หวาดหวั่นหรือ
ความน่าเกรงขามของพระองค์ไม่ทำให้ท่านสะทกสะท้านหรือ
12 คำคมและพวกสุภาษิตของพวกท่านไร้ค่าอย่างขี้เถ้า
คำแก้ต่างของพวกท่านเปราะบางอย่างหม้อดิน
13 เงียบซะ แล้วปล่อยให้ข้าพูด
อะไรจะเกิดขึ้นกับข้าก็ให้มันเกิดเถอะ
14 ข้าจะยอมกัดเนื้อตัวเอง
ยอมเสี่ยงชีวิต
15 พระองค์อาจจะฆ่าข้า แต่ข้าไม่มีอะไรจะสูญเสียอีกแล้ว
ข้าจะต้องพูดแก้ตัวของข้าต่อหน้าพระองค์
16 ความกล้าของข้านี้อาจจะเป็นความรอดของข้า
เพราะคนชั่วจะไม่กล้ามายืนอยู่ต่อหน้าพระองค์หรอก
17 ให้ฟังถ้อยคำของข้าให้ดี
ให้คำพูดของข้าอยู่ในหูของท่าน
18 ข้าได้เตรียมคดีของข้าพร้อมแล้ว
ข้ารู้ว่าข้าเป็นฝ่ายถูก
19 มีใครเล่าสามารถพิสูจน์ว่าข้าผิด
ถ้ามี ข้าจะหุบปากและตายไป
20 ข้าแต่พระเจ้า ขอช่วยทำสองสิ่งนี้ให้กับข้าพเจ้าด้วยเถิด
เพื่อข้าพเจ้าจะได้ไม่ต้องซ่อนตัวไปจากหน้าของพระองค์
21 คือช่วยเอามือของพระองค์ออกจากข้าพเจ้าหน่อย
และขออย่าให้ความน่ากลัวของพระองค์ทำให้ข้าพเจ้าหวาดหวั่น
22 แล้วเบิกตัวข้าพเจ้ามาเถิด แล้วข้าพเจ้าจะตอบข้อกล่าวหา
หรือไม่อย่างงั้นก็ให้ข้าพเจ้าพูดก่อน แล้วพระองค์ค่อยแย้ง
23 ไหน มีกี่เรื่องที่ข้าพเจ้าทำผิดทำบาป
ช่วยให้ข้าพเจ้ารู้หน่อยว่าความละเมิดและความผิดบาปของข้าพเจ้าคืออะไร
24 ทำไมพระองค์ถึงซ่อนหน้าไปจากข้าพเจ้า
และถือว่าข้าพเจ้าเป็นศัตรู+ 13:24 ศัตรู ในที่นี้กำลังเล่นคำ มันสะกดเหมือนคำว่า “โยบ” ของพระองค์
25 อะไรกัน พระองค์จะขู่ข้าพเจ้า
ผู้เป็นแค่ใบไม้ใบเดียวที่ปลิวตามลมนี่นะ
พระองค์จะไล่กวดเศษฟางแห้งอันเดียวนี่นะ
26 พระองค์ได้เขียนคำตัดสินต่างๆที่ขมขื่นให้กับชีวิตข้าพเจ้า
และพระองค์ทำให้ข้าพเจ้าต้องทนทุกข์ทรมานเพราะความบาปที่ข้าพเจ้าได้ทำในวัยหนุ่ม
27 พระองค์เอาโซ่ตรวนใส่เท้าข้า
แล้วพระองค์เฝ้ามองทุกฝีก้าวของข้า
และสะกดรอยทุกย่างก้าวของข้า
28 ถึงแม้ว่าข้าจะเป็นแค่มนุษย์ที่ทรุดโทรมไปเหมือนของเน่า
เหมือนเสื้อผ้าที่ถูกแมลงกัดกิน”
141 มนุษย์ที่เกิดมาจากหญิง
ชีวิตก็สั้นและเต็มไปด้วยความยุ่งยาก
2 เขาผลิบานราวกับดอกไม้ แล้วก็เหี่ยวแห้งไป
เขาหายไปอย่างกับเงา ชีวิตเขาไม่ยั่งยืน
3 ทำไมพระองค์จะต้องมาเพ่งดูผู้ที่มีลักษณะอย่างนี้
และนำข้ามาสู้คดีกับพระองค์ด้วย
4 ใครเล่าจะทำสิ่งที่สกปรกให้กลับสะอาดได้อีก
ไม่มีหรอก
5 เพราะวันเวลาของคนได้ถูกกำหนดไว้แล้ว
และพระองค์ก็ล่วงรู้จำนวนเดือนที่พวกเขาจะมีชีวิตอยู่
พระองค์ได้กำหนดขอบเขตของเวลา
ที่พวกเขาไม่สามารถข้ามไปได้
6 เลิกมองเขาได้แล้ว อย่าไปยุ่งกับเขาเลย
เผื่อบางทีเขาอาจจะมีความสุขบ้างสักเล็กน้อยเหมือนลูกจ้างรายวัน
7 ขนาดต้นไม้ก็ยังมีความหวังเลย
ถึงจะถูกโค่นลง มันก็ยังงอกขึ้นมาใหม่ได้
และหน่อของมันก็จะมีชีวิตต่อไป
8 ถึงรากของมันจะแก่อยู่ในดิน
และตอก็เริ่มตายอยู่บนพื้น
9 แต่พอมันได้กลิ่นของน้ำ
มันก็จะแตกหน่อและแตกกิ่งก้านออกมาเหมือนต้นไม้อ่อน
10 แต่สำหรับมนุษย์ เมื่อตายแล้ว เรี่ยวแรงก็หมดไป
มนุษย์สิ้นลม และก็ไม่อยู่แล้ว
11 เหมือนกับน้ำที่ระเหยไปจากทะเลสาบ
เหมือนกับแม่น้ำที่ขาดแหล่งน้ำของมันไป
12 มนุษย์นอนลงและไม่ลุกขึ้นอีก
เขาจะไม่ตื่น ตราบเท่าฟ้าสวรรค์ยังมีอยู่
ปลุกก็ไม่ตื่น
13 ข้าอยากให้พระองค์ซ่อนข้าไว้ในแดนคนตายเหลือเกิน
จะได้แอบข้าไว้จนกว่าพระองค์จะหายโกรธ
แล้วกำหนดเวลาที่จะนึกถึงข้าและนำข้าออกมา
14 ถ้ามนุษย์ตาย เขาจะฟื้นขึ้นมาได้อีกหรือ
ถ้าเป็นอย่างนั้น ข้าจะคอยและสู้ทนต่อการฝึกหนักเยี่ยงทหารของข้าไม่ว่าจะนานแค่ไหนก็ตาม
จนกว่าจะถึงเวลาที่ข้าจะได้รับการปลดปล่อย
15 ถ้ามีการฟื้นขึ้น เมื่อพระองค์ร้องเรียกข้า ข้าก็จะได้ตอบ
พระองค์จะตั้งตาคอยผู้ที่พระองค์ได้สร้างขึ้นมา
16 พระองค์จะได้เฝ้าดูแลย่างก้าวของข้า
ไม่ใช่มาจ้องจับผิดข้า
17 ความละเมิดของข้าจะถูกปิดไว้ในถุง
พระองค์จะกลบความผิดของข้า
18 แต่ว่านี่ ภูเขาก็ถูกพังทลายและผุกร่อนไป
หินผาถูกเคลื่อนไปจากที่ของมัน
19 พวกโขดหินถูกน้ำเซาะจนกร่อน
ผิวดินของแผ่นดินถูกน้ำซัดไป
และความหวังของคนถูกพระองค์ทำลายไป
20 พระองค์ปราบเขาอย่างราบคาบตลอดไป
และเขาก็สูญสิ้นไป
พระองค์ใช้ความตายเปลี่ยนโฉมหน้าของเขา
และผลักเขาออกไป
21 ลูกๆของเขาอาจจะได้รับเกียรติ แต่เขาก็ไม่รู้เรื่อง
หรือลูกๆของเขาอาจจะตกต่ำลง เขาก็ไม่อาจรับรู้ได้
22 เขารู้สึกได้เพียงความเจ็บปวดในร่างของเขาเท่านั้น
และเขาคร่ำครวญเรื่องของตัวเองเท่านั้น”
15เอลีฟัสตอบโยบ
1 แล้วเอลีฟัสแห่งเทมานก็กล่าวตอบว่า
2 “คนมีปัญญา เขาจะพ่นคำพูดใส่คนให้หงายหลังตึงไปอย่างนั้นหรือ
คนมีปัญญา เขาจะอัดอั้นลมตะวันออกไว้ในท้องอย่างนั้นหรือ
3 เขาจะสู้คดีด้วยคำพูดที่ไร้ประโยชน์
และไม่เป็นผลดีกับใครเลยอย่างนั้นหรือ
4 ท่านกำลังทิ้งความยำเกรงพระเจ้า
และกำลังลดความสำคัญของการมีสมาธิจดจ่ออยู่ต่อหน้าพระเจ้า
5 เพราะความผิดของท่านชักนำให้ปากของท่านพูดอย่างนี้
และท่านเลือกใช้ลิ้นที่เคลือบแฝงไปด้วยเล่ห์
6 ปากของท่านนั่นแหละที่กล่าวโทษตัวท่าน ไม่ใช่ข้า
ริมฝีปากของท่านต่างหากที่ปรักปรำท่าน
7 ท่านเป็นมนุษย์คนแรกที่เกิดมาหรือยังไง
ท่านเกิดก่อนพวกภูเขา หรือยังไง
8 ท่านได้ร่วมฟังอยู่กับสภาที่ปรึกษาของพระเจ้า หรือยังไง
มีแต่ท่านเท่านั้นหรือที่มีสติปัญญา
9 มีอะไรบ้างที่ท่านรู้ แต่พวกเราไม่รู้
มีอะไรบ้างที่ท่านเข้าใจ แต่พวกเราไม่เข้าใจ
10 ในพวกเรา มีคนหนึ่งที่ผมหงอกและสูงอายุ
แก่ยิ่งกว่าพ่อท่านเสียอีก
11 ท่านเห็นว่าคำพูดของพระเจ้าที่ให้กำลังใจท่านนั้น เป็นเรื่องขี้ผงสำหรับท่านหรือ
คือคำพูดที่เรากำลังพูดกับท่านอย่างสุภาพนี้
12 ทำไมท่านถึงปล่อยให้ความคิดนำท่านออกนอกลู่นอกทาง
ทำไมตาของท่านถึงมองไม่เห็นความจริง
13 จนทำให้ท่านเกรี้ยวกราดต่อพระเจ้า
และปล่อยคำพูดอย่างนี้ออกมาจากปากท่าน
14 มนุษย์เป็นใครกัน เขาจะสะอาดบริสุทธิ์ได้หรือ
มนุษย์ที่เกิดจากผู้หญิงนี่นะ จะดีรอบคอบได้หรือ
15 ดูเถิด ขนาดทูตสวรรค์ที่ศักดิ์สิทธิ์ของพระเจ้า พระองค์ยังไม่ไว้วางใจเลย
ขนาดดวงสว่างบนท้องฟ้า พระเจ้าก็ยังเห็นว่ายังไม่สะอาดบริสุทธิ์เลย
16 แล้วจะนับประสาอะไรกับมนุษย์ที่น่าขยะแขยงและเสื่อมทราม
ที่ดื่มความชั่วร้ายเข้าไปเหมือนน้ำ
17 ฟังข้าให้ดี ข้าจะอธิบายให้ท่านฟังว่าอะไรเป็นอะไร
ข้าจะเล่าให้ฟังถึงสิ่งทั้งหลายที่ข้าเห็นมา
18 เป็นเรื่องที่ผู้มีปัญญาได้เล่าให้ฟัง
ที่บรรพบุรุษของเขาไม่ได้ปิดบังไว้
19 พระเจ้าได้มอบแผ่นดินให้กับบรรพบุรุษพวกนั้นเท่านั้น
ไม่มีคนต่างชาติผ่านเข้าไปท่ามกลางพวกเขาเลย+ 15:19 ไม่มีคน … ท่ามกลางพวกเขาเลย ประโยคนี้คงหมายถึง ไม่มีคนต่างชาติมาทำให้ความคิดหรือสติปัญญาของบรรพบุรุษพวกนี้เลอะเทอะไป
20 คนชั่วเป็นทุกข์กังวลยิ่งนักตลอดวันเวลาของเขา
ส่วนคนที่กดขี่ข่มเหงนั้นก็ทุกข์กังวลตลอดปีตลอดชาติ
21 ในหูเขามีแต่เสียงอันน่าสะพรึงกลัวก้องอยู่
และเมื่อเขารุ่งเรืองก็กังวลว่าจะมีโจรมาปล้นเขา
22 เขาไม่เชื่อว่าเขาจะหนีรอดจากความมืดมิดนั้น
และเขาเชื่อว่ามีดาบกำลังคอยฆ่าเขาอยู่
23 เขาเชื่อว่าเขาจะถูกโยนทิ้งออกไปเป็นอาหารให้ฝูงนกแร้ง
เขารู้ว่าเขาจะเจอกับความหายนะแน่
24 ความทุกข์ใจและกลัดกลุ้มใจทำให้เขาหวาดหวั่น
มันถาโถมเข้าหาเขาราวกับกษัตริย์ที่เตรียมพร้อมประจัญบาน
25 เพราะเขาชูกำปั้นใส่พระเจ้า
และโจมตีพระองค์ผู้ทรงฤทธิ์อย่างนักรบ
26 เพราะเขาก้มหน้าก้มตาวิ่งเข้าใส่พระองค์
ด้วยโล่ที่แข็งแกร่งหนาทึบ
27 ถึงแม้ว่าเขาจะมีกินจนอ้วนฉุ
และประสบความสำเร็จในชีวิต
28 แต่เขาจะได้อาศัยอยู่ในเมืองร้าง
ในบ้านที่ใกล้จะพังเป็นกองซากปรักหักพังอยู่แล้ว
29 ดังนั้น คนนั้นจะไม่ร่ำรวยอีกต่อไป ทรัพย์สมบัติของเขาจะไม่ยั่งยืน
ทรัพย์สินของเขาจะไม่งอกเงยไปทั่วแผ่นดิน
30 เขาจะหนีความมืดมิดไปไม่พ้น
เปลวไฟจะทำให้ต้นอ่อนของเขาเหี่ยวแห้ง
ลมหายใจจากปากของพระเจ้าจะพัดพาตัวเขาไป
31 อย่าให้เขาหลงเชื่อในสิ่งที่ไร้ค่าซึ่งจะทำให้เขาหลอกตัวเอง
เพราะเขาจะได้สิ่งไร้ค่าเป็นผลตอบแทน
32 เขาจะได้รับกรรมอย่างเต็มที่และตายก่อนเวลาอันควร
แล้วกิ่งก้านของเขาจะไม่เขียวอีกแล้ว
33 เขาจะเป็นเหมือนเถาองุ่นที่ผลร่วงก่อนสุก
เป็นเหมือนต้นมะกอกที่ช่อดอกร่วงหล่นไป
34 เพราะกลุ่มคนที่ไม่นับถือพระเจ้าจะเป็นหมัน
และไฟก็จะเผาผลาญเต็นท์ของคนรับสินบน
35 พวกเขาตั้งท้องปัญหา และคลอดความชั่วร้ายออกมา
ครรภ์ของเขาให้กำเนิดความหลอกลวง”
16โยบตอบเอลีฟัส
1 แล้วโยบก็กล่าวตอบว่า
2 “ข้าเคยได้ฟังเรื่องอย่างนี้มามากแล้ว
พวกท่านช่างเป็นผู้ปลอบประโลมที่สร้างความทุกข์ใจเสียจริงๆ
3 ลมปากของท่านไม่มีที่สิ้นสุดหรือยังไง
มีอะไรกวนใจท่านหรือถึงต้องพูดไม่หยุดอย่างนี้
4 ข้าก็พูดอย่างที่พวกท่านพูดได้
ถ้าพวกท่านมาอยู่จุดนี้แทนข้า
ข้าก็สามารถเรียงร้อยถ้อยคำมาต่อว่าพวกท่าน
และส่ายหัวใส่พวกท่านได้
5 แต่ข้ากลับจะให้กำลังใจพวกท่านด้วยปากข้ามากกว่า
และปลอบประโลมพวกท่านด้วยริมฝีปากของข้า เพื่อช่วยให้ท่านคลายจากความเจ็บปวด
6 แต่ตอนนี้ถึงข้าจะพูด ความเจ็บปวดก็ไม่ได้คลายไป
ถึงข้าจะเงียบ ความเจ็บปวดก็ไม่ได้ทิ้งข้าไปอยู่ดี
7 พระเจ้าทำให้ข้าพเจ้าหมดเรี่ยวแรง
พระองค์ทำลายทั้งครอบครัวของข้าพเจ้า
8 พระองค์ทำให้ข้าพเจ้าซูบผอม
ซึ่งคนเอามาเป็นหลักฐานเอาผิดกับข้าพเจ้า
ความผอมแห้งของข้าพเจ้าลุกขึ้นมาต่อว่าข้าพเจ้า
เป็นพยานปรักปรำข้าพเจ้าซึ่งๆหน้า
9 พระองค์ฉีกข้าพเจ้าด้วยความเกรี้ยวโกรธ และอาฆาตแค้นข้าพเจ้า
พระองค์ขบฟันใส่ข้าพเจ้า
พระองค์เป็นศัตรูของข้าพเจ้าที่จ้องข้าพเจ้าเขม็ง
10 ชาวบ้านอ้าปากกว้างหัวเราะเยาะข้าพเจ้า
และตบหน้าเยาะเย้ยข้าพเจ้า เขารวมหัวกันต่อต้านข้าพเจ้า
11 พระเจ้ามอบข้าพเจ้าไปอยู่ใต้อำนาจของคนชั่ว
พระองค์โยนข้าพเจ้าให้ไปตกอยู่ในกำมือของคนเลว
12 เมื่อข้าพเจ้ากำลังสุขสบาย พระองค์หักข้าพเจ้าเป็นชิ้นๆ
พระองค์คว้าคอของข้าพเจ้าและทุบข้าพเจ้าจนละเอียด
พระองค์จับตัวข้าพเจ้ายืนขึ้นเป็นเป้า
13 นักยิงธนูของพระองค์รายล้อมตัวข้าพเจ้าอยู่
พระองค์แทงไตของข้าพเจ้าจมมิดอย่างโหดเหี้ยม
และเทน้ำดีของข้าพเจ้าลงสู่พื้น
14 ข้าพเจ้าเป็นเหมือนกำแพงที่พระองค์ทะลวงเป็นช่องซ้ำแล้วซ้ำเล่าจากทุกด้าน
และพระองค์วิ่งโถมเข้าใส่ข้าพเจ้าราวกับนักรบ
15 ข้าพเจ้าเย็บผ้ากระสอบติดกับหนัง+ 16:15 เย็บผ้ากระสอบติดกับหนัง หมายถึงว่าโยบใส่ผ้ากระสอบไว้ทุกข์ตลอดมาตั้งแต่ต้น และคิดว่าจะใส่อีกตลอดไปข้าพเจ้า
และกำลังข้าพเจ้าก็จมดินไปแล้ว
16 ใบหน้าของข้าพเจ้าแดงก่ำเพราะร่ำไห้
ขอบตาของข้าพเจ้าดำคล้ำไปหมดแล้ว
17 ถึงแม้ว่ามือข้าพเจ้าไม่เคยก่อความรุนแรง
และคำอธิษฐานของข้าพเจ้าบริสุทธิ์
