ยอห์น

คำนำ

ยอห์น​ศิษย์​เอก​คน​หนึ่ง​ใน​สิบสอง​คน​ของ​พระเยซู เป็น​ผู้​เขียน​หนังสือ​เล่มนี้ ยอห์น​เป็น​ลูก​ของ​เศเบดี และ​เป็น​น้องชาย​ของ​ยากอบ หนังสือ​เล่มนี้​เขียน​ให้​กับ​คริสเตียน​ใหม่ หนังสือ​เล่ม​นี้​แตกต่าง​จาก​หนังสือ​สาม​เล่ม​แรก​มาก ดู​ได้​จาก​คำ​ขึ้น​ต้น​ที่​ไพเราะ​และ​ลึกซึ้ง ยอห์น​เพิ่ม​ข้อมูล​จำนวน​มาก​ลง​ใน​หนังสือ​เล่มนี้ ขณะที่​หนังสือ​เล่ม​อื่น​ไม่​มี ยอห์น​เน้น​ว่า พระเยซู​รู้​สาระพัด​สิ่ง และ​พระองค์​ทำ​ทุกอย่าง​ตามใจ​ของ​พระบิดา​ผู้​ที่​ส่ง​พระองค์​มา หนังสือ​ยอห์น​ต้องการ​จะ​พิสูจน์​ให้​เห็น​ว่า พระเยซู​เป็น​พระคริสต์ พระบุตร​ของ​พระเจ้า​และ​เป็น​พระผู้ช่วย​ให้​รอด

1

พระคำ​ได้​มา​เกิด​เป็น​มนุษย์

1 ตอน​เริ่มต้น​ก่อน​ที่​โลกนี้​จะ​เกิด​ขึ้น​ก็​มี​พระคำ​อยู่​แล้ว พระคำนี้​อยู่​กับ​พระเจ้า และ​เป็น​พระเจ้า​ด้วย 2 พระคำ​อยู่​กับ​พระเจ้า​ตั้งแต่​เริ่มต้น​ก่อน​ที่​โลกนี้​จะ​เกิด​ขึ้น 3 ทุก​สิ่ง​ทุก​อย่าง​ที่​เป็น​อยู่​นี้​เกิด​มา​จาก​พระคำ​ทั้งนั้น ไม่​มี​อะไร​เลย​ที่​ไม่​ได้​เกิด​มา​จาก​พระคำ 4 พระคำ​เป็น​แหล่ง​ของ​ชีวิต​ที่​เที่ยงแท้ ชีวิต​นั้น​ได้​นำ​ความ​สว่าง​มา​ให้​มนุษย์​ทุก​คน 5 ความสว่าง​ส่อง​เข้า​มา​ใน​ความมืด​อยู่ แต่​ความมืด​ไม่​สามารถ​เอา​ชนะ+ 1:5 ชนะ หรือ​อาจ​จะ​แปล​ได้​อีก​อย่าง​หนึ่ง​ว่า เข้าใจ ความสว่าง​นั้น​ได้

6 พระเจ้า​ได้​ส่ง​ชาย​ชื่อ​ยอห์น มา​เป็น​ผู้​ส่งข่าว​ของ​พระองค์ 7 เขา​มา​บอก​ผู้คน​เกี่ยวกับ​ความสว่าง เพื่อ​ทุก​คน​จะ​ได้​เชื่อ​ใน​เรื่อง​ที่​เขา​บอก 8 ตัว​ยอห์น​เอง​ไม่​ใช่​ความสว่าง​นั้น แต่​เขา​มา​เพื่อ​เล่า​เรื่อง​ความสว่าง​นั้น 9 ความสว่าง​เที่ยงแท้ ที่​ให้​ความสว่าง​กับ​มนุษย์​ทุก​คน​กำลัง​เข้า​มา​ใน​โลก

10 พระองค์​ได้​อยู่​ใน​โลกนี้ แต่​โลกนี้​กลับ​ไม่​รู้จัก​พระองค์ ทั้งๆที่​โลกนี้​ถูก​สร้าง​ผ่าน​ทาง​พระองค์ 11 เมื่อ​พระองค์​มา​ถึง​บ้านเมือง​ของ​พระองค์​เอง คน​ของ​พระองค์​ก็​ยัง​ไม่​ยอมรับ​พระองค์ 12 แต่​ส่วน​คน​ที่​ยอมรับ​และ​ไว้วางใจ​พระองค์ พระองค์​ให้​สิทธิ์​พวก​เขา​เป็น​ลูก​ของ​พระเจ้า 13 ลูก​ของ​พระเจ้านี้​ไม่​ใช่​ลูก​ที่​เกิด​มา​จาก​เลือดเนื้อ​หรือ​จาก​ความต้องการ​ของ​มนุษย์ หรือ​จาก​ความตั้งใจ​ของ​พ่อ แต่​เกิด​มา​จาก​พระเจ้า

14 พระคำ​ได้​กลาย​มา​เป็น​มนุษย์ และ​ใช้​ชีวิต​อยู่​ท่ามกลาง​พวกเรา พระคำ​นั้น​เต็ม​ไป​ด้วย​ความ​เมตตา​กรุณา​และ​ความจริง พวก​เรา​ได้​เห็น​ความยิ่งใหญ่​ของ​พระองค์ ซึ่ง​เป็น​ความยิ่งใหญ่​ของ​พระบุตร​เพียง​องค์​เดียว​ของ​พระบิดา 15 ยอห์น​ร้อง​ตะโกน​บอก​ผู้คน​เกี่ยวกับ​พระองค์​ว่า “คน​ที่​มา​ภายหลัง​ผม​นั้น ยิ่งใหญ่​กว่า​ผม​อีก เพราะ​เขา​เป็น​อยู่​นาน​แล้ว​ก่อน​ที่​ผม​จะ​เกิด​เสีย​อีก”

16 พระองค์​เต็ม​ไป​ด้วย​ความ​เมตตา​กรุณา พวก​เรา​ทุก​คน​ก็​เลย​ได้รับ​พระพร​จาก​พระองค์​ครั้งแล้ว​ครั้งเล่า 17 พระเจ้า​ได้​ให้​กฎปฏิบัติ​ที่​เป็น​ข้อบังคับ​ผ่าน​มา​ทาง​โมเสส แต่​พระเจ้า​ได้​แสดง​ความ​เมตตา​กรุณา​และ​ความจริง​ผ่าน​มา​ทาง​พระเยซูคริสต์ 18 ไม่​เคย​มี​ใคร​เห็น​พระเจ้า มี​แต่​พระบุตร​เพียง​องค์​เดียว​ของ​พระองค์ ผู้ที่​เป็น​พระเจ้า​เอง+ 1:18 พระบุตร​เพียง​องค์​เดียว​ของ​พระองค์ ผู้ที่​เป็น​พระเจ้า​เอง ฉบับ​ภาษา​เดิม​บาง​ฉบับ​เขียน​ว่า พระบุตร​เพียง​องค์​เดียว​ของ​พระองค์​และ​อยู่​ใกล้​ชิด​กับ​พระบิดา​ด้วย ได้​เปิดเผย​พระเจ้า​ให้​เรา​รู้จัก

ยอห์น​พูดถึง​ตัวเอง​และคน​ที่​ยิ่งใหญ่​กว่า​เขา

(มธ. 3:1-12; มก. 1:2-8; ลก. 3:1-9, 15-17)

19 นี่​คือ​สิ่ง​ที่​ยอห์น​บอก เมื่อ​พวกยิว​ใน​เมือง​เยรูซาเล็ม​ส่ง​พวก​นักบวช และ​พวกเลวี+ 1:19 พวกเลวี เป็น​พวก​ผู้ชาย​ที่​มา​จาก​เผ่า​เลวี มี​หน้า​ที่​ช่วย​นักบวช​ยิว​ใน​วิหาร มา​ถาม​ยอห์น​ว่า “คุณ​เป็น​ใคร”

20 ยอห์น​ไม่​ได้​ปิดบัง​ความจริง เขา​ตอบ​ไป​อย่าง​เปิดเผย​และ​ชัดเจน​ว่า “ผม​ไม่​ใช่​พระคริสต์”

21 พวก​เขา​ก็​เลย​ถาม​อีก​ว่า “ถ้าอย่างนั้น​คุณ​เป็น​ใคร เป็น​เอลียาห์​หรือ”

ยอห์น​ตอบ​ว่า “ไม่​ใช่”

“หรือ​เป็น​ผู้พูดแทนพระเจ้า​คน​นั้น”+ 1:21 ผู้พูดแทนพระเจ้า​คน​นั้น คน​อิสราเอล​กำลัง​ตั้ง​ตา​คอย​ผู้พูดแทนพระเจ้า​ที่​พระเจ้า​สัญญา​ว่า​จะ​ส่ง​มา​ให้​กับ​พวก​เขา ดู​เพิ่มได้​จาก เฉลยธรรมบัญญัติ 18:18-19

ยอห์น​ก็​ตอบ​ว่า “ไม่​ใช่”

22 พวกเขา​ถาม​ยอห์น​ว่า “แล้ว​คุณ​เป็น​ใคร​กัน​แน่ ช่วย​บอก​หน่อย เรา​จะ​ได้​ไป​บอก​คน​ที่​ส่ง​เรา​มา ว่า​ไง คุณ​ว่า​คุณ​เป็น​ใคร​กัน​ล่ะ”

23 ยอห์น​ตอบ​โดย​ยก​เอา​คำ​ของ​อิสยาห์​ผู้พูดแทนพระเจ้า ที่​ว่า

“ผม​เป็น​เสียง​ของ​คน​ที่​ร้องตะโกน​อยู่​ใน​ที่​เปล่า​เปลี่ยว​แห้งแล้ง​ว่า

ทำ​ทาง​ให้​ตรง​สำหรับ​องค์​เจ้า​ชีวิต”+ 1:23 อ้าง​มา​จาก​หนังสือ อิสยาห์ 40:3

24 ส่วน​คน​ที่​พวก​ฟาริสี​ส่ง​มา 25 ได้​ถาม​ยอห์น​ว่า “ถ้า​คุณ​ไม่​ใช่​พระคริสต์ ไม่​ใช่​เอลียาห์ แล้ว​ก็​ไม่​ใช่​ผู้พูดแทนพระเจ้า​คน​นั้น แล้ว​ทำไม​คุณ​ถึง​ทำ​พิธีจุ่มน้ำ​ให้​ชาวบ้าน​ล่ะ”

26 ยอห์น​จึง​ตอบ​ว่า “ผม​ทำ​พิธีจุ่ม​ด้วย​น้ำ แต่​มี​คน​หนึ่ง​ใน​ท่ามกลาง​พวกคุณ​ที่​พวกคุณ​เอง​ก็​ไม่​รู้จัก 27 คนๆนี้​แหละ​ที่​มา​ภายหลัง​ผม ขนาด​สายรัด​รองเท้า​ของ​เขา​ผม​ยัง​ไม่​มี​ค่า​พอที่​จะ​แก้​ให้​เลย”

28 เรื่อง​ทั้งหมดนี้​เกิด​ขึ้น​ที่​หมู่บ้าน​เบธานี ทาง​ฝั่ง​ตะวันออก​ของ​แม่น้ำ​จอร์แดน ซึ่ง​เป็น​ที่​ที่​ยอห์น​กำลัง​ทำ​พิธีจุ่มน้ำ​ให้​ผู้​คน​อยู่

29 ใน​วัน​ต่อมา ยอห์น​เห็น​พระเยซู​เดิน​ตรง​มาหา​เขา แล้ว​ยอห์น​ป่าว​ประกาศ​ว่า “นี่ไง ลูกแกะ​ของ​พระเจ้า ที่​จะ​มา​เอา​ความผิด​บาป​ของ​โลก​ไป 30 คนนี้​ไง​ที่​ผม​พูด​ถึง​ว่า ‘จะ​มี​ชาย​คน​หนึ่ง​มา​ภายหลัง​ผม เป็น​ผู้ที่​ยิ่งใหญ่​กว่า​ผม เพราะ​เขา​เป็น​อยู่​นาน​แล้ว​ก่อน​ที่​ผม​จะ​เกิด​เสีย​อีก’ 31 ตัว​ผม​เอง​ก็​ไม่​รู้​มา​ก่อน​หรอก​ว่า​คน​ที่​จะ​มา​ภายหลัง​นั้น​จะ​เป็น​ใคร แต่​ผม​มา​ทำ​พิธีจุ่ม​ด้วย​น้ำ​ก็​เพื่อ​จะ​ได้​เปิดเผย​ตัว​เขา​ให้​คนอิสราเอล​ได้​รู้จัก”

32 แล้ว​ยอห์น​ก็​บอก​ว่า “ผม​ได้​เห็น​พระวิญญาณ​บริสุทธิ์​ลง​มา​จาก​สวรรค์​เหมือน​นกพิราบ และ​มา​อยู่​บน​ชาย​คนนี้ 33 ตัว​ผม​เอง​ก็​ไม่​รู้​มา​ก่อน​ว่า​คน​ที่​จะ​มา​ภายหลัง​นั้น​จะ​เป็น​ใคร แต่​พระองค์​ผู้ที่​ส่ง​ผม​มา​ให้​ทำ​พิธีจุ่มน้ำ​บอก​ว่า ‘เมื่อ​เจ้า​เห็น​พระวิญญาณ​ลง​มา​อยู่​บน​ใคร คน​นั้น​แหละ​คือ​คน​ที่​จะ​ทำ​พิธีจุ่ม​ด้วย​พระวิญญาณ​บริสุทธิ์’ 34 ผม​เห็น​เรื่องนี้​เกิด​ขึ้น​กับ​ตา และ​ผม​เป็น​พยาน​ได้​ว่า ‘ชาย​คนนี้​เป็น​พระบุตร​ของ​พระเจ้า’”+ 1:34 พระบุตร​ของ​พระเจ้า ฉบับ​ภาษา​เดิม​บาง​ฉบับ​เขียน​ว่า ผู้​นั้น​ที่​พระเจ้า​เลือก​ไว้

ศิษย์​รุ่น​แรก​ของ​พระเยซู

35 วัน​ต่อมา ยอห์น​ยืน​อยู่​กับ​ศิษย์​ของ​เขา​สอง​คน 36 เมื่อ​เขา​เห็น​พระเยซู​เดิน​ผ่าน​ไป ยอห์น​ก็​พูด​ขึ้น​ว่า “นั่น​ไง ลูกแกะ​ของ​พระเจ้า”

37 พอ​ศิษย์​สอง​คน​นั้น​ได้ยิน​อย่าง​นั้น เขา​ก็​เดิน​ตาม​พระเยซู​ไป 38 เมื่อ​พระองค์​หัน​ไป​เห็น​พวก​เขา​เดิน​ตาม​หลัง​มา ก็​ถาม​ว่า “มี​อะไร​หรือ”

พวก​เขา​ถาม​ไป​ว่า “ราบีครับ ท่าน​พัก​อยู่​ที่​ไหน​ครับ” (ราบี​แปล​ว่า​อาจารย์)

39 พระเยซู​ตอบ​ว่า “ตาม​มา​ดู​สิ” พวก​เขา​ก็​ได้​ตาม​ไป​ยัง​ที่พัก​ของ​พระองค์ ตอน​นั้น​เป็น​เวลา​สี่​โมง​เย็น​แล้ว พวก​เขา​จึง​พัก​อยู่​กับ​พระองค์​ตลอด​วัน​นั้น

40 อันดรูว์​เป็น​คน​หนึ่ง​ใน​สอง​คน​นั้น​ที่​เดิน​ตาม​พระเยซู​ไป เขา​มี​พี่ชาย​ชื่อ​ซีโมน​เปโตร หลังจาก​ได้ยิน​ยอห์น​พูด 41 สิ่ง​แรก​ที่​อันดรูว์​ทำ คือ​ไป​หา​ซีโมน​พี่ชาย​ของ​เขา​และ​บอก​ซีโมน​ว่า “พวก​เรา​ได้​พบ​พระเมสสิยาห์ (หมายถึง พระคริสต์) แล้ว”

42 อันดรูว์​พา​ซีโมน​ไป​หา​พระเยซู เมื่อ​พระองค์​เห็น​เขา​ก็​พูด​ว่า “คุณ​คือ​ซีโมน ลูก​ของ​ยอห์น​สิ​นะ คน​จะ​เรียก​คุณ​ว่า เคฟาส” (เหมือน​กับ เปโตร ซึ่ง​แปล​ว่า “หิน”)

43 วัน​ต่อมา พระเยซู​ตัดสินใจ​ไป​แคว้น​กาลิลี พระองค์​พบ​ฟีลิป​และ​พูด​กับ​เขา​ว่า “ตาม​เรา​มา” 44 ฟีลิป​มา​จาก​เมือง​เบธไซดา​เหมือน​กับ​อันดรูว์​และ​เปโตร 45 ฟีลิป​พบ​นาธานาเอล และ​บอก​เขา​ว่า “พวกเรา​พบ​คน​ที่​โมเสส​และ​พวก​ผู้​พูด​แทน​พระเจ้า​เขียน​ถึง​แล้ว เขา​คือ​เยซู​ชาว​เมือง​นาซาเร็ธ ลูก​ของ​โยเซฟ”

46 นาธานาเอล​ย้อน​ถาม​ฟีลิป​ว่า “นาซาเร็ธ​น่ะ​หรือ จะ​มี​ของดี​อะไร​มา​จาก​เมือง​นั้น​ได้” ฟีลิป​ตอบ​ว่า “ตาม​มา​ดู​สิ”

47 เมื่อ​พระเยซู​เห็น​นาธานาเอล​เดิน​เข้า​มาหา พระองค์​ก็​พูด​ถึง​เขา​ว่า “นี่ไง คน​อิสราเอล​ขนาน​แท้​ที่​ไม่​มี​เล่ห์เหลี่ยม”

48 นาธานาเอล​ถาม​พระองค์​ว่า “ท่าน​รู้จัก​ผม​ได้​ยังไง”

พระเยซู​ตอบ​ว่า “เรา​เห็น​คุณ​ตั้งแต่​อยู่​ใต้​ต้นมะเดื่อ​แล้ว​ก่อน​ที่​ฟีลิป​จะ​เรียก​คุณ​เสีย​อีก”

49 นาธานาเอล​ตอบ​ว่า “อาจารย์ ท่าน​เป็น​บุตร​ของ​พระเจ้า เป็น​กษัตริย์​ของ​อิสราเอล”

50 พระเยซู​ก็​พูด​ว่า “ที่​คุณ​เชื่อ​เรา​ก็​เพราะ​เรา​บอก​ว่า ได้​เห็น​คุณ​อยู่​ใต้​ต้นมะเดื่อ ใช่​ไหม​ล่ะ คุณ​จะ​ได้​เห็น​สิ่ง​ที่​ยิ่งใหญ่​กว่า​นี้​อีก” 51 แล้ว​พระเยซู​พูด​อีก​ว่า “เรา​จะ​บอก​ให้​รู้​ว่า พวก​คุณ​จะ​ได้​เห็น​สวรรค์​เปิด​ออก​เป็น​ช่อง และ​พวก​ทูตสวรรค์​ของ​พระเจ้า​ก็​จะ​ขึ้นๆ​ลงๆ​อยู่​เหนือ​บุตร​มนุษย์”+ 1:51 อ่าน​เพิ่มเติม​ได้​ใน​หนังสือ ปฐมกาล 28:12

2

งานแต่งงาน​ที่​หมู่บ้าน​คานา

1 ใน​วันที่​สาม มี​งานแต่งงาน​ที่​หมู่บ้าน​คานา​ใน​แคว้น​กาลิลี แม่​ของ​พระเยซู​ก็​อยู่​ที่​นั่น​ด้วย 2 พระเยซู​และ​ศิษย์​ของ​พระองค์​ก็​ได้รับ​เชิญ​มา​ใน​งานนี้​เหมือน​กัน 3 เมื่อ​เหล้า​องุ่น​หมด แม่​ของ​พระเยซู​มา​บอก​พระองค์​ว่า “เหล้า​องุ่น​หมด​แล้ว”

4 พระเยซู​พูด​ว่า “แม่ครับ มา​บอก​ลูก​ทำไม ตอนนี้​ยัง​ไม่​ถึง​เวลา​ของ​ลูก”

5 แล้ว​แม่​ของ​พระเยซู​ก็​ไป​บอก​กับ​พวก​คนใช้​ว่า “เขา​สั่ง​อะไร ก็​ให้​ทำ​ตาม​นั้น”

6 มี​โอ่ง​ใส่​น้ำ​ตั้ง​อยู่​ที่​นั่น​หก​ใบ​เพื่อ​ใช้​ใน​พิธี​ชำระ​ล้าง โอ่ง​แต่​ละ​ใบ​ใส่​น้ำ​ได้​ประมาณ​แปดสิบ​ถึง​หนึ่งร้อย​ยี่สิบ​ลิตร+ 2:6 แต่​ละ​ใบ … ลิตร ใน​ต้น​ฉบับ​กรีก​เขียน​ว่า​คือ 2 หรือ 3 เมเทรเตส (เป็น​หน่วย​วัด​ของ​กรีก ซึ่ง 1 เมเทรเตส ประมาณ 40 ลิตร)

7 พระเยซู​ได้​สั่ง​พวก​คนใช้​ว่า “ไป​ตัก​น้ำ​ใส่​โอ่ง​พวก​นั้น​ให้​เต็ม” พวก​เขา​ก็​ตัก​น้ำ​ใส่​จน​เต็ม​ถึง​ปาก​โอ่ง

8 แล้ว​พระองค์​สั่ง​อีก​ว่า “ตัก​น้ำนี้​ไป​ให้​ผู้ดูแลงานเลี้ยง​สิ”

พวก​คนใช้​ก็​ตัก​น้ำ​ไป​ให้​ผู้ดูแลงานเลี้ยง 9 เมื่อ​ผู้ดูแลงานเลี้ยง​ได้​ชิม​น้ำ​ที่​กลาย​เป็น​เหล้าองุ่น​แล้ว (โดย​ที่​เขา​ไม่​รู้​ว่า เหล้าองุ่น​นั้น​มา​จาก​ไหน มี​แต่​พวก​คน​ใช้​ที่​ตัก​น้ำ​นั้น​มา​เท่านั้น​ที่​รู้) ผู้ดูแลงานเลี้ยง​ก็​เรียก​เจ้าบ่าว​มา​บอก​ว่า 10 “ใครๆ​เขา​ก็​เอา​เหล้าองุ่น​ดีๆ​ออก​มา​ให้​แขก​ดื่ม​ก่อน พอ​ดื่ม​จน​เมา​ได้​ที่​แล้ว​ถึง​จะ​เอา​เหล้าองุ่น​ถูกๆ​มา​วาง แต่​คุณ​กลับ​เก็บ​เหล้า​องุ่น​ที่​ดี​ที่สุด​ไว้​จน​ถึง​ตอนนี้”

11 นี่​เป็น​เรื่อง​อัศจรรย์​ครั้ง​แรก​ที่​พระเยซู​ได้​ทำ ตอน​ที่​พระองค์​อยู่​ที่​หมู่บ้าน​คานา ใน​แคว้น​กาลิลี พวกศิษย์​ต่าง​ก็​พา​กัน​ไว้วางใจ​พระองค์​เพราะ​ได้​เห็น​ความยิ่งใหญ่​ของ​พระองค์

12 หลัง​จาก​นั้น​พระเยซู​ไป​เมือง​คาเปอรนาอุม​พร้อม​กับ​แม่ น้องๆ และ​พวกศิษย์​ของ​พระองค์ แต่​ก็​พัก​อยู่​ที่​นั่น​เพียง​ไม่​กี่​วัน

สิ่ง​ที่​พระเยซู​ทำ​ใน​วิหาร

(มธ. 21:12-13; มก. 11:15-17; ลก. 19:45-46)

13 เมื่อ​ใกล้​จะ​ถึง​เทศกาลวัน​ปลด​ปล่อย พระเยซู​เดิน​ทาง​ขึ้น​ไป​เมือง​เยรูซาเล็ม 14 ใน​บริเวณ​วิหาร​นั้น พระองค์​เห็น​คนขายวัว แกะ และ​นกพิราบ สำหรับ​ใช้​เป็น​เครื่อง​บูชา และ​ยัง​เห็น​พวกรับแลกเงิน+ 2:14 พวกรับแลกเงิน รับแลก​เปลี่ยน​เงิน​ให้​เป็น​เงิน​เหรียญ​ที่​กำหนด​ให้​ใช้​สำหรับ​จ่าย​ภาษี​วิหาร นั่ง​อยู่​ที่​โต๊ะ​ของ​พวก​เขา​ด้วย 15 พระเยซู​เอา​เชือก​มา​ทำ​เป็น​แส้​แล้ว​หวดไล่​คน​พวก​นั้น รวม​ทั้ง​แกะ​และ​วัว​ออก​ไป​จาก​บริเวณ​วิหาร พระองค์​ยัง​เท​เหรียญ​และ​คว่ำ​โต๊ะ​ของ​พวกรับแลกเงิน​ด้วย 16 พระองค์​บอก​พวก​คน​ขาย​นก​พิราบ​ว่า “ขน​ออก​ไป​ให้​หมด อย่า​มา​ทำ​ให้​บ้าน​ของ​พระบิดา​เรา​กลาย​เป็น​ตลาด”

17 พวก​ศิษย์​นึก​ขึ้น​มา​ได้​ถึง​ข้อความ​ที่​เขียน​ไว้​ใน​พระคัมภีร์ ว่า

“การที่เราทุ่มเทใจ​ให้​กับ​บ้าน​ของ​พระเจ้า จะ​เป็น​เหตุ​ทำ​ให้​เรา​ถูก​ทำลาย”+ 2:17 อ้าง​มา​จาก​หนังสือ สดุดี 69:9

18 พวกยิว​ทักท้วง​กับ​พระเยซู​ว่า “แก​มี​สิทธิ์​อะไร​ไป​ทำ​อย่าง​นั้น ทำ​เรื่อง​อัศจรรย์​พิสูจน์​ตัวเอง​สิ”