18 แผ่นดินโลกเอ๋ย อย่าปกปิดเลือดของข้าพเจ้าไว้เลย
ขออย่าให้เสียงร้องของข้าพเจ้าหยุดลงเลย แต่ให้มันไปจนทั่ว
19 เดี๋ยวนี้เอง พยานของข้าพเจ้าก็อยู่ในสวรรค์
ผู้ที่พูดแทนข้าพเจ้าก็อยู่เบื้องบนนั้น
20 เพื่อนๆของข้าพเจ้าเย้ยหยันข้าพเจ้า+ 16:20 เพื่อนๆของข้าพเจ้าเย้ยหยันข้าพเจ้า หรือแปลได้อีกอย่างหนึ่งว่า “คนที่พูดแก้ต่างให้กับข้าพเจ้า (บนสวรรค์) เป็นเพื่อนของข้าพเจ้า”
ตาของข้าพเจ้าเทน้ำตาออกให้กับพระเจ้า
21 แต่พยานของข้าพเจ้าจะสู้คดีให้กับพระเจ้า
อย่างที่เพื่อนควรจะทำให้กับเพื่อนของตน
22 เพราะว่าอีกไม่กี่ปี
ข้าพเจ้าก็จะไปตามทางที่ไปแล้วไปลับ
171 วิญญาณของข้าพเจ้าใกล้แตกดับแล้ว วันเวลาของข้าพเจ้าใกล้จะมอดแล้ว
หลุมศพรอคอยข้าพเจ้าอยู่
2 ใช่แล้ว มีแต่คนเยาะเย้ยอยู่รอบตัวข้าพเจ้า
และข้าพเจ้าก็ต้องมองพวกนี้สบประมาทข้าพเจ้า
3 ข้าแต่พระเจ้า
โปรดยอมรับคำยืนยันของข้าพเจ้าที่ว่าข้าพเจ้าบริสุทธิ์ด้วยเถิด
เพราะไม่มีผู้อื่นมายืนยันให้กับข้าพเจ้า
4 เพราะพระองค์ได้ปิดกั้นความคิดของพวกเขาไม่ให้เข้าใจ
พระองค์จะไม่ได้รับการยกย่องจากการทำอย่างนั้น
5 คนพูดกันว่า
‘ผู้ที่ปรักปรำเพื่อนเพราะเห็นแก่ได้
ลูกๆของเขาก็จะหิวหน้ามืด’
6 พระองค์ทำให้ข้าพเจ้าตกเป็นขี้ปากของชาวบ้าน
และเขาต่างถ่มน้ำลายรดหน้าข้าพเจ้า
7 ดวงตาของข้าพเจ้าพร่ามัว เนื่องจากความเศร้าโศก
และแขนขาของข้าพเจ้าผอมเหลือแต่เงา
8 คนดีจะตกตะลึงกับเรื่องนี้
คนบริสุทธิ์ก็จะปลุกเร้าตนเองให้ต่อต้านคนที่ไม่มีพระเจ้า
9 คนที่ทำในสิ่งที่ถูกต้องก็จะยึดมั่นในทางของเขา
และคนมือสะอาดก็จะยิ่งแข็งแกร่งมากขึ้น
10 มาสิ พวกท่านทุกคน โจมตีข้าพเจ้าอีกสิ
ข้าพเจ้าไม่เห็นใครในหมู่พวกท่านฉลาดสักคน
11 วันเวลาของข้าพเจ้าผ่านพ้นไปแล้ว
แผนการของข้าพเจ้าแตกหักแล้ว
คือสิ่งต่างๆที่ข้าพเจ้าหวังไว้นั้น
12 ความหวังเหล่านั้นทำให้กลางคืนเป็นกลางวัน
และนำแสงสว่างมาสู่ความมืด
13 ถ้าข้าพเจ้าคาดหวังว่าแดนคนตายจะเป็นบ้านของข้าพเจ้า
ถ้าข้าพเจ้ากางเตียงนอนในความมืดมิดนั้น
14 ถ้าข้าพเจ้าพูดกับหลุมลึกว่า ‘เจ้าเป็นพ่อของข้า’
และพูดกับหนอนว่า ‘แม่จ๋า หรือ พี่สาวจ๋า’
15 ถ้าข้าพเจ้าทำอย่างนั้น
ความหวังของข้าพเจ้าอยู่ที่ไหนกัน และใครจะเห็นอนาคตที่สดใสสำหรับข้าพเจ้า
16 ความหวังของข้าพเจ้าจะลงไปสู่แดนคนตาย ไม่ใช่หรือ
ทั้งข้าพเจ้าและความหวังของข้าพเจ้า จะลงไปสู่ผงคลีดินด้วยกัน ไม่ใช่หรือ”
18บิลดัดพูดกับโยบ
1 แล้วบิลดัดแห่งชูอาห์ก็กล่าวตอบ
2 “อีกนานไหมท่านถึงจะหยุดพูด
หยุดใคร่ครวญสักหน่อยดีไหม
แล้วเราจะได้พูดกันรู้เรื่อง
3 ทำไมท่านถึงมองพวกเราเหมือนวัวควาย
ทำไมท่านถึงได้มองพวกเราโง่เง่าเต่าตุ่น
4 ท่านนั่นแหละที่ฉีกตัวเองเป็นชิ้นๆด้วยอารมณ์โมโหร้ายของตน
จะให้โลกนี้ถูกทิ้งร้างหรือหินผาถูกเคลื่อนไป
เพื่อให้มันเข้ากับความคิดของท่านหรือ
5 ไม่ว่าท่านจะคิดยังไงความสว่างของคนชั่วจะถูกดับไป
และเปลวไฟของเขาจะไม่ส่องสว่างอีก
6 แสงสว่างในเต็นท์ของเขาจะมืดลง
โคมไฟที่อยู่เหนือเขาจะถูกดับลง
7 ก้าวย่างที่แข็งแกร่งของเขาจะสั้นลง
ส่วนแผนการของเขาจะกลับโค่นเขาเองให้ล้มลง
8 ใช่แล้ว เท้าของเขาก้าวสู่ตาข่ายที่เขาได้เตรียมไว้
และก้าวสู่หลุมพรางที่ปิดซ่อนไว้
9 ส้นเท้าของเขาติดกับดัก
และบ่วงแร้วนั้นรัดเขาไว้แน่น
10 มีเชือกซ่อนไว้บนพื้นเพื่อมัดตัวเขา
มีกับดักซ่อนอยู่บนทางเดินเพื่อดักเขา
11 เรื่องน่ากลัวจากทุกด้านทำให้เขาหวาดหวั่น
และพวกมันไล่ตามส้นเท้าของเขาไป
12 ความหิวโหยกัดกร่อนกำลังของเขา
ความหายนะรอคอยโอกาสที่เขาจะสะดุดล้ม
13 โรคกัดกินผิวหนังของเขา
โรคระบาด+ 18:13 โรคระบาด หรือ แปลตรงๆได้ว่า “ลูกหัวปีของความตาย” กัดกินแขนขาของเขา
14 เขาถูกกระชากออกมาจากเต็นท์อันปลอดภัย
และถูกนำตัวไปเข้าเฝ้ากษัตริย์แห่งความน่าสยองขวัญทั้งหลาย
15 ไฟก็มาอาศัยอยู่ในเต็นท์ของเขา
ไฟกำมะถันถูกหว่านไปทั่วที่พักของเขา
16 รากเบื้องล่างของเขาก็เหี่ยวแห้งไป
กิ่งด้านบนของเขาก็เหี่ยวเฉาลง
17 ความทรงจำถึงเขาก็สูญหายไปจากแผ่นดินโลก
และชื่อของเขาก็ไม่เป็นที่กล่าวถึงตามถนนหนทางอีกต่อไป
18 เขาถูกโยนออกมาจากความสว่างเข้าสู่ความมืด
และถูกขับไล่ออกไปจากแผ่นดินโลก
19 เขาไม่มีลูก ไม่มีผู้สืบสกุลในหมู่ประชาชนของเขา
ในที่ต่างๆที่เขาเคยพัก ไม่มีลูกหลานของเขารอดชีวิตเหลืออยู่
20 คนทางตะวันตกเมื่อได้ยินเรื่องที่เกิดขึ้นกับเขาต่างพากันตกตะลึง
ส่วนคนทางตะวันออกฟังแล้วสยองขวัญ
21 ที่อยู่อาศัยทั้งหลายของคนชั่วก็เป็นอย่างนี้แน่
ส่วนที่อยู่ของคนที่ลืมพระเจ้าก็เป็นอย่างนี้แหละ”
19โยบพูดอีก
1 แล้วโยบก็ตอบว่า
2 “พวกท่านจะทรมานข้าไปอีกนานแค่ไหน
พวกท่านพยายามจะบดขยี้ข้าเป็นชิ้นๆด้วยคำพูดอย่างนี้ไปอีกนานไหม
3 พวกท่านพยายามฉีกหน้าข้ามาตั้งสิบครั้งแล้ว
ยังไม่รู้สึกอายที่ทำผิดต่อข้าอย่างนี้หรือ
4 สมมุติว่าข้าได้ทำผิดจริง
ข้าเองจะต้องเป็นผู้รับผิด
5 ถ้าพวกท่านพองตัวว่าดีกว่าข้า
และถือเอาความตกต่ำของข้าเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าข้าผิด
6 ก็รู้ไว้เถิดว่าเป็นพระเจ้าที่ทำให้ข้าดูเหมือนเป็นคนผิด
แล้วปิดล้อมโจมตีข้าอย่างนี้
7 ถึงข้าจะร้องว่า ‘ช่วยด้วย ข้าถูกโบยตี’
ก็ไม่มีใครฟังข้าอยู่ดี
ถึงข้าจะร้องให้ช่วย
ก็ยังไม่มีความยุติธรรมเกิดขึ้น
8 พระองค์กั้นทางข้าไม่ให้ผ่าน
และทำให้เส้นทางทั้งหลายของข้ามืดไป
9 พระองค์ปลดศักดิ์ศรีของข้าไปหมด
และถอดมงกุฎไปจากหัวข้า
10 พระองค์รื้อข้าลงจากทุกด้าน จนข้าสูญสิ้นไป
ความหวังของข้าถูกพระองค์ถอนรากถอนโคนเหมือนต้นไม้
11 พระองค์จุดความโกรธเกรี้ยวต่อข้า
และนับว่าข้าเป็นศัตรูของพระองค์
12 กองทัพทั้งหลายของพระองค์เรียงหน้าบุกเข้ามาพร้อมกัน
พวกเขาสร้างเนินดินไว้บุกกำแพงข้า
และตั้งค่ายล้อมรอบเต็นท์ของข้า
13 พระองค์ทำให้พี่น้องของข้าเหินห่างจากข้า
ส่วนเพื่อนๆของข้าทำตัวเป็นคนแปลกหน้ากับข้า
14 ญาติพี่น้องและพวกเพื่อนสนิทของข้าได้ทอดทิ้งข้าไป
แขกทั้งหลายที่เคยมาบ้านข้าหลงลืมข้าหมดแล้ว
15 สาวใช้ของข้ามองข้าเป็นคนแปลกหน้า
ข้ากลายเป็นคนต่างด้าวในสายตาพวกเขา
16 ข้าเรียกทาสชายของข้า แต่เขาไม่ตอบ
แม้ข้าจะอ้อนวอนให้เขามาช่วยก็ตาม
17 กลิ่นปากของข้าเป็นที่น่ารังเกียจแก่เมียข้า
และพี่น้องท้องเดียวกับข้าก็สะอิดสะเอียนข้า
18 แม้แต่เด็กเล็กๆก็ดูหมิ่นข้า
เมื่อข้ายืนขึ้นพูด พวกเขาก็พูดต่อว่าข้า
19 พวกเพื่อนสนิททุกคนของข้าต่างก็สะอิดสะเอียนข้า
ส่วนคนเหล่านั้นที่ข้ารักก็หักหลังข้า
20 กระดูกของข้าอ่อนปวกเปียกซะจนต้องเกาะหนังและเนื้อไว้
ข้ารอดตายอย่างหวุดหวิดเหลือแต่หนังหุ้มฟัน
21 เพื่อนๆของข้า สงสารข้าด้วย สงสารข้าด้วยเถิด
เพราะมือของพระเจ้าได้ตบตีข้า
22 ทำไมพวกท่านต้องไล่ล่าข้าเหมือนกับที่พระเจ้าทำอยู่นี้
กินเนื้อข้ายังไม่อิ่มหรือ
23 ข้าอยากให้มีคนบันทึกคำพูดของข้าเหลือเกิน
ข้าอยากให้จารึกไว้บนแผ่นหิน
24 ข้าอยากให้สลักคำพูดทั้งหมดของข้าไว้บนแผ่นหินตลอดไป
ด้วยสิ่วเหล็กและเคลือบตะกั่ว
25 เพราะข้ารู้ว่าผู้ที่จะแก้ต่างให้กับข้านั้นมีชีวิตอยู่
เขาจะยืนขึ้นในที่สุดเพื่อพูดแทนข้าบนผืนดินนี้
26 แม้ว่าหนังของข้าจะถูกถลกออกไปแล้วก็ตาม
แต่ข้าก็ยังอยากจะเห็นพระเจ้าในขณะที่ข้ายังอยู่ในเนื้อหนังนี้
27 ข้าอยากจะเห็นพระองค์ด้วยตัวข้าเอง
ด้วยตาของข้าเอง ไม่ใช่มีแต่คนอื่นเห็น
ข้าคอยจนเหนื่อยใจแล้ว
28 เมื่อพวกท่านพูดว่า ‘ไล่ล่ามันไป’
และกล่าวว่า ‘ปัญหาของมันก็อยู่ที่ตัวมันนั่นแหละ’
29 ให้ระวังดาบไว้ให้ดี
เพราะความโกรธเกรี้ยวของพวกท่าน สมควรจะถูกลงโทษด้วยดาบ
แล้วพวกท่านจะได้รู้ว่าการพิพากษามีจริง”
20โศฟาร์ตอบโยบ
1 แล้วโศฟาร์ชาวนาอามาห์ตอบว่า
2 “เรื่องนี้รบกวนใจเหลือเกิน
ความคิดของข้าบีบให้ข้าต้องโต้ตอบออกมา
3 ข้าต้องทนฟังคำว่ากล่าวตักเตือนที่ดูถูกข้า
ความเข้าใจของข้าดลใจให้ข้าต้องตอบท่านไป
4 ตั้งแต่สมัยโบราณมา
ตั้งแต่เมื่อครั้งที่มนุษย์ถูกวางไว้บนแผ่นดินโลก
ท่านไม่รู้หรือว่า
5 เสียงโห่ร้องแห่งชัยชนะของคนชั่วอยู่ไม่นาน
ความยินดีของคนไม่นับถือพระเจ้าก็อยู่แค่ประเดี๋ยวเดียว
6 แม้ความเย่อหยิ่งของเขาสูงเสียดฟ้า
และหัวของเขาขึ้นไปถึงหมู่เมฆ
7 แต่เขาจะหายไปตลอดกาลอย่างกับขี้ของเขาเอง
คนที่เคยเห็นเขาจะพูดว่า ‘พวกนั้นอยู่ไหนแล้ว’
8 พวกเขาจะบินไปเหมือนกับความฝันและจะไม่มีใครพบเขาอีกแล้ว
เขาจะถูกไล่ไปเหมือนกับภาพฝันในยามค่ำคืน
9 ดวงตาที่เคยเห็นพวกเขา จะไม่เห็นพวกเขาอีก
ที่ที่พวกเขาอยู่จะไม่เห็นพวกเขาอีก
10 เมื่อมือของคนชั่วเหล่านั้นจะต้องคืนความร่ำรวยที่โกงมากลับไป
ลูกๆของพวกเขาจะต้องหันไปขอความช่วยเหลือจากคนยากจน
11 ในขณะที่พวกเขายังเป็นหนุ่มและแข็งแรง
พวกเขาจะต้องนอนตายลงในผงคลีดิน
12 แม้ความชั่วร้ายจะหอมหวานในปากของพวกเขา
แม้พวกเขาจะให้มันละลายอยู่ใต้ลิ้น
13 แม้พวกเขาจะไม่ยอมปล่อยมันไป
และอมไว้ในปาก
14 แต่อาหารประเภทนั้นจะกลับบูดเปรี้ยวในท้องของพวกเขา
มันจะเป็นเหมือนพิษงูในร่างกายของพวกเขา
15 ความมั่งคั่งที่พวกเขากลืนเข้าไปนั้น พวกเขาจะต้องอ้วกออกมา
พระเจ้าจะโยนมันออกมาจากท้องของพวกเขา
16 พวกเขาจะดูดดื่มพิษงู
เขี้ยวของงูพิษจะฆ่าพวกเขาเสีย
17 พวกเขาจะไม่ได้เห็นธารน้ำมันมะกอก
และธารน้ำเชื่อมผลไม้
18 พวกเขาจะต้องคืนสิ่งที่เขาโกงมา เขาจะไม่สามารถกลืนมันลงไปได้
พวกเขาจะไม่ได้สนุกสนานกับผลกำไรจากการค้าของเขา
19 เพราะพวกเขาได้กดขี่และทอดทิ้งคนยากจน
พวกเขาได้ยึดบ้านที่เขาไม่ได้สร้างขึ้นมา
20 พวกเขาไม่ยอมปล่อยให้สิ่งที่พวกเขาอยากได้หลุดลอยไป
เพราะท้องของเขาร้องหิวตลอดเวลา
21 พวกเขากินอย่างตะกละตะกลามจนไม่เหลืออะไรเลย
ดังนั้นความเจริญรุ่งเรืองของเขาจะไม่ยั่งยืน
22 ในยามที่คนชั่วอิ่มหนำสำราญนั้น ความทุกข์ยากจะเกิดขึ้นกับพวกเขา
ความเดือดร้อนจะถาโถมเข้าใส่พวกเขาอย่างสุดฤทธิ์
23 พระเจ้าจะยัดเยียดความเกรี้ยวโกรธของพระองค์ให้กับคนชั่วเหล่านั้นจนอิ่มแปล้
พระองค์จะเทความเกรี้ยวโกรธอย่างฝนให้เป็นอาหารพวกเขา
24 คนชั่วจะวิ่งหนีอาวุธเหล็ก
แต่ลูกธนูทองสัมฤทธิ์จะแทงทะลุตัวเขา
25 เขาจะดึงลูกธนูออกจากแผ่นหลัง
เขาดึงหัวลูกธนูที่อาบเลือดมันวับออกจากถุงน้ำดีของเขา
แล้วเรื่องน่าสะพรึงกลัวทั้งหลายตกลงบนพวกเขา
26 แดนมืดมิดนั้นได้สำรองที่ไว้แล้วสำหรับทรัพย์สมบัติของเขา
ไฟที่ไม่ต้องโหมพัดโดยมนุษย์ จะเผาผลาญพวกเขาไป
ไฟจะเผาผลาญทุกสิ่งที่เหลืออยู่ในเต็นท์ของเขา
27 ฟ้าสวรรค์จะเปิดเผยความชั่วร้ายของพวกเขา
และแผ่นดินโลกจะลุกขึ้นต่อต้านเขา
28 กระแสน้ำท่วมจะกวาดบ้านเขาไป
น้ำจะลากมันไปในวันที่พระเจ้าเกรี้ยวโกรธ
29 นี่คือส่วนแบ่งที่พระเจ้าให้กับคนชั่ว
นี่คือมรดกที่พระองค์กำหนดไว้ให้กับพวกเขา”
21โยบตอบอีกแล้ว
1 แล้วโยบก็ตอบว่า
2 “ตั้งใจฟังคำพูดของข้าหน่อย
นั่นแหละเป็นวิธีที่พวกท่านจะปลอบใจข้า
3 อดทนกับข้าหน่อย ปล่อยให้ข้าพูดเถิด
แล้วเมื่อข้าพูดจบแล้ว อยากจะเยาะเย้ยข้าต่อก็เชิญ
4 คำบ่นของข้าไม่ได้ต่อว่ามนุษย์ซักหน่อย
แล้วเรื่องอะไรข้าจะต้องอดทนกับพระองค์ต่อไป
5 มองดูข้าสิ แล้วให้ท่านตกตะลึง
อ้าปากค้างพูดไม่ออก
6 เมื่อข้าคิดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นกับข้านี้
ข้าก็ตกใจ สั่นสะท้านไปทั้งตัว
7 ทำไมคนชั่วจึงมีชีวิตอยู่
ทำไมพวกเขาอยู่จนแก่เฒ่าและมีอิทธิพลมากขึ้น
8 พวกเขาเห็นลูกๆเติบโตขึ้น
พวกเขาอยู่จนได้เห็นหน้าของหลานๆ
9 บ้านของพวกเขาปลอดภัย พวกเขาไม่ต้องกลัวอะไร
พระเจ้าไม่ได้เอาไม้เรียวตีพวกเขา
10 วัวผู้ของพวกเขาทำให้ตัวเมียตั้งท้อง ไม่เคยพลาด
วัวตัวเมียของพวกเขาคลอดลูก ไม่เคยแท้ง
11 พวกคนชั่วส่งลูกๆออกไปเล่นกันเหมือนพวกลูกแกะ
เด็กๆเหล่านั้นต่างพากันกระโดดโลดเต้น
12 พวกเขาร้องเพลง ตีกลองรำมะนา และดีดพิณ
เฉลิมฉลองกันด้วยเสียงปี่
13 ตลอดวันเวลาของเขาผ่านไปอย่างรุ่งโรจน์
เขาลงไปสู่แดนคนตายอย่างสงบสุข
14 พวกเขาพูดกับพระเจ้าว่า ‘อย่ามายุ่งกับพวกเรา
พวกเราไม่ต้องการเรียนรู้ทางทั้งหลายของพระองค์
15 พระองค์ผู้ทรงฤทธิ์เป็นใคร ที่เราจะต้องไปบูชา
ถ้าเราอธิษฐานต่อพระองค์แล้วจะได้อะไร’
16 ที่พวกเขารวยก็มาจากความสามารถของพวกเขาเองไม่ใช่หรือ
เขาวางแผนชั่วยังไงพระองค์ก็ไม่สน+ 21:16 เขาวางแผนชั่วยังไงพระองค์ก็ไม่สน มาจากแปลกรีกโบราณ ส่วนสำเนาฮีบรูที่นิยมใช้กันเขียนว่า “แต่ข้าถือว่าความคิดของคนชั่วเหล่านั้นเป็นเรื่องน่ารังเกียจ”
17 มีสักกี่ครั้งที่ตะเกียงของคนชั่วโดนดับไป
มีสักกี่ครั้งที่ความพินาศเกิดขึ้นกับพวกเขา
มีสักกี่ครั้งที่พระเจ้าแจกจ่ายความเจ็บปวดให้กับพวกเขาตอนที่พระเจ้าเกรี้ยวโกรธ
18 มีสักกี่ครั้ง ที่พวกเขาถูกพัดปลิวไปเหมือนฟาง
มีสักกี่ครั้ง ที่พวกเขาถูกพายุหอบไปเหมือนแกลบ
19 ท่านอาจแย้งว่า ‘พระเจ้าจะสะสมโทษให้ไปตกที่ลูกๆของพวกเขา’
แต่ข้าว่า ‘พระองค์น่าจะให้โทษนั้นตกกับพวกเขา เพื่อพวกเขาจะได้เจอกับตัวเอง’
20 ขอให้ดวงตาของคนชั่วเห็นความพินาศของตัวเอง
และให้เขาดื่มความโกรธของพระองค์ผู้ทรงฤทธิ์
21 เพราะคนพวกนี้ไม่ได้สนใจอยู่แล้วว่า จะเกิดอะไรขึ้นกับครอบครัวหลังจากที่ตัวเขาจากไป
คือเมื่อจำนวนเดือนของเขาถูกตัดขาดเสียแล้ว
22 ใครจะไปสั่งสอนพระเจ้าได้
ขนาดพวกเทพเจ้า พระองค์ยังพิพากษาเลย
23 มนุษย์คนหนึ่งตาย
ตอนที่ยังร่ำรวย อยู่สุขสบายและมั่นคง
24 ยังมีน้ำยาอยู่เลย
และกระดูกของเขาก็ยังแข็งแรงอยู่
25 แต่มนุษย์อีกคนหนึ่งตายไปด้วยความขมขื่น
ในชีวิตเขาไม่เคยได้ชิมของดีอะไรเลย
26 ทั้งสองคนนี้นอนตายด้วยกันในธุลีดิน
และตัวหนอนก็มาห่อหุ้มเขาทั้งสอง
27 ข้ารู้นะว่าพวกท่านคิดอะไรอยู่
และรู้ถึงแผนการร้ายของท่านที่มีต่อข้า
28 เพราะพวกท่านว่า ‘บ้านที่ผู้ทรงอิทธิพลเคยอยู่นั้นหายไปไหนแล้ว
และเต็นท์ที่พวกคนชั่วเคยอยู่กันหายไปไหนแล้ว’
29 ท่านไม่เคยถามพวกคนเดินทางหรือ
ไม่เคยฟังเรื่องที่พวกเขาเล่าหรือ ที่ว่า
30 มีคนชั่วเยอะแยะที่ไม่เจอกับวันหายนะ
พวกเขารอดพ้นจากวันแห่งความเกรี้ยวโกรธ
31 มีใครบ้างที่กล้าไปเตือนเขาต่อหน้าถึงสิ่งที่เขาทำ
มีใครบ้างที่ตอบแทนพวกเขาสำหรับสิ่งที่พวกเขาทำลงไป
32 เมื่อเขาถูกแห่ไปที่หลุมฝังศพ
ก็มียามดูแลอุโมงค์ให้
33 ดินที่ถมทับพวกเขาก็หอมหวาน
และทุกคนต่างเดินตามหลังขบวนแห่ศพของเขา
และมีฝูงชนจำนวนนับไม่ถ้วนเดินนำหน้า
34 แล้วพวกท่านยังจะเอาคำพูดไร้สาระอย่างนี้ มาปลอบใจข้าหรือ
คำตอบของพวกท่านนี้มันทรยศเพื่อนชัดๆ”
22เอลีฟัสตอบโยบ
1 แล้วเอลีฟัสชาวเทมานก็ตอบว่า
2 “พระเจ้าจะได้ผลประโยชน์จากมนุษย์ได้หรือ
แม้แต่คนที่ฉลาดที่สุดจะมาช่วยเหลือพระองค์ได้หรือ
3 ถ้าเจ้าทำดี พระองค์ผู้ทรงฤทธิ์ได้อะไรพิเศษขึ้นมาหรือ
ถ้าเจ้าทำตัวไม่มีที่ติ มันเพิ่มกำไรให้กับพระองค์หรือ
4 ที่พระองค์ติเตียนเจ้า และฟ้องร้องเจ้าในศาลนี่นะ
เป็นเพราะเจ้ายำเกรงพระเจ้าหรือ
5 ไม่ใช่ เป็นเพราะความชั่วร้ายอันยิ่งใหญ่
และความผิดบาปที่ไม่มีที่สิ้นสุดของเจ้าต่างหาก
6 เพราะเจ้ายึดของประกันจากพี่น้องด้วยกันโดยไม่มีเหตุ
และเจ้ายังเปลื้องผ้าของคนที่ไม่มีอะไรจะใส่อยู่แล้ว
7 เจ้าไม่ให้น้ำกับคนที่เหนื่อยล้าดื่ม
และหน่วงเหนี่ยวขนมปังไว้ไม่ให้คนที่หิวโหยกิน
8 เจ้ามองว่าแผ่นดินเป็นของผู้มีอำนาจ
เจ้ามองว่าผู้มีอิทธิพลเท่านั้นที่มีสิทธิ์ถือครอง
9 เจ้าไล่แม่หม้ายออกไปตัวเปล่าๆ
และบดขยี้พวกเด็กกำพร้า
10 นั่นเป็นเหตุที่มีกับดักอยู่รายล้อมตัวเจ้า
อันตรายที่เจ้าคิดไม่ถึงทำให้เจ้ากลัวขึ้นมาอย่างจับจิตจับใจ
11 แสงสว่างคือความมืดมิดสำหรับเจ้า เจ้าจึงมองไม่เห็น
และมีน้ำท่วมท้นตัวเจ้า
12 พระเจ้าอยู่ในที่สูงนั้นบนฟ้าสวรรค์ไม่ใช่หรือ
มองดูหมู่ดาวที่อยู่สูงสุดพวกนั้นสิ มันสูงจริงๆ
13 แต่เจ้ากลับพูดว่า ‘พระเจ้าจะรู้อะไร
พระองค์จะมองทะลุผ่านเมฆอันมืดทึบนั้นลงมาตัดสินได้หรือ
14 เมฆหนาทึบเหล่านั้นเป็นเหมือนผ้าคลุมหน้าพระองค์ไว้ ที่ทำให้พระองค์มองไม่เห็นอะไร
ในขณะที่พระองค์เดินไปมาบนโดมแห่งฟ้าสวรรค์’
15 เจ้ายังจะเดินตามเส้นทางเก่านั้น
ที่คนชั่วเคยเดินมาแล้วหรือ
16 คนชั่วพวกนั้นถูกกระชากไปก่อนเวลาของพวกมัน
รากฐานของพวกเขาถูกน้ำท่วมซัดไป
17 คนชั่วเหล่านั้นเคยพูดกับพระเจ้าว่า
‘ไปให้พ้นจากพวกเรา’ และ
‘พระองค์ผู้ทรงฤทธิ์จะทำอะไรกับพวกเราได้’
18 ทั้งๆที่เป็นพระองค์เองที่ทำให้บ้านของพวกเขาเต็มไปด้วยของดีๆ
เขาวางแผนชั่วยังไงพระองค์ก็ไม่สน+ 22:18 เขาวางแผน … ไม่สน มาจากแปลกรีกโบราณ ส่วนสำเนาฮีบรูที่นิยมใช้กันเขียนว่า “แต่ข้าถือว่า ความคิดของคนชั่วเหล่านั้นเป็นเรื่องน่ารังเกียจ”
19 คนดีจะเห็นความพินาศของคนชั่วและจะดีใจ
คนบริสุทธิ์จะหัวเราะเยาะพวกเขา
20 และพูดว่า ‘พวกศัตรูของเราโดนตัดไปแล้วแน่
ไฟได้เผาทุกอย่างที่พวกนั้นได้เหลือไว้’
21 ให้ปรองดองกับพระเจ้าซะ และอยู่อย่างสงบสุข
แล้วสิ่งดีๆก็จะเกิดกับเจ้า
22 รับคำสั่งสอนจากปากของพระองค์เถิด
และเก็บคำพูดของพระองค์ไว้ในใจ
23 ถ้าเจ้ากลับมาหาพระองค์ผู้ทรงฤทธิ์ เจ้าจะถูกสร้างขึ้นใหม่
ถ้าเจ้านำสิ่งชั่วร้ายไปให้ห่างจากพวกเต็นท์ของเจ้า
24 ถ้าเจ้าถือว่าทองคำเป็นฝุ่น
และมองทองคำแห่งโอฟีร์ว่าเป็นหินกลางแม่น้ำ
25 ถ้าเจ้าเอาพระองค์ผู้ทรงฤทธิ์เป็นทองคำของเจ้า
และเป็นเงินกองพะเนินของเจ้า
26 เมื่อนั้นเจ้าจะได้ชื่นชมยินดีในพระองค์ผู้ทรงฤทธิ์
และเจ้าจะได้เงยหน้าขึ้นหาพระเจ้า
27 เจ้าจะอธิษฐานต่อพระองค์ และพระองค์จะฟังเจ้า
และเจ้าจะได้แก้บนของเจ้า
28 แล้วไม่ว่าเจ้าจะตัดสินใจทำอะไร เจ้าก็จะประสบผลสำเร็จ
และแสงสว่างจะส่องลงมาบนเส้นทางทั้งหลายของเจ้า
29 เมื่อคนอื่นๆตกต่ำ เจ้าจะได้พูดว่า ‘เชิดหน้าไว้’
และพระองค์ก็จะช่วยคนที่ถ่อมสุภาพให้รอดพ้น+ 22:29 เมื่อคนอื่นๆ … ให้รอดพ้น หรืออาจแปลได้ว่า “เมื่อคนอื่นตกต่ำเป็นเพราะว่าพวกเขาหยิ่งยโส แต่พระองค์จะช่วยคนที่ถ่อมสุภาพให้รอดพ้น”
30 พระองค์ช่วยกู้แม้แต่คนที่มีความผิด
และคนเหล่านั้นที่มีความผิดจะได้รับการช่วยกู้ผ่านทางมือที่สะอาดสะอ้านของเจ้า”
23โยบตอบอีกแล้ว
1 แล้วโยบก็ตอบว่า
2 “แม้แต่ตอนนี้ ข้าก็ยังร้องบ่นด้วยความขมขื่น
มือของพระองค์หนักอึ้งอยู่บนตัวข้าทั้งๆที่ข้าร้องครวญคราง
3 อยากรู้เหลือเกินว่า จะไปหาพระองค์ได้ที่ไหน
จะได้เข้าไปถึงที่พักของพระองค์
4 ข้าจะยื่นคดีของข้าต่อหน้าพระองค์
และจะให้ปากข้าเต็มไปด้วยข้อพิสูจน์ว่าข้าถูก
5 แล้วจะได้รู้ว่าพระองค์จะตอบข้าว่ายังไง
จะได้เข้าใจถึงสิ่งที่พระองค์จะพูดกับข้า
6 พระองค์จะโต้แย้งคดีกับข้าด้วยฤทธิ์อำนาจอันยิ่งใหญ่ของพระองค์หรือ
ไม่หรอก พระองค์จะต้องฟังข้าแน่
7 คนซื่อตรงมีสิทธิ์ที่จะชี้แจงเหตุผลให้กับพระองค์ได้
แล้วข้าจะได้หลุดพ้นจากคดีนี้ของข้าตลอดไป
8 ถ้าข้าไปทางทิศตะวันออก พระองค์ก็ไม่ได้อยู่ที่นั่น
หรือถ้าข้าไปทางทิศตะวันตก ข้าก็มองไม่เห็นพระองค์เหมือนกัน
9 ถ้าข้าไปทางเหนือ พระองค์ซ่อนตัว ข้าก็หาพระองค์ไม่เจอ
ถ้าข้าหันไปทางใต้ ข้าก็ไม่พบพระองค์เหมือนกัน
10 แต่พระองค์รู้ดีว่าข้าไปตามเส้นทางไหน
เมื่อพระองค์ทดสอบข้า ก็จะเห็นว่าข้าเป็นเหมือนทองคำบริสุทธิ์
11 เท้าของข้าได้เดินตามรอยเท้าของพระองค์ไป
ข้าได้ยึดมั่นในเส้นทางของพระองค์นั้น ข้าไม่ได้ออกนอกลู่นอกทางเลย
12 ข้าไม่ได้ละไปจากคำสั่งที่ออกจากริมฝีปากของพระองค์เลย
แต่ข้าได้สะสมคำพูดจากปากของพระองค์มากกว่าที่กำหนดให้ซะอีก
13 แต่พระองค์เด็ดขาด ไม่มีใครทำให้พระองค์เปลี่ยนใจได้
เมื่อพระองค์อยากจะทำอะไร พระองค์ก็จะทำสิ่งนั้น
14 สิ่งที่พระองค์ได้กำหนดไว้ให้กับข้า พระองค์จะทำให้สำเร็จ
แล้วพระองค์มีแผนการอย่างนี้มากมายในจิตใจของพระองค์
15 ข้าก็เลยกลัวเมื่ออยู่ต่อหน้าพระองค์
แค่คิด ข้าก็กลัวพระองค์แล้ว
16 พระเจ้าทำให้จิตใจข้าขลาดกลัว
พระองค์ผู้ทรงฤทธิ์ทำให้ข้าหวาดหวั่น
17 แต่ถึงอย่างนั้นก็ตาม ข้าจะไม่ให้ความมืดปิดปากข้า
ถึงแม้ว่าความมืดอันหนาทึบจะมาปกคลุมหน้าข้าไว้
241 ทำไมพระองค์ผู้ทรงฤทธิ์ถึงไม่ได้กำหนดวันต่างๆที่จะตัดสินคดีต่างๆ
ทำไมคนเหล่านั้นที่รู้จักพระองค์ถึงมองไม่เห็นวันเหล่านั้นที่พระองค์ลงโทษคนชั่ว
2 คนชั่วย้ายหลักเขตที่ดิน
พวกเขาขโมยฝูงแพะแกะไปรวมเข้ากับฝูงตัวเอง
3 เขาต้อนเอาลาของเด็กกำพร้าไป
และยึดเอาวัวตัวผู้ของแม่หม้ายเป็นประกัน
4 เขาผลักคนขัดสนไปจากถนนหนทาง
คนยากจนของแผ่นดินต่างต้องไปซ่อนตัวไว้
5 คนยากจนต้องออกไปทำงานหนัก
คุ้ยหาอาหารให้ลูกกินในที่รกร้างว่างเปล่าเหมือนลาป่าในทะเลทราย
6 พวกเขาต้องไปเก็บเกี่ยวในทุ่งนาของคนอื่น
และเก็บเศษผลองุ่นในสวนองุ่นของคนชั่ว
7 ในตอนกลางคืน พวกเขาต้องนอนตัวเปลือยเปล่า
ไม่มีเสื้อผ้าใส่ ไม่มีผ้าห่มกันหนาว
8 ฝนจากเทือกเขาทำให้พวกเขาเปียก
พวกเขายึดเอาซอกหินเพราะไม่มีที่อื่นที่จะไปหลบ
9 พวกคนชั่วกระชากเด็กที่กำพร้าพ่อไปจากอกแม่
และเอาทารกของคนยากจนเป็นประกัน
10 พวกคนจนเหล่านั้นเดินเปลือยเปล่า ไม่มีเสื้อผ้าใส่
พวกเขาต้องแบกฟ่อนข้าวให้กับคนอื่น ทั้งๆที่ตัวเองหิวโซไม่มีอะไรจะกิน
11 พวกเขาต้องคั้นน้ำมันมะกอกในสวนของคนชั่ว
และต้องเหยียบย่ำองุ่นอยู่ในบ่อทั้งๆที่ตัวเองกระหายไม่มีอะไรจะดื่ม
12 ส่วนในเมืองนั้น คนที่กำลังจะตายต่างร้องครวญคราง
และลำคอของผู้บาดเจ็บร่ำร้องขอความช่วยเหลือ
แต่พระเจ้าก็ไม่ได้สนใจต่อคำร้องขอของพวกเขา+ 24:12 แต่พระเจ้า … พวกเขา อาจจะแปลได้ว่า “แต่พระเจ้าไม่ได้สนใจว่าคนจะกดขี่ข่มเหงคนจนขนาดไหน”