19 พระเยซู​ตอบ​ว่า “ทำลาย​วิหารนี้​ลง​มา​สิ แล้ว​เรา​จะ​สร้าง​มัน​ขึ้น​มา​ใหม่​ภาย​ใน​สาม​วัน”

20 พวกยิว​พูด​ว่า “วิหารนี้​กว่า​จะ​สร้าง​เสร็จ​ต้อง​ใช้​เวลา​ถึง​สี่สิบหก​ปี แล้ว​แก​คิด​ว่า​แก​จะ​สร้าง​ขึ้น​ใหม่​ได้​ภาย​ใน​สาม​วัน​หรือ” 21 แต่​วิหาร​ที่​พระองค์​กำลัง​พูด​ถึง​นั้น หมายถึง​ร่างกาย​ของ​พระองค์​เอง 22 เมื่อ​พระเยซู​ฟื้นขึ้น​มา​จาก​ความตาย​แล้ว ศิษย์​ของ​พระองค์​ถึง​นึก​ขึ้น​ได้​ว่า พระองค์​เคย​พูด​อย่างนี้ พวก​เขา​ก็​เลย​เชื่อ​พระคัมภีร์ และ​เชื่อ​คำพูด​ของ​พระองค์

23 ช่วง​ที่​พระเยซู​อยู่​ใน​เมือง​เยรูซาเล็ม เป็น​ช่วง​ฉลอง​เทศกาลวัน​ปลด​ปล่อย พระองค์​ได้​ทำ​เรื่อง​อัศจรรย์​มากมาย ทำ​ให้​มี​คน​จำนวน​มาก​มา​ไว้วางใจ​พระองค์ 24 แต่​พระเยซู​ก็​ไม่​ได้​ไว้​ใจ​พวก​เขา เพราะ​พระองค์​รู้จัก​มนุษย์​ทุก​คน​ดี 25 ไม่​จำ​เป็น​ต้อง​ให้​ใคร​มา​บอก​พระองค์​ว่า​มนุษย์​เป็น​อย่าง​ไร​เพราะ​พระองค์​รู้จัก​ความคิด​ของ​มนุษย์​ดี

3

พระเยซู​กับ​นิโคเดมัส

1 มี​ชาย​คน​หนึ่ง​เป็น​พวก​ฟาริสี ชื่อ​นิโคเดมัส เป็น​ผู้นำ​ชาวยิว​คน​หนึ่ง 2 เขา​มาหา​พระเยซู​ตอน​กลางคืน และ​พูด​ว่า “อาจารย์ครับ พวก​เรา​รู้​ว่า​พระเจ้า​ส่ง​อาจารย์​มา​สอน​พวก​เรา เพราะ​ไม่​มี​ใคร​ทำ​เรื่อง​อัศจรรย์​อย่าง​ที่​อาจารย์​ทำ​ได้ นอก​จาก​จะ​มี​พระเจ้า​อยู่​ด้วย​เท่านั้น” 3 พระเยซู​บอก​ว่า “เรา​จะ​บอก​ให้​รู้​ว่า คน​ที่​ไม่​ได้​เกิด​ใหม่+ 3:3 เกิด​ใหม่ ใน​ภาษา​กรีก​มี 2 ความ​หมาย คือ เกิด​ใหม่​อีก​ครั้ง​หนึ่ง หรือ เกิด​จาก​เบื้องบน (พระเจ้า)​ก็​จะ​ไม่​เห็น​อาณาจักร​ของ​พระเจ้า”

4 นิโคเดมัส​ถาม​พระเยซู​ว่า “คน​แก่​แล้ว​จะ​เกิด​ใหม่​ได้​ยังไง​ครับ จะ​ให้​เข้า​ไป​ใน​ท้อง​แม่​เป็น​ครั้ง​ที่​สอง แล้ว​เกิด​ออก​มา​ใหม่​ได้​หรือ”

5 พระเยซู​ตอบ​ว่า “เรา​จะ​บอก​ให้​รู้​ว่า คน​ที่​ไม่​ได้​เกิด​จาก​น้ำ​และ​พระวิญญาณ​บริสุทธิ์ จะ​เข้า​ไป​ใน​อาณาจักร​ของ​พระเจ้า​ไม่​ได้ 6 พ่อ​แม่​ให้​เรา​เกิด​มา​เป็น​ได้​แค่​ลูก​ของ​มนุษย์ แต่​พระวิญญาณ​ของ​พระเจ้า​ทำ​ให้​เรา​เกิด​มา​เป็น​ลูก​ของ​พระเจ้า 7 ไม่​ต้อง​แปลกใจ​หรอก​ที่​เรา​บอก​ว่า ‘พวก​คุณ​จะ​ต้อง​เกิด​ใหม่’ 8 ลม+ 3:8 ลม ใน​ภาษา​กรีก แปล​ได้​สอง​อย่าง​คือ ลม หรือ พระวิญญาณ อยาก​พัด​ไป​ทาง​ไหน​มัน​ก็​พัด​ไป คุณ​ได้ยิน​เสียง​ลม แต่​ไม่​รู้​หรอก​ว่า​พัด​มา​จาก​ไหน​หรือ​จะ​พัด​ไป​ไหน คน​ที่​เกิด​จาก​พระวิญญาณ​ก็​จะ​เป็น​อย่าง​นั้น​เหมือน​กัน”

9 นิโคเดมัส​ถาม​ว่า “มัน​จะ​เป็น​ไป​ได้​ยังไง​ครับ​อาจารย์”

10 พระเยซู​ตอบ​ว่า “คุณ​เป็น​อาจารย์​ที่​นับหน้า​ถือตา​ของ​คน​อิสราเอล แต่​ยัง​ไม่​เข้าใจ​สิ่ง​เหล่านี้​อีก​หรือ 11 เรา​จะ​บอก​ให้​รู้​ว่า พวก​เรา​เล่า​เรื่อง​ที่​พวก​เรา​ได้รู้​ได้เห็น​มา แต่​พวก​คุณ​ไม่​ยอม​เชื่อ​ใน​สิ่ง​ที่​พวก​เรา​บอก 12 นี่​ขนาด​เรา​เล่า​เรื่อง​บน​โลกนี้​ให้​ฟัง พวก​คุณ​ยัง​ไม่​ยอม​เชื่อ​เรา​เลย แล้ว​ถ้า​เรา​เล่า​เรื่อง​บน​สวรรค์​ให้​ฟัง คุณ​จะ​เชื่อ​เรา​หรือ 13 ไม่​มี​ใคร​เคย​ขึ้น​ไป​บน​สวรรค์ นอก​จาก​ผู้ที่​ลง​มา​จาก​สวรรค์ ซึ่ง​ก็​คือ บุตร​มนุษย์

14 โมเสส​เคย​ยก​งู​ขึ้น​ใน​ที่​เปล่า​เปลี่ยว​แห้งแล้ง+ 3:14 โมเสส … แห้งแล้ง เมื่อ​ประชาชน​ของ​พระเจ้า​ถูก​งู​กัด​ตาย พระเจ้า​ได้​บอก​ให้​โมเสส​นำ​งู​ทอง​สัมฤทธิ์​ไป​วาง​ไว้​บน​ยอด​เสา​ให้​คน​ที่​ถูก​งู​กัด​ดู​จะ​ได้​หาย (ดู กันดาร​วิถี 21:4-9) บุตร​มนุษย์​ก็​จะ​ต้อง​ถูก​ยก​ขึ้น​อย่าง​นั้น​เหมือน​กัน 15 เพื่อ​ทุก​คน​ที่​ไว้วางใจ​ใน​บุตร​มนุษย์​นั้น​จะ​ได้​มี​ชีวิต​กับ​พระเจ้า​ตลอด​ไป”

16 เพราะ​ว่า​พระเจ้า​รัก​ผูกพัน​กับ​มนุษย์​ใน​โลกนี้​มาก จน​ถึง​ขนาด​ยอม​สละ​พระบุตร​เพียง​องค์​เดียว​ของ​พระองค์ เพื่อ​ว่า​ทุก​คน​ที่​ไว้วางใจ​ใน​พระบุตร​นั้น​จะ​ไม่​สูญ​สิ้น แต่​จะ​มี​ชีวิต​กับ​พระเจ้า​ตลอด​ไป 17 พระเจ้า​ไม่​ได้​ส่ง​พระบุตร​ของ​พระองค์​เข้า​มา​ใน​โลกนี้ เพื่อ​ตัดสิน​ลงโทษ​โลกนี้ แต่​เพื่อ​ช่วย​โลกนี้​ให้​รอดพ้น 18 คน​ที่​ไว้วางใจ​พระบุตร​จะ​ไม่​ถูก​ตัดสินลงโทษ แต่​คน​ที่​ไม่​ไว้วางใจ​ก็​ได้​ถูก​ตัดสินลงโทษ​ไป​แล้ว เพราะ​พวก​เขา​ไม่​ไว้​วางใจ​พระบุตร​เพียง​องค์​เดียว​ของ​พระเจ้า 19 นี่​คือ​วิธี​ที่​พระเจ้า​ตัดสิน​ว่า​ใคร​ผิด​หรือ​ใคร​ถูก ความ​สว่าง​ได้​เข้า​มา​ใน​โลกนี้ แต่​คน​รัก​ความมืด​มาก​กว่า​ความสว่าง​เพราะ​พวก​เขา​ทำ​ชั่ว 20 ทุก​คน​ที่​ทำ​ชั่ว​ก็​เกลียด​ความสว่าง และ​จะ​ไม่​เข้า​มา​อยู่​ใน​ความสว่าง กลัว​ว่า​ความสว่าง​จะ​เปิดเผย​ความชั่ว​ที่​เขา​ทำ​ออก​มา​ให้​เห็น 21 แต่​คน​ที่​ทำ​ดี​จะ​เข้า​มา​อยู่​ใน​ความสว่าง เพื่อ​ว่า​ความสว่าง​จะ​ทำ​ให้​ทุก​คน​เห็น​ว่า​ที่​เขา​ทำ​ดี​ได้​นั้น​เป็น​เพราะ​พึ่ง​อำนาจ​ของ​พระเจ้า+ 3:21 ข้อ 13-21 นี้ เป็น​การอธิบาย​เพิ่มเติม​จาก​ยอห์น​ผู้​เขียน​หนังสือ​เล่มนี้ หรือ​นักวิชาการ​บาง​คน​คิด​ว่า​เป็น​คำ​พูด​ของ​พระเยซู

พระเยซู​กับ​ยอห์น​คน​ทำ​พิธีจุ่มน้ำ

22 หลังจาก​นั้น​พระเยซู​และ​พวก​ศิษย์​ของ​พระองค์​เดิน​ทาง​ไป​ใน​เขตแดน​ของ​แคว้น​ยูเดีย พระองค์​พัก​อยู่​ที่​นั่น​กับ​พวกศิษย์ และ​ทำ​พิธีจุ่มน้ำ​ให้​กับ​ประชาชน 23 ส่วน​ยอห์น​ทำ​พิธีจุ่มน้ำ​อยู่​ที่​อายโนน​ใกล้​หมู่บ้าน​สาลิม เพราะ​ที่​นั่น​มี​น้ำ​มาก คน​จึง​มา​ให้​ยอห์น​ทำ​พิธีจุ่มน้ำ​กัน 24 (เรื่องนี้​เกิด​ขึ้น​ก่อน​ที่​ยอห์น​จะ​ติด​คุก)

25 วัน​หนึ่ง​พวก​ศิษย์​ของ​ยอห์น​ได้​เถียง​กับ​ชาวยิว​คน​หนึ่ง​เรื่อง​พิธีชำระ​ล้าง 26 พวก​เขา​จึง​พา​กัน​มา​หา​ยอห์น และ​บอก​กับ​ยอห์น​ว่า “อาจารย์​ครับ คน​ที่​อาจารย์​พูด​ถึง​และ​เคย​อยู่​กับ​อาจารย์​ที่​ฝั่ง​โน้น​ของ​แม่น้ำ​จอร์แดน กำลัง​ทำ​พิธีจุ่มน้ำ​อยู่ และ​คน​ก็​แห่​กัน​ไป​หา​เขา​กัน​หมด​แล้ว”

27 ยอห์น​ตอบ​ว่า “คน​เรา​เป็น​ได้​แค่​ที่​พระเจ้า​ให้​เป็น​เท่า​นั้น 28 พวก​คุณ​ก็​เป็น​พยาน​ได้​ว่า​ผม​บอก​ว่า ‘ผม​ไม่​ใช่​พระคริสต์ แต่​ถูก​ส่ง​มา​ล่วงหน้า​เพื่อ​เตรียม​ทาง​ให้​กับ​พระองค์’”

29 “เจ้าสาว​เป็น​ของ​เจ้าบ่าว แต่​เพื่อนเจ้าบ่าว​ที่​ยืน​รอ​อยู่​ก็ดีใจ​ที่​ได้ยิน​เสียง​เจ้าบ่าว​มี​ความ​สุข​กับ​เจ้าสาว ก็​เหมือน​กับ​ผม​ที่​ดีใจ​ที่สุด​เมื่อ​ได้ยิน​เรื่อง​ที่​เกิด​ขึ้น​กับ​พระเยซู 30 พระเยซู​ต้อง​ยิ่งใหญ่​ขึ้น และ​ตัว​ผม​เอง​ต้อง​ด้อยลง”

ผู้ที่​ลง​มา​จาก​สวรรค์

31 พระองค์​ผู้ที่​ลง​มา​จาก​เบื้องบน​นั้น​ใหญ่​เหนือ​ทุก​คน คน​ที่​มา​จาก​โลก​ก็​เหมือน​กับ​คนทั่ว​ไป​ใน​โลกนี้​ที่​พูด​แต่​เรื่อง​ของ​โลก แต่​พระองค์​ผู้​ลง​มา​จาก​สวรรค์​นั้น​เป็น​ใหญ่​เหนือ​ทุก​คน 32 พระองค์​เล่า​เรื่อง​ที่​พระองค์​ได้​เห็น​และ​ได้ยิน​มา แต่​ไม่​มี​ใคร​เชื่อ​ใน​สิ่ง​ที่​พระองค์​บอก 33 ส่วน​คน​ที่​เชื่อ​ใน​สิ่ง​ที่​พระองค์​บอก​นั้น​ก็​แสดง​ว่า​เขา​เชื่อ​ว่า พระเจ้า​พูด​ความจริง​ด้วย 34 เพราะ​ผู้ที่​พระเจ้า​ส่ง​มา​นั้น​พูด​ตาม​ที่​พระเจ้า​พูด เพราะ​พระเจ้า​ให้​พระองค์​มี​ฤทธิ์​อำนาจ​ของ​พระวิญญาณบริสุทธิ์​อย่าง​เต็มที่​ไม่​จำกัด​เลย 35 พระบิดา​รัก​พระบุตร และ​ให้​ทุก​สิ่ง​ทุก​อย่าง​กับ​พระบุตร 36 คน​ที่​ไว้วางใจ​พระบุตร​นั้น​ก็​มี​ชีวิต​อยู่​กับ​พระเจ้า​ตลอด​ไป แต่​คน​ที่​ไม่​ยอม​เชื่อ​ฟัง​พระบุตร​นั้น​ก็​จะ​ไม่​พบ​กับ​ชีวิต​นั้น และ​ยัง​ต้อง​ตก​อยู่​ภาย​ใต้​การลงโทษ​ของ​พระเจ้า+ 3:36 ข้อ 31-36 นี้ อาจ​จะ​เป็น​การ​อธิบาย​ของ​ยอห์น​ผู้​เขียน​หนังสือ​เล่มนี้ หรือ​อาจ​จะ​เป็น​คำ​พูด​ของ​ยอห์น​คน​ทำ​พิธีจุ่มน้ำ

4

พระเยซู​คุย​กับ​หญิง​ชาวสะมาเรีย

1 เมื่อ​พระเยซู​รู้​เรื่อง​ที่​พวก​ฟาริสี​ได้​ข่าว​ว่า พระองค์​มี​ศิษย์​มาก​กว่า​ยอห์น และ​ทำ​พิธีจุ่มน้ำ​ให้​กับ​ผู้คน​อยู่ 2 (ความจริง​พระเยซู​ไม่​ได้​เป็น​คน​ทำ​พิธีจุ่มน้ำ​เอง แต่​พวก​ศิษย์​ของ​พระองค์​เป็น​คน​ทำ​ให้) 3 พระเยซู​ก็​เลย​ออก​จาก​แคว้น​ยูเดีย กลับ​ไป​แคว้น​กาลิลี​อีก​ครั้ง​หนึ่ง 4 ซึ่ง​จะ​ต้อง​ผ่าน​แคว้น​สะมาเรีย

5 ใน​แคว้น​สะมาเรีย พระองค์​เดินทาง​มา​ถึง​เมือง​สิคาร์​ที่​อยู่​ใกล้ๆ​กับ​ที่ดิน​ที่​ยาโคบ​ได้​ยกให้​กับ​โยเซฟ​ลูกชาย​ของ​เขา+ 4:5 ที่ดิน … ลูกชาย​ของ​เขา อ่าน​เพิ่ม​เติม​ได้​จาก​หนังสือ​ปฐมกาล 48:226 บ่อน้ำ​ของ​ยาโคบ​ตั้ง​อยู่​ที่​นั่น พระเยซู​นั่ง​พัก​เหนื่อย​อยู่​ข้างๆ​บ่อน้ำ​นั้น​เพราะ​เดินทาง​มา​ไกล ตอน​นั้น​เป็น​เวลา​เที่ยงวัน 7 มี​หญิง​ชาวสะมาเรีย คน​หนึ่ง​มา​ตัก​น้ำ​ที่​บ่อ พระเยซู​พูด​กับ​เธอ​ว่า “ขอ​น้ำ​ดื่ม​หน่อย” 8 (พระเยซู​อยู่​คน​เดียว เพราะ​พวก​ศิษย์​ไปหา​ซื้อ​อาหาร​ใน​เมือง)

9 หญิง​ชาวสะมาเรีย​พูด​ว่า “คุณ​มา​ขอ​น้ำ​ฉัน​ดื่ม​ได้​ยังไง​กัน คุณ​เป็น​คนยิว ฉัน​เป็น​หญิง​สะมาเรีย” (ปกติ​แล้ว​คน​ยิว​จะ​ไม่​ยุ่งเกี่ยว+ 4:9 ไม่​ยุ่งเกี่ยว หรือ แปล​อีก​อย่าง​หนึ่ง​คือ “คนยิว​กับ​คนสะมาเรีย​จะ​ไม่​ดื่ม​จาก​จอก​เดียว​กัน” กับ​คน​สะมาเรีย)

10 พระเยซู​ตอบ​หญิง​นั้น​ว่า “นี่​ถ้า​คุณ​รู้​ว่า​พระเจ้า​อยาก​ให้​อะไร​กับ​คุณ และ​รู้​ว่า​เรา​ที่​ขอ​น้ำ​คุณ​ดื่ม​อยู่นี้​เป็น​ใคร คุณ​ก็​คงจะ​ขอ​จาก​เรา และ​เรา​ก็​จะ​ให้​น้ำ​ที่​ให้​ชีวิต+ 4:10 น้ำ​ที่​ให้​ชีวิต หรือ “น้ำ​แห่ง​ชีวิต” อีก​ความหมาย​หนึ่ง​ของ​คำนี้​คือ “น้ำ​ที่​ไหล​อยู่” กับ​คุณ”

11 หญิง​คน​นั้น​พูด​ว่า “คุณ​คะ แล้ว​คุณ​จะ​ไป​เอา​น้ำ​ที่​ให้​ชีวิต​นั้น​มา​จาก​ไหน​ล่ะ ใน​เมื่อ​ถังตักน้ำ​ก็​ไม่​มี แถม​บ่อนี้​ก็​ลึก 12 คุณ​คง​ไม่​ได้​ยิ่งใหญ่​ไป​กว่า​ยาโคบ บรรพบุรุษ​ของ​เรา​ที่​ให้​บ่อน้ำนี้​มา​หรอก​นะ ตัว​ยาโคบ​เอง​กับ​ลูกๆ​และ​ฝูง​สัตว์เลี้ยง​ของ​เขา​ก็​ดื่ม​น้ำ​จาก​บ่อนี้​กัน​ทั้งนั้น​แหละ”

13 พระองค์​ตอบ​ว่า “ทุก​คน​ที่​ดื่ม​น้ำ​จาก​บ่อนี้​ก็​จะ​หิว​น้ำ​อีก 14 แต่​คน​ที่​ดื่ม​น้ำ​ที่​เรา​ให้​จะ​ไม่​หิว​น้ำ​อีก​เลย เพราะ​น้ำ​ที่​เรา​ให้​เขา​ดื่ม​จะ​กลาย​เป็น​น้ำพุ​ที่​ไหล​ไม่​หยุด​อยู่​ใน​ตัว​เขา​และ​นำ​ชีวิต​ที่​อยู่​กับ​พระเจ้า​ตลอด​ไป​มา​ให้”

15 หญิง​คน​นั้น​จึง​พูด​ว่า “คุณ​คะ ขอ​น้ำ​นั้น​ให้​ฉัน​ดื่ม​บ้าง​สิ​คะ จะ​ได้​ไม่​หิว​น้ำ​อีก​และ​ไม่​ต้อง​กลับ​มา​ตัก​น้ำ​อีก”

16 พระองค์​จึง​บอก​เธอ​ว่า “ไป​เรียก​สามี​ของ​คุณ​มา​ที่​นี่​หน่อย”

17 เธอ​ตอบ​ว่า “ฉัน​ไม่​มี​สามี​ค่ะ” พระองค์​บอก​ว่า “เออ ก็​จริง​ของ​คุณ​ที่​บอก​ว่า​ไม่​มี​สามี 18 เพราะ​คุณ​มี​สามี​มา​ห้า​คน​แล้ว และ​คน​ที่​อยู่​ด้วย​ตอนนี้​ก็​ไม่​ใช่​สามี​ของ​คุณ มัน​ก็​จริง​อย่าง​ที่​คุณ​บอก”

19 เธอ​ร้อง​ว่า “คุณ​คะ ฉัน​เชื่อ​แล้ว​ว่า​คุณ​เป็น​ผู้พูดแทนพระเจ้า 20 บรรพบุรุษ​ของ​เรา​ได้​กราบไหว้บูชา​พระเจ้า​ที่​ภูเขานี้ แต่​พวก​คุณ​ชาวยิว​กลับ​พูด​ว่า​จะ​ต้อง​ไป​กราบไหว้บูชา​พระเจ้า​ที่​เมือง​เยรูซาเล็ม​เท่า​นั้น”

21 พระองค์​ตอบ​ว่า “เชื่อ​เรา​สิ ใกล้​จะ​ถึง​เวลา​แล้ว​ที่​มัน​จะ​ไม่​สำคัญ​อีก​ต่อ​ไป​ว่า​จะ​กราบไหว้บูชาพระเจ้า​พระบิดา​ที่​ภูเขานี้​หรือ​ที่​เมือง​เยรูซาเล็ม 22 จริงๆ​แล้ว​พวก​คุณ​ชาวสะมาเรีย​ไม่​รู้จัก​พระเจ้า​ที่​พวก​คุณ​กราบไหว้บูชา​อยู่ แต่​พวก​เรา​ชาวยิว​รู้จัก​พระเจ้า​ที่​พวก​เรา​กราบไหว้บูชา เพราะ​พระเจ้า​จะ​ช่วย​โลกนี้​ให้​รอด​โดย​ผ่าน​ทาง​ชาวยิว 23 แต่​เวลา​นั้น​ใกล้​จะ​มา​ถึง​แล้ว และ​ตอนนี้​ก็​มา​ถึง​แล้ว ที่​ผู้คน​กราบไหว้บูชา​อย่าง​แท้จริง​จะ​ต้อง​กราบไหว้บูชา​พระบิดา​ด้วย​อำนาจ​ของ​พระวิญญาณ​บริสุทธิ์​และ​ด้วย​ความจริง คน​อย่างนี้​แหละ​ที่​พระบิดา​ตาม​หา​ให้​มา​กราบไหว้บูชา​พระองค์​อยู่ 24 พระเจ้า​เป็น​พระวิญญาณ ดังนั้น​คน​ที่​กราบไหว้บูชา​พระองค์​จะ​ต้อง​กราบไหว้บูชา​ด้วย​อำนาจ​ของ​พระวิญญาณ​และ​ด้วย​ความ​จริง”

25 หญิง​คน​นั้น​จึง​พูด​ว่า “ฉัน​รู้​ว่า​พระเมสสิยาห์ (ที่​เรียกว่า ‘พระคริสต์’) กำลัง​จะ​มา และ​เมื่อ​พระองค์​มา​แล้ว พระองค์​จะ​อธิบาย​ทุก​อย่าง​ให้​เรา​รู้”

26 พระเยซู​บอก​เธอ​ว่า “เรา​เอง​ที่​กำลัง​คุย​กับ​คุณ​อยู่​นี่ คือ​พระเมสสิยาห์”

27 ขณะ​นั้น​พวก​ศิษย์​ของ​พระองค์​กลับ​มา​ถึง​พอดี พวก​เขา​แปลก​ใจ​ที่​เห็น​พระองค์​กำลัง​พูด​คุย​อยู่​กับ​ผู้หญิง แต่​ก็​ไม่​มี​ใคร​กล้า​ถาม​พระองค์​ว่า “อาจารย์​ต้องการ​อะไร​หรือ​ครับ” หรือ “ไป​พูด​กับ​เธอ​ทำไม​ครับ”

28 ผู้หญิง​คน​นั้น​ทิ้ง​หม้อน้ำ​เอา​ไว้ และ​เข้า​ไป​บอก​ผู้คน​ใน​เมือง​ว่า 29 “มา​ดู​ผู้ชาย​ที่​บอก​อดีต​ของ​ฉัน​ได้​สิ ไม่​แน่​ว่า​เขา​อาจ​จะ​เป็น​พระเมสสิยาห์​ก็​ได้” 30 คน​ก็​พา​กัน​ออก​จาก​เมือง​ไป​หา​พระเยซู