13 มีบางคนที่เกลียดแสงสว่างในตอนกลางวัน
พวกเขาไม่คุ้นกับหนทางที่มีแสงสว่าง
และไม่ชอบอยู่บนเส้นทางทั้งหลายที่มีแสงสว่าง
14 ฆาตกรลุกขึ้นมาตอนใกล้ค่ำ
เพื่อไปฆ่าคนจนและคนขัดสน
แล้วในกลางคืนเขาก็ทำตัวเป็นขโมย
15 สายตาของคนเล่นชู้นั้นก็เฝ้ารอให้ดวงอาทิตย์ตก
และพูดว่า ‘ไม่มีสายตาไหนเห็นข้าหรอก’
และเขาก็ปิดบังหน้าของเขา
16 ตอนมืดขโมยก็ขุดช่องเข้าไปในบ้านของคนอื่น
ในตอนกลางวันขโมยพวกนี้ก็เก็บตัวไว้
พวกเขาไม่คุ้นกับแสงสว่าง
17 สำหรับคนพวกนี้ ความมืดอันลึกล้ำนั้นก็เปรียบเหมือนเวลาเช้า
พวกเขาเป็นเพื่อนกับเรื่องน่าสยดสยองทั้งหลายของความมืดมิดอันลึกล้ำ
18 ขอให้คนชั่วเหล่านี้ลอยละลิ่วไปเหมือนฟางแห้งที่ลอยอยู่บนน้ำ
ขอให้ทรัพย์สมบัติของเขาบนแผ่นดินถูกสาปแช่ง
ขออย่าให้มีใครไปทำงานในสวนองุ่นของพวกเขา
19 ขอให้แดนคนตายลักเอาคนที่ทำบาปเหล่านี้ไป
เหมือนกับความแห้งแล้งและความร้อนระอุลักเอาน้ำที่ละลายจากหิมะไป
20 ขอให้แม่ของพวกเขาลืมเขาไป
ขอพวกหนอนมองพวกเขาเป็นของหวาน
ขอให้คนลืมพวกเขาอย่างสนิท
ขอให้คนชั่วช้าถูกหักลงเหมือนต้นไม้
21 คนชั่วเอาเปรียบผู้หญิงที่ไม่มีลูก
พวกเขาไม่ยอมช่วยเหลือแม่หม้าย
22 แต่ว่าพระเจ้าใช้ฤทธิ์อำนาจของพระองค์ต่อชีวิตให้กับพวกผู้มีอิทธิพลเหล่านั้น
ถึงแม้ในยามที่พวกเขาคิดว่าจะต้องตายแล้ว พวกเขาก็ยังลุกขึ้นมาใหม่ได้อีก
23 พระเจ้าปกป้องและค้ำจุนพวกเขา
พระองค์เฝ้าดูแลทุกย่างก้าวของพวกเขา
24 แต่ถึงแม้พวกคนชั่วจะอยู่ในตำแหน่งสูงระยะหนึ่ง
ขอให้เขาสูญสิ้นไป
ขอให้เขาตกต่ำลง
ขอให้เขาเหี่ยวแห้งไปอย่างวัชพืช
ขอให้เขาเฉาตายไปอย่างยอดรวงข้าว
25 เรื่องนี้ไม่มีใครพิสูจน์ได้หรอกว่าข้าโกหก
ไม่มีใครชี้ได้หรอกว่าข้าพูดผิด”
25บิลดัดตอบโยบ
1 แล้วบิลดัดชาวชูอาห์ก็ตอบว่า
2 “พระเจ้าทรงครอบครอง พระองค์น่ายำเกรง
พระองค์สร้างสันติในสวรรค์ชั้นฟ้าของพระองค์
3 ทหารในกองทัพของพระองค์นั้นนับไม่ถ้วน
แสงสว่างของพระองค์สาดส่องลงมายังทุกคน
4 มนุษย์จะเป็นผู้บริสุทธิ์ต่อหน้าพระเจ้าได้หรือ
คนที่เกิดจากผู้หญิงจะสะอาดบริสุทธิ์ได้หรือ
5 ขนาดดวงจันทร์ก็ยังไม่สุกใส
และหมู่ดาวก็ยังไม่บริสุทธิ์ในสายตาของพระองค์เลย
6 แล้วนับประสาอะไรกับมนุษย์
ที่เป็นเพียงแมลงหนอน
และนับประสาอะไรกับคนเราที่เป็นแค่ตัวหนอน”
26โยบพูดอีก
1 แล้วโยบก็ตอบว่า
2 “ท่านนี่ช่างช่วยเหลือผู้ที่หมดเรี่ยวแรงได้ดีมาก
ท่านนี่ช่างเป็นผู้ช่วยให้รอดจริงๆสำหรับผู้ที่อ่อนแอ
3 ท่านช่างให้คำปรึกษาที่มหัศจรรย์กับผู้ที่ขาดปัญญาเสียจริง
ท่านช่างให้คำแนะนำที่แสนจะวิเศษมากมายเสียนี่กระไร
4 ใครกันนี่ที่มาช่วยให้ท่านเปล่งคำพูดออกมาอย่างนี้
วิญญาณของใครกันนี่ที่กำลังออกมาจากพวกท่าน
5+ 26:5 ข้อ 5-14 มีนักวิชาการหลายท่านเชื่อว่าเป็นคำพูดของบิลดัด เขาพูดต่อจากบทที่ 25 วิญญาณคนตายทั้งหลายตัวสั่นเทิ้มด้วยความกลัว
ในแดนคนตายที่อยู่ใต้ชั้นน้ำซึ่งอยู่ใต้แผ่นดินโลก
6 ต่อหน้าพระเจ้า แม้แต่แดนคนตายก็เปลือยอยู่
ดินแดนแห่งความพินาศนั้นไม่มีอะไรปกปิด
7 พระองค์คลี่ฟ้าทางเหนือออกเหนือที่เวิ้งว้าง
และแขวนโลกเอาไว้บนความว่างเปล่า
8 พระองค์ห่อน้ำไว้ในเมฆอันหนาทึบของพระองค์
และน้ำนั้นไม่ได้ทำให้เมฆฉีกขาด
9 พระองค์เอาเมฆของพระองค์
ปูคลุมหน้าของดวงจันทร์เต็มดวง
10 พระองค์ขีดเส้นขอบฟ้าไว้เหนือทะเล
แบ่งเขตแดนระหว่างความสว่างกับความมืด
11 เมื่อพระองค์ตะโกน
พวกเสาหลักของฟ้าสวรรค์ก็สะดุ้งสั่นไหว
12 พระองค์ใช้พละกำลังปราบทะเลให้สงบลง
และใช้ปัญญาของพระองค์บดขยี้ราหับ+ 26:12 ราหับ นางเป็นสัตว์ประหลาดในทะเลในเทพนิยายของชาวคานาอันที่เชื่อว่าก่อความอลหม่าน สับสนวุ่นวาย นางราหับเป็นสัญลักษณ์ของพวกศัตรูของพระเจ้าหรือสิ่งชั่วร้าย
13 ลมหายใจของพระองค์ทำให้ฟ้าสว่างสดใส
มือของพระองค์แทงงูใหญ่+ 26:13 งูใหญ่ ให้ดูคำว่า “เลวีอาธาน” ท้ายหน้าของบทที่ 3:8 ที่กำลังเลื้อยหนีไป
14 นี่เป็นแค่เสี้ยวเดียวของสิ่งที่พระองค์ทำ
ที่เราได้ยินนี้เป็นแค่เสียงกระซิบของฤทธิ์อำนาจพระองค์เท่านั้น
ส่วนฤทธิ์อำนาจทั้งหมดที่กึกก้องเหมือนฟ้าร้องนั้น ใครจะไปเข้าใจได้”
271 โยบเริ่มพูดต่ออีกว่า
2 “ถึงแม้ว่าพระองค์เอาความยุติธรรมไปจากข้า
ถึงแม้ว่าพระองค์ผู้ทรงฤทธิ์ทำให้ชีวิตข้าขมขื่น
ข้าขอสาบานว่า พระองค์มีชีวิตอยู่แน่ฉันใด
ข้าจะไม่ปล่อยให้ริมฝีปากของข้าพูดโกหก
ลิ้นของข้าจะไม่พูดคำหลอกลวง
ตราบเท่าที่ข้ายังมีชีวิตอยู่
ตราบเท่าที่ลมหายใจจากพระเจ้ายังอยู่ในรูจมูกข้า
5 ไม่มีวันที่ข้าจะพูดว่าพวกท่านถูก
ข้าจะไม่มีวันพูดโกหกว่าข้าผิดหรอกตราบเท่าวันตาย
6 ข้าจะยืนหยัดในความบริสุทธิ์ของข้าและจะไม่ยอมปล่อยมัน
จิตใจของข้าไม่ได้ฟ้องข้าสำหรับสิ่งทั้งหลายที่ข้าทำในชีวิต
7 ขอให้ศัตรูของข้าถูกลงโทษเหมือนคนชั่วร้าย
ขอให้ผู้ที่ต่อต้านข้าถูกลงโทษเหมือนคนทำชั่ว
8 ผู้ที่ไม่นับถือพระเจ้าจะมีความหวังอะไรเมื่อพระเจ้าตัดเขาออกไป
เมื่อพระเจ้าเอาชีวิตของเขาไป
9 เมื่อความยากลำบากมาสู่เขา
พระเจ้าจะฟังเสียงร้องขอความช่วยเหลือของเขาหรือ
10 เขาจะชื่นชมยินดีในพระองค์ผู้ทรงฤทธิ์หรือ
เขาจะร้องเรียกหาพระองค์ตลอดเวลาหรือ
11 ข้าจะสอนพวกท่านถึงเรื่องพลังอำนาจของพระเจ้า
ข้าจะไม่ปิดบังความจริงเกี่ยวกับพระองค์ผู้ทรงฤทธิ์
12 อันที่จริง พวกท่านก็ได้เห็นเองแล้ว
ทำไมพวกท่านยังพูดเรื่องไร้สาระอยู่อีก
13 นี่คือส่วนแบ่งที่คนชั่วได้รับจากพระเจ้า
นี่คือมรดกที่คนกดขี่ข่มเหงได้รับจากพระองค์ผู้ทรงฤทธิ์
14 ถึงเขามีลูกเพิ่มทวีขึ้นมากมาย ดาบก็จะมาฆ่าพวกเขา
ส่วนลูกหลานของพวกเขาก็จะไม่มีอาหารพอกิน
15 คนของเขาที่ยังเหลือรอดชีวิตก็จะถูกฝังเพราะโรคระบาด
และเมียหม้ายของพวกเขาก็จะไม่ไว้ทุกข์
16 ถึงคนชั่วกองเงินมากมายเหมือนฝุ่น
และกองเสื้อผ้าราวกับดินเหนียว
17 เขาอาจจะเป็นคนกองมันขึ้นมาก็จริง แต่จะเป็นคนที่ซื่อตรงที่ได้ใส่มัน
และคนบริสุทธิ์จะแบ่งปันเงินนั้น
18 พวกบ้านที่คนชั่วสร้างจะเปราะบางเหมือนรังนก
เปราะบางเหมือนเพิงของยามเฝ้าสวนองุ่น
19 ในคืนหนึ่ง เขาอาจล้มตัวลงนอนอย่างคนมั่งคั่ง แต่คืนต่อไปอาจจะไม่เป็นอย่างนั้น
พอเขาลืมตาขึ้น ความมั่งคั่งนั้นได้สูญหายไปหมดแล้ว
20 เรื่องสยดสยองต่างๆท่วมท้นเขาราวกับน้ำท่วม
ในตอนกลางคืนลมพายุก็หอบเขาไป
21 ลมตะวันออกยกเขาขึ้น แล้วเขาก็จากไป
มันกวาดเขาไปจากที่ของเขา
22 พายุพัดกระแทกใส่เขาอย่างไม่ปรานี
พวกเขาพยายามวิ่งหนีฤทธิ์ของพายุนั้น
23 ลมตบมือเยาะเย้ยพวกเขา
และผิวปากใส่เขาจากที่อยู่ของมัน”
28บทกลอนสรรเสริญปัญญา
1 “ใช่แล้ว มีเหมืองสำหรับเงิน
มีที่สำหรับหลอมทองคำ
2 เขาเอาเหล็กมาจากพื้นดิน
และหลอมทองแดงจากหินแร่
3 คนทำเหมืองแร่สำรวจสุดปลายของความมืด
ค้นหาเข้าไปในจุดที่ไกลที่สุด
ค้นหาหินแร่ในที่มืดครึ้มและที่มืดมิดอันลึก
4 คนงานขุดช่องลงไปห่างไกลจากที่ผู้คนอาศัยกัน
พวกเขาถูกลืมไปแล้วในที่ห่างไกลจากทางเดินเท้า
เขาใช้เชือกห้อยตัวแกว่งไปแกว่งมาทำงานไกลจากผู้คน
5 บนแผ่นดินโลกมีอาหารงอกงามขึ้น
แต่ส่วนใต้ดินอย่างกับมีไฟเผาจนยุ่งเหยิงไปหมด+ 28:5 แต่ส่วนใต้ดิน … ไปหมด หรือ อาจแปลได้อีกว่า “แต่ส่วนใต้ดินคนทำเหมืองใช้ไฟเผาให้หินหลุดออกมา”
6 พวกหินของแผ่นดินโลกเป็นที่มาของพลอยสีน้ำเงินเข้ม
ส่วนฝุ่นของมันมีทองคำอยู่
7 พวกเหยี่ยวไม่รู้ทางที่จะไปเหมืองพลอยนั้น
ส่วนตาของเหยี่ยวดำไม่สามารถมองเห็นมัน
8 พวกสัตว์ป่าไม่เคยเหยียบเส้นทางนั้น
สิงโตก็ไม่เคยผ่านที่นั่น
9 คนงานเหมืองแร่ตีหินเหล็กไฟ
และพลิกดูพวกภูเขาทั้งหลาย
10 เขาขุดอุโมงค์เข้าไปในหิน
และตาของเขาก็เห็นหินล้ำค่าทุกชนิด
11 เขาสำรวจ+ 28:11 สำรวจ คำนี้มาจากสำเนากรีกโบราณและสำเนาละติน แต่คำนี้ในภาษาฮีบรู อาจจะแปลได้อีกอย่างว่า “กั้นเขื่อน” แถวๆต้นน้ำ
และนำสิ่งต่างๆที่ซ่อนเร้นออกมาในที่สว่าง
12 แต่จะพบปัญญาได้ที่ไหน
แหล่งของความเข้าใจอยู่ที่ไหนกันเล่า
13 มนุษย์ไม่รู้ทางไปสู่มัน
ไม่อาจหามันพบในแผ่นดินของคนเป็น
14 มหาสมุทรพูดว่า ‘มันไม่ได้อยู่ในข้า’
ส่วนทะเลก็กล่าวว่า ‘มันไม่ได้อยู่ในฉัน’
15 ทองคำก็ไม่อาจซื้อมันได้
จะชั่งเงินไปจ่ายมันก็ไม่ได้ด้วย
16 ทองคำแห่งโอฟีร์ หรือพลอยโมราหรือแม้แต่พลอยสีน้ำเงินเข้มนั้น
ก็ไม่อาจเอามาซื้อมันได้
17 ทองคำและแก้วล้ำค่าไม่อาจมาเปรียบกับมันได้
ภาชนะทองคำบริสุทธิ์ก็ไม่อาจเอามาแลกเปลี่ยนกับมันได้
18 ไม่ต้องพูดถึงเรื่องคุณค่าของปัญญานั้น
มันมีค่ามากยิ่งกว่าหินปะการังและแก้วผลึกราคาแพงนั้น
และมีค่ามากยิ่งกว่าไข่มุกเสียอีก
19 พลอยเหลืองจากเอธิโอเปียนั้นก็เปรียบกับปัญญาไม่ได้เลย
จะเอาทองคำบริสุทธิ์มาซื้อมันก็ไม่ได้
20 ถ้าอย่างนั้น ปัญญานั้นมาจากไหนเล่า
แหล่งของความเข้าใจนั้นอยู่ที่ไหน
21 มันซ่อนเร้นจากสายตาของสิ่งมีชีวิตทั้งปวง
รวมทั้งนกในอากาศด้วย
22 ดินแดนแห่งความพินาศและความตายพูดว่า
‘หูของเราได้ยินแต่ข่าวลือเรื่องของปัญญาเท่านั้น’
23 แต่พระเจ้าเข้าใจทางที่นำไปสู่ปัญญานั้น
และพระองค์รู้จักที่อยู่ของมัน
24 เพราะพระองค์สามารถเห็นถึงสุดปลายแผ่นดินโลก
พระองค์มองเห็นทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่ใต้ฟ้าสวรรค์
25 พระองค์กำหนดน้ำหนักให้กับลม
พระองค์ตวงน้ำด้วยถ้วยตวง
26 เมื่อพระองค์ออกกฎให้ฝน
และเตรียมทางให้กับพายุฝนฟ้าคะนอง
27 แล้วพระองค์สังเกตดูปัญญาและประเมินคุณค่ามัน
พระองค์ก่อตั้งมันขึ้นและพระองค์ก็ตรวจสอบมัน
28 และพระองค์ก็พูดกับมนุษย์ว่า
‘การยำเกรงองค์เจ้าชีวิตนั่นแหละคือปัญญา
และการไม่ยอมทำความชั่วนั่นแหละคือความเข้าใจ’”
29โยบสรุปคำแก้ต่าง
1 แล้วโยบก็เริ่มพูดต่ออีกครั้ง
2 “ข้าอยากให้ชีวิตของข้าเป็นเหมือนเมื่อก่อน
ตอนที่พระเจ้าเฝ้าดูแลข้า
3 ตอนนั้นโคมไฟของพระองค์ได้ส่องอยู่เหนือหัวข้า
และแสงสว่างของพระองค์นำทางข้าในความมืด
4 ข้าอยากจะกลับไปอยู่ในช่วงที่ข้ารุ่งเรืองที่สุดเหลือเกิน
ตอนที่พระเจ้าเป็นเพื่อนกับข้าและปกป้องเต็นท์ของข้า
5 ตอนที่พระองค์ผู้ทรงฤทธิ์ยังอยู่กับข้า
ตอนที่ลูกๆห้อมล้อมข้าอยู่
6 ตอนที่ฝูงแพะแกะของข้าผลิตน้ำนมจนท่วมท้นทางเดิน
และน้ำมันมะกอกไหลดั่งแม่น้ำจากแท่นหินที่คั้นมัน
7 ตอนที่ข้าไปที่ประตูเมือง
และนั่งในที่อันมีเกียรติของข้าตรงลานเมือง
8 คนหนุ่มเห็นข้าและเปิดทางให้
คนแก่เฒ่าลุกยืนให้เกียรติข้า
9 เจ้าหน้าที่พากันหยุดพูด
พวกเขายกมือขึ้นปิดปากตนเอง
10 เสียงของพวกขุนนางก็เงียบลง
ลิ้นพวกขาติดเพดานปาก
11 เมื่อหูใครได้ยินข้า เขาก็บอกว่าข้านี้มีเกียรติจริงๆ
เมื่อตาใครได้เห็นข้า เขาก็พูดว่าข้าดี
12 เพราะข้าช่วยกู้คนยากจนที่ร้องให้ช่วย
และเด็กกำพร้าที่ไม่มีที่พึ่ง
13 คนใกล้ตายก็อวยพรข้าที่ช่วยเหลือพวกเขา
และข้าทำให้หัวใจของหญิงหม้ายร้องเพลงอย่างเป็นสุข
14 ข้าสวมใส่ความชอบธรรมและมันก็ห่อหุ้มตัวข้า
ความยุติธรรมของข้า ก็เป็นเหมือนเสื้อคลุมและผ้าโพกหัว
15 ข้าเป็นดวงตาให้กับคนตาบอด
และเป็นเท้าให้กับคนง่อย
16 ข้าเป็นพ่อของคนขัดสน
ข้าช่วยสู้คดีให้แม้กับคนที่ข้าไม่รู้จัก
17 ข้าหักเขี้ยวของคนชั่ว
และทำให้เขาปล่อยเหยื่อออกจากปาก
18 ข้าคิดว่า ‘วันเวลาของข้าจะทวีเหมือนเม็ดทราย
ข้าจะตายในรังของข้า
19 รากของข้าจะแผ่เลื้อยไปถึงน้ำ
มีน้ำค้างจับอยู่บนกิ่งของข้าตลอดคืน
20 จะมีเกียรติใหม่ๆมาสู่ข้าครั้งแล้วครั้งเล่า
คันธนูในมือของข้าจะใหม่อยู่เสมอ’
21 ตอนนั้น ผู้คนคอยฟังข้าอย่างตั้งใจ
พวกเขาเงียบ คอยฟังคำแนะนำจากข้า
22 พอข้าพูดจบ เรื่องทุกอย่างก็ยุติ
คำพูดของข้าเหมือนฝนพร่างพรมลงมาบนตัวเขา
23 พวกเขาคอยท่าข้าเหมือนคอยฝนและอ้าปากคอยดื่มคำพูดของข้า
เหมือนแผ่นดินคอยดื่มน้ำฝนในฤดูใบไม้ผลิ
24 ตอนนั้น เมื่อข้ายิ้มให้กับพวกเขา พวกเขาตื่นเต้นทำตัวไม่ถูก
ใบหน้าอันอิ่มเอมของข้าทำให้พวกเขามีกำลังใจ
25 ข้าเลือกทางให้กับพวกเขา ข้านั่งเป็นหัวหน้าอยู่ท่ามกลางพวกเขา
ข้าอยู่อย่างกษัตริย์ในท่ามกลางกองทัพของตน
และเป็นเหมือนผู้ปลอบโยนคนที่ทุกข์โศก
301 แต่ตอนนี้ คนที่อ่อนกว่าข้าหลายปีต่างพากันเยาะเย้ยข้า
ทั้งๆที่เมื่อก่อนพ่อของพวกมัน
ข้ายังไม่ยอมแม้แต่จะให้มาอยู่กับพวกหมาที่เฝ้าดูแลฝูงแพะแกะของข้าเลย
2 ในตอนนั้นข้ามองว่า ‘พวกมันอ่อนแอเกินไปที่จะช่วยอะไรข้าได้
เรี่ยวแรงของพวกมันหายหมดแล้ว
3 พวกมันยากจนขัดสน และหิวโซจนต้องแทะเศษรากไม้แห้งกินกัน
ในค่ำคืนก่อนที่จะมีการทำลายล้างและพินาศเกิดขึ้น
4 พวกมันเก็บผักเค็มท่ามกลางพุ่มไม้
และกินรากของพุ่มไม้ในทะเลทราย
5 พวกมันถูกขับไล่ออกไปจากสังคม
ผู้คนตะโกนใส่พวกมันราวกับเป็นโจร
6 พวกมันพากันไปอยู่ตามลำน้ำแห้ง
ในถ้ำและซอกหิน
7 พวกมันส่งเสียงร้องเหมือนลาตามพุ่มไม้
และพากันเบียดเสียดกันอยู่ใต้ต้นหนาม
8 พวกมันเป็นคนถ่อย พวกกระจอกๆ
ถูกแส้ไล่ออกไปจากแผ่นดิน’
9 แต่ตอนนี้ ลูกๆของพวกมันกลับมาร้องเพลงหัวเราะเยาะข้า
และข้าตกเป็นขี้ปากของพวกมัน
10 พวกมันสะอิดสะเอียนข้าและหนีห่างจากข้า
และไม่ลังเลที่จะถ่มน้ำลายรดข้า
11 เพราะพระเจ้าได้คลายสายธนูของข้าทำให้ข้าหมดสภาพไปและให้ข้าตกต่ำ
พวกมันอยากจะทำอะไรข้า พวกมันก็ทำไป
12 พวกอันธพาลลุยเข้ามาทางขวามือของข้า
ผลักข้าล้มคว่ำลงกับพื้น
ข้าเป็นเหมือนเมืองที่พวกมันสร้างเนินดินขึ้นบุก
13 พวกมันปิดกั้นทางหนีของข้า
และทำลายล้างข้าลงได้
ไม่มีใครช่วยข้าต่อสู้กับพวกมันเลย
14 พวกมันบุกเข้ามาหาข้าอย่างกับศัตรูที่ทะลวงผ่านช่องกว้างของกำแพงเมืองเข้ามา
บุกเข้ามาเป็นระลอกๆท่ามกลางซากปรักหักพัง
15 เรื่องสยดสยองต่างๆท่วมท้นตัวข้า
พวกมันไล่ต้อนศักดิ์ศรีข้าไปอย่างกับลมพัด
ความรุ่งเรืองของข้าหายไปราวกับเมฆ
16 ตอนนี้ชีวิตของข้าได้ไหลออกจากข้า
วันเวลาแห่งความทุกข์ได้ยึดตัวข้าไว้
17 ในตอนกลางคืนพระเจ้าทิ่มแทงกระดูกในร่างข้า
ความเจ็บปวดไม่เคยหยุดแทะข้าเลย
18 พระองค์ใช้ความรุนแรงคว้าเสื้อผ้าข้า
พระองค์ตะครุบคอเสื้อของชุดคลุมข้า
19 พระเจ้าเหวี่ยงข้าลงในโคลน
ข้าก็กลายเป็นเหมือนผงธุลีดินและเศษขี้เถ้า
20 พระองค์เจ้าข้า
ข้าร้องขอความช่วยเหลือจากพระองค์ แต่พระองค์ไม่ตอบข้า
ข้ายืนอยู่ต่อหน้าพระองค์ แต่พระองค์ได้แต่มองข้าเฉยๆ
21 พระองค์โหดร้ายต่อข้า
พระองค์โจมตีข้าด้วยมืออันทรงฤทธิ์ของพระองค์
22 พระองค์ยกตัวข้าขึ้นไปบนลม
และทำให้ข้าต้องขี่มันไป
พระองค์เหวี่ยงข้าไปมาด้วยลมพายุนั้น
23 ข้ารู้ว่าพระองค์จะนำข้าไปสู่ความตาย
ไปถึงบ้านนั้นที่คนเป็นทั้งหลายต้องไป
24 แน่นอน ข้าไม่เคยโจมตีคนยากจน
ตอนที่เขาร้องขอความช่วยเหลือในยามหายนะ
25 ข้าไม่ได้ร้องไห้สงสารคนทุกข์ยากหรอกหรือ
ข้าไม่ได้โศกเศร้าให้กับคนยากจนหรอกหรือ
26 แต่พอข้ามองหาสิ่งดี ของร้ายก็มา
ในขณะที่ข้าคอยแสงสว่าง ความมืดก็มา
27 ภายในข้าปั่นป่วนไม่หยุดหย่อน
ข้าได้พบกับวันคืนแห่งความทุกข์ทรมาน
28 ข้าเดินไปมาในความมืดอันหมองเศร้า ไม่มีแสงแดดคอยให้กำลังใจข้า
ข้ายืนขึ้นในที่ประชุมและทำเสียงโหยหวนให้ช่วย
29 ข้าเลยกลายเป็นพี่น้องกับพวกหมาไน
และเพื่อนพ้องกับนกฮูก
30 ผิวของข้าดำคล้ำเพราะความเจ็บป่วย
และกระดูกของข้าถูกเผาด้วยพิษไข้
31 พิณของข้าปรับเสียงให้เข้ากับเพลงร้องทุกข์
ขลุ่ยของข้าปรับเสียงให้เข้ากับเสียงร้องไห้
311 ข้าทำข้อตกลงกับดวงตาของข้าว่า
ข้าจะไม่มองหญิงสาวด้วยความใคร่
2 ถ้าทำผิดในเรื่องนี้
ข้าจะได้รับส่วนแบ่งอะไรจากพระเจ้าที่อยู่เบื้องบน
ข้าจะได้รับมรดกอะไรจากพระเจ้าผู้ทรงฤทธิ์ในที่สูงส่งนั้น
3 พระองค์จะให้สิ่งเลวร้ายเกิดขึ้นกับคนชั่วไม่ใช่หรือ
และจะให้ความหายนะเกิดกับคนที่ทำผิดบาปไม่ใช่หรือ
4 พระเจ้าเห็นทุกสิ่งที่ข้าทำ
และจับตาดูทุกย่างก้าวของข้าไม่ใช่หรือ
5 ข้าได้เดินในทางที่โกหกหรือ
เท้าของข้ารีบไปหลอกผู้คนหรือ
6 ก็ให้พระเจ้าเอาข้าไปชั่งบนตราชั่งที่เที่ยงตรงดู
แล้วพระเจ้าจะได้รู้ว่าข้านั้นดีรอบคอบ
7 ถ้าย่างก้าวของข้าหันออกนอกลู่นอกทางไป
ถ้าใจของข้าไปตามกิเลสทางตาของข้า
หรือถ้ามือของข้าเปื้อนความผิด
8 ก็ขอให้คนอื่นได้กินพืชผลที่ข้าปลูกไว้
ขอให้พืชของข้าที่งอกออกมาถูกถอนทิ้งไป
9 ถ้าข้าถูกผู้หญิงยั่วยวนหลงไป
หรือถ้าข้าไปซุ่มอยู่ที่ประตูเพื่อนบ้านเพื่อแอบเข้าหาเมียเขา
10 ก็ขอให้เมียของข้าไปบริการ+ 31:10 ไปบริการ หรือแปลตรงๆได้ว่า “โม่แป้ง” อาจจะเป็นสำนวนว่าให้บริการทางเพศ ให้กับชายอื่น
และขอให้ชายอื่นคร่อมทับเธอ
11 เพราะถ้าข้าทำอย่างนั้น มันเป็นเรื่องน่าอับอายจริงๆ
และเป็นความผิดบาปที่สมควรจะได้รับการลงโทษ
12 การมีชู้นั้นเป็นเหมือนไฟที่ผลาญไปถึงแดนพินาศ
มันจะเผาพืชผลทั้งหมดของข้าถึงราก
13 ถ้าข้าไม่ให้ความเป็นธรรมกับคนใช้ชายหญิงของข้า
ตอนที่พวกเขามาเรียกร้องสิทธิของเขาจากข้า
14 เมื่อพระเจ้าลุกขึ้นมากล่าวโทษข้า ข้าจะทำยังไง
เมื่อพระองค์สอบสวนข้า ข้าจะตอบพระองค์ว่ายังไง
15 พระองค์ผู้ที่สร้างข้าในครรภ์แม่ไม่ได้สร้างพวกเขาด้วยหรือ
เป็นพระเจ้าองค์เดียวกันไม่ใช่หรือที่ปั้นพวกเราทุกคนไว้ในครรภ์แม่
16 ถ้าข้าไม่ยอมให้สิ่งที่คนยากจนจำเป็น
ถ้าข้าทำให้แม่หม้ายผิดหวังที่ข้าไม่ช่วย
17 ถ้าข้ากินอาหารของข้าคนเดียว
และไม่ยอมแบ่งให้กับเด็กกำพร้ากินด้วย
18 จริงๆแล้ว ตั้งแต่หนุ่มๆมาแล้ว ข้าได้เลี้ยงดูเด็กกำพร้าเหมือนเป็นพ่อของพวกเขา
และข้าได้ดูแลหญิงหม้ายตั้งแต่ข้าเกิดเลย
19 ถ้าข้าได้แต่มองดูคนที่กำลังจะตายเพราะไม่มีเสื้อผ้าใส่เฉยๆ
หรือมองคนจนที่ไม่มีผ้าคลุมกายเฉยๆ
20 ถ้าพวกนั้นไม่ได้ขอให้พระเจ้าอวยพรข้า
ที่ได้ให้เสื้อผ้าขนแกะจากฝูงของข้าให้พวกเขาอุ่นกาย
21 ถ้าข้าชูกำปั้นข่มขู่เด็กกำพร้า
เพราะข้ารู้ว่ามีคนสนับสนุนข้าในศาลตรงประตูเมือง
22 ถ้าข้าได้ทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่ชั่วช้าเหล่านี้ ก็ขอให้กระดูกไหปลาร้าข้าหลุดจากบ่า
และขอให้แขนของข้าหักออกจากข้อต่อเถิด
23 ข้าไม่สามารถทำผิดเหล่านั้นได้
เพราะข้ากลัวฤทธิ์อำนาจอันยิ่งใหญ่ของพระเจ้าและความหายนะที่มาจากพระองค์
24 ถ้าข้าเอาทองคำเป็นที่พึ่ง
ถ้าข้าเรียกทองคำบริสุทธิ์ว่า ‘ความมั่นคงของข้า’
25 ถ้าข้าชื่นชมยินดีในทรัพย์สมบัติมากมายของข้า
หรือเพราะมือของข้าหามาได้มากมาย
26 ถ้าตอนที่ข้ามองดูดวงอาทิตย์ส่องแสง
หรือดูดวงจันทร์เคลื่อนไปอย่างงดงาม
27 แล้วจิตใจของข้าแอบหลงใหล
และปากข้าส่งจูบสักการะไปให้กับดวงสว่างเหล่านั้น
28 นั่นก็จะเป็นความผิดบาปที่สมควรได้รับโทษ
และเป็นการทรยศต่อพระเจ้าที่อยู่เบื้องบน
29 ถ้าข้าชื่นชมยินดีเมื่อคนเหล่านั้นที่เกลียดชังข้าเจอกับความหายนะ
ถ้าข้าดีใจเมื่อเขาเจอกับเรื่องร้ายๆ
30 แต่จริงๆแล้ว ข้าไม่ได้ปล่อยให้ปากข้าทำบาป
โดยขอให้พวกเขาถูกแช่งตาย
31 ถ้าพวกผู้ชายในครัวเรือนของข้าไม่ได้ถามกันอยู่เรื่อยๆว่า
‘เนื้อที่นายให้มา ยังมีใครกินไม่อิ่มบ้าง’
32 แต่จริงๆแล้ว แม้แต่คนแปลกหน้า ข้าก็ไม่ได้ปล่อยให้นอนข้างถนน
แต่เปิดประตูบ้านต้อนรับคนเดินทางทุกคน
33 ถ้าข้าพยายามปกปิดความผิดของข้าเหมือนกับที่คนอื่นทำกัน+ 31:33 เหมือนกับที่คนอื่นทำกัน หรืออาจจะแปลได้ว่า “เหมือนกับที่อาดัมทำ”
ด้วยการเก็บซ่อนความผิดบาปข้าไว้ในอก
34 เพราะข้ากลัวความคิดชาวบ้าน
หรือกลัวตระกูลต่างๆจะดูถูกข้า
แล้วเก็บเงียบไว้ ไม่ยอมออกไปนอกเต็นท์
35 ข้าอยากมีผู้ตัดสินสักคนที่จะมารับฟังคดีของข้าเหลือเกิน
ดูสิ ข้าได้ลงชื่อในคำยืนยันว่าข้าบริสุทธิ์แล้ว
ขอให้พระองค์ผู้ทรงฤทธิ์ตอบข้า
ข้าอยากได้รายการฟ้องร้องที่คู่คดีเขียนขึ้นเหลือเกิน
36 ข้ากล้าแบกมันไว้บนบ่า
และมัดมันไว้ที่หัวข้าเหมือนมงกุฎ
37 ข้าจะแจ้งในทุกเรื่องที่ข้าทำไป
ข้าจะเดินอย่างราชาไปเข้าเฝ้าพระองค์
38 ถ้าที่ดินของข้าร้องขึ้นฟ้องข้า
และรอยไถบนที่ดินนั้นต้องร่ำไห้
39 ถ้าข้าเคยกินผลผลิตของมันโดยไม่จ่ายค่าแรงคนงาน
หรือปล่อยให้ผู้เช่าที่ต้องอดตาย
40 ก็ขอให้ต้นหนามงอกแทนข้าวสาลี
และขอให้วัชพืชงอกแทนข้าวบาร์เลย์”
คำพูดของโยบได้จบลงตรงนี้
32เอลีฮู ต่อว่าเพื่อนของโยบ
1 ดังนั้น ชายทั้งสามคนจึงหยุดโต้ตอบโยบ เพราะเห็นว่าโยบมั่นใจในความบริสุทธิ์ของตนเอง 2 แต่เอลีฮูลูกชายของบาราเคลคนบุชีจากตระกูลรามก็โกรธ เขาโกรธโยบเพราะว่าโยบอ้างว่าตนเองถูกและพระเจ้าผิด 3 เอลีฮูยังโกรธเพื่อนทั้งสามคนของโยบด้วย เพราะพวกเขาไม่สามารถหาคำตอบให้กับโยบ ซึ่งทำให้ดูเหมือนว่าพระเจ้าผิด+ 32:3 ซึ่งทำให้ดูเหมือนว่าพระเจ้าผิด สำเนาบางฉบับเขียนว่า “ทั้งๆที่เขาหาว่าโยบผิด” ผู้คัดลอกพระคัมภีร์บอกว่า พวกเขาไม่กล้าเขียนว่า “พระเจ้าผิด” พวกเขาก็เลยเปลี่ยนจาก “พระเจ้า” มาเป็น “โยบ”4 เอลีฮูคอยที่จะตอบโยบ เพราะเพื่อนๆของโยบทั้งสามคนนั้นมีอายุมากกว่าเขา 5 แต่เมื่อเอลีฮูเห็นว่าเพื่อนๆทั้งสามของโยบไม่มีคำตอบในปากให้กับโยบ เขาก็เลยโกรธ 6 แล้วเอลีฮูลูกชายของบาราเคลคนบุชีจึงพูดว่า
“ผมยังอายุน้อยอยู่ แต่พวกท่านนั้นสูงอายุแล้ว
ผมก็เลยไม่กล้าที่จะแสดงความคิดเห็นให้กับพวกท่าน
7 ผมบอกกับตัวเองว่า ‘ให้คนเหล่านั้นที่มีประสบการณ์พูด
และให้ผู้สูงวัยสอนสติปัญญา’
8 แต่ความจริงแล้ว เป็นวิญญาณที่อยู่ในมนุษย์
คือลมหายใจของพระองค์ผู้ทรงฤทธิ์นั่นแหละที่ให้ความเข้าใจ
9 คนแก่ก็อาจจะไม่ฉลาดก็ได้
คนสูงอายุก็อาจจะยังไม่เข้าใจว่าอะไรถูกต้องก็ได้
10 ผมจึงพูดว่าช่วยฟังผมหน่อย
ใช่แล้ว ผมจะบอกในสิ่งที่ผมรู้
11 ดูสิ ผมได้คอยฟังคำพูดของพวกท่านแล้ว
ผมได้ฟังเหตุผลของพวกท่านแล้ว