31 ขณะนั้น พวก​ศิษย์​กำลัง​คะยั้นคะยอ​พระเยซู​ว่า “อาจารย์ กิน​อะไร​บ้าง​สิ​ครับ”

32 แต่​พระองค์​บอก​ว่า “เรา​มี​อาหาร​ที่​พวก​คุณ​ไม่​รู้จัก”

33 พวก​ศิษย์​ต่าง​ก็​ถาม​กัน​ว่า “คง​ไม่​มี​ใคร​แถวนี้​เอา​อาหาร​มา​ให้​อาจารย์​นะ”

34 พระองค์​จึง​บอก​กับ​พวก​เขา​ว่า “อาหาร​ของ​เรา​คือ​การทำตามใจ​พระองค์​ผู้​ส่ง​เรา​มา และ​ทำงาน​ที่​พระองค์​ให้​เรา​ทำ​ให้​เสร็จ 35 เมื่อ​หว่าน​เมล็ดพืช คุณ​พูด​ว่า ‘ต้อง​คอย​อีก​สี่​เดือน​ถึง​จะ​เก็บเกี่ยว’ แต่​เรา​บอก​ให้​คุณ​ลืม​ตา​ขึ้น​มา​ดู​ทุ่งนา​ที่​เต็ม​ไป​ด้วย​พืชผล ซึ่ง​พร้อม​แล้ว​ที่​จะ​ให้​เก็บเกี่ยว​เดี๋ยวนี้ 36 ตอนนี้​คน​เก็บเกี่ยว​ก็​รับ​ค่าจ้าง​อยู่ และ​พืชผล​ที่​เก็บ​รวบรวม​มา​นี้​ก็​คือ​คน​ที่​จะ​ได้รับ​ชีวิต​ที่​อยู่​กับ​พระเจ้า​ตลอด​ไป ดังนั้น​ทั้ง​คน​ปลูก​และ​คน​เก็บเกี่ยว​ก็​จะ​มี​ความสุข​ร่วม​กัน 37 จะ​ได้​เป็น​ไป​ตาม​คำพูด​ที่​ว่า ‘คน​หนึ่ง​ปลูก และ​อีก​คน​หนึ่ง​เก็บเกี่ยว’ 38 เรา​ได้​ส่ง​คุณ​ไป​เก็บเกี่ยว​สิ่ง​ที่​คุณ​ไม่​ได้​ลงแรง​ปลูก คน​อื่น​เป็น​คน​ลงแรง​และ​คุณ​ก็​ได้​ผล​ประโยชน์​จาก​น้ำพักน้ำแรง​ของ​เขา”

39 จาก​คำพูด​ของ​ผู้หญิง​คน​นั้น​ที่​บอก​ว่า “ชาย​ที่​บอก​อดีต​ของ​ฉัน​ได้” ทำ​ให้​ชาวสะมาเรีย​จำนวน​มาก​ใน​เมือง​นั้น​มา​ไว้วางใจ​ใน​พระองค์ 40 เมื่อ​ชาวสะมาเรีย​มาหา​พระองค์ พวก​เขา​ขอ​ร้อง​ให้​พระองค์​พัก​อยู่​กับ​พวก​เขา พระองค์​จึง​พัก​อยู่​ที่​นั่น​สอง​วัน 41 คำพูด​ของ​พระองค์ ทำ​ให้​อีก​หลาย​คน​มา​ไว้วางใจ​พระองค์

42 ชาวเมือง​บอก​กับ​หญิง​คน​นั้น​ว่า “ตอนนี้​พวก​เรา​ได้​ไว้วางใจ​พระเยซู ไม่​ใช่​เพราะ​ได้ยิน​จาก​คุณ​เท่านั้น แต่​เพราะ​ได้ยิน​กับ​หู​ของ​พวก​เรา​เอง ตอนนี้​เรา​รู้​ว่า​ชาย​คนนี้​เป็น​พระผู้ช่วย​ให้​รอด​ของ​โลกนี้​อย่าง​แน่นอน”

พระเยซู​รักษา​ลูกชาย​ของ​ข้าราชการ

(มธ. 8:5-13; ลก. 7:1-10)

43 หลังจาก​นั้น​สอง​วัน​พระเยซู​เดิน​ทาง​ต่อ​ไป​ที่​แคว้น​กาลิลี 44 (พระเยซู​เคย​พูด​ว่า ผู้พูดแทนพระเจ้า​จะ​ไม่​ได้รับ​เกียรติ​ใน​บ้าน​เมือง​ของ​ตน) 45 เมื่อ​พระองค์​มา​ถึง​แคว้น​กาลิลี ชาวกาลิลี​ต้อนรับ​พระองค์​เป็น​อย่าง​ดี เพราะ​พวกเขา​เห็น​ทุก​สิ่ง​ที่​พระองค์​ทำ​ใน​เทศกาลวัน​ปลด​ปล่อย​ที่​เมือง​เยรูซาเล็ม (พวกเขา​ได้​ไป​ร่วม​งาน​ที่​นั่น​ด้วย)

46 พระเยซู​ไป​หมู่บ้าน​คานา​ใน​แคว้น​กาลิลี​อีก​ครั้ง​หนึ่ง ซึ่ง​เป็น​หมู่บ้าน​ที่​พระองค์​เคย​เปลี่ยน​น้ำ​ให้​กลาย​เป็น​เหล้าองุ่น​มา​ก่อน ข้าราชการ​คน​หนึ่ง​ของ​กษัตริย์​อาศัย​อยู่​ที่​เมือง​คาเปอรนาอุม ลูกชาย​ของ​เขา​กำลัง​ป่วย​หนัก 47 เมื่อ​ข้าราชการ​คน​นั้น​ได้ยิน​ว่า​พระเยซู​เดิน​ทาง​จาก​แคว้น​ยูเดีย​มา​ที่​แคว้น​กาลิลี เขา​มา​ขอ​ร้อง​ให้​พระเยซู​ไป​รักษา​ลูก​ของ​เขา​ที่​เมือง​คาเปอรนาอุม เพราะ​ลูก​ของ​เขา​กำลัง​จะ​ตาย 48 พระเยซู​พูด​กับ​เขา​ว่า “คน​อย่าง​พวก​คุณ​คง​ไม่​เชื่อ​เรา​หรอก นอก​จาก​จะ​ได้​เห็น​เรื่อง​อัศจรรย์​หรือ​ปาฏิหาริย์​เสีย​ก่อน”

49 ข้าราชการ​คน​นั้น​บอก​พระองค์​ว่า “ท่าน​ครับ ช่วย​ไป​ก่อน​ที่​ลูก​ของ​ผม​จะ​ตาย​ด้วย​เถิด”

50 พระเยซู​บอก​ว่า “กลับ​บ้าน​ไป​เถอะ ลูก​คุณ​หาย​ดี​แล้ว” เขา​ก็​เชื่อ​ใน​คำพูด​ของ​พระเยซู แล้ว​กลับ​ไป 51 ใน​ระหว่าง​ทาง​นั้น​เขา​ก็​ได้​พบ​กับ​พวก​คนใช้​ของ​เขา​ที่​มา​ส่งข่าว​ว่า​ลูกชาย​ของ​เขา​หาย​เป็น​ปกติ​แล้ว

52 เขา​ถาม​พวก​คนใช้​ว่า​ลูกชาย​ของ​เขา​หาย​ป่วย​ตอนไหน

พวก​คนใช้​ตอบ​ว่า “หาย​ไข้​เมื่อวานนี้​ตอน​บ่ายโมง​ครับ”

53 พ่อ​ของ​เด็ก​ก็​รู้​ว่า​เป็น​เวลา​เดียว​กับ​ที่​พระเยซู​พูด​ว่า “ลูก​คุณ​หาย​ดี​แล้ว” ดังนั้น​ตัว​เขา​และ​ทุก​คน​ใน​บ้าน​เขา​ได้​ไว้วางใจ​ใน​พระเยซู

54 นี่​เป็น​เรื่อง​อัศจรรย์​ครั้ง​ที่​สอง​ที่​พระเยซู​ทำ​ตั้งแต่​ออก​จาก​แคว้น​ยูเดีย​มา​ที่​แคว้น​กาลิลี

5

พระเยซู​รักษา​คนป่วย​ที่​สระน้ำ

1 หลังจาก​นั้น​ก็​ถึง​ช่วง​เทศกาล​ของ​ชาวยิว พระเยซู​ไป​ที่​เมือง​เยรูซาเล็ม 2 ใกล้ๆ​กับ​ประตู​แกะ​ใน​เมือง​เยรูซาเล็ม มี​สระน้ำ​อยู่​แห่ง​หนึ่ง​ชื่อ​เป็น​ภาษา​อารเมค+ 5:2 ภาษา​อารเมค เป็น​ภาษา​พูด​ของ​ชาวยิว​ใน​เขต​ปาเลสไตน์​ใน​สมัย​ของ​พระเยซู ว่า “เบธซาธา”+ 5:2 เบธซาธา หรือ​เรียกว่า เบธเอสดา รอบๆ​สระน้ำ​นั้น​มี​ศาลา​อยู่​ห้า​หลัง 3 ภาย​ใน​ศาลา​มี​คน​เจ็บป่วย​นอน​อยู่​เต็มไปหมด รวมทั้ง​คนตาบอด คนง่อย และ​คนเป็นอัมพาต+ 5:3 ข้อนี้ สำเนา​กรีก​บาง​ฉบับ​ได้​เพิ่ม​ลง​ไป​ว่า “และ​พวก​เขา​ก็​ได้​รอ​ให้​น้ำ​กระเพื่อม”4+ 5:4 ข้อนี้ สำเนา​กรีก​ตอนหลัง​บาง​ฉบับ​ได้​เพิ่ม​คำ​อธิบาย​คือ a “บาง​ครั้ง​ทูต​ของ​องค์​เจ้า​ชีวิต​ลง​มา​กวน​น้ำ และ​คน​แรก​ที่​ลง​ไป​ใน​สระ​นั้น​ก่อน ก็​จะ​หาย​จาก​โรค​ที่​เขา​เป็น​อยู่”5 มี​ชาย​คน​หนึ่ง​ที่​ป่วย​มา​นาน​ถึง​สามสิบแปด​ปี 6 เมื่อ​พระเยซู​เห็น​เขา​นอน​อยู่​ที่​นั่น ก็​รู้​ว่า​เขา​ป่วย​มา​นาน​แล้ว พระองค์​ถาม​เขา​ว่า “อยาก​จะ​หาย​ไหม”

7 ชาย​คน​นั้น​ตอบ​ว่า “ท่าน​ครับ ตอน​ที่​น้ำ​ใน​สระ​กระเพื่อม​ก็​ไม่​มี​ใคร​เอา​ผม​ลง​ไป แต่​พอ​ผม​จะ​ลง​ไป​คน​อื่น​ก็​แย่ง​ลง​ไป​ก่อน”

8 พระเยซู​สั่ง​เขา​ว่า “ลุก​ขึ้น เก็บ​ที่นอน​แล้ว​เดิน​ไป​สิ” 9 เขา​หาย​ทันที เขา​เก็บ​ที่นอน​แล้ว​เดิน​ไป

วัน​นั้น​เป็น​วันหยุดทางศาสนา 10 พวก​ชาวยิว​พูด​กับ​ชาย​ที่​หาย​ป่วย​ว่า “รู้​รึเปล่า​มัน​ผิด​กฎ​วันหยุดทางศาสนา ที่​เที่ยว​เดิน​หอบ​ที่นอน​ไป​ไหน​มา​ไหน”

11 ชาย​คน​นั้น​ตอบ​ว่า “คน​ที่​รักษา​ผม​เป็น​คน​บอก​ว่า ‘เก็บ​ที่นอน​แล้ว​เดิน​ไป​สิ’”

12 พวกยิว​จึง​ถาม​เขา​ว่า “ใคร​เป็น​คน​บอก​ให้​เก็บ​ที่นอน​แล้ว​เดิน”

13 แต่​ชาย​คน​นั้น​ไม่​รู้​ว่า​ใคร​เป็น​คน​รักษา​เขา เพราะ​พระเยซู​ได้​หาย​เข้า​ไป​ใน​ฝูงชน​ที่​อยู่​ที่​นั่น​เสีย​ก่อน

14 ต่อมา​พระเยซู​ได้​เจอ​ชาย​คน​เดิม​นั้น​ใน​วิหาร และ​พูด​กับ​เขา​ว่า “ตอนนี้​คุณ​หาย​แล้ว อย่า​ทำ​บาป​อีก​ล่ะ จะ​ได้​ไม่​มี​เรื่อง​เลวร้าย​กว่า​นี้​เกิด​ขึ้น​กับ​คุณ​อีก”

15 ชาย​คน​นั้น​ก็​จาก​ไป และ​ไป​บอก​พวกยิว​ว่า พระเยซู​คือ​ผู้ที่​รักษา​เขา​จน​หาย

16 พวกยิว​จึง​เริ่ม​คิด​ที่​จะ​ทำร้าย​พระเยซู เพราะ​พระองค์​ทำ​สิ่ง​เหล่านี้​ใน​วันหยุดทางศาสนา

17 พระเยซู​บอก​พวกยิว​ว่า “พระบิดา​ของ​เรา​ไม่​เคย​หยุด​ทำงาน แล้ว​ทำไม​เรา​จะ​ต้อง​หยุด​ด้วย” 18 ทำ​ให้​พวกยิว​ยิ่ง​พยายาม​มาก​ขึ้น​ที่​จะ​ฆ่า​พระองค์ เพราะ​นอก​จาก​พระองค์​จะ​ทำ​ผิด​กฎ​วันหยุดทางศาสนา​แล้ว พระองค์​ยัง​เรียก​พระเจ้า​เป็น​พระบิดา​ของ​ตัวเอง​อีก​ด้วย ซึ่ง​เท่ากับ​เป็น​การทำตัว​เสมอ​กับ​พระเจ้า

พระเยซู​ได้รับ​อำนาจ​จาก​พระเจ้า

19 พระเยซู​บอก​พวกยิว​ว่า “เรา​จะ​บอก​ให้​รู้​ว่า พระบุตร​จะ​ทำ​อะไร​ตามใจ​ตัวเอง​ไม่​ได้​เลย เขา​จะ​ทำ​ได้​แต่​สิ่ง​ที่​เขา​เห็น​พระบิดา​ทำ​เท่านั้น พระบิดา​ทำ​อะไร พระบุตร​ก็​จะ​ทำ​สิ่ง​นั้น​ด้วย 20 พระบิดา​รัก​พระบุตร และ​ให้​พระบุตร​เห็น​ทุก​อย่าง​ที่​พระองค์​ทำ พระบิดา​จะ​แสดง​บาง​สิ่ง​ให้​พระบุตร​เห็น เป็น​สิ่ง​ที่​พระองค์​จะ​ให้​พระบุตร​ทำ ซึ่ง​ยิ่งใหญ่​กว่า​การรักษา​ชาย​คนนี้​เสียอีก แล้ว​พวกคุณ​จะ​ตกตะลึง 21 พระบิดา​ทำ​ให้​คน​ที่​ตาย​แล้ว​ฟื้นขึ้น​มา​ใหม่ พระบุตร​ก็​ให้​ชีวิต​กับ​ใคร​ที่​พระองค์​อยาก​ช่วย​ได้​เหมือน​กัน 22 พระบิดา​ไม่​ได้​ตัดสินลงโทษ​ใคร แต่​ได้​มอบ​สิทธิอำนาจ​ทั้งหมด​ใน​การตัดสิน​ลงโทษ​ให้​กับ​พระบุตร 23 เพื่อ​ทุก​คน​จะ​ได้​ให้​เกียรติ​พระบุตร​นั้น​เหมือน​กับ​ที่​พวก​เขา​ให้​เกียรติ​พระบิดา คน​ที่​ไม่​ให้​เกียรติ​พระบุตร​ก็​เท่ากับ​ไม่​ให้​เกียรติ​พระบิดา​ผู้​ส่ง​พระบุตร​มา​ด้วย

24 เรา​จะ​บอก​ให้​รู้​ว่า คน​ที่​ฟัง​คำพูด​เรา​และ​ไว้วางใจ​พระองค์​ผู้​ส่ง​เรา​มา ก็​มี​ชีวิต​กับ​พระเจ้า​ตลอด​ไป และ​เขา​จะ​ไม่​ถูก​ตัดสินลงโทษ เขา​ได้​ผ่านพ้น​ความตาย​ไป​สู่​ชีวิต​แล้ว 25 เรา​จะ​บอก​ให้​รู้​ว่า​เวลา​นั้น​กำลัง​มา และ​ตอนนี้​ก็​มา​ถึง​แล้ว​ที่​คน​ตาย​จะ​ได้ยิน​เสียง​ของ​พระบุตร​ของ​พระเจ้า แล้ว​คน​ที่​เชื่อฟัง​ก็​จะ​มี​ชีวิต 26 พระบิดา​มี​ฤทธิ์​อำนาจ​ที่​จะ​ให้​ชีวิต และ​พระองค์​ทำ​ให้​พระบุตร​มี​ฤทธิ์​อำนาจ​ที่​จะ​ให้​ชีวิต​เหมือน​กัน 27 พระบิดา​ให้​พระบุตร​มี​สิทธิ์​ที่​จะ​เป็น​ผู้พิพากษา​ด้วย เพราะ​พระบุตร​นั้น​เป็น​บุตร​มนุษย์ 28 พวกคุณ​ไม่​ต้อง​แปลกใจ​ใน​เรื่องนี้​หรอก เพราะ​เวลา​ที่​พวก​คน​ตาย​ทั้งหมด​จะ​ได้ยิน​เสียง​บุตร​มนุษย์​ใกล้​จะ​มา​ถึง​แล้ว 29 แล้ว​พวก​เขา​จะ​ออก​มา​จาก​อุโมงค์​ฝังศพ คน​ที่​ทำ​ดี​ก็​จะ​ฟื้นขึ้น​มา​มี​ชีวิต​กับ​พระเจ้า​ตลอด​ไป ส่วน​คน​ที่​ทำ​ชั่ว​ก็​จะ​ฟื้นขึ้น​มา​เพื่อ​รับ​การ​ตัดสิน​ลงโทษ”

ผู้ที่​เป็น​พยาน​ให้​กับ​พระเยซู

30 “เรา​ทำ​อะไร​เอง​ไม่​ได้ เรา​ได้ยิน​จาก​พระเจ้า​มา​อย่างไร เรา​ก็​ตัดสิน​ไป​อย่างนั้น และ​คำตัดสิน​ของ​เรา​นั้น​ก็​ถูกต้อง เพราะ​เรา​ไม่​อยาก​ตามใจ​ตัวเอง แต่​อยาก​ตามใจ​พระเจ้า​ที่​ส่ง​เรา​มา

31 ถ้า​เรา​เป็น​พยาน​ให้​กับ​ตัวเอง สิ่ง​ที่​เรา​พูด​ก็​เชื่อถือ​ไม่​ได้ 32 แต่​ยัง​มี​อีก​ผู้​หนึ่ง​ที่​เป็น​พยาน​ให้​กับ​เรา เรา​รู้​ว่า​สิ่ง​ที่​เขา​พูด​เกี่ยวกับ​เรา​นั้น​เป็น​ความจริง”

33 “พวก​คุณ​ได้​ส่ง​คน​ไป​ถาม​ยอห์น​เกี่ยวกับ​ตัว​เรา และ​ยอห์น​ก็​ได้​บอก​ความจริง​กับ​พวกเขา 34 เรา​ไม่​จำเป็น​ต้อง​ให้​มนุษย์​มา​เป็น​พยาน​ให้​กับ​เรา​หรอก แต่​เรา​พูดถึง​เรื่องนี้​เพราะ​อยาก​ให้​คุณ​เชื่อ​และ​รอด 35 ยอห์น​เป็น​เหมือน​ตะเกียง​ที่​จุด​ให้​แสงสว่าง​อยู่ พวกคุณ​ก็​มี​ความสุข​กับ​แสงสว่าง​นั้น​อยู่​พัก​หนึ่ง

36 แต่​เรา​มี​พยาน​ที่​ยิ่งใหญ่​กว่า​ยอห์น​อีก นั่น​ก็​คือ​งาน​ต่างๆ​ที่​เรา​กำลัง​ทำ​อยู่​นี้ ซึ่ง​เป็น​งาน​ที่​พระบิดา​ให้​เรา​ทำ​ให้​เสร็จ งานนี้​พิสูจน์​ว่า​พระบิดา​ส่ง​เรา​มา 37 พระบิดา​ผู้ที่​ส่ง​เรา​มา​เป็น​พยาน​ให้​เรา​ด้วย พวก​คุณ​ไม่​เคย​ได้ยิน​เสียง​ของ​พระองค์ และ​ไม่​เคย​เห็น​รูปร่าง​หน้าตา​ของ​พระองค์ 38 คำพูด​ของ​พระองค์​ไม่​อยู่​ใน​ตัวคุณ เพราะ​พวกคุณ​ไม่​ไว้วางใจ​ผู้ที่​พระบิดา​ส่ง​มา 39 พวกคุณ​ศึกษา​พระคัมภีร์​อย่าง​ละเอียด เพราะ​คิด​ว่า​มัน​จะ​ให้​คุณ​มี​ชีวิต​กับ​พระเจ้า​ตลอด​ไป พระคัมภีร์​นั้น​ได้​พูด​ถึง​เรา 40 แต่​พวก​คุณ​กลับ​ไม่​ยอม​มาหา​เรา​เพื่อ​จะ​ได้​มี​ชีวิต​กับ​พระเจ้า​ตลอด​ไป

41 เรา​ไม่​สนใจ​คำชม​จาก​มนุษย์ 42 แล้ว​เรา​ก็​รู้​ด้วย​ว่า พวก​คุณ​ไม่​ได้​รัก​พระเจ้า​จริงๆ​หรอก 43 เรา​มา​พูดแทน​พระบิดา​ผู้ที่​ส่ง​เรา​มา พวก​คุณ​กลับ​ไม่​ยอมรับ​เรา แต่​เวลา​มี​บาง​คน​มา​พูด​เพื่อ​ตัวเอง พวก​คุณ​กลับ​ยอมรับ​เขา 44 พวก​คุณ​จะ​ไว้วางใจ​เรา​ได้​อย่างไร ใน​เมื่อ​คุณ​ชอบ​คำชม​จาก​พวกเดียวกัน แต่​ไม่​อยาก​ได้​คำชม​จาก​พระเจ้า​เที่ยงแท้​องค์เดียว 45 อย่า​คิด​ว่า​เรา​จะ​เป็น​คน​ฟ้อง​คุณ​ต่อหน้า​พระบิดา โมเสส​คน​ที่​คุณ​คาดหวัง​ว่า​จะ​ช่วย​คุณ​นั่นแหละ จะ​เป็น​คน​ที่​ฟ้อง​คุณ​เอง 46 ถ้า​คุณ​เชื่อ​โมเสส​จริงๆ​คุณ​ก็​จะ​เชื่อ​เรา​ด้วย เพราะ​โมเสส​ได้​เขียน​ถึง​เรา 47 ถ้า​คุณ​ไม่​เชื่อ​ใน​สิ่ง​ที่​โมเสส​เขียน แล้ว​คุณ​จะ​เชื่อ​ใน​สิ่ง​ที่​เรา​พูด​ได้​ยังไง”

6

พระเยซู​เลี้ยง​คน​กว่า​ห้าพัน

(มธ. 14:13-21; มก. 6:30-44; ลก. 9:10-17)

1 หลังจาก​นั้น​พระเยซู​ข้าม​ไป​อีก​ฟาก​หนึ่ง​ของ​ทะเลสาบ​กาลิลี (หรือ​ทะเลสาบ​ทิเบเรียส) 2 มี​คน​มากมาย​ติดตาม​พระองค์​ไป เพราะ​พวก​เขา​เห็น​พระองค์​ทำ​สิ่ง​อัศจรรย์​ตอน​รักษา​คน​ป่วย 3 พระเยซู​ขึ้น​ไป​บน​ภูเขา แล้ว​นั่ง​อยู่​กับ​พวกศิษย์​ของ​พระองค์ 4 ตอนนั้น​ใกล้​จะ​ถึง​เทศกาล​วัน​ปลด​ปล่อย​ของ​ชาวยิว​แล้ว

5 เมื่อ​พระองค์​เงย​หน้า​ขึ้น​ก็​เห็น​คน​มากมาย​พากัน​มาหา​พระองค์ พระองค์​พูด​กับ​ฟีลิป​ว่า “พวก​เรา​จะ​ไป​ซื้อ​อาหาร​ที่ไหน​ถึง​จะ​พอ​เลี้ยง​คน​ทั้งหมดนี้” 6 (พระเยซู​ถาม​เพื่อ​ลองใจ​ฟีลิป เพราะ​พระองค์​รู้​อยู่​แล้ว​ว่า​จะ​ทำ​อย่าง​ไร)

7 ฟีลิป​ตอบ​ว่า “เงิน​ค่าแรง​เกือบ​แปด​เดือน+ 6:7 เงิน​ค่าแรง​เกือบ​แปด​เดือน คือ สองร้อย​เหรียญ​เดนาริอัน หนึ่ง​เหรียญ​เดนาริอัน​มี​ค่า​เท่ากับ​ค่าแรง​ของ​คน​งาน 1 วัน ก็​ยัง​ไม่​พอ​ซื้อ​อาหาร​ให้​คน​พวกนี้​กิน​กัน​คนละนิด​คนละหน่อย​ได้​เลย​ครับ”

8 ศิษย์​อีก​คน​หนึ่ง​ของ​พระเยซู ชื่อ​อันดรูว์ น้องชาย​ของ​ซีโมน​เปโตร​บอก​พระองค์​ว่า 9 “มี​เด็ก​ชาย​คน​หนึ่ง​ที่​นี่ มี​ขนมปัง​บาร์เลย์​อยู่​ห้า​ก้อน กับ​ปลา​อีก​สอง​ตัว​ครับ แต่​แค่นี้​จะ​ไป​พอ​อะไร​กับ​คน​ตั้ง​มากมาย​ขนาดนี้”

10 พระเยซู​บอก​พวกศิษย์​ว่า “บอก​ให้​พวก​เขา​นั่ง​ลง” (ที่​นั่น​มี​หญ้า​ขึ้น​เต็ม​ไป​หมด) แล้ว​ทุก​คน​ก็​นั่ง​ลง (มี​ผู้ชาย​ประมาณ​ห้าพัน​คน​ใน​ฝูงชน​นั้น) 11 พระเยซู​เอา​ขนมปัง​ของ​เด็กน้อย​คน​นั้น​มา เมื่อ​ขอบคุณ​พระเจ้า​เสร็จ​แล้ว ก็​แบ่ง​ขนมปัง​แจก​ให้​กับ​ทุกๆ​คน​ที่​นั่ง​อยู่​ที่​พื้น​นั้น​อย่าง​ไม่​อั้น และ​พระองค์​ก็​หยิบ​ปลา​มา​ทำ​อย่าง​เดียว​กัน

12 เมื่อ​ผู้คน​กินกัน​จน​อิ่ม​แล้ว พระองค์​สั่ง​พวก​ศิษย์​ว่า “เก็บ​ขนมปัง​ที่​เหลือ​ให้​หมด จะ​ได้​ไม่​เสีย​ของ” 13 พวก​ศิษย์​ก็​เก็บ​เศษ​ที่​เหลือ​จาก​ขนมปัง​ห้า​ก้อนนี้​ได้​สิบสอง​เข่ง​เต็มๆ

14 เมื่อ​คน​พวกนี้​เห็น​สิ่ง​อัศจรรย์​ที่​พระองค์​ทำ เขา​เริ่ม​พูด​กัน​ว่า “คนนี้​ต้อง​เป็น​ผู้พูดแทนพระเจ้า​คน​นั้น​ที่​ว่า​กัน​ว่า​จะ​มา​ใน​โลกนี้​แน่ๆ”

15 เมื่อ​พระเยซู​รู้​ว่า​พวก​เขา​จะ​มา​บีบ​บังคับ​ให้​พระองค์​ไป​เป็น​กษัตริย์​ของ​พวก​เขา พระองค์​ก็​หลบ​ขึ้น​ไป​บน​ภูเขา​เพียง​คน​เดียว

พระเยซู​เดิน​บน​น้ำ

(มธ. 14:22-27; มก. 6:45-52)

16 พอ​ตก​เย็น​พวก​ศิษย์​ของ​พระองค์​ไป​ที่​ทะเลสาบ 17 พวก​เขา​ลง​เรือ​และ​เริ่ม​ข้าม​ฟาก​ไป​ที่​เมือง​คาเปอรนาอุม ตอน​นั้น​มืด​แล้ว แต่​พระเยซู​ยัง​ไม่​ได้​มา​หา​พวก​เขา 18 เกิด​พายุ​ขึ้น​ทำ​ให้​คลื่น​ใน​ทะเลสาบ​ปั่นป่วน​รุนแรง​มาก 19 หลังจาก​ที่​พวก​ศิษย์​พายเรือ​ออก​จาก​ฝั่ง​มา​ได้​ประมาณ​ห้า​ถึง​หก​กิโลเมตร พวก​เขา​เห็น​พระเยซู​กำลัง​เดิน​อยู่​บน​น้ำ​ตรง​มา​ที่​เรือ พวก​เขา​ต่าง​ก็​ตกใจ​กลัว 20 แต่​พระเยซู​พูด​กับ​พวก​เขา​ว่า “นี่​เรา​เอง ไม่​ต้อง​กลัว” 21 พวก​เขา​ก็​ดีอก​ดีใจ​และ​รับ​พระองค์​ขึ้น​มา​บน​เรือ แล้ว​เรือ​ก็​ถึง​ฝั่ง​ที่​พวก​เขา​จะ​ไป​ทันที

ผู้คน​ตาม​หา​พระเยซู

22 วัน​ต่อมา​ฝูงชน​ที่​ยัง​คง​อยู่​ใน​บริเวณ​ที่​พระเยซู​เลี้ยง​อาหาร​นั้น ต่าง​ก็​รู้​ว่า​ที่​นั่น​มี​เรือ​อยู่​แค่​ลำ​เดียว และ​พวกศิษย์​ลง​เรือ​ลำ​นั้น​ไป​แล้ว พระเยซู​ไม่​ได้​ไป​ด้วย พวก​เขา​ก็​เลย​ตาม​หา​พระเยซู​กัน​เป็น​การใหญ่ 23 มี​เรือ​บาง​ลำ​มา​จาก​ทิเบเรียส​เข้า​ไป​จอด​ที่​ฝั่ง​ใกล้ๆ​กับ​ที่​พวก​เขา​ได้​กิน​อาหาร​กัน คือ​หลัง​จาก​ที่​พระเยซู​องค์​เจ้า​ชีวิต​ได้​ขอบคุณ​พระเจ้า​แล้ว 24 เมื่อ​ประชาชน​เห็น​ว่า​ทั้ง​พระเยซู และ​พวกศิษย์​ไม่​ได้​อยู่​ที่​นั่น พวก​เขา​ก็​ลง​เรือ​ไป​ตาม​หา​พระองค์​ที่​เมือง​คาเปอรนาอุม

พระเยซู​คือ​ขนมปัง​แห่ง​ชีวิต

25 เมื่อ​พวก​เขา​พบ​พระเยซู​ที่​อีก​ฝั่ง​หนึ่ง​ของ​ทะเลสาบ พวก​เขา​ก็​ถาม​พระองค์​ว่า “อาจารย์​มา​ที่​นี่​ตั้งแต่​เมื่อไหร่​ครับ”

26 พระเยซู​ตอบ​ว่า “เรา​ขอ​พูด​ตรงๆ​นะ ที่​พวกคุณ​ตาม​หา​เรา ไม่​ใช่​เป็น​เพราะ​เข้าใจ​อย่าง​ถ่องแท้​แล้ว​ถึง​สิ่ง​อัศจรรย์​ที่​พวก​คุณ​ได้​เห็น แต่​เป็น​เพราะ​ได้​กิน​อาหาร​จน​อิ่มหนำ​สำราญ​ต่าง​หาก 27 อย่า​ทำงาน​เพื่อ​จะ​ได้​อาหาร​ที่​เน่าเสีย แต่​ให้​ทำงาน​เพื่อ​จะ​ได้​อาหาร​ทิพย์​ที่​ให้​ชีวิต​ที่​อยู่​กับ​พระเจ้า​ตลอด​ไป บุตร​มนุษย์​จะ​ให้​อาหารทิพย์​นั้น​กับ​พวก​คุณ เพราะ​พระเจ้า​พระบิดา​ให้​สิทธิอำนาจ​กับ​บุตร​มนุษย์​ที่​จะ​ทำ​สิ่งนี้”

28 พวก​เขา​ถาม​พระองค์​ว่า “แล้ว​พวก​เรา​ควร​จะ​ทำงาน​อะไร​ล่ะ พระเจ้า​ถึง​จะ​พอใจ”

29 พระเยซู​ตอบ​ว่า “งาน​ที่​จะ​ทำ​ให้​พระเจ้า​พอใจ​คือ การไว้วางใจ​คนๆ​นั้น​ที่​พระเจ้า​ส่ง​มา”

30 พวกเขา​ถาม​อีก​ว่า “อาจารย์​จะ​ทำ​สิ่ง​อัศจรรย์​อะไร​ให้​ดู​ล่ะ เพื่อ​ที่​เรา​จะ​ได้​เชื่อ​ว่า​พระเจ้า​ส่ง​อาจารย์​มา ตกลง​ว่า​จะ​ทำ​อะไร​ให้​ดู​ล่ะ 31 บรรพบุรุษ​ของ​พวก​เรา​เคย​กิน​มานา​ใน​ที่​เปล่า​เปลี่ยว​แห้งแล้ง​ตาม​ที่​พระคัมภีร์​เขียน​ไว้​ว่า ‘เขา​ได้​ให้​ขนมปัง​จาก​สวรรค์​กับ​พวก​เขา’”+ 6:31 อ้าง​มา​จาก​หนังสือ สดุดี 78:24

32 พระเยซู​พูด​ว่า “จริงๆ​แล้ว​โมเสส​ไม่​ได้​เป็น​คน​ที่​ให้​ขนมปัง​จาก​สวรรค์​นั้น​กับ​คุณ​หรอก แต่​เป็น​พระบิดา​ของ​เรา​ต่างหาก​ที่​กำลัง​ให้​อาหาร​อัน​แท้จริง​จาก​สวรรค์​กับ​คุณ 33 เพราะ​ขนมปัง​จาก​พระเจ้านั้น​ก็​คือ​คน​ที่​ลง​มา​จาก​สวรรค์ และ​ให้​ชีวิต​กับ​โลกนี้”

34 พวก​เขา​จึง​ว่า “ท่าน​ครับ ถ้า​อย่าง​นั้น ให้​ขนมปัง​นั้น​กับ​พวก​เรา​ตลอด​ไป​ด้วย​เถอะ”

35 พระเยซู​พูด​ว่า “ตัว​เรา​นี่​แหละ​คือ​ขนมปัง​ที่​ให้​ชีวิต คน​ที่​มาหา​เรา​จะ​ไม่​หิว​อีก​เลย และ​คน​ที่​ไว้วางใจ​เรา​จะ​ไม่​กระหาย​น้ำ​อีก​เลย 36 แต่​ก็​อย่าง​ที่​เรา​พูด​แล้ว พวก​คุณ​ได้​เห็น​เรา​แล้ว แต่​ก็​ยัง​ไม่​ยอม​ไว้วางใจ​เรา​อยู่​ดี 37 ทุก​คน​ที่​พระบิดา​ยกให้กับ​เรา ก็​จะ​มา​หา​เรา และ​ใคร​ก็​ตาม​ที่​มา​หา​เรา เรา​จะ​ไม่​ไล่​เขา​ไป​จาก​เรา​เลย 38 เพราะ​เรา​ไม่​ได้​ลง​มา​จาก​สวรรค์​เพื่อ​ทำ​ตามใจ​ตัวเอง แต่​มา​เพื่อ​ทำ​ตามใจ​ของ​พระองค์​ผู้ที่​ส่ง​เรา​มา 39 นี่​คือ​สิ่ง​ที่​พระ​บิดา​ผู้ที่​ส่ง​เรา​มา​อยาก​ให้​เรา​ทำ คือ​ให้​เก็บ​รักษา​ทุก​คน​ที่​พระองค์​ยก​ให้​กับ​เรา​ไว้​ไม่​ให้​สูญ​หาย​ไป​สัก​คน​เดียว และ​ทำ​ให้​เขา​ฟื้นขึ้น​มา​มี​ชีวิต​ใน​วัน​สุดท้าย 40 พระบิดา​ของ​เรา​อยาก​ให้​ทุก​คน​ที่​เห็น​พระบุตร​และ​ไว้วางใจ​พระบุตร​นั้น มี​ชีวิต​กับ​พระเจ้า​ตลอด​ไป และ​เรา​จะ​ทำ​ให้​พวก​เขา​ฟื้นขึ้น​มา​มี​ชีวิต​ใน​วัน​สุดท้าย”

41 พวกยิว​เริ่ม​บ่น​พึมพำ​กัน​เรื่อง​ที่​พระเยซู​พูด​ว่า “เรา​คือ​ขนมปัง​ที่​ลง​มา​จาก​สวรรค์” 42 พวกยิว​พูด​กัน​ว่า “นี่​มัน​เจ้า​เยซู ลูก​ของ​โยเซฟ ที่​เรา​ก็​รู้จัก​ทั้งพ่อ​และแม่​ของ​มัน​ไม่ใช่หรือ โธ่เอ๊ย แล้ว​มัน​พูด​ได้​อย่างไร​ว่า ‘เรา​ลง​มา​จาก​สวรรค์’”

43 พระเยซู​พูด​ขึ้น​ว่า “เลิก​บ่น​กัน​ได้​แล้ว 44 ไม่​มี​ใคร​มาหา​เรา​ได้ นอกจาก​ว่า​พระบิดา​ผู้​ส่ง​เรา​มา​จะ​พา​เขา​มาหา​เรา และ​เรา​จะ​ทำ​ให้​เขา​ฟื้นขึ้น​มา​มี​ชีวิต​ใน​วัน​สุดท้าย 45 ผู้พูดแทนพระเจ้า​เขียน​ไว้​ว่า ‘พระเจ้า​จะ​สั่งสอน​พวก​เขา​ทุก​คน’+ 6:45 อ้าง​มา​จาก​หนังสือ อิสยาห์ 54:13 ทุก​คน​ที่​ได้​ฟัง​และ​เรียนรู้​จาก​พระบิดา​ก็​จะ​มาหา​เรา 46 (ไม่​มี​ใคร​เคย​เห็น​พระบิดา นอกจาก​ผู้​ที่​มา​จาก​พระบิดา​ผู้​เคย​เห็น​พระองค์) 47 เรา​จะ​บอก​ให้​รู้​ว่า คน​ที่​ไว้วางใจ​เรา​ก็​มี​ชีวิต​กับ​พระเจ้า​ตลอด​ไป 48 เรา​เป็น​ขนมปัง​ที่​ให้​ชีวิต 49 บรรพบุรุษ​ของ​พวก​คุณ​ได้​กิน​มานา​ใน​ที่​เปล่า​เปลี่ยว​แห้งแล้ง สุดท้าย​พวก​เขา​ก็​ตาย​กัน​ไป​หมด 50 แต่​คน​ไหน​กิน​ขนมปัง​ที่​ลง​มา​จาก​สวรรค์ คน​นั้น​จะ​ไม่​ตาย​อีก​เลย 51 เรา​เป็น​ขนมปัง​จาก​สวรรค์​ที่​ให้​ชีวิต คน​ที่​กิน​ขนมปังนี้​จะ​มี​ชีวิต​อยู่​ตลอด​ไป ขนมปังนี้​คือ​เนื้อหนัง​ของ​เรา ที่​เรา​จะ​ให้​เพื่อ​คน​ใน​โลกนี้​จะ​ได้​มี​ชีวิต”

52 พวกยิว​ก็​เริ่ม​เถียง​กัน​เอง​ว่า “ผู้ชาย​คนนี้​จะ​เอา​เนื้อหนัง​ของ​เขา​ให้​พวก​เรา​กิน​ได้​ยังไง” 53 พระเยซู​พูด​กับ​พวก​เขา​ว่า “เรา​จะ​บอก​ให้​รู้​ว่า ถ้า​พวก​คุณ​ไม่​กิน​เนื้อหนัง และ​ไม่​ดื่ม​เลือด​ของ​บุตร​มนุษย์ คุณ​ก็​ไม่​มี​ชีวิต​ที่​แท้จริง 54 คน​ที่​กิน​เนื้อ​และ​ดื่ม​เลือด​ของ​เรา​จะ​มี​ชีวิต​กับ​พระเจ้า​ตลอด​ไป เรา​จะ​ให้​เขา​ฟื้นขึ้น​มา​มี​ชีวิต​ใน​วัน​สุดท้าย 55 เพราะ​เนื้อ​ของ​เรา​เป็น​อาหารแท้ และ​เลือด​ของ​เรา​ก็​เป็น​เครื่องดื่ม​แท้ 56 คน​ที่​กิน​เนื้อ​และ​ดื่ม​เลือด​ของ​เรา​ก็​เป็น​หนึ่ง​เดียว​กับ​เรา และ​เรา​ก็​เป็น​หนึ่ง​เดียว​กับ​เขา 57 พระบิดา​ผู้มีชีวิต​อยู่​ส่ง​เรา​มา และ​เรา​มี​ชีวิต​อยู่​ได้​ก็​เพราะ​พระบิดา ดังนั้น​คน​ที่​กิน​เลือดเนื้อ​ของ​เรา​จะ​มี​ชีวิต​อยู่​ได้​เพราะ​เรา​เหมือน​กัน 58 นี่​คือ​ขนมปัง​ที่​ลง​มา​จาก​สวรรค์ ซึ่ง​ไม่​เหมือน​กับ​มานา​ที่​บรรพบุรุษ​ของ​พวก​คุณ​ได้​กิน แล้ว​สุดท้าย​ก็​ยัง​ต้อง​ตายกัน แต่​คน​ที่​ได้​กิน​ขนมปังนี้​จะ​มี​ชีวิต​อยู่​ตลอด​ไป” 59 พระเยซู​พูด​เรื่อง​เหล่านี้ ขณะ​ที่​พระองค์​กำลัง​สอน​อยู่​ใน​ที่ประชุม​ชาวยิว​ใน​เมือง​คาเปอรนาอุม

ศิษย์​จำนวน​มาก​เลิก​ติดตาม​พระองค์

60 เมื่อ​ศิษย์​หลาย​คน​ได้ยิน​เรื่อง​เหล่านี้ ก็​บ่น​กัน​ว่า “ใคร​จะ​ไป​ยอมรับ​คำสอน​ยากๆ​อย่างนี้​ได้” 61 พระเยซู​รู้​ว่า​พวกศิษย์​กำลัง​บ่นกัน​ถึง​เรื่องนี้ พระองค์​จึง​ถาม​ว่า “คำสอน​เหล่านี้​ทำ​ให้​พวก​คุณ​ตะลึงงัน​ไป​เลย​หรือ 62 แล้ว​พวกคุณ​จะ​ว่า​ยังไง ถ้า​ได้​เห็น​บุตร​มนุษย์​ขึ้น​ไป​สวรรค์​ที่​พระองค์​เคย​อยู่​มา​ก่อน 63 ไม่​ใช่​พละกำลัง​ของ​มนุษย์​ที่​เป็น​ผู้​ให้​ชีวิต แต่​เป็น​พระวิญญาณ​ของ​พระเจ้า คำพูด​ที่​เรา​ได้​บอก​พวก​คุณ​นี้แหละ จะ​นำ​พระวิญญาณ​ของ​พระเจ้า​มา​ให้​กับ​คุณ เป็น​พระวิญญาณ​ที่​ให้​ชีวิต 64 แต่​พวก​คุณ​บางคน​ก็​ไม่​เชื่อ” (ตั้ง​แต่​เริ่มแรก​พระเยซู​ก็​รู้​แล้ว​ว่า​พวก​ไหน​จะ​ไม่​เชื่อ และ​คน​ไหน​ที่​จะ​หักหลัง​พระองค์) 65 แล้ว​พระองค์​พูด​ว่า “ก็​เพราะ​อย่างนี้​เรา​ถึง​บอก​คุณ​ว่า ‘ไม่​มี​ใคร​มา​ถึง​เรา​ได้ นอกจาก​พระบิดา​จะ​ทำให้​เขา​สามารถ​มา​ได้’”

66 หลังจาก​ที่​พระเยซู​พูด​อย่าง​นั้น ศิษย์​จำนวน​มาก​ก็​ทิ้ง​พระเยซู​ไป

67 แล้ว​พระเยซู​ถาม​ศิษย์​เอก​ทั้ง​สิบสอง​คน​ว่า “พวก​คุณ​คง​จะ​ไม่ทิ้ง​เรา​ไป​ด้วย​มั้ง”

68 ซีโมน เปโตร​ตอบ​พระองค์​ว่า “จะ​ให้​พวก​เรา​ทิ้ง​อาจารย์​ไปหา​ใคร​อีก​ล่ะ​ครับ อาจารย์​มี​คำพูด​ที่​ให้​ชีวิต​ที่​อยู่​กับ​พระเจ้า​ตลอด​ไป 69 พวก​เรา​เชื่อ​และ​รู้​แล้ว​ว่า​อาจารย์​เป็น​องค์​พระ​ผู้​ศักดิ์สิทธิ์​ของ​พระเจ้า”

70 พระเยซู​ตอบ​พวก​เขา​ว่า “เรา​เป็น​คน​เลือก​พวก​คุณ​ทั้ง​สิบสอง​คน​มา​เอง​ถูก​ไหม แต่​คน​หนึ่ง​ใน​พวกคุณ​เป็น​มารร้าย” 71 (พระองค์​หมายถึง​ยูดาส ลูก​ของ​ซีโมน อิสคาริโอท เพราะ​เขา​จะ​หักหลัง​พระองค์ แม้ว่า​เขา​เป็น​ศิษย์เอก​คน​หนึ่ง​ใน​สิบสอง​คน​นั้น​ก็​ตาม)

7

พระเยซู​และ​พี่น้อง​ของ​พระองค์

1 หลังจาก​นั้น​พระเยซู​เดินทาง​ไป​ทั่ว​แคว้น​กาลิลี พระองค์​ไม่​อยาก​ไป​แคว้น​ยูเดีย เพราะ​พวกยิว​จ้อง​ที่​จะ​ฆ่า​พระองค์ 2 ขณะ​นั้น​ใกล้​จะ​ถึง​เทศกาลอยู่เพิง​แล้ว 3 น้องๆ​ของ​พระเยซู​จึง​บอก​พระองค์​ว่า “พี่​น่า​จะ​ไป​แคว้น​ยูเดีย เพื่อ​พวกศิษย์​ของ​พี่​จะ​ได้​เห็น​สิ่งอัศจรรย์​ต่างๆ​ที่​พี่​กำลัง​ทำ​อยู่​ด้วย 4 คน​ที่​อยาก​จะ​มี​ชื่อ​เสียง​เขา​ไม่​แอบ​ทำ​อะไร​ลับๆ​หรอก ไหนๆ​พี่​ก็​ทำ​สิ่ง​ต่างๆ​เหล่านี้​แล้ว แสดง​ตัว​ให้​โลก​รู้​ไป​เลย​สิ” 5 (แม้​แต่​น้องๆ​ของ​พระองค์​ก็​ยัง​ไม่​เชื่อ​พระองค์) 6 พระเยซู​ตอบ​ว่า “เวลานี้​ยัง​ไม่​เหมาะ​สำหรับ​พี่ แต่​สำหรับ​น้องๆ​เวลา​ไหน​ก็​เหมาะ​ทั้งนั้น 7 คน​ใน​โลกนี้​เขา​ไม่​เกลียด​พวก​น้อง​หรอก เพราะ​ไม่​รู้​จะ​เกลียด​ไป​ทำไม แต่​เขา​เกลียด​พี่​เพราะ​พี่​บอก​พวก​เขา​อยู่​เสมอ​ว่า การกระทำ​ของ​พวก​เขา​นั้น​ชั่วร้าย 8 พวก​น้อง​ไป​กัน​เอง​เถอะ พี่​ยัง​ไม่​ไป​หรอก เพราะ​ยัง​ไม่​ถึง​เวลา” 9 หลังจาก​ที่​พูด​อย่าง​นั้น​แล้ว พระองค์​ก็​อยู่​ที่​แคว้น​กาลิลี​ต่อ​ไป

10 หลังจาก​ที่​น้องๆ​ของ​พระองค์​ไป​ร่วม​งาน​เทศกาล​กัน​แล้ว พระองค์​ก็​แอบ​ไป​ทีหลัง​โดย​ไม่​ให้​ใคร​รู้ 11 พวก​ผู้นำ​ชาวยิว​ต่าง​มองหา​พระองค์​ใน​งาน และ​ถาม​กัน​ว่า “ไอ้หมอ​นั่น​อยู่​ที่​ไหน”

12 ผู้คน​ซุบซิบ​กัน​มาก​เกี่ยวกับ​พระเยซู บางคน​ว่า “เขา​เป็น​คนดี​นะ” แต่​บางคน​ว่า “ไม่​หรอก เขา​เป็น​นักต้มตุ๋น” 13 แต่​ไม่​มี​ใคร​กล้า​พูด​ถึง​พระองค์​อย่าง​เปิดเผย​เพราะ​กลัว​พวกผู้นำ​ชาวยิว

พระเยซู​สั่งสอน​ใน​เยรูซาเล็ม

14 เมื่อ​ถึง​ช่วง​กลาง​เทศกาล​อยู่​เพิง พระเยซู​ได้​เข้า​ไป​ใน​บริเวณ​วิหาร และ​เริ่ม​สั่งสอน​ประชาชน 15 พวก​หัวหน้า​ชาวยิว​ต่าง​รู้สึก​แปลกใจ​ใน​คำสอน​ของ​พระองค์ จึง​พูด​ว่า “ทำไม​เขา​รู้มาก​อย่างนี้​ล่ะ ใน​เมื่อ​เขา​ยัง​ไม่​เคย​เรียน​กับ​ครู​คน​ไหนมา​ก่อน​เลย”

16 พระเยซู​ตอบ​ว่า “คำสอน​ของ​เรา​นั้น​ไม่​ใช่​ของ​เรา​เอง แต่​มา​จาก​พระองค์​ผู้ที่​ส่ง​เรา​มา 17 คน​ไหน​มีใจ​ที่​อยาก​ทำ​ตามใจ​พระเจ้า คน​นั้น​ก็​จะ​รู้​ว่า​สิ่ง​ที่​เรา​สอน​นั้น​มา​จาก​พระเจ้า​หรือ​เรา​พูด​ขึ้น​มา​เอง​กัน​แน่ 18 คน​ที่​พูด​ตามใจ​ตัวเอง​ก็​พยายาม​หา​ชื่อเสียง​ใส่​ตัว แต่​คน​ที่​พยายาม​หา​ชื่อ​เสียง​ให้​กับ​ผู้​ที่​ส่ง​เขา​มา คนนั้น​แหละ​เป็น​คน​ที่​จริงใจ​ที่​ไม่​หลอกลวง​ใคร 19 โมเสส​ให้​กฎปฏิบัติ​กับ​พวกคุณ แต่​พวกคุณ​ก็​ไม่​ได้​ทำ​ตาม​กฎ​นั้น​สัก​คน แล้ว​ทำไม​พวก​คุณ​ถึง​ได้​พยายาม​จะ​ฆ่า​เรา”