ในขณะที่ท่านวุ่นอยู่กับการหาคำมาพูด
12 ผมได้ให้ความสนใจกับสิ่งที่พวกท่านพูดมา
แต่ไม่มีใครพิสูจน์ได้ว่าโยบผิด
และในพวกท่านไม่มีใครตอบคำพูดของโยบ
13 พวกท่านอย่าเพิ่งพูดว่า “เขาฉลาดเกินไปสำหรับพวกเรา
คงจะต้องเป็นพระเจ้าเองที่ชี้ความผิดให้กับเขาเห็น มนุษย์ทำไม่ได้หรอก”
14 แต่โยบพูดกับพวกท่านไม่ได้พูดกับผม
แล้วผมก็จะไม่เอาคำพูดของพวกท่านไปตอบเขาหรอก
15 พวกเขาถึงกับนิ่งอึ้งไปและไม่ตอบอีก
พวกเขาไม่เหลือคำพูดให้โต้แย้งอีกแล้ว
16 ผมคอยให้พวกเขาตอบอยู่ แต่พวกเขานิ่งเงียบ
พวกเขายืนอยู่ตรงนั้นไม่พูดอะไร
17 ตอนนี้ถึงตาผมแล้วที่จะตอบ
ผมจะบอกถึงสิ่งที่ผมรู้
18 ผมมีคำพูดมากมาย
วิญญาณภายในผมบังคับให้ผมต้องพูด
19 ใช่แล้ว ใจผมเหมือนกับเหล้าองุ่นที่ปิดหมักอยู่
เหมือนถุงหนังเหล้าองุ่นใหม่ที่พร้อมจะระเบิดแล้ว
20 ผมต้องพูด จะได้บรรเทา
ผมต้องเปิดริมฝีปาก และตอบเขาไป
21 ผมจะไม่ลำเอียงเข้าข้างใคร
และจะไม่ประจบประแจงใคร
22 เพราะผมประจบประแจงไม่เป็น
แล้วถ้าผมทำอย่างนั้น ผู้สร้างผมคงจะกำจัดผมในไม่ช้า
331 ลุงโยบครับ ตอนนี้ช่วยฟังคำพูดของผมหน่อย
ขอให้ตั้งใจฟังทุกๆคำที่ผมพูดด้วย
2 ผมเปิดปากแล้วนะ
ลิ้นในปากของผมจะพูดแล้วนะ
3 คำพูดของผมกลั่นมาจากจิตใจที่ซื่อตรง
ริมฝีปากของผมจะพูดออกมาอย่างชัดเจนในสิ่งที่ผมรู้
4 พระวิญญาณของพระเจ้าได้สร้างผมขึ้นมา
และลมหายใจของพระองค์ผู้ทรงฤทธิ์ให้ชีวิตกับผม
5 ถ้าหากท่านตอบผมได้ ก็ตอบมาเลย
เรียงถ้อยคำของท่านไว้ต่อหน้าผมและตั้งหลักไว้
6 ดูสิ ต่อหน้าพระเจ้า ผมกับท่านก็ไม่ได้แตกต่างกัน
ผมก็ถูกสร้างขึ้นมาจากดินเหนียวเหมือนกัน
7 ไม่ต้องกลัวผมหรอก
ผมจะไม่ใช้กำลังข่มขู่ท่านหรอก
8 แต่คำพูดของท่านยังก้องอยู่ในหูของผม
และยังติดอยู่ในหัวของผม
9 ท่านพูดว่า ‘ข้าบริสุทธิ์ ไม่ได้ล่วงละเมิด
ข้านั้นขาวสะอาด ไม่มีความผิดอะไร
10 แต่ดูสิ พระองค์ก็ยังหาเรื่องกับข้า
และนับว่าข้าเป็นศัตรูของพระองค์
11 พระองค์เอาตรวนใส่เท้าข้า
และไม่ว่าข้าจะไปที่ไหน พระองค์ก็คอยจับตาดูข้า’
12 แต่สิ่งที่ท่านพูดนี้ไม่ถูกต้อง ผมขอตอบท่านว่า
พระเจ้านั้นยิ่งใหญ่กว่ามนุษย์คนหนึ่งคนใด
13 ทำไมท่านถึงฟ้องร้องพระองค์ว่า
‘พระองค์ไม่ยอมตอบคำพูดของข้าพเจ้าสักคำ’
14 พระเจ้าพูดแล้วพูดอีก
ถึงแม้มนุษย์อาจจะไม่สังเกตเห็นก็ตาม
15 ในความฝัน และภาพฝันยามค่ำคืน
เมื่อมนุษย์หลับสนิท เมื่อพวกเขาเคลิ้มหลับอยู่บนเตียง
16 ในเวลานั้นเอง พระองค์เปิดหูพวกเขา
และเตือนพวกเขา ทำให้พวกเขาตกใจกลัว
17 เพื่อพระองค์จะได้หันพวกเขาไปเสียจากการกระทำชั่วของพวกเขา
และเพื่อไม่ให้พวกเขาหยิ่งยโส
18 เพื่อป้องกันไม่ให้พวกเขาตกลงไปในหลุมลึกนั้น
เพื่อชีวิตของพวกเขาจะได้ไม่ต้องข้ามแม่น้ำแห่งความตายนั้น
19 อาจมีคนหนึ่งถูกตีสอนด้วยความเจ็บปวดอยู่บนเตียงของเขา
และด้วยความปวดร้าวเรื้อรังในกระดูกของเขา
20 จนเขาเบื่ออาหาร
และไม่อยากกินแม้แต่อาหารที่เอร็ดอร่อยที่สุด
21 เนื้อหนังของเขาเหี่ยวไป ไม่เห็นอีกเลย
แต่กระดูกที่เมื่อก่อนมองไม่เห็น ก็โผล่ออกมา
22 เขาก็คืบเข้าใกล้หลุมลึกนั้น
ชีวิตของเขา ก็เข้าใกล้ความตาย
23 แล้วสมมุติว่ามีทูตสวรรค์องค์หนึ่ง
จากหลายพันองค์ของพระองค์มาพูดให้กับเขา
และบอกว่าคนนี้ซื่อตรง
24 ทูตองค์นั้นเมตตากับเขาและพูดกับพระเจ้าว่า
‘ช่วยปกป้องคนนี้ด้วย อย่าให้เขาต้องลงไปสู่หลุมลึกนั้น
ข้าพเจ้ามีค่าไถ่ตัวเขาแล้ว
25 ขอเนื้อหนังของเขากลับไปเหมือนเด็ก
ขอให้กำลังของเขากลับคืนมาเหมือนวัยหนุ่ม’
26 แล้วต่อจากนั้นคนนั้นอธิษฐานต่อพระเจ้าและพระองค์ยอมรับเขา
เขาเข้าเฝ้าพระองค์ ด้วยความชื่นชมยินดี
และพระองค์ทำให้เขากลับไปอยู่ในฐานะดีเหมือนเดิม
27 เขาร้องเพลงให้คนฟังว่า
‘ข้าทำบาป และเห็นผิดเป็นชอบ
แต่มันไม่คุ้มค่าเลย
28 พระองค์ไถ่ชีวิตข้า ไม่ให้ลงไปสู่หลุมลึกนั้น
เพื่อชีวิตของข้าจะได้พบแสงสว่างอีก’
29 พระเจ้าเคยทำแบบนี้ในชีวิตของคนบางคน
ครั้งแล้วครั้งเล่า
30 เพื่อนำชีวิตของเขากลับจากปากหลุมลึกนั้น
เพื่อเขาจะได้เห็นแสงสว่างแห่งชีวิตอีก
31 ลุงโยบครับ
ตั้งใจฟังผมให้ดี เงียบก่อน ฟังผมพูดก่อน
32 หรือถ้าท่านมีอะไรจะพูดก็ตอบผมมาได้เลย พูดได้ครับ
เพราะผมอยากจะให้ท่านได้รับการตัดสินว่าถูกอยู่แล้ว
33 ถ้าไม่งั้นก็ฟังผมก่อน
เงียบก่อน แล้วผมจะสอนปัญญาให้กับท่าน”
341 แล้วเอลีฮูก็พูดต่อไปว่า
2 “ท่านผู้มีปัญญาทั้งหลาย ขอฟังคำพูดผมหน่อย
ท่านผู้มีความรู้ ขอเงี่ยหูฟังผมหน่อย
3 หูทดสอบคำพูดได้
เหมือนกับปากแยกแยะรสชาติอาหาร
4 อย่างนั้นขอให้พวกเราช่วยกันเลือกว่าอะไรเป็นสิ่งที่ถูกต้อง
และช่วยกันหาข้อสรุปว่าอะไรเป็นสิ่งที่ดี
5 เพราะโยบพูดว่า ‘ข้าบริสุทธิ์
แต่พระเจ้าไม่ได้ให้ความยุติธรรมกับข้า
6 ข้าถูกนับว่าเป็นคนโกหก ทั้งๆที่ข้าเป็นฝ่ายถูก
แผลของข้ารักษาไม่หาย ทั้งๆที่ข้าไม่ได้ทำอะไรผิดเลย’
7 มีใครเหมือนโยบบ้าง
เขากระหายที่จะเยาะเย้ยพระเจ้าเหมือนกระหายน้ำ
8 เขาคบกับคนชั่ว
เขาเดินกับคนเลว
9 เพราะเขาพูดว่า ‘ไม่มีประโยชน์อะไรเลย
ที่พยายามจะทำให้พระเจ้าพอใจ’
10 ดังนั้น ท่านผู้มีความเข้าใจ ฟังผมเถิด
ไม่มีวันที่พระเจ้าจะทำชั่วหรอก
พระองค์ผู้ทรงฤทธิ์ไม่ทำผิดหรอก
11 เพราะพระองค์ตอบแทนมนุษย์ตามการกระทำของพวกเขา
และให้สิ่งต่างๆเกิดขึ้นกับพวกเขาตามการใช้ชีวิตของพวกเขา
12 แน่นอน พระเจ้าไม่ทำชั่วแน่
พระองค์ผู้ทรงฤทธิ์ไม่บิดเบือนความยุติธรรม
13 มีคนแต่งตั้งให้พระเจ้าปกครองโลกหรือยังไง
มีคนมอบโลกทั้งใบนี้ไว้กับพระองค์หรือยังไง
14 ถ้าพระองค์ตัดสินใจที่จะเอาวิญญาณ
และลมหายใจที่พระองค์ให้ไปกลับคืนมา
15 ทุกชีวิตก็ต้องพินาศกันหมด
และมนุษย์ทุกคนก็จะกลับไปเป็นดิน
16 ถ้าท่านมีความเข้าใจ ฟังเรื่องนี้เถิด
ช่วยฟังสิ่งที่ผมพูดเถอะ
17 เป็นไปได้หรือที่พระเจ้าผู้ปกครองโลกนี้จะเกลียดชังความยุติธรรม
แล้วท่านจะประณามพระองค์ผู้ชอบธรรมและมีอำนาจว่าทำผิดหรือ
18 พระองค์เป็นผู้ที่พูดกับกษัตริย์ว่า ‘เจ้านั้นไร้ค่า’
หรือพูดกับเหล่าขุนนางว่า ‘พวกเจ้าชั่วร้าย’
19 พระองค์ไม่เข้าข้างพวกเจ้านาย
และไม่ลำเอียงเห็นแก่คนรวยมากกว่าคนจน
เพราะพวกเขาทุกคนเป็นฝีมือของพระองค์ทั้งนั้น
20 ในชั่วพริบตาพวกเขาก็ตายได้
ในเที่ยงคืน พวกเขาชักกระตุก และตายไป
แม้แต่ผู้ที่มีฤทธิ์อำนาจก็ยังถูกเอาไป แล้วก็ไม่ใช่ด้วยฝีมือมนุษย์
21 สายตาของพระองค์จับจ้องอยู่บนทางของมนุษย์
และพระองค์มองเห็นทุกย่างก้าวของพวกเขา
22 ไม่มีความมืดมิดหรือความมืดทึบ
ที่คนทำชั่วจะใช้เป็นที่หลบซ่อนตัวจากพระองค์ได้
23 แน่นอน มนุษย์ไม่มีสิทธิ์ที่จะกำหนดเวลา
ให้พระองค์ไปเจอที่ศาล
24 พระองค์บดขยี้ผู้มีอำนาจโดยไม่ไต่สวน
และตั้งคนอื่นขึ้นแทน
25 พระองค์รู้การกระทำของพวกเขา
และคว่ำเขาในค่ำคืนเดียวและพวกเขาก็แตกละเอียดไป
26 พระองค์จะทุบตีเขาในที่สาธารณะ
เพราะความชั่วร้ายของพวกเขา
27 เพราะพวกเขาเลิกติดตามพระองค์
และไม่สนใจทางทั้งหลายของพระองค์
28 ซึ่งเป็นเหตุที่คนยากจนต้องร้องขอความช่วยเหลือจากพระองค์
และพระองค์ฟังเสียงร้องของคนยากไร้เหล่านั้น
29 ถ้าพระองค์เงียบไม่ตอบ ใครจะประณามพระองค์ได้
ถ้าพระองค์ซ่อนหน้าไม่ออกมา ใครจะได้เห็นพระองค์เล่า
ไม่ว่าชนชาติใดหรือคนหนึ่งคนใดก็ตามพระองค์ครอบครองหมด
30 เพื่อคนที่ชั่วร้ายจะได้ไม่สามารถครอบครอง
หรือวางกับดักให้กับชนชาติ
31 ท่านน่าจะพูดกับพระเจ้าว่า
‘ข้าบาปไปแล้ว ข้าจะไม่ทำผิดอีก
32 ช่วยสอนข้าเรื่องความผิดที่ข้ามองไม่เห็น
ถ้าข้าได้ทำบาปอะไรไป ข้าจะไม่ทำอีกแล้ว’
33 พระเจ้าต้องตอบสนองท่านตามข้อกำหนดของท่านหรือ
ในเมื่อท่านยังปฏิเสธข้อกำหนดของพระองค์เลย
แต่อย่างไรก็ตามท่านต้องเป็นคนเลือกไม่ใช่ผม
ท่านคิดยังไงก็ว่ามา
34 ผู้ที่มีสติปัญญาจะพูดกับผม
คือคนที่ฉลาดจะฟังผมและพูดว่า
35 ‘โยบพูดโดยขาดความเข้าใจ
คำพูดของเขาไร้สาระ’
36 ผมอยากให้โยบถูกสอบสวนจนถึงที่สุด
เพราะว่าเขาตอบเหมือนกับคนชั่วตอบ
37 เพราะนอกจากเขาจะทำบาป
เขาก็ยังกบฏอยู่เรื่อยๆ เขาตบมือเย้ยพวกเรา
และทวีถ้อยคำต่อว่าพระเจ้า”
351 เอลีฮูพูดต่อไปว่า
2 “ท่านคิดว่าถูกแล้วหรือ
ที่ท่านพูดว่า ‘ข้าถูก พระเจ้าผิด’
3 หรือเมื่อท่านถามว่า ‘ข้าจะได้เปรียบอะไร
ข้าจะได้ประโยชน์อะไร จากการไม่ทำบาป’
4 ข้าจะตอบท่าน
และเพื่อนๆที่อยู่กับท่าน
5 มองขึ้นไปบนท้องฟ้า ดูสิ
ดูเมฆพวกนั้นที่อยู่สูงกว่าท่านมากนัก
6 ถ้าท่านทำบาป มันจะกระทบกระเทือนพระองค์ตรงไหน
ถ้าท่านละเมิดกฎหลายครั้งหลายครา พระองค์จะเป็นอะไรไปหรือ
7 ถ้าท่านทำดี ท่านได้ให้ความช่วยเหลืออะไรกับพระองค์หรือ
หรือพระองค์ได้รับอะไรจากมือของท่านหรือ
8 ความชั่วร้ายของท่านส่งผลกระทบต่อมนุษย์ด้วยกันเท่านั้น
ส่วนความดีของท่านก็เป็นประโยชน์ต่อมนุษย์เท่านั้น
9 ดูสิ เมื่อคนถูกกดขี่ข่มเหงอย่างหนัก พวกเขาก็ร้องบ่นกัน
พวกเขาร้องขอความช่วยเหลือให้พ้นจากแขนของพวกผู้มีอำนาจ
10 แต่ไม่มีใครสักคนคิดจะพูดว่า ‘พระเจ้าอยู่ที่ไหน คือพระองค์ที่สร้างข้า
พระองค์ที่มอบเพลงให้ร้องในยามค่ำคืน
11 พระองค์ที่สอนเราให้มีความเข้าใจมากกว่าพวกสัตว์บนแผ่นดิน
พระองค์ที่ทำให้เราฉลาดกว่าพวกนกในอากาศ’
12 ดังนั้น พวกคนชั่วร้องบ่นกัน
แต่พระองค์ไม่ตอบ เพราะพวกเขาหยิ่งยโส
13 พระองค์ไม่ฟังเสียงร้องที่เป็นแค่ลมปาก
พระองค์ผู้ทรงฤทธิ์ไม่สนใจมันเลย
14 แล้วนับประสาอะไรกับท่านที่พระองค์จะต้องมาสนใจ
ตอนที่ท่านบ่นว่าไม่เห็นพระองค์
และบ่นว่าคดีอยู่ต่อหน้าพระองค์แล้ว
และตัวท่านเองยังรอคอยพระองค์อยู่
15 และยิ่งกว่านั้น ท่านยังว่าพระเจ้าไม่เคยโกรธคนชั่วและลงโทษพวกเขา
และยังว่าพระองค์ไม่สนใจเลยว่าใครจะทำอะไรผิด
16 ลุงโยบคนนี้ก็เลยอ้าปากพูดคำลมๆแล้งๆ
พูดพร่ำมากมายอย่างขาดความเข้าใจ”
361 แล้วเอลีฮูก็พูดต่อไปว่า
2 “ทนฟังผมอีกสักหน่อย ผมจะอธิบายเรื่องราวให้ท่านฟัง
ผมยังมีคำพูดที่จะว่าความให้กับพระเจ้า
3 ผมจะนำความรู้อันกว้างไกลของผมมา
และผมจะพิสูจน์ให้เห็นว่าพระผู้สร้างของผมนั้นเป็นฝ่ายถูก
4 คำพูดของผมนี้ไม่ผิดแน่
ผู้รอบรู้อยู่ท่ามกลางพวกท่านแล้ว
5 ดูสิ พระเจ้านั้นทรงฤทธิ์ แต่ไม่ได้ดูหมิ่นใครเลย
พระองค์ทรงฤทธิ์ และเด็ดขาดในการตัดสินต่างๆ
6 พระองค์ไม่ปล่อยให้คนชั่วมีชีวิตอยู่
แต่พระองค์ให้ความยุติธรรมกับคนที่ถูกกดขี่
7 พระองค์ไม่ละสายตาจากคนดี
แต่จะยกพวกเขาขึ้นไปอยู่บนบัลลังก์กับพวกกษัตริย์ตลอดไป
8 ถ้าหากว่า พวกเขาถูกล่ามด้วยโซ่ตรวน
หรือถูกมัดด้วยเชือกแห่งความทุกข์ทรมาน
9 พระองค์ก็จะบอกพวกเขาถึงความผิดที่เขาได้ทำ
และกฎต่างๆที่เขาได้ละเมิดเพราะพวกเขาทำตัวหยิ่งยโส
10 พระองค์เปิดหูของพวกเขาให้รับฟังคำว่ากล่าวตักเตือน
และสั่งให้พวกเขาหันกลับจากความชั่ว