20 พวกนั้น​จึง​ตอบ​ว่า “แก​ถูก​ผี​สิง​แล้ว ใคร​กัน​ที่​พยายาม​จะ​ฆ่า​แก”

21 พระเยซู​จึง​ตอบ​พวก​เขา​ว่า “เรา​ทำ​สิ่ง​อัศจรรย์​อย่าง​หนึ่ง​ใน​วันหยุดทางศาสนา พวกคุณ​ก็​พากัน​ตกตะลึง​เพราะ​เรื่อง​นั้น 22 โมเสส​ให้​กฎปฏิบัติ​กับ​คุณ​เรื่อง​การทำพิธีขลิบ (ความจริง​แล้ว บรรพบุรุษ​ของ​พวก​คุณ​ได้​ทำ​พิธีขลิบ​มา​ตั้งนาน​แล้ว​ก่อน​โมเสส​เสียอีก) และ​ถ้า​วัน​ที่​คุณ​จะ​ต้อง​ทำ​พิธีขลิบ​ตรง​กับ​วันหยุดทางศาสนา​พอดี พวก​คุณ​ก็​ยัง​ทำ​พิธีขลิบ​ให้​ลูกชาย​ของ​คุณ​อยู่​ดี 23 ถ้า​คุณ​ทำ​พิธีขลิบ​ให้​กับ​ลูกชาย​เพื่อ​จะ​ได้​ไม่​ผิด​กฎ​ของ​โมเสส แล้ว​พวกคุณ​จะ​มา​โกรธแค้น​เรา​ที่​รักษา​คน​ทั้ง​คน​ให้​หาย​ใน​วันหยุดทางศาสนา​ทำไม 24 เลิก​ตัดสิน​อย่าง​ผิวเผิน​ได้​แล้ว แต่​ให้​ตัดสิน​อย่าง​ถูกต้อง”

พระเยซู​คือ​พระคริสต์​หรือ​ไม่

25 บางคน​ใน​เมือง​เยรูซาเล็ม​ถาม​กัน​ว่า “คนนี้​ไม่​ใช่​หรือ​ที่​พวกผู้นำ​พยายาม​จะ​ฆ่า 26 แต่​ดูสิ เขา​กำลัง​พูด​อยู่​กลาง​ที่​สาธารณะ และ​พวก​ผู้นำ​ก็​ไม่​ได้​ว่า​อะไร​เขา​เลย หรือ​เป็นไปได้ไหม​ว่า​พวก​ผู้นำ​ตัดสินใจ​กัน​แล้ว​ว่า​เขา​คือ​พระคริสต์ 27 แต่​พวก​เรา​รู้​นี่​ว่า​คนนี้​มา​จาก​ไหน ถ้า​พระคริสต์​ตัวจริง​มา​ละ​ก็ จะ​ไม่​มี​ใคร​รู้​หรอก​ว่า​พระองค์​มา​จาก​ไหน”

28 ขณะ​ที่​พระเยซู​สอน​อยู่​ใน​บริเวณ​วิหาร พระองค์​ตะโกน​ให้​ทุก​คน​ได้ยิน​ว่า “ใช่แล้ว พวก​คุณ​รู้จัก​เรา และ​รู้​ว่า​เรา​มา​จาก​ไหน แต่​เรา​ไม่​ได้​มา​เอง มี​ผู้​หนึ่ง​ที่​ส่ง​เรา​มา​จริงๆ พวก​คุณ​ไม่​รู้จัก​พระองค์​ผู้​นั้น 29 แต่​เรา​รู้จัก​พระองค์​เพราะ​เรา​มา​จาก​พระองค์ และ​พระองค์​ส่ง​เรา​มา”

30 พวก​เขา​จึง​พยายาม​ที่​จะ​จับ​พระเยซู แต่​ไม่​มี​ใคร​จับ​ตัวพระ​องค์​ได้​เพราะ​ยัง​ไม่​ถึง​เวลา​ของ​พระองค์ 31 แต่​ก็​มี​คน​เป็น​จำนวน​มาก​ใน​ฝูงชน​นั้น​ที่​เชื่อ​พระองค์​และ​พูด​ว่า “เมื่อ​พระคริสต์​มา พระองค์​จะ​ทำ​สิ่งอัศจรรย์​มาก​กว่า​ที่​ชาย​คนนี้​ทำ​หรือ”

พวกยิว​หา​โอกาส​จับ​พระเยซู

32 เมื่อ​พวก​ฟาริสี​ได้ยิน​ว่า​มี​คน​เป็น​จำนวน​มาก​แอบ​ซุบซิบกัน​เรื่อง​พระเยซู​อยู่ หัวหน้า​นักบวช​และ​พวกฟาริสี​ส่ง​เจ้าหน้าที่​ของ​วิหาร​ไป​จับ​ตัว​พระเยซู 33 พระเยซู​พูด​ว่า “เรา​จะ​อยู่​กับ​พวก​คุณ​อีก​สัก​พัก​หนึ่ง แล้ว​ก็​จะ​กลับ​ไปหา​พระองค์​ผู้ที่​ส่ง​เรา​มา 34 พวกคุณ​จะ​ตาม​หา​เรา แต่​จะ​หา​ไม่​เจอ เพราะ​พวก​คุณ​ไม่​สามารถ​ไป​ใน​ที่​ที่​เรา​กำลัง​จะ​ไป”

35 พวกผู้นำ​ชาวยิว​ถาม​กัน​ว่า “เขา​จะไป​ไหน​หรือ ที่​พวก​เรา​จะ​หา​เขา​ไม่​เจอ เขา​จะ​ไป​หา​คน​ของ​พวก​เรา​ที่​เมือง​กรีก​และ​สอน​พวก​คนกรีก​ที่​นั่น​หรือ 36 แล้ว​เขา​หมายถึง​อะไร​นะ ตอน​ที่​เขา​พูด​ว่า ‘คุณ​จะ​ตาม​หา​เรา​แต่​จะ​หา​ไม่​เจอ’ และ ‘พวก​คุณ​ไม่​สามารถ​ไป​ใน​ที่​ที่​เรา​กำลัง​จะ​ไป’”

พระเยซู​พูด​ถึง​พระวิญญาณ​บริสุทธิ์

37 ใน​วันสุดท้าย​ของ​เทศกาลอยู่เพิง ซึ่ง​เป็น​วัน​สำคัญ​ที่สุด พระเยซู​ยืน​ขึ้น​และ​พูด​เสียง​ดัง​ว่า “ถ้า​ใคร​หิว​น้ำ ก็​ให้​มาหา​เรา​และ​ดื่ม​สิ 38 คน​ที่​ไว้วางใจ​เรา​ก็​จะ​มี​ลำธาร​ของ​น้ำ​ที่​ให้​ชีวิต​ไหล​ออก​มา​จาก​หัวใจ​ของ​เขา เหมือน​กับ​ที่​พระคัมภีร์​บอก” 39 พระเยซู​กำลัง​พูด​ถึง​พระวิญญาณ ซึ่ง​ภายหลัง​คน​ที่​ไว้วางใจ​พระองค์​จะ​ได้รับ แต่​ที่​ยัง​ไม่​มี​ใคร​ได้รับ​ตอนนี้ เพราะ​พระเยซู​ยัง​ไม่​ตาย​และ​ยัง​ไม่​ได้​ฟื้นขึ้น​มา​รับ​เกียรติ​อัน​ยิ่งใหญ่​ของ​พระองค์

ประชาชน​เถียงกัน​เรื่อง​พระเยซู

40 เมื่อ​ประชาชน​ได้ยิน​สิ่ง​ที่​พระเยซู​พูด ก็​มี​บางคน​พูด​ว่า “ชาย​คนนี้​เป็น​ผู้พูดแทนพระเจ้า​คน​นั้น​ที่​คน​รอคอย​แน่ๆ”+ 7:40 ชาย​คนนี้ … คน​นั้น​ที่​คน​รอคอย​แน่ๆ คน​อิสราเอล​กำลัง​ตั้งตา​คอย​ผู้พูดแทนพระเจ้า​ที่​พระเจ้า​สัญญา​ว่า​จะ​ส่ง​มา​ให้​กับ​พวก​เขา ดู​เพิ่มได้​จาก เฉลยธรรมบัญญัติ 18:18-19

41 คน​อื่นๆ​พูด​ว่า “เขา​เป็น​พระคริสต์”

แต่​บางคน​แย้ง​ว่า “พระคริสต์​จะ​มา​จาก​แคว้น​กาลิลี​ได้​ยังไง 42 พระคัมภีร์​บอก​ว่า พระคริสต์​จะ​มา​จาก​ครอบครัว​ของ​ดาวิด และ​มา​จาก​หมู่บ้าน​เบธเลเฮม เมือง​ที่​ดาวิด​เคย​อยู่ไม่ใช่​หรือ” 43 จึง​เกิด​การแตกแยก​กัน​ขึ้น​ใน​หมู่​ประชาชน​เพราะ​ตกลง​กัน​ไม่​ได้​ใน​เรื่อง​ของ​พระเยซู 44 บางคน​อยาก​จะ​จับกุม​พระองค์ แต่​ก็​ไม่​มี​ใคร​กล้า​ทำ

ผู้นำ​ชาว​ยิว​ไม่​ไว้​วางใจ​พระเยซู

45 ดังนั้น​เจ้าหน้าที่​ของ​วิหาร​กลับ​ไปหา​พวกผู้นำนักบวช และ​พวกฟาริสี​ที่​ถาม​ว่า “ทำไม​พวกเจ้า​ไม่​จับ​มัน​มา​ที่​นี่”

46 พวกเจ้าหน้าที่​ตอบ​ไป​ว่า “พวก​เรา​ยัง​ไม่​เคย​ได้ยิน​ใคร​พูด​เหมือน​ชาย​คนนี้​มา​ก่อน​เลย”

47 พวก​ฟาริสี​ถาม​อีก​ว่า “พวก​แก​ก็​ถูก​มัน​หลอก​ด้วย​หรือ 48 ดูซิ มี​ใคร​บ้าง​ใน​กลุ่ม​ผู้นำ​หรือ​พวก​ฟาริสี​ที่​ไป​หลง​เชื่อ​มัน 49 ส่วน​ไอ้​พวก​นอกคอก​ที่​ไม่​รู้​กฎปฏิบัติ​พวก​นั้น ยังไง​ก็​ถูก​พระเจ้า​สาป​แช่ง​อยู่​แล้ว”

50 นิโคเดมัส คน​ที่​ไปหา​พระเยซู​ก่อน​หน้านี้ และ​เป็น​ผู้นำ​ชาวยิว​คน​หนึ่ง​ถาม​พวก​เขา​ว่า 51 “ตาม​กฎปฏิบัติ​ของ​พวก​เรา​จะ​ไม่​ตัดสิน​ใคร​จน​กว่า​จะ​ฟัง​เขา​พูด​และ​รู้​ว่า​เขา​ทำ​อะไร ไม่​ใช่​หรือ”

52 แต่​พวก​เขา​บอก​นิโคเดมัส​ว่า “คุณ​ก็​มา​จาก​กาลิลี​กับ​เขา​ด้วย​หรือ ลอง​ไป​ค้น​พระคัมภีร์ ดู​สิ แล้ว​คุณ​จะ​รู้​ว่า​ไม่​มี​ผู้พูดแทนพระเจ้า​ที่​มา​จาก​กาลิลี​เลย”

53+ 7:53 ข้อ 7:53-8:11 สำเนา​กรีก​ที่​ดี​ที่สุด​และ​เก่าแก่​ที่สุด​ของ​หนังสือ​ยอห์น​หลาย​ฉบับ​ไม่​มี​ข้อ 7:53-8:11 แล้ว​พวก​เขา​ทั้งหมด​ก็​แยกย้าย​กัน​กลับ​บ้าน

8

หญิง​คน​หนึ่ง​ถูก​จับ​ขณะ​มี​ชู้

1 ส่วน​พระเยซู​ก็​กลับ​ไป​ที่​ภูเขา​มะกอกเทศ 2 ตอน​เช้าตรู่​พระองค์​กลับ​ไป​ที่​วิหาร​อีก​ครั้ง​หนึ่ง คน​ทั้งหลาย​ก็​มา​หา​พระองค์ พระเยซู​นั่งลง​และ​เริ่ม​สั่งสอน​ผู้คน 3 พวก​ครู​สอน​กฎปฏิบัติ​และ​พวก​ฟาริสี​ได้​นำ​ผู้​หญิง​คน​หนึ่ง​มา​ยืน​อยู่​ต่อหน้า​คน​ทั้งปวง หญิง​คนนี้​ถูก​จับ​ได้​คา​หนัง​คา​เขา​ขณะ​มี​ชู้​อยู่ 4 พวกเขา​บอก​พระองค์​ว่า “อาจารย์ หญิง​คนนี้​ถูก​จับ​ได้​ใน​ขณะ​ที่​กำลัง​มี​ชู้​อยู่ 5 ใน​กฎปฏิบัติ​นั้น โมเสส​สั่ง​ให้​เรา​เอา​หิน​ขว้าง​คน​ที่​ทำ​อย่างนี้​ให้​ตาย แล้ว​อาจารย์​จะ​ว่า​ยังไง” 6 (ที่​พวก​เขา​ถาม​อย่างนี้​เพื่อ​จะ​ให้​พระองค์​หลงกล​และ​จะ​ได้​หา​เรื่อง​ฟ้องร้อง​พระองค์) พระเยซู​ได้​แต่​ก้ม​ลง​ใช้​นิ้ว​ขีด​เขียน​ไป​มา​บน​พื้นดิน 7 แต่​พวก​นั้น​ก็​ยัง​คะยั้นคะยอ​ให้​พระองค์​ตอบ พระองค์​จึง​ยืน​ขึ้น​พูด​ว่า “พวก​คุณ​คน​ไหน​ที่​ไม่​มี​ความผิด​เลย ก็​ให้​เอา​หิน​ขว้าง​หญิง​คนนี้​เป็น​คน​แรก” 8 แล้ว​พระองค์​ก็​ก้มลง​ใช้​นิ้ว​ขีด​เขียน​บน​พื้นดิน​ต่อ

9 เมื่อ​ได้ยิน​พระเยซู​พูด​อย่าง​นั้น พวก​นั้น​ก็​หลบ​ไป​ที​ละ​คน​สอง​คน คน​ที่​มี​อายุ​มาก​ที่สุด​เริ่ม​เดิน​จาก​ไป​ก่อน​จน​เหลือ​แต่​พระเยซู​กับ​หญิง​คน​นั้น​อยู่​ที่​นั่น 10 พระเยซู​ลุก​ขึ้น และ​ถาม​หญิง​คน​นั้น​ว่า “พวก​เขา​ไป​ไหน​กัน​หมด​แล้ว ไม่​มี​ใคร​ลงโทษ​คุณ​หรือ”

11 หญิง​คน​นั้น​ตอบ​ว่า “ไม่​มี​ค่ะ” แล้ว​พระเยซู​ก็​พูด​ว่า “เรา​ก็​ไม่​ลงโทษ​คุณ​เหมือน​กัน ไป​เถอะ​แล้ว​อย่า​ทำ​บาป​อีก”

พระเยซู​เป็น​ความสว่างของโลก

12 แล้ว​พระเยซู​ก็​พูด​กับ​พวก​ที่​ชุมนุม​อยู่​อีก​ครั้ง​หนึ่ง​ว่า “เรา​เป็น​ความสว่าง​ของ​โลก คน​ที่​ติดตาม​เรา​มา​จะ​ไม่​เดิน​อยู่​ใน​ความมืด แต่​จะ​มี​ความสว่าง​ที่​นำ​ไป​สู่​ชีวิต”

13 ดังนั้น​พวก​ฟาริสี​จึง​พูด​กับ​พระองค์​ว่า “แก​พูด​เอง​เออ​เอง คำ​พยาน​ของ​แก​เชื่อ​ถือ​ไม่​ได้​หรอก”

14 พระเยซู​ตอบ​ว่า “ถึง​แม้ว่า​เรา​จะ​เป็น​พยาน​ให้​กับ​ตัวเอง สิ่ง​ที่​เรา​พูด​ก็​เป็น​ความจริง เพราะ​เรา​รู้​ว่า​ตัว​เรา​เอง​มา​จาก​ไหน​และ​กำลัง​จะ​ไป​ไหน แต่​พวก​คุณ​ไม่​รู้​ว่า​เรา​มา​จาก​ไหน​หรือ​กำลัง​จะ​ไป​ไหน 15 คุณ​ตัดสิน​เรา​ตาม​วิธี​ของ​มนุษย์ เรา​ไม่​ได้​ตัดสิน​ใคร​แบบ​นั้น 16 แต่​ถ้า​เรา​จะ​ตัดสิน คำตัดสิน​ของ​เรา​ก็​ถูกต้อง​เพราะ​เรา​ไม่​ได้​ตัดสิน​คน​เดียว แต่​เรา​ตัดสิน​ร่วม​กับ​พระบิดา​ผู้​ส่ง​เรา​มา 17 ใน​กฎปฏิบัติ​ของ​คุณ​บอก​ว่า ถ้า​มี​พยาน​สอง​คน​พูด​ตรง​กัน​ก็​ถือ​ว่า​เป็น​ความจริง 18 เรา​เป็น​พยาน​ให้​กับ​ตัวเอง และ​พระบิดา​ที่​ส่ง​เรา​มา​ก็​เป็น​พยาน​ให้​กับ​เรา​อีก​ผู้​หนึ่ง”

19 พวก​เขา​จึง​ถาม​ว่า “แล้ว​ไหน​ล่ะ​พ่อ​ของ​แก​ที่​แก​พูด​ถึง”

พระเยซู​ตอบ​ว่า “พวก​คุณ​ไม่​รู้จัก​เรา​หรือ​พระบิดา​ของ​เรา​หรอก เพราะ​ถ้า​คุณ​รู้จัก​เรา คุณ​ก็​จะ​รู้จัก​พระบิดา​ของ​เรา​ด้วย” 20 ตอน​ที่​พระเยซู​พูด​เรื่องนี้ พระองค์​กำลัง​สอน​อยู่​ใน​ห้อง​ที่​เขา​ใช้​ตั้ง​ตู้บริจาค​ใน​บริเวณ​วิหาร ไม่​มี​ใคร​มา​จับกุม​พระองค์​เพราะ​ยัง​ไม่​ถึง​กำหนด​เวลา​ของ​พระองค์

พวกยิว​ไม่​เข้าใจ​พระเยซู

21 พระเยซู​พูด​กับ​พวก​ประชาชน​อีก​ว่า “พวก​คุณ​จะ​ตาม​หา​เรา แต่​จะ​ตาย​อยู่​ใน​ความบาป​ของ​ตัวเอง ที่​ซึ่ง​เรา​กำลัง​จะ​ไป​นั้น​พวก​คุณ​ไป​ไม่​ได้”

22 พวก​ผู้นำ​ชาวยิว​จึง​ถาม​กัน​ว่า “มัน​กำลัง​จะ​ฆ่า​ตัวตาย​หรือ​ยังไง​ถึง​พูด​ว่า ‘ที่​ซึ่ง​เรา​จะ​ไป​นั้น พวก​คุณ​ไป​ไม่​ได้’”

23 พระเยซู​พูด​ว่า “พวก​คุณ​มา​จาก​โลก​ข้าง​ล่าง แต่​เรา​มา​จาก​ข้าง​บน พวก​คุณ​เป็น​ของ​โลกนี้ แต่​เรา​ไม่​ได้​เป็น​ของ​โลกนี้ 24 เรา​ถึง​ได้​บอก​ว่า พวก​คุณ​จะ​ตาย​อยู่​ใน​ความบาป​ของ​ตัวเอง ใช่​แล้ว ถ้า​คุณ​ไม่​เชื่อ​ว่า​เรา​เป็น​คนๆ​นั้น​ที่​เรา​บอก​ว่า​เรา​เป็น+ 8:24 เรา​เป็น มี 2 ความหมาย ความหมาย​แรก พระเยซู​เป็น​อยู่​ก่อน​แล้ว กับ​ความหมาย​ที่​สอง คือ “เรา​เป็น” เป็น​ชื่อ​ที่​พระเจ้า​ใช้​เรียก​ตัวเอง​กับ​โมเสส​ที่​พุ่มไม้​ไฟ ใน​หนังสือ​อพยพ 3:14 พวกยิว​เห็น​ว่า​พระเยซู​ใช้​ชื่อ​ของ​พระเจ้า​นี้​เรียก​ตัวเอง จึง​จะ​เอา​หิน​ขว้าง​พระองค์ คุณ​ก็​จะ​ตาย​อยู่​ใน​ความบาป”

25 พวกยิว​ถาม​พระองค์​ว่า “แล้ว​แก​เป็น​ใคร​ล่ะ” พระเยซู​ตอบ​ว่า “เรา​เป็น​คนๆ​นั้น​ที่​เรา​ได้​บอก​พวก​คุณ​ตั้งแต่​แรก​แล้ว​ว่า​เรา​เป็น 26 ความจริง​แล้ว​เรา​มี​หลาย​เรื่อง​ที่​จะ​ต่อว่า​พวก​คุณ แต่​เรา​จะ​พูด​เฉพาะ​เรื่อง​ที่​เรา​ได้ยิน​มา​จาก​พระองค์​ผู้ที่​ส่ง​เรา​มา​เท่านั้น และ​พระองค์​ก็​พูด​ความจริง”

27 (พวก​เขา​ไม่​รู้​ว่า​พระเยซู​กำลัง​พูด​ถึง​พระบิดา) 28 ดังนั้น​พระเยซู​จึง​พูด​ว่า “เมื่อ​พวก​คุณ​ยก​บุตร​มนุษย์​ขึ้น คุณ​ก็​จะ​ได้​รู้​ว่า​เรา​เป็น​คนๆ​นั้น​ที่​เรา​บอก​ว่า​เรา​เป็น เรา​ไม่​ได้​ทำ​อะไร​ตามใจ​ของ​ตัวเอง แต่​เรา​พูด​เฉพาะ​สิ่งเหล่า​นั้น​ที่​พระบิดา​ได้​สอน​เรา​มา 29 พระองค์​ผู้​ส่ง​เรา​มา​ก็​อยู่​กับ​เรา พระองค์​ไม่​เคย​ทิ้ง​เรา​ไว้​ให้​อยู่​คน​เดียว เพราะ​เรา​ทำ​ตามใจ​พระองค์​เสมอ” 30 เมื่อ​พระเยซู​พูด​อย่างนี้​ก็​มี​หลาย​คน​ไว้วางใจ​พระองค์

พระเยซู​พูด​เรื่อง​การหลุดพ้น​จาก​บาป

31 ดังนั้น​พระเยซู​จึง​พูด​กับ​ชาวยิว​ที่​ไว้วางใจ​ใน​พระองค์​ว่า “ถ้า​พวก​คุณ​ยัง​คง​ทำ​ตาม​คำ​สั่งสอน​ของ​เรา พวก​คุณ​ก็​เป็น​ศิษย์​ของ​เรา​จริงๆ 32 พวก​คุณ​จะ​รู้จัก​ความจริง​และ​ความจริง​จะ​ทำ​ให้​พวกคุณ​เป็น​อิสระ”

33 พวก​เขา​ตอบ​ว่า “พวก​เรา​เป็น​ลูกหลาน​ของ​อับราฮัม และ​ไม่​เคย​เป็น​ทาส​ใคร ทำไม​อาจารย์​ถึง​พูด​ว่า ‘พวกคุณ​จะ​ถูก​ปลดปล่อย​ให้​เป็น​อิสระ’”

34 พระเยซู​ตอบ​ว่า “เรา​จะ​บอก​ให้​รู้​นะ​ว่า​จริงๆ​แล้ว​คน​ที่​ยัง​ทำ​บาป​อยู่​ก็​เป็น​ทาส​ของ​ความบาป 35 ทาส​ไม่​ใช่​คน​ใน​ครอบครัว แต่​ลูก​เป็น​คน​ใน​ครอบครัว​ตลอด​ไป 36 ดังนั้น​ถ้า​พระบุตร​ปลดปล่อย​ให้​คุณ​เป็น​อิสระ คุณ​ก็​จะ​เป็น​อิสระ​จริงๆ 37 เรา​ก็​รู้​อยู่​แล้ว​ว่า​พวก​คุณ​เป็น​ลูกหลาน​ของ​อับราฮัม แต่​พวก​คุณ​พยายาม​จะ​ฆ่า​เรา เพราะ​ว่า​คุณ​ไม่​ทำ​ตาม​คำ​สั่งสอน​ของ​เรา 38 เรา​ได้​บอก​คุณ​ถึง​สิ่ง​ที่​เรา​ได้​เห็น​จาก​พระบิดา​ของ​เรา แต่​พวก​คุณ​กลับ​ไป​ทำ​ตาม​สิ่ง​ที่​คุณ​ได้ยิน​จาก​พ่อ​ของ​คุณ​เอง”

39 พวก​เขา​พูด​ว่า “อับราฮัม​เป็น​พ่อ​ของ​พวก​เรา​นะ”

พระเยซู​จึง​พูด​ว่า “ถ้า​พวก​คุณ​เป็น​ลูกหลาน​ของ​อับราฮัม​จริง คุณ​จะ​ต้อง​ทำ​ตาม​ที่​อับราฮัม​ทำ 40 เรา​ได้​เอา​ความจริง​ที่​ได้ยิน​จาก​พระเจ้า​มา​บอก​พวกคุณ แต่​คุณ​กลับ​จะ​ฆ่า​เรา อับราฮัม​ไม่​เคย​ทำ​อย่างนี้​เลย 41 แต่​คุณ​ทำ​ตาม​ที่​พ่อ​ของ​คุณ​ทำ”

พวก​ยิว​จึง​พูด​กับ​พระเยซู​ว่า “พวก​เรา​ไม่​ได้​เป็น​ลูก​ชู้ พระเจ้า​เท่านั้น​คือ​พ่อ​ที่​แท้จริง​ของ​เรา”

42 พระเยซู​พูด​ว่า “ถ้า​พระเจ้า​เป็น​พ่อ​ของ​พวก​คุณ​จริงๆ​พวก​คุณ​ก็​คง​รัก​เรา​แล้ว เพราะ​เรา​มา​จาก​พระเจ้า ที่​เรา​อยู่​ที่​นี่​ก็​เพราะ​พระเจ้า​ส่ง​มา เรา​ไม่​ได้​เป็น​คน​ตัดสินใจ​เอง 43 ที่​พวก​คุณ​ไม่​เข้าใจ​เรื่อง​ที่​เรา​พูด​ก็​เพราะ​คุณ​ทน​ฟัง​ไม่​ได้ 44 พวก​คุณ​มา​จาก​พ่อ​ของ​คุณ​ที่​เป็น​มารร้าย และ​พวก​คุณ​ก็​อยาก​จะ​ทำ​ตามใจ​พ่อ​ของ​คุณ มัน​เป็น​นัก​ฆ่า​คน​มา​ตั้งแต่​แรก​แล้ว และ​มัน​ก็​ไม่​เคย​อยู่​ฝ่าย​ความจริง​เลย เพราะ​มัน​ไม่​มี​ความจริง​ใน​ตัวเอง มัน​พูด​โกหก​ตาม​สันดาน​ของ​มัน เพราะ​มัน​เป็น​นักโกหก และ​เป็น​พ่อ​ของ​การโกหก 45 เมื่อ​เรา​พูด​ความจริง พวก​คุณ​ก็​เลย​ไม่​เชื่อ​เรา 46 มี​ใคร​บ้าง​ใน​พวก​คุณ​ที่​พิสูจน์​ได้​ว่า​เรา​ทำ​บาป แล้ว​ทำไม​ถึง​ไม่​ยอม​เชื่อ​เรา​เมื่อ​เรา​พูด​ความจริง 47 คน​ของ​พระเจ้า​จะ​ฟัง​คำพูด​ของ​พระเจ้า แต่​ที่​พวกคุณ​ไม่​ยอม​ฟัง​เรา ก็​เพราะ​คุณ​ไม่​ได้​เป็น​คน​ของ​พระเจ้า”

พระเยซู​พูด​ถึง​ตัวเอง​และ​อับราฮัม

48 พวกยิว​ได้​ถาม​พระองค์​ว่า “พวก​เรา​พูด​ผิด​ตรง​ไหน​ที่​ว่า​แก​เป็น​ชาวสะมาเรีย และ​มี​ผี​สิง”

49 พระเยซู​ตอบ​ว่า “เรา​ไม่​ได้​ถูก​ผี​สิง เรา​ได้​ให้​เกียรติ​พระบิดา​ของ​เรา​แต่​พวก​คุณ​กลับ​ลบหลู่​เรา 50 เรา​ไม่​ได้​อยาก​เด่น​อยาก​ดัง แต่​พระเจ้า​ต้อง​การ​ให้​เรา​ยิ่งใหญ่​และ​พระองค์​เป็น​ผู้ตัดสิน 51 เรา​จะ​บอก​ให้​รู้​ว่า ถ้า​ใคร​ทำ​ตาม​คำ​สั่งสอน​ของ​เรา คนๆ​นั้น​จะ​ไม่​มี​วัน​ตาย”

52 พวกยิว​พูด​กับ​พระองค์​ว่า “ตอนนี้​เรา​รู้​แล้ว​ว่า​แก​ถูก​ผี​สิง​แน่ เพราะ​ทั้ง​อับราฮัม​และ​พวกผู้พูดแทนพระเจ้า ก็​ตาย​กัน​หมด​แล้ว แต่​แก​กลับ​พูด​ว่า ‘ถ้า​ใคร​ทำ​ตาม​คำ​สั่งสอน​ของ​เรา คนๆ​นั้น​จะ​ไม่​มี​วัน​ตาย’ 53 แก​ยิ่งใหญ่​กว่า​อับราฮัม พ่อ​ของ​เรา​หรือ​ไง อับราฮัม​ตาย พวกผู้พูดแทนพระเจ้า​ก็​ตาย แล้ว​แก​คิด​ว่า​แก​เป็น​ใคร”

54 พระเยซู​ตอบ​ว่า “ถ้า​เรา​ยกย่อง​ตัวเอง คำยกย่อง​นั้น​ก็​ไม่​มี​ความหมาย​อะไร พระบิดา​ของ​เรา ที่​พวกคุณ​อ้าง​ว่า​เป็น​พระเจ้า​ของ​พวก​คุณ​นั่น​แหละ เป็น​ผู้ที่​ยกย่อง​เรา 55 จริงๆ​แล้ว​พวก​คุณ​ไม่​รู้จัก​พระองค์​หรอก แต่​เรา​รู้จัก​พระองค์ ถ้า​เรา​พูด​ว่า ‘เรา​ไม่​รู้จัก​พระองค์’ เรา​ก็​จะ​เป็น​คนโกหก​เหมือน​กับ​พวกคุณ เรา​รู้จัก​พระองค์​และ​ทำ​ตาม​ที่​พระองค์​บอก 56 อับราฮัม​บรรพบุรุษ​ของ​คุณ​ดีใจ​ที่​จะ​ได้​เห็น​วัน​ที่​เรา​มา เขา​ได้​เห็น​แล้ว​และ​ก็​ดีใจ​แล้ว​ด้วย”

57 พวกยิว​พูด​ว่า “แก​อายุ​ยัง​ไม่​ถึง​ห้าสิบ​ปี จะ​เคย​เห็น​อับราฮัม​ได้​ยังไง”

58 พระเยซู​ตอบ​ว่า “ความจริง​แล้ว​เรา​เป็น​อยู่ ก่อน​ที่​อับราฮัม​จะ​เกิด​เสีย​อีก”+ 8:58 เรา​เป็น … เกิด​เสีย​อีก ดูคำ​อธิบาย​เพิ่ม​เติม​ได้​จาก​หนังสือ​ยอห์น 8:2459 คน​เหล่า​นั้น​จึง​หยิบ​ก้อนหิน​ขึ้น​มา​จะ​ขว้าง+ 8:59 หยิบ​ก้อนหิน​ขึ้น​มา​จะ​ขว้าง เป็น​วิธี​การประหาร​ชีวิต​อย่าง​หนึ่ง​ใน​กฎปฏิบัติ​ของ​ยิวพระเยซู แต่​พระองค์​ได้​หลีกหนี​ออก​ไป​จาก​วิหาร

9

พระเยซู​รักษา​คน​ที่​ตาบอด​ตั้งแต่​เกิด

1 เมื่อ​พระเยซู​กำลัง​เดิน​อยู่​นั้น ก็​เห็น​ชาย​คน​หนึ่ง​ที่​เกิด​มา​ตาบอด 2 พวก​ศิษย์​ของ​พระองค์​ถาม​ว่า “อาจารย์ ที่​เขา​เกิด​มา​ตาบอด​เพราะ​บาป​กรรม​ของ​เขา หรือ​ของ​พ่อ​แม่​เขา​ครับ”

3 พระเยซู​ตอบ​ว่า “ไม่​ใช่​บาป​กรรม​ของ​เขา​หรือ​ของ​พ่อ​แม่​เขา​หรอก แต่​ที่​เขา​ตาบอด​ก็​เพื่อ​ทุก​คน​จะ​ได้​เห็น​สิ่ง​อัศจรรย์​ที่​พระเจ้า​จะ​ทำ​ให้​กับ​เขา 4 พวก​เรา​ต้อง​ทำงาน​ของ​พระองค์​ผู้ที่​ส่ง​เรา​มา​ใน​ตอน​กลาง​วัน เพราะ​กลาง​คืน​กำลัง​มา​และ​จะ​ไม่​มี​ใคร​ทำงาน​ได้ 5 ขณะ​ที่​เรา​ยัง​อยู่​ใน​โลกนี้ เรา​เป็น​ความสว่าง​ของ​โลก”

6 เมื่อ​พระองค์​พูด​แล้ว ก็​ถ่ม​น้ำลาย​ผสม​กับ​ดิน​เคล้า​กัน​เป็น​โคลน แล้ว​เอา​มา​ทา​ที่​ตา​ของ​ชาย​ตาบอด 7 พระองค์​บอก​เขา​ว่า “ไป​ล้าง​โคลน​ออก​ที่​สระ​สิโลอัม” (คำ​ว่า​สิโลอัม หมายถึง​ส่ง​ไป) ชาย​คน​นั้น​ไป​ล้าง​โคลน​ออก เมื่อ​ล้าง​แล้ว​กลับ​มา เขา​ก็​สามารถ​มอง​เห็น​ได้

8 ดังนั้น​เพื่อน​บ้าน​ของ​ชาย​ตาบอด​และ​คน​อื่นๆ​ที่​เคย​เห็น​เขา​เป็น​ขอทาน​มา​ก่อน ต่าง​ก็​พูด​กัน​ว่า “คนนี้​เป็น​คน​ที่​เคย​นั่ง​ขอทาน​อยู่​ไม่​ใช่​หรือ”

9 บางคน​ก็​บอก​ว่า “ใช่ เขา​นั่น​แหละ” คน​อื่นๆ​บอก​ว่า “ไม่​ใช่​เขา​หรอก แต่​เป็น​คน​อื่น​ที่​มี​หน้า​ตา​คล้าย​เขา” ชาย​คน​นั้น​บอก​ว่า “เป็น​ผม​เอง​ครับ”

10 พวก​เขา​ถาม​ว่า “แล้ว​มอง​เห็น​ได้​ยังไง”

11 เขา​ตอบ​ว่า “ชาย​ที่​ชื่อ​เยซู ได้​ทำ​โคลน​เอา​มา​ทา​ที่​ตา​ของ​ผม และ​เขา​บอก​ว่า ‘ไป​ล้าง​โคลน​ออก​ที่​สระ​สิโลอัม’ ผม​ก็​ไป​ล้าง​โคลน​ออก​ที่​สระ​นั้น และ​ตา​ของ​ผม​ก็​มองเห็น”

12 คน​เหล่า​นั้น​ถาม​ว่า “แล้ว​ชาย​คน​นั้น​อยู่​ที่​ไหน​ล่ะ”

เขา​ก็​ตอบ​ว่า “ผม​ไม่​รู้”

พวก​ฟาริสี​สอบสวน​คน​ตาบอดที่​พระเยซู​รักษา

13 คน​เหล่า​นั้น​พา​ชาย​ที่​เคย​ตาบอด​นี้ ไป​หา​พวกฟาริสี 14 (วัน​ที่​พระเยซู​ทำ​โคลน​รักษา​ชาย​ตาบอด​เป็น​วันหยุดทางศาสนา) 15 พวก​ฟาริสี​ถาม​เขา​ว่า เขา​มองเห็น​ได้​อย่าง​ไร

เขา​ก็​ตอบ​ว่า “เขา​เอา​โคลน​มา​ทา​ที่​ตา​ของ​ผม แล้ว​ผม​ก็​ไป​ล้าง​โคลน​ออก และ​ตอนนี้​ผม​ก็​มอง​เห็น​แล้ว”

16 พวก​ฟาริสี​บาง​คน​ก็​พูด​ว่า “คน​ที่​ทำ​อย่างนี้​ไม่​ได้​มา​จาก​พระเจ้า​หรอก เพราะ​ไม่​ได้​รักษา​กฎวันหยุดทางศาสนา” แต่​คน​อื่นๆ​พูด​ว่า “คน​บาป​จะ​ทำ​สิ่ง​อัศจรรย์​อย่างนี้​ได้​ยังไง” ดังนั้น​พวก​เขา​ก็​เลย​มี​ความ​เห็น​ขัด​กัน​ใน​เรื่องนี้

17 พวก​ฟาริสี​ถาม​ชาย​ที่​เคย​ตาบอด​อีก​ว่า “แก​คิด​ว่า​คน​ที่​ทำ​ให้​ตา​แก​หาย​บอด​เป็น​ใคร” เขา​ตอบ​ว่า “เขา​เป็น​ผู้พูดแทนพระเจ้า”

18 พวก​ผู้นำ​ชาว​ยิว​ไม่​เชื่อ​ว่า​เขา​เคย​ตาบอด แล้ว​ตอนนี้​มองเห็น​ได้ พวก​เขา​จึง​เรียก​พ่อ​แม่​ของ​ชาย​คนนี้​มา​ถาม 19 ว่า “เขา​เป็น​ลูก​ที่​พวกเจ้า​บอก​ว่า​เกิด​มา​ตาบอด​ใช่​ไหม แล้ว​ทำไม​เขา​ถึง​มองเห็น​แล้ว”

20 พ่อ​แม่​ของ​เขา​ตอบ​ว่า “เรา​รู้​ว่า​เขา​เป็น​ลูก​ของ​เรา​และ​เกิด​มา​ตาบอด 21 แต่​เรา​ไม่​รู้​หรอก​ว่า​ทำไม​เขา​ถึง​มองเห็น​ได้​และ​ใคร​รักษา​เขา ไป​ถาม​เขา​เอา​เอง​สิ เพราะ​เขา​ก็​โต​แล้ว​และ​เล่า​เรื่อง​ให้​คุณ​ฟัง​ได้​แล้ว” 22 (ที่​พ่อ​แม่​ของ​เขา​พูด​อย่างนี้ เพราะ​กลัว​พวก​ผู้นำ​ชาวยิว พวก​ผู้นำ​ชาวยิว​ได้​ตกลง​กัน​ก่อน​แล้ว​ว่า ใคร​พูด​ว่า​พระเยซู​เป็น​พระคริสต์ ก็​จะ​ถูก​ไล่​ออก​จาก​ที่​ประชุม​ชาวยิว 23 นั่น​เป็น​เหตุ​ที่​พ่อ​แม่​ของ​เขา​พูด​ว่า “เขา​โต​แล้ว ไป​ถาม​เขา​เอา​เอง​เถิด”)

24 พวก​ผู้นำ​ชาวยิว​จึง​เรียก​ชาย​ที่​เคย​ตาบอด​มา​อีก​เป็น​ครั้ง​ที่​สอง แล้ว​บอก​ว่า “แก​ต้อง​ให้​เกียรติ​กับ​พระเจ้า​โดย​พูด​ความจริง เรา​รู้​ว่า​ชาย​คน​นั้น​เป็น​คน​บาป”

25 เขา​ก็​ตอบ​ว่า “ผม​ไม่​รู้​หรอก​ว่า​เขา​เป็น​คน​บาป​หรือ​เปล่า รู้​แต่​ว่า​ผม​เคย​ตาบอด​และ​ตอนนี้​มอง​เห็น​แล้ว”

26 พวก​เขา​จึง​ถาม​ชาย​ที่​เคย​ตาบอด​ว่า “เขา​ทำ​อะไร​กับ​แก​บ้าง เขา​รักษา​ตา​แก​ยังไง”

27 เขา​ตอบ​ว่า “ผม​ได้​เล่า​ไป​แล้ว​แต่​พวก​คุณ​ไม่​ยอม​ฟัง แล้ว​จะ​ให้​เล่า​อีก​ทำไม​ล่ะ พวก​คุณ​อยาก​จะ​เป็น​ศิษย์​เขา​ด้วย​หรือ”

28 พวกยิว​จึง​เยาะเย้ย​เขา​ว่า “แก​นี่แหละ​เป็น​ศิษย์​ชาย​คน​นั้น แต่​พวก​เรา​เป็น​ศิษย์​ของ​โมเสส 29 เรา​รู้​ว่า​พระเจ้า​ได้​พูด​กับ​โมเสส แต่​เรา​ไม่​รู้​ว่า​ชาย​คน​นั้น​มา​จาก​ไหน”

30 ชาย​ที่​เคย​ตาบอด​ตอบ​กลับ​ไป​ว่า “แปลก​จริงๆ​นะ​ที่​พวก​คุณ​ไม่​รู้​ว่า​เขา​มา​จาก​ไหน แต่​เขา​ก็​ทำ​ให้​ผม​มองเห็น​ได้ 31 พวก​เรา​รู้​ว่า​พระเจ้า​ไม่​ฟัง​คน​บาป พระองค์​จะ​ฟัง​คน​ที่​ยำเกรง​และ​ทำ​ตาม​พระองค์​เท่า​นั้น 32 ยัง​ไม่​เคย​มี​ใคร​ได้ยิน​มา​ก่อน​เลย​ว่า มี​ใคร​ที่​จะ​ทำ​ให้​คน​ที่​เกิด​มา​ตาบอด​มองเห็น​ได้ 33 ถ้า​ชาย​คนนี้​ไม่​ได้​มา​จาก​พระเจ้า เขา​ก็​จะ​ทำ​อะไร​แบบนี้​ไม่​ได้​เลย”

34 พวกยิว​จึง​พูด​กับ​ชาย​ที่​เคย​ตาบอด​ว่า “แก​เกิด​มา​บาป​หนา แล้ว​ยัง​คิด​ที่​จะ​มา​สั่งสอน​พวก​เรา​หรือ” แล้ว​พวก​เขา​ก็​ขับไล่​ชาย​คน​นั้น​ออก​ไป​จาก​ที่ประชุม

ตาบอด​ฝ่ายจิตวิญญาณ

35 เมื่อ​พระเยซู​ได้ยิน​ว่า​พวก​เขา​ได้​ขับไล่​ชาย​ที่​เคย​ตาบอด​นั้น​ออก​มา พระองค์​ก็​ไปหา​เขา​และ​ถาม​เขา​ว่า “คุณ​ไว้วางใจ​บุตร​มนุษย์​ไหม”

36 เขา​ถาม​ว่า “ใคร​คือ​บุตร​มนุษย์​หรือ​ครับ​ท่าน ผม​จะ​ได้​ไว้วางใจ​เขา​คน​นั้น”

37 พระเยซู​จึง​บอก​ว่า “คุณ​ก็​เห็น​เขา​แล้ว เขา​ก็​คือ​คน​ที่​กำลัง​พูด​อยู่​กับ​คุณ​ตอนนี้”

38 แล้ว​ชาย​ที่​เคย​ตาบอด​ก็​พูด​ออก​มา​ว่า “องค์​เจ้า​ชีวิต ผม​ไว้วางใจ​ท่าน​ครับ” แล้ว​เขา​ก็​ก้มลง​กราบ​พระเยซู

39 พระเยซู​พูด​ว่า “เรา​มา​เพื่อ​พิพากษา​โลกนี้ เรา​มา​เพื่อ​คน​ตาบอด+ 9:39 คน​ตาบอด พระเยซู​กำลัง​พูด​ถึง​คน​ที่​บอด​ฝ่าย​จิตวิญญาณ จะ​ได้​มอง​เห็น และ​เพื่อ​คน​ที่​คิด​ว่า​ตัวเอง​มอง​เห็น​จะ​กลาย​เป็น​คน​ตาบอด”

40 พวก​ฟาริสี​บางคน​ที่​ยืน​อยู่​แถวๆ​นั้น​ได้ยิน​ที่​พระเยซู​พูด ถาม​พระองค์​ว่า “แน่นอน แก​คง​ไม่​ได้​หา​ว่า​พวก​เรา​ตาบอด​ด้วย ใช่​ไหม”

41 พระเยซู​จึง​พูด​ว่า “ถ้า​พวก​คุณ​ตาบอด​ก็​จะ​ไม่​มี​ความผิดบาป แต่​เพราะ​ตอนนี้​พวก​คุณ​อ้าง​ว่า ‘เรา​มองเห็น’ พวก​คุณ​ก็​เลย​ยัง​คง​อยู่​ใน​ความบาป”

10

คน​เลี้ยงแกะ​กับ​ฝูงแกะ​ของ​เขา

1 “เรา​จะ​บอก​ให้​รู้​ว่า คน​ที่​ไม่​ได้​เข้า​คอกแกะ​ทาง​ประตู แต่​ปีน​เข้า​ไป​ทาง​อื่น​นั้น​คือ​ขโมย และ​โจร 2 คน​ที่​เข้า​คอก​แกะ​ทาง​ประตู​คือ​คน​เลี้ยง​แกะ 3 คน​เฝ้า​ประตู​ก็​เปิด​ประตู​ให้​เขา​และ​แกะ​ก็​ฟัง​เสียง​ของ​เขา เขา​รู้จัก​แกะ​แต่​ละ​ตัว เรียก​แกะ​ตาม​ชื่อ​ของ​มัน​เอง และ​เขา​นำ​พวก​แกะ​ออก​จาก​คอก 4 เมื่อ​แกะ​ออก​จาก​คอก​หมด​แล้ว คน​เลี้ยง​ก็​เดิน​นำ​หน้า และ​แกะ​ก็​เดิน​ตาม​เขา​ไป เพราะ​แกะ​จำ​เสียง​เขา​ได้ 5 ฝูง​แกะ​จะ​ไม่​มี​วัน​เดิน​ตาม​คนแปลกหน้า พวก​มัน​จะ​วิ่งหนี​ไป เพราะ​ไม่​คุ้น​กับ​เสียง​ของ​คนแปลกหน้า” 6 พระเยซู​เล่า​เรื่อง​เปรียบเทียบ​นี้​ให้​พวก​เขา​ฟัง แต่​พวก​เขา​ไม่​เข้าใจ​ว่า​พระองค์​หมายถึง​อะไร

พระเยซู​เป็น​ผู้เลี้ยงแกะ​ที่​ดี

7 พระเยซู​พูด​อีก​ว่า “เรา​จะ​บอก​ความจริง​ให้​รู้​ว่า เรา​เป็น​ประตู​ของ​พวก​แกะ 8 ทุก​คน​ที่​มา​ก่อน​เรา​นั้น​เป็น​พวก​ขโมย​และ​โจร แต่​แกะ​ไม่​ได้​ฟัง​เสียง​ของ​พวกเขา 9 เรา​เป็น​ประตู คน​ที่​เข้า​มา​โดย​ผ่านทาง​เรา​จะ​รอด เขา​จะ​เข้าออก​และ​เจอ​ทุ่งหญ้า​เขียวขจี 10 ขโมย​มา​เพื่อ​ลัก ฆ่า และ​ล้างผลาญทำลาย แต่​เรา​มา​เพื่อ​เขา​จะ​ได้​มี​ชีวิต​แท้ คือ​ชีวิต​ที่​สมบูรณ์​พูน​สุข+ 10:10 ชีวิต​ที่​สมบูรณ์​พูน​สุข พระองค์​พูด​ถึง​การอวยพร​ฝ่าย​จิตวิญญาณ​มาก​กว่า​ทางร่างกาย

11 เรา​เป็น​คน​เลี้ยง​แกะ​ที่​ดี คน​เลี้ยง​แกะ​ที่​ดี​ยอม​สละ​ชีวิต​ของ​ตน​เพื่อ​แกะ​ของ​เขา 12 ลูกจ้าง​ที่​มา​เฝ้าดูแล​แกะ​แตกต่าง​จาก​คน​เลี้ยง​แกะ เพราะ​แกะ​ไม่​ได้​เป็น​ของ​เขา เมื่อ​เขา​เห็น​หมาป่า​มา เขา​ก็​ทิ้ง​ฝูงแกะ​และ​วิ่งหนี​ไป ปล่อย​ให้​หมาป่า​เข้า​มา​ขย้ำ​เอา​แกะ​และ​ทำ​ให้​แกะ​ที่​เหลือ​หนี​แตก​กระเจิง​ไป 13 ลูกจ้าง​วิ่ง​หนี​ไป​เพราะ​เขา​ไม่​ได้​เป็น​ห่วง​แกะ เขา​เป็น​แค่​ลูกจ้าง​เท่านั้น

14 เรา​เป็น​คน​เลี้ยง​แกะ​ที่​ดี เรา​รู้จัก​แกะ​ของ​เรา และ​แกะ​ก็​รู้จัก​เรา​ด้วย เหมือน​กับ​ที่​พระบิดา​รู้จัก​เรา​และ​เรา​ก็​รู้จัก​พระบิดา เรา​สละ​ชีวิต​ของ​เรา​เพื่อ​รักษา​แกะ​ของ​เรา​ให้​รอด 16 เรา​ยัง​มี​แกะ​ตัว​อื่นๆ​อีก​ที่​ไม่​ได้​อยู่​ใน​คอกนี้ เรา​ต้อง​นำทาง​แกะ​พวก​นั้น​ด้วย มัน​ก็​จะ​ฟัง​เสียง​ของ​เรา พวก​มัน​จะ​รวม​เป็น​ฝูง​เดียว​กัน และ​มี​คน​เลี้ยง​เพียง​คน​เดียว 17 พระบิดา​รัก​เรา เพราะ​เรา​สละ​ชีวิต​ตัวเอง​เพื่อ​แกะ​ของ​เรา และ​ที่​เรา​ได้​สละ​ชีวิต​ตัวเอง​ก็​เพื่อ​ว่า​เรา​จะ​ได้​ชีวิต​นั้น​กลับ​คืน​มา​อีก 18 ไม่​มี​ใคร​เอา​ชีวิต​ของ​เรา​ไป​จาก​เรา​ได้ แต่​เรา​เต็มใจ​สละ​ชีวิต​ของ​เรา​เอง เรา​มี​สิทธิ์​ที่​จะ​สละ​ชีวิต​ของ​เรา และ​มี​สิทธิ์​ที่​จะ​เอา​ชีวิต​ของ​เรา​กลับ​คืน​มา​อีก นี่​เป็น​สิ่ง​ที่​พระบิดา​ของ​เรา​สั่ง​ให้​เรา​ทำ”

19 เมื่อ​พระเยซู​พูด​อย่าง​นั้น ความ​ขัดแย้ง​ก็​เกิด​ขึ้น​ใน​หมู่​พวก​คนยิว​อีก 20 พวกยิว​หลาย​คน​พูด​ว่า “มัน​ถูก​ผี​สิง​จน​เป็น​บ้า​ไป​แล้ว ไป​ฟัง​มัน​ทำไม”