11 หากว่าพวกเขาเชื่อฟังและรับใช้พระองค์
เขาก็จะได้ใช้ชีวิตที่เหลืออยู่อย่างเจริญรุ่งเรือง
และเดือนปีของเขาก็จะอยู่อย่างสุขสบาย
12 แต่หากพวกเขาไม่เชื่อฟัง เขาจะต้องข้ามแม่น้ำแห่งความตาย+ 36:12 ข้ามแม่น้ำแห่งความตาย หรือแปลได้อีกอย่างหนึ่งว่า “ตายโหง”
เพราะพวกเขาขาดความเข้าใจ
13 ส่วนคนที่ไม่นับถือพระเจ้า พวกเขาก็จะสั่งสมความโกรธไว้ในใจ
ไม่ร้องขอความเมตตาตอนที่พระองค์มัดเขา
14 พวกเขาจะตายในขณะที่ยังหนุ่มอยู่
ชีวิตของพวกเขาจะสั้นเหมือนกับพวกผู้ชายขายตัว
15 พระเจ้าช่วยกู้คนทุกข์ผ่านทางความทุกข์ของพวกเขา
พระองค์ใช้ความทุกข์ยากเปิดหูของพวกเขา
16 พระองค์นำท่านให้ออกมาจากความทุกข์ยากไปสู่ที่โล่งกว้าง ไม่แออัดคับแคบ
และโต๊ะของท่านจะพูนล้นไปด้วยอาหารเลิศหรู
17 แต่ท่านนี่คิดแต่เรื่องเอาชนะคดี ทั้งๆที่ตัวเองเป็นฝ่ายผิด
ท่านหมกมุ่นอยู่กับการฟ้องร้องพระเจ้า
18 ระวังนะ อย่าให้ความร่ำรวยหลอกเอาได้
อย่าให้สินบนอันยิ่งใหญ่ทำให้ท่านหันเหไปจากสิ่งที่ถูกต้อง
19 ความร่ำรวยและความพยายามสุดแรงเกิดของท่าน
จะช่วยให้ท่านพ้นจากความทุกข์ยากได้หรือ
20 อย่าคิดว่าท่านจะปลอดภัยในกลางคืนที่ท่านรอคอยนั้น
เพราะว่าชนชาติต่างๆสามารถหายวับไปในชั่วข้ามคืนเดียว
21 ระวัง อย่าหันหน้าไปสู่ความชั่ว
เพราะความทุกข์ยากนี้เป็นการทดสอบท่านเพื่อท่านจะไม่ได้ทำอย่างนั้น
22 ดูสิ พระเจ้านั้นยิ่งใหญ่และทรงพลัง
ใครจะเป็นครูเหมือนกับพระองค์ได้
23 ใครจะสั่งให้พระองค์ต้องรายงานสิ่งที่พระองค์ทำมา
และใครจะบังอาจพูดกับพระองค์ว่า ‘ท่านทำผิด’
24 อย่าลืมเชิดชูผลงานของพระองค์
เหมือนกับที่คนเอามาร้องเป็นเพลง
25 มนุษย์ทุกคนได้เห็นสิ่งที่พระองค์สร้าง
พวกเขามองได้แต่ไกล
26 ดูสิ พระเจ้านั้นยิ่งใหญ่ เราไม่สามารถเข้าใจพระองค์ได้หรอก
อายุของพระองค์นั้นเกินกว่าที่เราจะค้นพบได้
27 พระองค์ดึงหยดน้ำจากทะเล
แล้วกลั่นเป็นฝนจากเมฆ
28 หมู่เมฆเทน้ำฝนลงมา
พวกมันโปรยมันลงมาบนหมู่มนุษย์อย่างเหลือเฟือ
29 ใครจะเข้าใจการแผ่ของเมฆ
และเสียงร้องครืนๆจากเต็นท์ของพระองค์ในฟ้าสวรรค์
30 ดูสิพระองค์กระจายฟ้าแลบไปรอบพระองค์
และสว่างจ้าไปถึงก้นทะเล
31 พระองค์ใช้ฝนฟ้าเพื่อเลี้ยงอาหารให้กับชนชาติทั้งหลาย
เพื่อให้เขามีอาหารอย่างอุดมสมบูรณ์
32 พระองค์กำสายฟ้าไว้ในมือ
และสั่งให้สายฟ้าผ่าลงไปที่เป้า
33 เสียงฟ้าร้องประกาศว่าพระองค์อยู่ที่นี่
พายุประกาศถึงความโกรธอันแรงกล้าของพระองค์
371 พายุฝนฟ้าคะนองทำให้หัวใจของผมสั่นรัว
และเต้นออกมานอกอก
2 ฟังสิ ฟังเสียงอันกึกก้องของพระองค์
และฟังเสียงคำรามที่ออกมาจากปากของพระองค์
3 สายฟ้าของพระองค์สว่างจ้าไปทั่วใต้ฟ้า
และสว่างจ้าไปจนสุดปลายแผ่นดินโลก
4 แล้วเสียงของพระองค์ก็คำรามตามไป
พระองค์แผดเสียงกึกก้องอย่างน่าเกรงขาม
เมื่อได้ยินแล้ว ไม่มีใครหยั่งรู้ว่ามันจะไปไหนต่อ
5 พระองค์แผดเสียงกึกก้องด้วยวิธีการอันน่าอัศจรรย์
และพระองค์ทำสิ่งยิ่งใหญ่ทั้งหลายที่เราไม่อาจเข้าใจได้
6 พระองค์พูดกับหิมะว่า “ตกลงมาสู่แผ่นดินสิ”
พระองค์บอกกับหยาดฝนว่า “ตกลงมาอย่างหนัก”
7 พระองค์ทำให้ทุกคนต้องถูกกักไว้ข้างใน
เพื่อทุกคนจะได้รู้ถึงสิ่งที่พระองค์ทำ
8 ส่วนสัตว์ก็กลับไปยังที่ซ่อนของมัน
และไม่ออกมาจากรังของมัน
9 ลมพายุก็พัดมาจากคลังของมัน
ความหนาวเหน็บก็มาจากลมเหนือ
10 น้ำแข็งมาจากลมหายใจของพระเจ้า
และทะเลกว้างใหญ่ก็เริ่มแข็งตัว
11 พระองค์บรรจุความชุ่มชื้นไว้ในเมฆที่หนาทึบ
และทำให้สายฟ้าแลบของพระองค์กระจายออกจากหมู่เมฆ
12 หมู่เมฆหมุนวนไปรอบๆตามการนำของพระองค์
เพื่อพวกมันจะได้ทำให้คำสั่งของพระองค์สำเร็จบนผิวโลกที่มนุษย์อาศัยอยู่
13 ไม่ว่าพระองค์จะให้ฝนตกเพื่อการตีสอนหรือเพื่อเป็นประโยชน์ต่อแผ่นดินของพระองค์
หรือเพื่อแสดงความรักอันมั่นคงของพระองค์ พระองค์ก็เป็นผู้ทำให้มันเกิดขึ้นทั้งนั้น
14 ลุงโยบครับ ฟังเรื่องนี้ให้ดี
ให้อยู่นิ่งๆแล้วไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วนถึงการกระทำต่างๆอันน่าทึ่งเหล่านี้ของพระองค์
15 ท่านรู้หรือว่าพระเจ้าประกาศสั่งหมู่เมฆ
และทำให้สายฟ้าแลบออกมาจากหมู่เมฆของพระองค์ได้ยังไง
16 ท่านรู้หรือว่าหมู่เมฆแผ่กระจายไปได้ยังไง
ท่านรู้ถึงการกระทำต่างๆอันน่าทึ่งของพระองค์ผู้รอบรู้หรือยังไง
17 เมื่อลมร้อนจากทิศใต้พัดมาทุกคนในแผ่นดินต่างก็หยุดนิ่ง
แล้วท่านก็เหงื่อแตกอยู่ในเสื้อของท่าน
18 แล้วแบบท่านนี่นะ จะมาคลี่หมู่เมฆออกเหมือนกับที่พระองค์ทำได้หรือ
คือให้มันแข็งราวกับกระจกที่ทำจากเหล็กที่เทลงในแม่พิมพ์
19 ไหน ช่วยสอนเราหน่อยสิว่าเราควรพูดอะไรกับพระองค์ดี
เพราะพวกเราอยู่ในความมืดและไม่รู้จะรวบรวมคดีฟ้องพระองค์ได้ยังไง
20 เหมาะแล้วหรือที่จะให้ใครไปบอกพระองค์ว่า มนุษย์อย่างผมนี่นะจะฟ้องร้องพระองค์
สับสนอย่างนี้จะไปพูดในศาลได้ยังไง
21 แค่แสงสว่างเจิดจ้าในท้องฟ้าตอนที่ลมพัดกวาดเอาหมู่เมฆไป
มนุษย์ก็ยังมองดูไม่ได้เลย
22 แต่พระองค์นั้นมาจากทางเหนือด้วยแสงทองสว่างไสว
พระเจ้าสวมใส่แสงที่แผ่รัศมีอันน่าเกรงขาม
23 พระองค์ผู้ทรงฤทธิ์นั้นพวกเราไม่สามารถเข้าใกล้ได้
พระองค์ยิ่งใหญ่ด้วยพลังอำนาจ ความยุติธรรม และความถูกต้อง
ซึ่งพระองค์ไม่มีวันฝ่าฝืน+ 37:23 ซึ่งพระองค์ไม่มีวันฝ่าฝืน หรือแปลได้อีกอย่างหนึ่งว่า “พระองค์ไม่ตอบพวกเราเมื่อพวกเราพยายามจะฟ้องพระองค์ เพื่อขอความยุติธรรม”
24 ดังนั้น มนุษย์จึงยำเกรงพระองค์
แม้แต่คนฉลาดทั้งหลายก็ยังไม่สามารถมองเห็นพระองค์ได้”
38พระยาห์เวห์ตอบโยบ
1 แล้วพระยาห์เวห์ตอบโยบออกมาจากพายุว่า
2 “ใครกันนี่ที่ทำให้แบบแผนของเรามืดมนไป
ด้วยคำพูดที่ขาดความเข้าใจ
3 เตรียมตัวของเจ้าให้พร้อมราวกับนักรบเถิด
เราจะสอบสวนเจ้า และเจ้าจะต้องตอบเรา
4 เจ้าอยู่ที่ไหน เมื่อครั้งที่เราวางรากฐานให้กับแผ่นดินโลก
ถ้าเจ้ามีความเข้าใจก็บอกเรามา
5 ใครเป็นผู้กำหนดขนาดของโลก แน่นอน เจ้าต้องรู้สิ
หรือใครขึงเชือกวัดขนาดของโลกนั้น
6 พวกเสาหลักของโลกตั้งอยู่บนอะไร
หรือใครวางหินหัวมุมของมัน
7 ตอนที่เหล่าดวงดาวในยามเช้าร้องเพลงร่วมกัน
และพวกทูตสวรรค์+ 38:7 พวกทูตสวรรค์ หรือแปลตรงๆได้ว่า “พวกบุตรของพระเจ้า” ทั้งหมดก็โห่ร้องด้วยความสุข
8 หรือใครเอาประตูไปปิดกั้นน้ำทะเลไว้
ตอนที่มันพังทะลักออกไป เหมือนเด็กที่คลอดออกจากท้องแม่
9 ตอนที่เราเอาพวกเมฆมาเป็นเสื้อผ้าให้กับทะเล
และใช้ความมืดทึบเป็นผ้าอ้อมของมัน
10 และได้กำหนดขอบเขตให้กับมัน
และตั้งโครงและประตูให้กับมัน
11 และพูดว่า ‘เจ้ามาได้ไกลแค่นี้ ห้ามเลยจากนี้ไป
คลื่นอันมหึมาของเจ้าจะต้องหยุดอยู่แค่ตรงนี้’
12 ตั้งแต่เจ้าเกิดมา เจ้าเคยสั่งให้ยามเช้าขึ้นมาไหม
หรือทำให้ยามรุ่งสางรู้จักที่ของมันไหม
13 เพื่อมันจะได้ยึดจับปลายขอบของโลก
และสะบัดคนชั่วออกไปจากโลก
14 แสงอรุณเปลี่ยนหน้าตาของโลกไป เหมือนดินเหนียวเปลี่ยนรูปไปตามตราประทับ
แสงอรุณย้อมสีโลกเหมือนเสื้อผ้า
15 ส่วนแสงสว่างของคนชั่ว (คือความมืด) ก็ถูกยึดไปจากมัน
และแขนของคนชั่วที่เงื้อสูงเพื่อทำร้ายคน ก็ถูกหักไป
16 เจ้าเคยไปที่ตาน้ำแห่งท้องทะเลหรือ
หรือเจ้าเคยเดินท่องไปในที่ลึกลับของมหาสมุทรหรือ
17 เจ้าเคยเห็นประตูของดินแดนแห่งความตายหรือ
หรือเจ้าเคยเห็นประตูของความดำมืดมิดหรือ
18 เจ้าได้หยั่งรู้ถึงความกว้างใหญ่ของแผ่นดินโลกแล้วหรือ
ถ้าเจ้ารู้ทั้งหมดนี้ ก็บอกมา
19 ทางที่จะนำไปสู่ที่อยู่อาศัยของแสงสว่างอยู่ที่ไหน
และที่พักของความมืดนั้นอยู่ที่ไหน
20 เพื่อเจ้าจะได้พาพวกมันกลับยังเขตแดนของพวกมัน
และจะได้รู้เส้นทางไปบ้านของพวกมัน
21 เจ้าคงต้องรู้แน่ เพราะเจ้าเกิดก่อนพวกมันเสียอีก
และจำนวนวันปีของเจ้าก็มากมายมหาศาล
22 เจ้าเคยไปที่คลังเก็บหิมะแล้วหรือ
หรือว่าเจ้าเคยเห็นคลังเก็บลูกเห็บ
23 ที่เราได้เก็บไว้ใช้ในยามยากลำบาก
คือในวันศึกสงคราม
24 หนทางที่นำไปสู่จุดที่สายฟ้าแลบกระจายออกมาอยู่ที่ไหน
หรือจุดที่ลมตะวันออกพัดกระจายออกมาไปบนแผ่นดินโลกอยู่ที่ไหน
25 ใครขุดร่องให้ฝนห่าใหญ่ไหลลงมา
และทำทางสำหรับพายุฝนฟ้าคะนอง
26 เพื่อให้ฝนตกลงสู่ดินแดนที่ไม่มีคนอยู่
และถิ่นทุรกันดารที่ไม่มีมนุษย์อาศัยอยู่
27 ซึ่งจะให้ความชุ่มฉ่ำกับดินแดนร้าง
และทำให้หญ้าผลิต้นขึ้น
28 ฝนมีพ่อหรือ
หรือว่าใครเป็นพ่อของหยาดน้ำค้างหรือ
29 น้ำแข็งออกมาจากครรภ์ของใครหรือ
หรือใครได้คลอดน้ำค้างแข็งแห่งฟ้าสวรรค์หรือ
30 น้ำจับตัวแข็งราวกับหิน
ส่วนพื้นผิวของทะเลลึกก็จับตัวแข็ง
31 เจ้าสามารถเอาโซ่มัดดาวลูกไก่ไว้เป็นกลุ่มได้หรือ
เจ้าสามารถแก้เชือกที่ร้อยดาวไถได้หรือ
32 เจ้าสามารถนำหมู่ดาวออกมาปรากฏตามเวลาของมันได้หรือ
เจ้าสามารถนำหมู่ดาวหมีออกมาพร้อมกับดาวลูกๆของมันได้หรือ
33 เจ้ารู้ถึงกฎทั้งหลายของฟ้าสวรรค์หรือ
เจ้าสามารถทำให้โลกทำตามกฎต่างๆนั้นได้หรือ
34 เจ้าตะเบ็งสั่งหมู่เมฆ
ให้น้ำตกลงมาท่วมท้นเจ้าได้หรือ
35 เจ้าสามารถส่งพวกสายฟ้าผ่าออกไป
และให้มันรายงานกับเจ้าว่า “เราอยู่ที่นี่แล้วท่าน” ได้หรือ
36 ใครสอนพวกเมฆให้รู้จักปล่อยฝนลงมา
ใครสอนหมอกให้รู้จักลอยขึ้นมา
37 ใครมีสติปัญญาพอที่จะไปนับหมู่เมฆได้
ใครสามารถเทน้ำออกจากไหทั้งหลายแห่งฟ้าสวรรค์ได้
38 เพื่อทำให้ฝุ่นละอองจับตัวกันเป็นก้อนดิน
และก้อนดินจับตัวกันแน่น
39 เจ้าล่าเหยื่อให้กับสิงโตได้หรือ
เจ้าสามารถทำให้พวกสิงห์หนุ่มอิ่มได้หรือ
40 ตอนที่พวกมันพากันหมอบอยู่ตามถ้ำ
หรือดักซุ่มตัวอย่างลับๆล่อๆ
41 ใครให้อาหารกับกาหรือ ในยามที่ลูกๆของมันร้องขอความช่วยเหลือจากพระเจ้า
และเดินโซเซไปมาเพราะขาดอาหาร
391 เจ้ารู้เวลาที่แพะภูเขาออกลูกหรือ
เจ้าคอยเฝ้าดูกวางตัวเมียตอนที่มันคลอดลูกหรือ
2 เจ้านับเดือนที่พวกมันตั้งท้องจนครบได้หรือ
เจ้ารู้เวลาที่พวกมันจะออกลูกหรือ
3 ตอนที่พวกมันนั่งยองๆเบ่งลูกน้อย
และตกลูกอ่อนของมันออกมา
4 เมื่อลูกๆของมันแข็งแรง และเติบใหญ่ขึ้นในทุ่งกว้าง
พวกมันทิ้งแม่กวางไป และไม่กลับมาอีก
5 ใครปลดปล่อยลาป่าให้เป็นอิสระ
และใครแก้เชือกลาเปลี่ยว
6 เราให้ทุ่งโล่งเป็นบ้านของมัน
และให้เขตดินเค็มเป็นที่พักอาศัยของมัน
7 มันหัวเราะเยาะความวุ่นวายในเมือง
และไม่ได้ยินเสียงตะโกนของผู้เป็นนายของมัน
8 มันท่องไปตามเนินเขาต่างๆเพื่อหาทุ่งหญ้า
และแสวงหาทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นสีเขียว
9 วัวป่ายักษ์+ 39:9 วัวป่ายักษ์ เป็นวัวชนิดที่ใหญ่ที่สุด อาจตัวใหญ่เท่าฮิบโป มีเขายาว มันสูญพันธ์ไปในปี ค.ศ. 1627 ยอมรับใช้เจ้าหรือ
มันยอมนอนอยู่ข้างๆรางหญ้าของเจ้าหรือ
10 เจ้าสามารถเทียมวัวป่าให้ไถนาเจ้าได้หรือ
หรือทำให้มันไถคราดพรวนดินตามหลังเจ้าได้หรือ
11 เจ้าจะไปพึ่งเรี่ยวแรงมากมายของมันได้หรือ
เจ้าจะมอบงานหนักของเจ้าให้กับมันทำได้หรือ
12 เจ้าจะพึ่งมัน ให้มันเก็บเกี่ยว
และลากฟ่อนข้าวมาไว้ที่ลานนวดข้าวของเจ้าได้หรือ
13 นกกระจอกเทศกระพือปีกอย่างเริงร่า
แต่มันก็ไม่สามารถบินได้เหมือนนกกระสาหรือนกเหยี่ยว
14 นกกระจอกเทศออกไข่บนพื้น
และทำให้ไข่ของมันอบอุ่นอยู่ในดิน
15 แล้วมันลืมไปว่าอาจมีตีนหนึ่งเหยียบไข่ของมันได้
และพวกสัตว์ป่าอาจจะย่ำไข่ของมันได้
16 มันทำกับลูกอ่อนของมันอย่างรุนแรงอย่างกับไม่ใช่ลูกมัน ถึงลูกมันจะตายไป
มันก็ไม่สน แม้มันจะเหนื่อยเปล่าก็ตาม
17 เพราะพระเจ้าสร้างมันมาแบบไม่รู้จักคิด
และพระองค์ไม่ได้แบ่งปันความเข้าใจให้กับมันเลย
18 แต่เมื่อมันเริ่มวิ่ง
มันหัวเราะเยาะทั้งม้าและคนขี่
19 เจ้าเป็นผู้ให้พละกำลังกับม้าหรือ
เจ้าตกแต่งคอของมันด้วยแผงคอพลิ้วไสวหรือ
20 เจ้าทำให้มันกระโดดอย่างกับตั๊กแตนหรือ
เสียงหายใจฟืดฟาดอย่างหยิ่งทะนงของมันทำให้ผู้คนหวาดกลัว
21 มันตะกุยพื้นดินอย่างดุดัน
และภาคภูมิใจในพละกำลังของตนเอง มันโถมตัวเข้าสู่ศึกสงคราม
22 มันหัวเราะเยาะความกลัว ไม่ประหวั่นพรั่นพรึง
มันไม่ถอยหนีจากดาบ
23 ซองธนูส่งเสียงสะเทือนข้างตัวมัน
อีกทั้งหอกและทวนส่องประกายวูบวาบอยู่ข้างตัวมัน
24 มันพุ่งกราดไปข้างหน้าเต็มฝีเท้า ตื่นเต้นสะท้านไปทั้งตัว
และไม่อาจอยู่นิ่งได้เมื่อเสียงแตรรบดังขึ้น
25 เมื่อได้ยินเสียงแตร มันก็ส่งเสียงร้องขึ้นด้วยความดีใจ และมันได้กลิ่นสงครามแต่ไกล
มันได้ยินเสียงร้องตะโกนของพวกผู้บังคับบัญชา และเสียงสั่งลุย
26 เหยี่ยวบินได้เพราะรับสติปัญญาจากเจ้าหรือ
มันกางปีกบินไปทางใต้เพราะเจ้าอย่างนั้นหรือ
27 เจ้าเป็นคนสั่งให้นกอินทรีบินอยู่สูง
และสร้างรังไว้บนที่สูงหรือ
28 มันอาศัยอยู่บนหน้าผา และนอนที่นั่น
มันอยู่ตามแนวขอบของหน้าผา ซึ่งเป็นที่หลบภัยของมัน
29 มันมองหาอาหารจากที่นั่น
ตาของมันมองเห็นเหยื่อได้แต่ไกล
30 ลูกๆของมันดูดกินเลือด
มีซากศพอยู่ที่ไหน มันก็อยู่ที่นั่น”
401 แล้วพระยาห์เวห์ก็พูดกับโยบว่า
2 “คนที่มีคดีกับเราจะมาแก้ไขเราผู้ทรงฤทธิ์หรือ
คนที่มาฟ้องร้องพระเจ้าจะตอบไหม”
โยบตอบพระยาห์เวห์
3 แล้วโยบก็ตอบพระยาห์เวห์ว่า
4 “ดูสิ ข้าพเจ้านั้นก็กระจอกงอกง่อย
ข้าพเจ้าจะให้คำตอบกับพระองค์ได้ยังไง
ข้าพเจ้าจะเอามือปิดปากเงียบ
5 ข้าพเจ้าพูดไปครั้งหนึ่งแล้ว ข้าพเจ้าจะไม่ตอบอีก
ข้าพเจ้าพูดไปตั้งสองครั้งแล้ว ข้าพเจ้าจะไม่พูดอีกแล้ว”
พระยาห์เวห์พูดกับโยบต่อ
6 แล้วพระยาห์เวห์ก็พูดกับโยบออกมาจากพายุว่า
7 “เตรียมตัวของเจ้าให้พร้อมราวกับนักรบเถิด
เราจะสอบสวนเจ้า และเจ้าจะต้องตอบเรา
8 เจ้าจะบังอาจว่าเราไม่ยุติธรรมหรือ
เจ้าจะประณามว่าเราผิด เพื่อเจ้าจะได้เป็นฝ่ายถูกหรือ
9 เจ้ามีพละกำลังเหมือนกับพระเจ้าหรือ
เจ้าทำเสียงร้องกึกก้องเหมือนฟ้าร้องอย่างกับพระเจ้าได้หรือ
10 ให้เอาความยิ่งใหญ่ และศักดิ์ศรีตกแต่งตัวเจ้าเถิด
ให้เอาเกียรติยศและความสง่างามสวมไว้บนตัวเจ้า
11 ระบายความเกรี้ยวโกรธของเจ้าออกมาเลย
มองดูคนหยิ่งยโสทุกคน และทำให้พวกเขาเสียหน้าสิ
12 มองดูคนหยิ่งยโสทุกคน และทำให้พวกเขาตกต่ำลงไปสิ
ให้เหยียบย่ำคนชั่วตรงที่ที่เขายืนอยู่เถิด
13 ฝังพวกนี้ไว้ในดินด้วยกัน
ห่อพวกเขาไว้ในในโลกเบื้องล่างสิ
14 ถ้าเจ้าทำได้ เราจะยินดีด้วยกับเจ้า
ที่แขนขวาของเจ้าเองได้ให้ชัยชนะกับเจ้า
15 พิจารณาดูตัวเบเฮโมท+ 40:15 เบเฮโมท มักคิดกันว่าเป็นตัวฮิปโป แต่ ผู้รู้บางท่านคิดว่าตัวนี้เป็นสัตว์ในนิยายโบราณ ที่เราสร้างขึ้นมาเหมือนกับที่เราสร้างเจ้า
มันกินหญ้าเหมือนวัวควาย
16 ดูสิ กำลังของมันอยู่ที่ต้นขา
และฤทธิ์ของมันอยู่ที่กล้ามเนื้อท้อง
17 มันทำหางแข็งๆเหมือนต้นสนซีดาร์
กล้ามเนื้อต้นขาของมันสานเข้าด้วยกันแน่น
18 กระดูกของมันเหมือนท่อทองสัมฤทธิ์
ขาของมันเหมือนท่อนเหล็ก
19 มันเป็นสัตว์ตัวเอกท่ามกลางสัตว์ทั้งหลายที่พระองค์สร้าง
มีแต่ผู้สร้างมันเท่านั้นที่สามารถใช้ดาบบุกเข้าโจมตีมัน
20 พวกเนินเขานำอาหารมาให้กับมัน
เป็นที่ที่พวกสัตว์ป่าทั้งหลายมาเล่นกัน
21 มันนอนอยู่ใต้ต้นบัว
และแอบซ่อนอยู่ในหนองน้ำที่ปกคลุมไปด้วยต้นอ้อ
22 ต้นบัวทอดเงามาปกคลุมตัวของมันไว้
ต้นไม้ที่อยู่ตามธารน้ำรายล้อมตัวมัน
23 ถึงแม่น้ำจะซัดใส่มันอย่างแรง มันก็ไม่ตกใจ
มันไม่หวั่นไหว แม้ว่าแม่น้ำจอร์แดนจะกระแทกใส่หน้ามัน
24 ใครจะสามารถทำให้ตามันบอดและจับมันได้
ใครจะเอาตะขอไปเกี่ยวจมูกมันได้หรือ
411 เจ้าจะเอาตะขอลากตัวเลวีอาธาน+ 41:1 เลวีอาธาน อาจจะเป็นจระเข้ หรือพระเจ้าอาจกำลังพูดถึงสัตว์ประหลาดในทะเลที่เล่าขานกันมาแต่โบราณ ออกมาได้หรือ
หรือเอาเชือกมัดปากมันได้
2 เจ้าจะเอาเชือกไปคล้องจมูกมันได้หรือ
หรือใช้ตะขอเกี่ยวคางมันได้
3 มันจะวิงวอนเจ้าครั้งแล้วครั้งเล่า
หรือพูดอ่อนหวานกับเจ้าหรือ
4 มันจะทำสัญญากับเจ้า
หรือยอมเป็นข้ารับใช้เจ้าตลอดไปหรือ
5 เจ้าจะเล่นกับมันเหมือนเล่นกับนก
หรือเอาเชือกมาผูกให้พวกเด็กหญิงของเจ้าจูงเล่นหรือ
6 พวกพ่อค้าจะต่อรองราคาของมัน
หรือแบ่งสันปันส่วนขายกันหรือ
7 เจ้าจะใช้ฉมวกทิ่มแทงหนังของมัน
หรือใช้หอกแทงหัวของมันได้หรือ
8 เอามือจับมันสิ ลองคิดดูสิว่าการต่อสู้กับมันจะออกมาเป็นยังไง
เจ้าจะไม่ทำครั้งที่สองแน่
9 ความหวังที่มนุษย์จะปราบมันได้นั้นต้องพังทลายลง
แค่เห็นมันก็ล้มลงแล้ว
10 พอปลุกเร้ามันขึ้นมา มันดุร้ายไม่ใช่หรือ
แล้วใครจะบ้าบิ่นไปยืนต่อหน้ามัน
11 จะมีใครกล้ามาเผชิญหน้ากับมันและออกมาได้อย่างปลอดภัย
ไม่มีสิ่งใดภายใต้ฟ้าสวรรค์นี้ทำได้หรอก+ 41:11 จะมีใคร … ได้หรอก แต่บางฉบับเขียนว่า “แล้วใครเล่าจะกล้ามาท้าทายเรา จะมีใครกล้ามาเผชิญหน้ากับเรา แล้วสั่งให้เราต้องจ่ายค่าเสียหาย ทุกสิ่งทุกอย่างใต้ฟ้าสวรรค์ล้วนเป็นของเราอยู่แล้ว”
12 จะให้เราเงียบไม่พูดถึงขาอันแข็งแกร่งของมัน
หรือพละกำลังอันมหาศาลของมัน หรือรูปร่างที่สง่างามของมันก็ไม่ได้
13 ใครจะถอดเสื้อนอกของมันออกได้
ใครจะเจาะทะลวงผิวเกราะสองชั้นของมันไปได้
14 ใครจะง้างขากรรไกรอันแข็งแรง
ที่มีฟันอันน่าสยดสยองล้อมรอบอยู่ของมันได้
15 ส่วนหลังของมันเหมือนแผงของพวกโล่ที่เรียงกันเป็นแถวๆ
ซึ่งปิดแน่นสนิทต่อกัน
16 แต่ละอันอยู่ชิดกันมาก
แม้แต่ลมก็ยังผ่านไม่ได้
17 โล่แต่ละอันเชื่อมต่อกันไป มันเกาะติดกันแน่น
ไม่สามารถแยกมันจากกันได้
18 เมื่อมันจาม ก็เกิดแสงแลบออกมา
ตาของมันเหมือนอย่างแสงในยามรุ่งสาง
19 เปลวไฟพุ่งออกจากปากของมัน
ประกายไฟแตกออกมา
20 ควันออกจากรูจมูกของมัน
อย่างกับไอพวยพุ่งจากหม้อน้ำเดือด
21 ลมหายใจของมันทำให้ถ่านลุกเป็นไฟ
และเปลวไฟออกจากปากของมัน
22 ลำคอของมันมีพละกำลังมหาศาล
ใครเจอมันก็กลัวจนลนลาน
23 ใต้ท้องมันไม่ได้มีไขมันเป็นชั้นๆ
แต่แข็งอย่างกับเหล็ก
24 มันใจแกร่งกล้าอย่างกับหิน
ใช่แล้ว แข็งอย่างกับหินโม่แป้ง
25 เมื่อมันยกตัวขึ้น แม้แต่พวกเทพเจ้าก็พากันหวาดกลัว
เมื่อมันหันมาฟาดหาง พวกเทพเจ้าต่างถอยหนี
26 แม้ดาบจะเข้าถึงตัวมัน ก็ไม่อาจแทงทะลวงผิวหนังมันได้
ทั้งหอก ลูกธนู และทวนก็เหมือนกัน
27 มันมองว่าอาวุธเหล็กนั้นเป็นแค่เส้นฟาง
และทองสัมฤทธิ์เป็นแค่ไม้ผุ
28 ลูกธนูก็ไม่อาจทำให้มันหนีไปได้
หินที่ซัดจากสลิงใส่มันก็เหมือนแกลบ
29 ไม้กระบองมันมองเป็นเพียงแกลบ
มันหัวเราะเยาะใส่เสียงทวนที่กระเด็นจากหลังมัน
30 ส่วนท้องของมันคมอย่างกับพวกเศษหม้อแตก
มันครูดเป็นทางบนโคลนตมอย่างกับเลื่อนนวดข้าว
31 มันทำให้น้ำลึกเดือดอย่างกับน้ำในหม้อ
และทำให้ทะเลปั่นป่วนเหมือนหม้อต้มยา
32 รอยที่มันว่ายผ่านไปส่องประกายแวววาว
จนคนคิดว่าทะเลผมหงอก
33 ไม่มีสิ่งใดในโลกนี้ที่เหมือนมัน
มันเป็นสิ่งที่ถูกสร้างที่ไม่รู้จักความกลัว
34 มันมองไปทั่วทุกสิ่งที่สูงส่ง
มันเป็นราชาเหนือสัตว์ป่าทั้งหลาย”
42โยบพูดกับพระยาห์เวห์
1 แล้วโยบก็ตอบพระยาห์เวห์ว่า
2 “ข้าพเจ้ารู้ว่าพระองค์สามารถทำทุกสิ่งทุกอย่างได้
และแผนการของพระองค์ไม่มีวันถูกขัดขวาง
3 พระองค์พูดว่า ‘ใครกันนี่ ที่ปิดบังแบบแผนของเราโดยขาดความรู้’
ใช่แล้ว ข้าพเจ้าแถลงถึงสิ่งต่างๆออกไปโดยไม่เข้าใจ
เป็นสิ่งลึกลับต่างๆที่ข้าพเจ้าคิดไม่ถึง
เป็นสิ่งที่ข้าพเจ้าไม่รู้
4 พระองค์พูดว่า ‘ฟังให้ดี เราจะพูด
เราจะสอบสวนเจ้า และเจ้าจะต้องตอบเรา’
5 หูข้าพเจ้าเคยได้ยินเรื่องของพระองค์
แต่ตอนนี้ตาของข้าพเจ้าได้เห็นพระองค์แล้ว
6 ข้าพเจ้าก็เลยขอถอนคดี
และจะไม่นั่งในผงคลีและขี้เถ้านี้อีกแล้ว”+ 42:6 ข้าพเจ้าก็เลย … ขี้เถ้านี้อีกแล้ว หรือแปลได้อีกอย่างหนึ่งว่า “ข้าพเจ้าก็เลยหลอมละลายไป แต่ได้รับการปลอบใจทั้งๆที่ยังนั่งอยู่ในผงคลีและขี้เถ้านี้”
คำตัดสินของพระยาห์เวห์
7 หลังจากที่พระยาห์เวห์พูดสิ่งต่างๆเหล่านี้กับโยบแล้ว พระยาห์เวห์ก็พูดกับเอลีฟัสชาวเทมานว่า “เราโกรธเจ้าและเพื่อนทั้งสองของเจ้ายิ่งนัก เพราะพวกเจ้าไม่ได้พูดความจริงเกี่ยวกับเรา อย่างที่โยบผู้รับใช้ของเราได้พูด
8 ตอนนี้ให้พวกเจ้าเอาวัวตัวผู้เจ็ดตัวและแกะตัวผู้เจ็ดตัวไปพบโยบผู้รับใช้ของเรา ให้ถวายสัตว์เหล่านั้นเป็นเครื่องเผาบูชาสำหรับพวกเจ้าเอง แล้วโยบผู้รับใช้ของเราจะอธิษฐานให้กับพวกเจ้า เพราะเราจะยอมรับเฉพาะคำอธิษฐานของโยบเท่านั้น แล้วเราจะไม่ฉีกหน้าพวกเจ้าตามที่พวกเจ้าสมควรจะได้รับ เพราะพวกเจ้าไม่ได้พูดถึงเราอย่างถูกต้อง อย่างที่โยบผู้รับใช้ของเราได้พูด”
9 แล้วเอลีฟัสชาวเทมาน บิลดัดตระกูลชูอาห์ และโศฟาร์ชาวนาอามาห์ ก็ไปทำตามสิ่งที่พระยาห์เวห์สั่ง และพระยาห์เวห์ยอมรับคำอธิษฐานของโยบ
ชีวิตใหม่ของโยบ
10 เมื่อโยบอธิษฐานให้กับเพื่อนๆของเขา พระยาห์เวห์ทำให้โยบกลับคืนสู่สภาพดี และพระองค์ให้โยบมีมากกว่าเดิมเป็นสองเท่า
11 พี่น้องชายหญิงของท่าน และคนที่รู้จักท่านมาก่อน ต่างมาร่วมกินอาหารกับโยบที่บ้าน และต่างแสดงความเห็นอกเห็นใจโยบ พร้อมทั้งปลอบประโลมท่านในเรื่องเลวร้ายทั้งหลายที่พระยาห์เวห์เคยนำมาสู่ท่าน แต่ละคนต่างมอบเงินชิ้นหนึ่ง และแหวนทองหนึ่งวงให้กับโยบ 12 แล้วพระยาห์เวห์ได้อวยพรชีวิตบั้นปลายของเขามากกว่าชีวิตในช่วงต้น โยบมีแกะและแพะหนึ่งหมื่นสี่พันตัว อูฐหกพันตัว วัวหนึ่งพันคู่ และลาตัวเมียหนึ่งพันตัว 13 ท่านมีลูกชายเจ็ดคน และลูกสาวสามคน 14 ท่านตั้งชื่อลูกสาวคนแรกว่า เยมีมาห์ คนที่สองชื่อว่า เคสิยาห์ ส่วนคนที่สามชื่อว่า เคเรนหัปปุค
15 ไม่มีสาวใดทั่วแผ่นดินที่สวยเท่ากับลูกสาวของโยบ พ่อของพวกเธอได้มอบมรดกให้กับพวกเธอพร้อมกับพวกพี่ชายน้องชายของเธอ
16 และหลังจากนั้น โยบก็มีชีวิตต่อไปอีกหนึ่งร้อยสี่สิบปี เขาได้เห็นลูกหลานไปสี่ชั่วรุ่น
17 แล้วโยบก็ตายเมื่อแก่ชรา