21 คน​อื่นๆ​แย้ง​ว่า “คน​ที่​ถูก​ผี​สิง​จะ​พูด​อย่างนี้​ได้​ยังไง แล้ว​ผี​จะ​ทำ​ให้​คน​ตาบอด​มองเห็น​ได้​ยังไง”

พวกยิว​ไม่​ยอมรับ​พระเยซู

22 ขณะ​นั้น​เป็น​หน้าหนาว มี​เทศกาลเฉลิม​ฉลองวิหาร+ 10:22 เทศกาลเฉลิม​ฉลองวิหาร หรือ เทศกาล​ฮานุกกาห์ ใน​ภาษา​ฮีบรู เป็น​เทศกาล​ที่​มี​ขึ้น​แปด​วัน​ใน​หน้าหนาว​เดือน​ธันวาคม เป็น​การระลึก​ถึง​การอุทิศ​วิหาร​ให้​กับ​พระเจ้า​ใหม่ เรื่องนี้​เกิด​ขึ้น​เมื่อ 200 ปี​ก่อน​ที่​พระเยซู​พูด​กับ​ผู้นำ​ชาวยิว​ใน​ข้อนี้ ที่​เมือง​เยรูซาเล็ม 23 พระเยซู​กำลัง​เดิน​อยู่​ที่​ระเบียง​ของ​ซาโลมอน+ 10:23 ระเบียง​ของ​ซาโลมอน อยู่​ทาง​ทิศ​ตะวันออก​ของ​วิหาร เป็น​ระเบียง​ที่​มี​หลังคา​คลุม และ​มี​เสา​มากมาย ใน​วิหาร 24 พวกยิว​เข้า​มา​ห้อมล้อม​พระองค์​และ​ถาม​ว่า “แก​จะ​ปล่อย​ให้​เรา​เดา​ว่า​แก​เป็น​ใคร​ไป​อีก​นาน​แค่​ไหน ถ้า​แก​เป็น​พระคริสต์ ก็​บอก​มา​ตาม​ตรง​เลย” 25 พระเยซู​ตอบ​ว่า “เรา​บอก​ไป​แล้ว แต่​พวก​คุณ​ก็​ไม่​ยอม​เชื่อ สิ่ง​อัศจรรย์​ต่างๆ​ที่​เรา​ทำ​ไป​ตาม​คำสั่ง​พระบิดา​ก็​แสดง​ให้​เห็น​แล้ว​ว่า​เรา​เป็น​ใคร 26 พวก​คุณ​ไม่​เชื่อ เพราะ​พวก​คุณ​ไม่​ได้​เป็น​ส่วน​หนึ่ง​ใน​ฝูง​แกะ​ของ​เรา 27 แกะ​ของ​เรา​จะ​ฟัง​เสียง​เรา และ​เรา​ก็​รู้จัก​แกะ​ของ​เรา และ​แกะ​ของ​เรา​จะ​ตาม​เรา​ไป 28 เรา​จะ​ให้​แกะ​ของ​เรา​มี​ชีวิต​กับ​พระเจ้า​ตลอด​ไป แกะ​ของ​เรา​จะ​ไม่​มี​วัน​ตาย แล้ว​ไม่​มี​ใคร​แย่ง​แกะ​ของ​เรา​ไป​จาก​มือ​เรา​ได้ 29 พระบิดา​ของ​เรา​ที่​ให้​แกะ​กับ​เรา​นั้น ยิ่งใหญ่​กว่า​ทุกๆ​คน+ 10:29 พระบิดา … ยิ่งใหญ่​กว่า​ทุกๆ​คน ฉบับ​ภาษา​เดิม​บาง​ฉบับ​เขียน​ว่า “สิ่ง​ที่​พระบิดา​ได้​ให้​กับ​เรา​นั้น​ยิ่งใหญ่​กว่า​ทุก​อย่าง” แล้ว​ยัง​มี​ฉบับ​อื่นๆ ที่​เขียน​อย่าง​อื่น ไม่​มี​ใคร​แย่ง​แกะ​เรา​ไป​จาก​มือ​พระบิดา​เรา​ได้ 30 พระบิดา​และ​ตัว​เรา​เป็น​อัน​หนึ่ง​อัน​เดียว​กัน”

31 พวกยิว​หยิบ​หิน​ขึ้น​มา​กะ​จะ​ขว้าง​พระเยซู​ให้​ตาย 32 พระองค์​ถาม​ว่า “พวก​คุณ​ก็​ได้​เห็น​เรา​ทำ​สิ่ง​ดีๆ​ที่​มา​จาก​พระบิดา​ตั้ง​หลาย​อย่าง แล้ว​พวก​คุณ​จะ​ฆ่า​เรา​เพราะ​สิ่ง​ดี​สิ่ง​ไหน”

33 พวกยิว​ตอบ​ว่า “เรา​ไม่​ได้​เอา​หิน​ขว้าง​แก​เพราะ​การกระทำ​ดีๆ​แต่​เพราะ​แก​พูดจา​ดูหมิ่น​พระเจ้า แก​เป็น​แค่​มนุษย์​ธรรมดา แต่​มา​อ้าง​ว่า​ตัวเอง​เป็น​พระเจ้า”

34 พระเยซู​ตอบ​ว่า “ใน​กฎปฏิบัติ​ของ​พวก​คุณ​มี​เขียน​ไว้​ว่า ‘พระเจ้า​พูด​ว่า พวก​คุณ​เป็น​พระเจ้า​ทั้งหลาย’+ 10:34 พระเยซู​อ้าง​จาก​หนังสือ สดุดี 82:635 ถ้า​พระเจ้า​เรียก​คน​ที่​รับ​ข้อความ​จาก​พระองค์​ว่า​เป็น​พระเจ้า​ทั้งหลาย และ​พระคัมภีร์​ถูกต้อง​เสมอ 36 แล้ว​พวก​คุณ​จะ​มาหา​ว่า​เรา​ดูหมิ่น​พระเจ้า​ได้​ยังไง ที่​เรา​บอก​ว่า ‘เรา​เป็น​ลูก​ของ​พระเจ้า’ ใน​เมื่อ​พระเจ้า​เอง​เป็น​ผู้​เลือก​และ​ส่ง​เรา​มา​ใน​โลกนี้ 37 ถ้า​เรา​ไม่​ได้​ทำงาน​ที่​พระบิดา​เรา​มอบ​ให้​เรา​ทำ ก็​ไม่​ต้อง​เชื่อ​เรา 38 แต่​ถ้า​เรา​ทำงาน​นั้น ถึง​คุณ​จะ​ไม่​เชื่อ​เรา อย่าง​น้อย​ก็​ให้​เชื่อ​ใน​งาน​อัศจรรย์​ที่​เรา​ได้​ทำ เพื่อ​คุณ​จะ​ได้​รู้​แน่ๆ​ว่า​พระบิดา​อยู่​ใน​ตัว​เรา​และ​เรา​ก็​อยู่​ใน​พระบิดา”

39 พวก​เขา​พยายาม​จะ​จับ​พระเยซู​อีก แต่​พระองค์​ก็​หลบหนี​ไป​ได้

40 พระองค์​ข้าม​แม่น้ำ​จอร์แดน​ไป​ยัง​สถานที่​ซึ่ง​เมื่อ​ก่อนนี้​ยอห์น​เคย​ใช้​ทำ​พิธีจุ่มน้ำ และ​พระองค์​ก็​พัก​อยู่​ที่​นั่น 41 มี​คน​จำนวน​มาก​มาหา​พระองค์​และ​พูด​กัน​ว่า “ยอห์น​ไม่​ได้​ทำ​สิ่ง​อัศจรรย์​อะไร​เลย แต่​ทุก​อย่าง​ที่​ยอห์น​พูด​ถึง​ชาย​คนนี้​ก็​ถูก​หมด 42 และ​มี​คน​เป็น​จำนวน​มาก​มา​ไว้วางใจ​ใน​พระเยซู​ที่​นั่น”

11

ลาซารัส​ตาย

1 มี​ชาย​คน​หนึ่ง​ชื่อ​ลาซารัส​ล้ม​ป่วย เขา​มา​จาก​หมู่บ้าน​เบธานี ที่​มารีย์​และ​มารธา​พี่สาว​สอง​คน​ของ​เขา​อาศัย​อยู่ 2 (มารีย์​คนนี้ เป็น​ผู้หญิง​ที่​ต่อมา​ได้​เท​น้ำมัน​หอม​ลง​บน​เท้า​ของ​พระเยซู แล้ว​เอา​ผม​ของ​เธอ​เช็ด​เท้า​ให้​พระองค์ ลาซารัส​คน​ที่​ป่วย​นี้​เป็น​น้องชาย​ของ​เธอ) 3 พี่สาว​ทั้งสอง​ก็​เลย​ส่ง​คน​ไป​บอก​พระเยซู​ว่า “ท่าน​อาจารย์ คน​ที่​อาจารย์​รัก​กำลัง​ล้ม​ป่วย​อยู่”

4 เมื่อ​พระเยซู​ได้ยิน​อย่าง​นั้น พระองค์​ก็​บอก​ว่า “ใน​ที่​สุด​แล้ว ผล​จาก​การป่วยนี้​จะ​ไม่​ใช่​ความตาย แต่​จะ​ทำ​ให้​คน​เห็น​ถึง​ความ​ยิ่งใหญ่​ของ​พระเจ้า​และ​ของ​พระบุตร​ของ​พระเจ้า​ด้วย” 5 พระเยซู​รัก​มารธา รวม​ทั้ง​น้องสาว​ของ​เธอ​และ​ลาซารัส 6 แต่​เมื่อ​พระองค์​ได้ยิน​ว่า​ลาซารัส​กำลัง​ล้มป่วย​อยู่ พระองค์​ก็​ยัง​คง​อยู่​ที่​เดิม​ต่อ​ไป​อีก​สอง​วัน 7 หลังจาก​นั้น​พระองค์​จึง​บอก​พวกศิษย์​ว่า “กลับ​ไป​แคว้น​ยูเดีย​กัน​เถอะ”

8 พวก​ศิษย์​พูด​กับ​พระองค์​ว่า “อาจารย์​ครับ เมื่อ​ไม่​กี่​วัน​ก่อน​พวกยิว​ที่​นั่น​พยายาม​เอา​หิน​ขว้าง​อาจารย์​ให้​ตาย อาจารย์​ยัง​จะ​กลับ​ไป​อีก​หรือ”

9 พระเยซู​ตอบ​ว่า “กลางวัน​มี​สิบสอง​ชั่วโมง​ไม่​ใช่​หรือ ถ้า​ใคร​เดิน​ตอน​กลางวัน ก็​จะ​ไม่​สะดุด​ล้ม เพราะ​มี​แสงสว่าง​จาก​โลกนี้ 10 แต่​ถ้า​ใคร​เดิน​ใน​ตอน​กลางคืน​ก็​จะ​สะดุด​ล้ม​เพราะ​ไม่​มี​แสงสว่าง”

11 หลังจาก​ที่​พระองค์​พูด​อย่าง​นั้น​แล้ว​ก็​บอก​พวก​ศิษย์​ว่า “ลาซารัส​เพื่อน​ของ​พวก​เรา​กำลัง​หลับ​อยู่ แต่​เรา​จะ​ไป​ที่​นั่น​เพื่อ​ปลุก​เขา​ขึ้น​มา”

12 พวก​ศิษย์​บอก​ว่า “อาจารย์ ถ้า​เขา​หลับ​อยู่​ก็​คง​จะ​ดี​ขึ้น”

13 พระเยซู​หมาย​ความ​ว่า​ลาซารัส​ตาย​แล้ว แต่​พวก​ศิษย์​คิด​ว่า​พระองค์​หมายถึง​การนอนหลับ​ตาม​ปกติ 14 พระเยซู​จึง​ต้อง​บอก​พวก​เขา​ตรงๆ​ว่า “ลาซารัส​ตาย​แล้ว 15 และ​เพราะ​เห็นแก่​พวก​คุณ เรา​ถึง​ดีใจ​ที่​ไม่​ได้​อยู่​ที่​นั่น เพื่อ​คุณ​จะ​ได้​ไว้วางใจ​เรา พวก​เรา​ไปหา​เขา​กัน​เถอะ”

16 โธมัส (ที่​ใครๆ​เรียกว่า “แฝด”) จึง​พูด​กับ​ศิษย์​คน​อื่นๆ​ว่า “ไป​พวก​เรา ไป​ตาย​ด้วย​กัน​กับ​อาจารย์”

พระเยซู​อยู่​ใน​เบธานี

17 เมื่อ​พระเยซู​ไป​ถึง​เบธานี ก็​พบ​ว่า​ลาซารัส​ถูก​ฝัง​ใน​อุโมงค์​ได้​สี่​วัน​แล้ว 18 หมู่บ้าน​เบธานี​อยู่​ห่าง​จาก​เมือง​เยรูซาเล็ม​แค่​สาม​กิโลเมตร 19 พวกยิว​หลาย​คน​ก็​มา​ปลอบใจ​มารธา​และ​มารีย์​ที่​ต้อง​สูญเสีย​น้องชาย​ไป

20 เมื่อ​มารธา​ได้ยิน​ว่า​พระเยซู​มา เธอ​ออก​ไป​หา​พระองค์​โดย​ที่​มารีย์​ยัง​อยู่​ที่​บ้าน 21 มารธา​พูด​กับ​พระเยซู​ว่า “อาจารย์​คะ ถ้า​อาจารย์​อยู่​ที่​นี่ น้องชาย​ของ​พวก​เรา​ก็​คง​ไม่​ตาย 22 แต่​ถึง​เดี๋ยวนี้​แล้ว​ดิฉัน​ก็​ยัง​รู้​ว่า​พระเจ้า​จะ​ให้​ทุก​สิ่ง​ทุก​อย่าง​ที่​อาจารย์​ขอ”

23 พระเยซู​พูด​ว่า “น้องชาย​ของ​คุณ​จะ​ฟื้นขึ้น​มา​มี​ชีวิต​อีก”

24 มารธา​พูด​ว่า “ดิฉัน​รู้​ว่า​เขา​จะ​ฟื้นขึ้น​มา​ใหม่​และ​มี​ชีวิต​อีก​ใน​วัน​สุดท้าย​ที่​ทุก​คน​จะ​ฟื้นขึ้น​มา”

25 พระเยซู​พูด​อีก​ว่า “เรา​เป็น​คน​ที่​ทำ​ให้​คน​ทั้งหลาย​ฟื้นขึ้น​มา​ใหม่​และ​ให้​ชีวิต​กับ​เขา ทุก​คน​ที่​ไว้วางใจ​เรา​แม้​จะ​ตาย​ไป​แล้ว​ก็​จะ​กลับ​มี​ชีวิต​ขึ้น​มา​ใหม่​อีก 26 และ​ทุก​คน​ที่​ยัง​มี​ชีวิต​อยู่​และ​ไว้วางใจ​ใน​เรา​ก็​จะ​ไม่​มี​วัน​ตาย มารธา​เชื่อ​อย่าง​นั้น​ไหม”

27 มารธา​ตอบ​พระองค์​ว่า “ค่ะ​ท่าน ดิฉัน​เชื่อ​ว่า​ท่าน​คือ​พระคริสต์​พระบุตร​ของ​พระเจ้า ท่าน​คือ​ผู้​นั้น​ที่​ผู้คน​กำลัง​คอย​กัน​ว่า​จะ​เข้า​มา​ใน​โลกนี้”

พระเยซู​ร้องไห้

28 หลังจาก​ที่​มารธา​พูด​อย่างนี้​แล้ว เธอ​ก็​กลับ​ไป​บอก​มารีย์​น้องสาว​ของ​เธอ​เป็น​การส่วน​ตัว “อาจารย์​มา​แล้ว และ​ถาม​หา​น้อง​อยู่” 29 เมื่อ​มารีย์​ได้ยิน​ว่า พระเยซู​มา เธอ​ก็​รีบ​ไป​หา​พระองค์ 30 (พระเยซู​ยัง​ไม่​ได้​เข้า​มา​ใน​หมู่บ้าน แต่​ยัง​คง​อยู่​ที่​เดิม​ที่​มารธา​ไป​หา) 31 เมื่อ​พวก​ยิว​ที่​ปลอบใจ​มารีย์​อยู่​ใน​บ้าน​เห็น​มารีย์​รีบ​ลุก​ขึ้น​ออก​ไป พวกเขา​ก็​ตาม​เธอ​ไป เพราะ​คิด​ว่า​เธอ​จะ​ไป​ร้องไห้​ที่​หลุม​ฝังศพ 32 เมื่อ​มารีย์​ไป​ถึง​ก็​เห็น​พระเยซู เธอ​ก้มลง​กราบ​ที่​เท้า​ของ​พระองค์ และ​คร่ำครวญ​ว่า “อาจารย์​คะ ถ้า​อาจารย์​อยู่​ที่​นี่ น้องชาย​ของ​ดิฉัน​ก็​คง​ไม่​ตาย”

33 เมื่อ​พระเยซู​เห็น​มารีย์​ร้องไห้ และ​พวกยิว​ที่​ตาม​เธอ​มา​ร้องไห้​ด้วย พระองค์​ก็​รู้สึก​โกรธ+ 11:33 พระองค์​ก็​รู้สึก​โกรธ นักวิชาการ​บาง​คน​คิด​ว่า​พระองค์​โกรธ​ที่​ความตาย​ครอบ​ครอง​มนุษย์​ไว้​เพราะ​มนุษย์​ทำ​บาป หรือ​อาจ​จะ​เป็น​เพราะ​เห็นว่า​มารีย์​และ​พวก​เพื่อนๆ​ไม่​เชื่อ​ว่า​พระองค์​สามารถ​ทำ​ให้​คน​ตาย​ฟื้น​ได้ และ​เป็น​ทุกข์ 34 พระองค์​ถาม​ว่า “พวก​คุณ​เอา​ศพ​เขา​ไป​ฝัง​ไว้​ที่​ไหน” พวก​เขา​ตอบ​ว่า “ตาม​มา​ดู​สิ อาจารย์”

35 พระเยซู​ร้องไห้

36 พวกยิว​จึง​พูด​ว่า “ดูสิ เขา​รัก​ลาซารัส​มาก​ขนาด​ไหน”

37 แต่​บางคน​ก็​พูด​ว่า “ผู้ชาย​คนนี้​ทำ​ให้​คน​ตาบอด​มองเห็น​ได้ แล้ว​ทำไม​เขา​จะ​ช่วย​ให้​ลาซารัส​รอด​ตาย ไม่​ได้​ล่ะ”

พระเยซู​ทำ​ให้​ลาซารัส​ฟื้นขึ้น

38 พระเยซู​รู้สึก​โกรธ​อีก และ​เมื่อ​มา​ถึง​อุโมงค์​ฝัง​ศพ​ของ​ลาซารัส​ก็​มี​หิน​ใหญ่​ปิด​ปาก​อุโมงค์​อยู่ 39 พระองค์​จึง​สั่ง​ว่า “เลื่อน​หิน​ออก​ไป​สิ”

มารธา​พี่สาว​ของ​ลาซารัส​จึง​บอก​พระองค์​ว่า “อาจารย์​คะ คง​เหม็น​แย่​แล้ว​ล่ะ เพราะ​เขา​ตาย​มา​สี่​วัน​แล้ว” 40 พระเยซู​บอก​เธอ​ว่า “คุณ​ลืม​แล้ว​หรือ​ที่​เรา​บอก​ว่า ถ้า​คุณ​ไว้วางใจ คุณ​จะ​ได้​เห็น​ความยิ่งใหญ่​ของ​พระเจ้า”

41 พวก​เขา​จึง​เลื่อน​หิน​ออก แล้ว​พระเยซู​ก็​แหงน​หน้า​ขึ้น​พูด​ว่า “พระบิดา ลูก​ขอ​ขอบคุณ​พระองค์​ที่​ฟัง​ลูก 42 ลูก​รู้​ว่า​พระองค์​ฟัง​ลูก​อยู่​เสมอ แต่​ที่​ลูก​พูด​ก็​เพื่อ​ว่า​ทุก​คน​ที่​อยู่​ที่​นี่​จะ​ได้​เชื่อ​ว่า​พระองค์​ส่ง​ลูก​มา” 43 หลังจาก​พระเยซู​พูด​จบ พระองค์​ร้อง​ตะโกน​เสียง​ดัง​ว่า “ลาซารัส ออก​มา” 44 ลาซารัส​ที่​ตาย​ไป​แล้ว​ก็​เดิน​ออก​มา โดย​ที่​ยัง​มี​ผ้า​ลินินพัน​มือ​พัน​เท้า ที่​หน้า​ก็​มี​ผ้า​พัน​อยู่​รอบ

พระเยซู​สั่ง​พวกเขา​ว่า “เอา​ผ้า​พวก​นั้น​ออก​ให้​เขา​หน่อย เขา​จะ​ได้​เป็น​อิสระ”

พวกยิว​วางแผน​ฆ่า​พระเยซู

(มธ. 26:1-5; มก. 14:1-2; ลก. 22:1-2)

45 เมื่อ​พวกยิว​หลาย​คน​ที่​มา​หา​มารีย์​ได้​เห็น​สิ่ง​ที่​พระเยซู​ทำ ก็​พา​กัน​ไว้วางใจ​พระองค์ 46 แต่​มี​บางคน​ใน​พวก​นั้น​ไป​เล่า​เรื่องนี้​ให้​พวกฟาริสี​ฟัง 47 พวก​หัวหน้า​นักบวช และ​พวก​ฟาริสี​จึง​เรียก​ประชุม​สมาชิก​สภา​แซนฮีดริน แล้ว​พูด​กัน​ว่า “พวก​เรา​จะ​ทำ​ยังไง​ดี ชาย​คนนี้​ได้​ทำ​สิ่ง​อัศจรรย์​หลาย​อย่าง 48 ถ้า​เรา​ขืน​ปล่อย​ให้​เป็น​อย่างนี้​ต่อ​ไป ประชาชน​จะ​แห่​กัน​ไป​เชื่อ​เขา​หมด และ​พวก​โรมัน​ก็​จะ​มา​ทำลาย​วิหาร​และ​ชาติ​ของ​เรา”

49 แต่​มี​ชาย​คน​หนึ่ง​ใน​หมู่​พวก​เขา​ชื่อ คายาฟาส ซึ่ง​เป็น​หัวหน้า​สูงสุด​ของ​นักบวช​ใน​ปี​นั้น พูด​กับ​พวก​เขา​ว่า “พวก​คุณ​นี่​ช่าง​ไม่​รู้​เรื่อง​อะไร​เลย 50 แถม​ยัง​ไม่​เข้าใจ​อีก​ว่า การที่​จะ​ให้​ชาย​คน​หนึ่ง​ตาย​แทน​ประชาชน ก็​ยัง​ดี​กว่า​ให้​คน​ทั้ง​ชาติ​ต้อง​มา​ถูก​ทำลาย” 51 คายาฟาส​ไม่​ได้​คิด​ที่​จะ​พูด​ขึ้น​มา​เอง แต่​พระเจ้า​ทำ​ให้​เขา​พูด​อย่าง​นั้น เพราะ​เขา​เป็น​หัวหน้า​สูงสุด​ของ​นักบวช​ใน​ปี​นั้น พระเจ้า​ก็​เลย​ทำ​ให้​คายาฟาส​เป็น​ผู้พูดแทนพระเจ้า​ว่า พระเยซู​กำลัง​จะ​ตาย​แทน​ชนชาติ​ยิว 52 แล้ว​พระเยซู​ไม่​ได้​ตาย​แทน​ชนชาติ​ยิว​เท่านั้น แต่​พระองค์​ตาย​เพื่อ​รวบรวม​ลูกๆ​ของ​พระเจ้า​ทุก​คน​ที่​กระจัด​กระจาย​ไป​ทั่ว​โลก ให้​มา​อยู่​รวม​กัน​เป็น​หนึ่ง​เดียว

53 ตั้งแต่​นั้น​เป็น​ต้น​มา พวก​เขา​ก็​หา​ทาง​ที่​จะ​ฆ่า​พระเยซู 54 พระเยซู​จึง​ไม่​ไป​ไหน​มา​ไหน​อย่าง​เปิดเผย​ใน​หมู่​คน​ยิว​อีก พระองค์​ออก​จาก​หมู่บ้าน​เบธานี​ไป​ที่​หมู่บ้าน​เอฟราอิม ซึ่ง​อยู่​ใกล้ๆ​กับ​ที่​เปล่า​เปลี่ยว​แห้งแล้ง แล้ว​พระองค์​กับ​พวก​ศิษย์​ก็​พัก​อยู่​ที่​นั่น

55 เมื่อ​ใกล้​ถึง​เทศกาล​วัน​ปลด​ปล่อย มี​คน​มากมาย​จาก​ชนบท​หลั่งไหล​เข้า​มา​ใน​เมือง​เยรูซาเล็ม​ก่อน​หน้า​เทศกาล​ไม่​กี่​วัน​เพื่อ​ชำระ​ตัว​ให้​บริสุทธิ์​สำหรับ​เทศกาล​นั้น 56 ผู้คน​ได้​เที่ยว​มองหา​พระเยซู และ​เมื่อ​พวก​เขา​อยู่​ใน​บริเวณ​วิหาร ก็​ถาม​กัน​ว่า “เขา​จะ​มา​งานนี้​หรือ​เปล่า​นะ” 57 พวก​หัวหน้า​นักบวช​และ​พวก​ฟาริสี​สั่ง​ผู้คน​ว่า​ถ้า​ใคร​รู้​ว่า​พระเยซู​อยู่​ไหน​ก็​ให้​มา​บอก​เพื่อ​ว่า​พวก​เขา​จะ​ได้​ไป​จับ​พระองค์

12

พระเยซู​และ​เพื่อนๆ​อยู่​ที่​เบธานี

(มธ. 26:6-13; มก. 14:3-9)

1 หก​วัน​ก่อน​ถึง​เทศกาล​วัน​ปลด​ปล่อย พระเยซู​ไป​ที่​หมู่บ้าน​เบธานี​เพื่อ​หา​ลาซารัส คน​ที่​พระองค์​ทำ​ให้​ฟื้นขึ้น​มา​จาก​ความตาย 2 ลาซารัส และ​พี่สาว​ของ​เขา​ได้​เตรียม​อาหาร​เย็น​ไว้​ต้อนรับ​พระองค์ มารธา​ก็​คอย​ให้​บริการ​แขก ลาซารัส​นั่ง​กิน​อาหาร​อยู่​ที่​โต๊ะ​เดียว​กับ​พระเยซู 3 มารีย์​เอา​น้ำมัน​หอม​นาระดา+ 12:3 น้ำมัน​หอม​นาระดา เป็น​น้ำมัน​หอม​ราคา​แพง ที่​ได้​จาก​ราก​ของ​ต้น​นาระดา บริสุทธิ์​ที่​มี​ราคา​แพง​มาก​ครึ่ง​ลิตร​มา​เท​ลง​ที่​เท้า​ทั้ง​สอง​ข้าง​ของ​พระเยซู และ​ใช้​ผม​ของ​ตัวเอง​เช็ด​เท้า​ของ​พระองค์​จน​แห้ง บ้าน​ทั้ง​หลัง​ก็​หอม​ฟุ้ง​ไป​ด้วย​กลิ่น​น้ำมัน​หอม

4 ยูดาส อิสคาริโอท ศิษย์​คน​หนึ่ง​ของ​พระเยซู​ที่​ต่อมา​ได้​ทรยศ​พระองค์​พูด​ว่า 5 “ทำไม​ไม่​เอา​น้ำมัน​หอมไป​ขาย แล้ว​เอา​เงิน​มา​แจก​จ่าย​ให้​กับ​คน​จน คงจะ​ขาย​ได้​เงิน​เท่า​กับ​ค่า​แรง​เป็น​ปี+ 12:5 ค่า​แรง​เป็น​ปี หมายถึง สามร้อย​เหรียญ​เดนาริอัน หนึ่ง​เหรียญ​เดนาริอัน​ก็​จะ​เป็น​ค่า​แรง​หนึ่ง​วัน​ของ​คน​งาน​ทั่วๆ​ไป สามร้อย​เหรียญ​ก็​เป็น​ค่า​แรง​ประมาณ​หนึ่ง​ปี เชียว​นะ” 6 (ที่​ยูดาส​พูด​อย่างนี้ ไม่​ใช่​เพราะ​เขา​เป็น​ห่วง​คน​จน แต่​เพราะ​เขา​เป็น​หัวขโมย ชอบ​ยักยอก​เงิน​ใน​ถุง​ส่วนรวม​ที่​เขา​เป็น​คน​ดูแล)

7 พระเยซู​พูด​ว่า “อย่า​ยุ่ง​กับ​นาง นาง​ทำ​ถูก​แล้ว​ล่ะ​ที่​ได้​เก็บ​น้ำมัน​หอม​นั้น​ไว้​จน​ถึง​วันนี้​ซึ่ง​เป็น​วัน​เตรียม​ฝังศพ​ของ​เรา 8 คุณ​จะ​มี​คน​จน​อยู่​ด้วย​เสมอ แต่​เรา​จะ​ไม่​อยู่​กับ​พวก​คุณ​เสมอ​ไป”

แผน​ฆ่า​ลาซารัส

9 เมื่อ​คน​ยิว​เป็น​จำนวน​มาก​รู้​ว่า​พระเยซู​อยู่​ที่​หมู่บ้าน​เบธานี พวก​เขา​ก็​พา​กัน​ไป​ที่​นั่น ไม่​ใช่​จะ​มาหา​พระเยซู​เท่านั้น แต่​อยาก​จะ​มา​ดู​ลาซารัส คน​ที่​พระองค์​ทำ​ให้​ฟื้นขึ้น​จาก​ความตาย​ด้วย 10 ดังนั้น​พวก​หัวหน้า​นักบวช​จึง​ได้​วางแผน​ฆ่า​ลาซารัส​ด้วย 11 เพราะ​เรื่อง​ที่​เกิด​กับ​ลาซารัส​ทำ​ให้​พวกยิว​หลาย​คน​ทิ้ง​หัวหน้า​นักบวช​พวก​นั้น แล้ว​มา​ไว้วางใจ​พระเยซู

พระเยซู​เข้า​เมือง​เยรูซาเล็มอย่าง​กษัตริย์

(มธ. 21:1-11; มก. 11:1-11; ลก. 19:28-40)

12 วัน​ต่อมา​คน​จำนวน​มาก​ที่​มา​ร่วม​งาน​เทศกาล​วัน​ปลด​ปล่อย​ได้ยิน​ว่า พระเยซู​กำลัง​เดินทาง​มา​ที่​เมือง​เยรูซาเล็ม 13 พวก​เขา​ก็​พา​กัน​ถือ​กิ่ง​ปาล์ม​ออก​ไป​ต้อนรับ​พระองค์ และ​ร้อง​ตะโกน​ว่า

“ไชโย+ 12:13 ไชโย หรือ ใน​ภาษา​อารเมค ใช้​คำ​ว่า โฮซันนา เป็น​คำ​ที่​ใช้​อธิษฐาน​ขอ​ความ​ช่วยเหลือ​จาก​พระเจ้า ใน​ช่วง​เวลา​ของ​พระเยซู​นี้​อาจ​จะ​เป็น​เสียง​ร้อง​ตะโกน​ด้วย​ความสนุก​สนาน​ใน​การสรรเสริญ​พระเจ้า​หรือ​พระเมสสิยาห์​ของ​พวก​เขา ขอ​พระเจ้า​อวยพร​คน​ที่​มา​ใน​นาม​ของ​องค์​เจ้า​ชีวิต

คือ​กษัตริย์​ของ​อิสราเอล”+ 12:13 อ้าง​มา​จาก​หนังสือ สดุดี 118:25-26

14 พระเยซู​เจอ​ลา​หนุ่ม​ตัว​หนึ่ง​จึง​ขึ้น​ขี่ เหมือน​กับ​ที่​มี​เขียน​ไว้​ใน​พระคัมภีร์​ว่า

15 “เมือง​ศิโยน​เอ๋ย ไม่​ต้อง​กลัว

ดู​นั่น​สิ กษัตริย์​ของ​เจ้า​กำลัง​มา

พระองค์​ขี่​หลัง​ลา​หนุ่ม”+ 12:15 อ้าง​มา​จาก​หนังสือ เศคาริยาห์ 9:9

16 (ใน​ตอน​แรก​พวกศิษย์​ของ​พระองค์​ยัง​ไม่​เข้าใจ​เหตุการณ์นี้ แต่​เมื่อ​พระเยซู​ฟื้นขึ้น​มา​จาก​ความตาย​และ​รับ​เกียรติ​อัน​ยิ่งใหญ่​แล้ว พวกเขา​ถึง​นึก​ขึ้น​ได้​ว่า​พระคัมภีร์​เขียน​ไว้​ว่า พวก​เขา​จะ​ทำ​อย่างนี้​ต่อ​พระเยซู)

17 คน​จำนวน​มาก​ที่​อยู่​กับ​พระเยซู​ตอน​ที่​พระองค์​เรียก​ลาซารัส​ออก​มา​จาก​อุโมงค์ฝังศพ​และ​ทำ​ให้​เขา​ฟื้นขึ้น​จากความ​ตาย​นั้น ได้​พูด​ต่อๆ​กัน​ไป​ถึง​เรื่อง​ที่​เกิด​ขึ้น 18 ทำ​ให้​มี​คน​จำนวน​มาก​พา​กัน​มา​หา​พระเยซู เพราะ​ได้ยิน​ถึง​สิ่ง​อัศจรรย์นี้ 19 พวกฟาริสี จึง​พูด​กัน​ว่า “เห็น​ไหม แผน​ของ​พวก​เรา​ที่​จะ​ต่อต้าน​เขา​ล้ม​เหลว​ไม่​เป็น​ท่า โลก​ทั้ง​โลก​ไป​ติดตาม​เขา​หมด​แล้ว”

พระเยซู​พูด​ถึง​ชีวิต​และ​ความตาย

20 ใน​ช่วง​เทศกาล​วัน​ปลด​ปล่อย​มี​พวก​กรีก​บางคน​มา​กราบไหว้บูชา​พระเจ้า​ที่​เมือง​เยรูซาเล็ม​ด้วย 21 พวก​กรีก​ได้​ไป​หา​ฟีลิป ที่​มา​จาก​หมู่บ้าน​เบธไซดา​ใน​แคว้น​กาลิลี และ​พูด​ว่า “คุณ​ครับ พวก​เรา​อยาก​จะ​เจอ​พระเยซู” ฟีลิป​บอก​อันดรูว์ 22 แล้ว​เขา​ทั้ง​สอง​ก็​ไป​บอก​พระเยซู

23 พระเยซู​บอก​เขา​ทั้งสอง​ว่า “ถึง​เวลา​แล้ว​ที่​พระเจ้า​จะ​แสดง​ให้​เห็น​ว่า บุตร​มนุษย์​นั้น​ยิ่งใหญ่​แค่​ไหน 24 เรา​จะ​บอก​ให้​รู้​ว่า ถ้า​เมล็ด​พืช​ไม่​ตก​ลง​ดิน​และ​ตาย มัน​ก็​จะ​เป็น​แค่​เมล็ด​เดียว​เหมือน​เดิม แต่​ถ้า​มัน​ตาย มัน​จะ​งอก​เป็น​เมล็ด​พืช​อีก​มากมาย 25 คน​ที่รัก​ชีวิต​ของ​ตน​เอง​ก็​จะ​สูญเสีย​ชีวิต​ไป แต่​คน​ที่​เกลียด​ชีวิต​ของ​ตน​ใน​โลกนี้​ก็​จะ​ได้​รักษา​ชีวิต​ไว้​ให้​อยู่​กับ​พระเจ้า​ตลอด​ไป 26 ถ้า​ใคร​รับใช้​เรา เขา​ก็​จะ​ต้อง​ติดตาม​เรา​ไป​ไม่​ว่า​จะ​เป็น​ที่​ไหน​ก็​ตาม คน​รับใช้​ของ​เรา​ก็​จะ​ต้อง​อยู่​ที่​นั่น​ด้วย ถ้า​ใคร​รับใช้​เรา พระบิดา​ก็​จะ​ให้​เกียรติ​คน​นั้น”

พระเยซู​พูด​ถึง​ความตายของ​พระองค์

27 “ตอนนี้​เรา​กำลัง​กลุ้มใจ​มาก​จน​ไม่​รู้​จะ​พูด​ยังไง​ดี จะ​ให้​เรา​พูด​ว่า ‘พระบิดา ช่วย​ลูก​ให้​พ้น​จาก​ช่วง​เวลา​แห่ง​ความ​ทุกข์​นี้​ด้วย’ อย่าง​นั้น​หรือ เรา​เข้า​มา​ใน​โลกนี้​ก็​เพื่อ​จะ​ทน​ต่อ​ความทุกข์​นี้ 28 พระบิดา ขอ​ให้​คน​เห็น​ถึง​ความ​ยิ่งใหญ่​ของ​พระองค์”

ทันใดนั้น ก็​มี​เสียง​ดัง​มา​จาก​สวรรค์​ว่า “เรา​ได้​ทำ​อย่าง​นั้น​แล้ว และ​เรา​จะ​ทำ​ต่อ​ไป”

29 คน​ที่​อยู่​ที่​นั่น​ได้ยิน​เสียง​จาก​ท้องฟ้า บางคน​บอก​ว่า​เป็น​เสียง​ฟ้าร้อง ส่วน​คน​อื่น​บอก​ว่า “ทูตสวรรค์​พูด​กับ​เขา”

30 พระเยซู​จึง​บอก​ว่า “เสียง​ที่​ได้ยิน​นั้น เกิด​ขึ้น​เพื่อ​พวก​คุณ​ไม่​ใช่​เพื่อ​เรา 31 ถึง​เวลา​ที่​โลกนี้​จะ​ถูก​ตัดสิน​แล้ว เจ้า​ผู้ครอบ​ครอง​โลกนี้+ 12:31 เจ้า​ผู้ครอบ​ครอง​โลกนี้ คือ ซาตาน หรือ มาร จะ​ถูก​ขับไล่​ออก​ไป 32 เมื่อ​เรา​ถูก​ยก​ขึ้น+ 12:32 ถูก​ยก​ขึ้น หมายถึง ถูก​ตรึง​ที่​กางเขน จาก​แผ่นดิน​โลก เรา​ก็​จะ​ทำ​ให้​ทุกๆ​คน​มาหา​เรา” 33 (พระองค์​พูด​อย่างนี้ เพื่อ​บอก​ให้​รู้​ว่า​พระองค์​จะ​ต้อง​ตาย​แบบ​ไหน)

34 ฝูงชน​จึง​พูด​ขึ้น​มา​ว่า “ก็​ไหน​พระคัมภีร์​บอก​ว่า พระคริสต์ จะ​มี​ชีวิต​ตลอด​ไป แล้ว​ทำไม​ท่าน​มา​พูด​ว่า ‘บุตร​มนุษย์​ต้อง​ถูก​ยก​ขึ้น’ ‘บุตร​มนุษย์’ คือ​ใคร​หรือ”

35 พระเยซู​บอก​ว่า “ความสว่าง​จะ​อยู่​กับ​พวกคุณ​อีก​ประเดี๋ยวเดียว เพราะฉะนั้น​ให้​เดิน​ใน​ขณะ​ที่​ยัง​มี​ความสว่าง​อยู่ เพื่อ​เมื่อ​ความมืด​มา​ถึง มัน​จะ​ได้​ไม่​ปกคลุม​พวกคุณ เพราะ​คน​ที่​เดิน​อยู่​ใน​ความมืด​จะ​มอง​ไม่​เห็น​ว่า​จะ​ไป​ทาง​ไหน 36 ให้​ไว้วางใจ​ใน​ความสว่าง​นั้น​ใน​ขณะ​ที่​พวกคุณ​ยัง​มี​ความสว่าง​อยู่ แล้ว​พวกคุณ​จะ​ได้​เป็น​ลูก​ของ​ความสว่าง” เมื่อ​พูด​จบ​แล้ว​พระองค์​ก็​จาก​ไป และ​ได้​ซ่อน​ตัว​จาก​ฝูงชน

พวกยิว​ส่วนใหญ่​ไม่​เชื่อ​พระเยซู

37 ทั้งๆ​ที่​พระเยซู​ทำ​สิ่ง​อัศจรรย์​มากมาย​ต่อหน้า​ฝูงชน แต่​พวก​เขา​ก็​ยัง​ไม่​เชื่อ​พระองค์ 38 ซึ่ง​เป็น​จริง​ตาม​ที่​อิสยาห์​ผู้พูดแทนพระเจ้า​ได้​พูด​ไว้​ว่า

“องค์​เจ้า​ชีวิต มี​ใคร​บ้าง​ที่​เชื่อ​เรื่อง​ที่​เรา​บอก

มี​ใคร​บ้าง​ที่​เห็น​ฤทธิ์​อำนาจ​ของ​องค์​เจ้า​ชีวิต”+ 12:38 อ้าง​มา​จาก​หนังสือ อิสยาห์ 53:1

39 และ​ที่​พวก​เขา​ไม่​เชื่อ​ก็​เพราะ​พระเจ้า​ได้​พูด​ผ่าน​ทาง​อิสยาห์​ว่า

40 “เรา​ทำ​ให้​ตา​ของ​พวก​เขา​บอด และ​ใจของ​พวก​เขา​ดื้อด้าน

เพื่อ​ตา​ของ​พวกเขา​จะ​ได้​มอง​ไม่​เห็น

และ​จิตใจ​ของ​พวกเขา​จะ​ได้​ไม่​เข้าใจ

พวกเขา​จึง​ไม่​ได้​หัน​กลับ​มา​หา​เรา​เพื่อ​ให้​เรา​รักษา”+ 12:40 อ้าง​มา​จาก​หนังสือ อิสยาห์ 6:10

41 อิสยาห์​พูด​อย่างนี้​เพราะ​เขา​เห็น​แล้ว​ว่า​ต่อ​ไป​ภายหน้า​พระเยซู​จะ​ยิ่งใหญ่​แค่​ไหน

42 มี​พวก​ยิว​หลาย​คน​รวมทั้ง​พวก​ผู้นำ​ชาวยิว​ได้​มา​เชื่อ​พระเยซู แต่​พวก​เขา​ไม่​กล้า​ยอมรับ​พระองค์​อย่าง​เปิดเผย เพราะ​กลัว​พวก​ฟาริสี และ​ไม่​อยาก​ถูก​ไล่​ออก​จาก​ที่​ประชุม​ชาวยิว 43 พวก​เขา​รัก​เกียรติ​ที่​มา​จาก​มนุษย์​มาก​กว่า​เกียรติ​ที่​มา​จาก​พระเจ้า

คำสอน​ของ​พระเยซู​ตัดสิน​ประชาชน

44 พระเยซู​ได้​ตะโกน​ว่า “ใคร​ไว้วางใจ​เรา ไม่​ใด้​แค่​ไว้วางใจ​ใน​ตัวเรา​เท่านั้น แต่​ก็​ไว้วางใจ​พระบิดา​ผู้​ที่​ส่ง​เรา​มา​ด้วย 45 คน​ที่​มอง​เห็น​เรา​ก็​เห็น​พระองค์​ผู้​ส่ง​เรา​มา​ด้วย 46 เรา​เข้า​มา​เป็น​แสงสว่าง​ให้​กับ​โลกนี้​เพื่อ​ว่า​ทุก​คน​ที่​ไว้วางใจ​เรา​จะ​ไม่​อยู่​ใน​ความมืด​อีก​ต่อ​ไป 47 ส่วน​คน​ที่​ฟัง​คำ​สั่งสอน​ของ​เรา​แต่​ไม่​ทำ​ตาม เรา​ก็​ไม่​ตัดสิน​ลงโทษ​เขา​หรอก เพราะ​เรา​ไม่​ได้​มา​เพื่อ​ตัดสิน​ลงโทษ​โลกนี้ แต่​เรา​มา​เพื่อ​จะ​ช่วย​โลกนี้​ให้​รอด 48 แต่​จะ​มี​สิ่ง​หนึ่ง​ที่​จะ​ตัดสิน​ลงโทษ​คน​ที่​ไม่​ยอมรับ​เรา​และ​คำพูด​ของ​เรา นั่น​ก็​คือ​คำพูด​ของ​เรา​นี้เอง​ที่​จะ​ลงโทษ​คน​เหล่า​นั้น​ใน​วัน​สุดท้าย+ 12:48 วัน​สุดท้าย อ้าง​ถึง การ​ตัดสิน​ลงโทษ​ทุก​คน​เป็น​ครั้ง​สุดท้าย​ใน​วัน​สุดท้าย​ของ​โลก49 เพราะ​คำพูด​เหล่านี้​เรา​ไม่​ได้​พูด​เอา​เอง แต่​พระบิดา​ผู้ที่​ส่ง​เรา​มา​เป็น​ผู้​สั่ง​ให้​พูด 50 และ​เรา​ก็​รู้​ว่า​คำสั่งนี้​ของ​พระองค์​จะ​นำ​ไป​ถึง​ชีวิต​ที่​อยู่​กับ​พระเจ้า​ตลอด​ไป เรา​ถึง​พูด​ตาม​ที่​พระบิดา​สั่ง”

13

พระเยซู​ล้าง​เท้า​ให้​ศิษย์

1 ก่อน​จะ​ถึง​เทศกาล​วัน​ปลด​ปล่อย พระเยซู​รู้​ว่า​ถึง​เวลา​แล้ว​ที่​พระองค์​จะ​จาก​โลกนี้ กลับ​ไปหา​พระบิดา พระองค์​รัก​คน​เหล่า​นั้น​ที่​เป็น​ของ​พระองค์​ใน​โลกนี้ พระองค์​ก็​เลย​ทำ​ให้​เห็น​ว่า​พระองค์​รัก​พวก​เขา​มาก​แค่​ไหน

2 พวก​เขา​กำลัง​กิน​อาหาร​เย็น​อยู่ มารร้าย​ได้​ดลใจ​ยูดาส ลูก​ของ​ซีโมน​อิสคาริโอท ให้​ทรยศ​พระองค์​อยู่​ก่อน​แล้ว 3 พระเยซู​รู้​ว่า​พระบิดา​ให้​พระองค์​มี​อำนาจ​เหนือ​ทุกสิ่ง​ทุกอย่าง และ​พระองค์​รู้​ว่า​ตัวเอง​มา​จาก​พระเจ้า และ​กำลัง​จะ​กลับ​ไป​หา​พระเจ้า 4 พระองค์​จึง​ลุก​จาก​โต๊ะ​อาหาร ถอด​เสื้อคลุม​ออก​แล้ว​เอา​ผ้า​เช็ดตัว​มา​มัด​เอว​ไว้ 5 พระองค์​เท​น้ำ​ใส่​อ่าง แล้ว​เอา​ไป​ล้าง​เท้า​ให้​พวก​ศิษย์​ของ​พระองค์ แล้ว​เอา​ผ้า​ที่​มัด​เอว​เช็ด​เท้า​ให้​พวก​เขา

6 เมื่อ​มา​ถึง​ซีโมน เปโตร เขา​ถาม​พระเยซู​ว่า “อาจารย์​จะ​ล้าง​เท้า​ของ​ผม​หรือ”

7 พระเยซู​ตอบ​ว่า “ตอนนี้​คุณ​ไม่​เข้าใจ​หรอก​ว่า​เรา​กำลัง​ทำ​อะไร แต่​ทีหลัง​คุณ​จะ​เข้าใจ​เอง”

8 เปโตร​จึง​บอก​ว่า “ไม่​มี​ทาง​ที่​ผม​จะ​ยอม​ให้​อาจารย์​ล้าง​เท้า​ของ​ผม​หรอก”

พระเยซู​บอก​ว่า “ถ้า​เรา​ไม่​ได้​ล้าง​คุณ คุณ​ก็​ไม่​ได้​เป็น​ของ​เรา”

9 ซีโมน เปโตร จึง​บอก​ว่า “อาจารย์ ถ้า​อย่าง​นั้น อย่า​แค่​ล้าง​เท้า​เลย ล้าง​ทั้ง​มือ​และ​หัว​ของ​ผม​ด้วย​นะ​ครับ” 10 พระเยซู​พูด​กับ​เขา​ว่า “คน​ที่​อาบน้ำ​ก็​สะอาด​ทั้ง​ตัว​แล้ว ล้าง​แต่​เท้า​ก็​พอ พวก​คุณ​บางคน​ก็​สะอาด​แล้ว แต่​ไม่​ใช่​ทุก​คน” 11 (พระองค์​รู้​ว่า​ใคร​จะ​ทรยศ​พระองค์ พระองค์​ถึง​พูด​ว่า “ไม่​ใช่​พวก​คุณ​ทุก​คน​ที่​สะอาด”)

12 เมื่อ​พระองค์​ล้าง​เท้า​ให้​พวกศิษย์​ทุก​คน​แล้ว พระองค์​ก็​ใส่​เสื้อคลุม​และ​กลับ​มา​นั่ง​ที่​โต๊ะ​อาหาร แล้ว​ถาม​พวก​เขา​ว่า “พวก​คุณ​เข้าใจ​หรือ​เปล่า​ว่า​เรา​ทำ​อะไร 13 คุณ​เรียก​เรา​ว่า ‘อาจารย์’ และ ‘องค์​เจ้า​ชีวิต’ ที่​คุณ​เรียก​อย่าง​นั้น​ก็​ถูกต้อง​แล้ว เพราะ​เรา​เป็น​อย่าง​นั้น​จริงๆ 14 ถ้า​เรา​ที่​เป็น​องค์​เจ้า​ชีวิต​และ​อาจารย์​คุณ​ยัง​ล้าง​เท้า​ให้​กับ​คุณ พวก​คุณ​ก็​ควร​จะ​ล้าง​เท้า​ให้​แก่​กัน​และ​กัน​ด้วย 15 เรา​ได้​ทำ​เป็น​ตัวอย่าง​ให้​ดู​แล้ว พวก​คุณ​ก็​ควร​จะ​ทำ​ตาม 16 เรา​จะ​บอก​ให้​รู้​ว่า​ทาส​ไม่​ยิ่งใหญ่​ไป​กว่า​นาย และ​คน​ส่งข่าว​ก็​ไม่​ยิ่ง​ใหญ่​ไป​กว่า​คน​ที่​ส่ง​เขา​มา 17 ถ้า​คุณ​เข้าใจ​สิ่ง​เหล่านี้​แล้ว และ​ทำ​ตาม​นั้น คุณ​ก็​มี​เกียรติ​จริงๆ

18 เรา​ไม่​ได้​พูด​ถึง​พวก​คุณ​ทุก​คน เรา​รู้จัก​คน​ที่​เรา​ได้​เลือก​ไว้ แต่​สิ่ง​ที่​พระคัมภีร์​บอก​ไว้​ว่า ‘คน​ที่​กิน​อาหาร​ของ​เรา กลาย​เป็น​ศัตรู​ของ​เรา’+ 13:18 คน​ที่​กิน … ศัตรู​ของ​เรา อ้าง​จาก หนังสือ สดุดี 41:9 จะ​ต้อง​สำเร็จ 19 ตอนนี้​มัน​ยัง​ไม่​เกิด​ขึ้น แต่​เรา​บอก​ไว้​ก่อน​ล่วงหน้า พอ​มัน​เกิดขึ้น คุณ​จะ​ได้​เชื่อ​ว่า​เรา​คือ​คน​ที่​เรา​บอก​ว่า​เรา​เป็น 20 เรา​จะ​บอก​ให้​รู้​ว่า​ใคร​ก็​ตาม​ที่​ยอมรับ​คน​ที่​เรา​ส่ง​ไป ก็​เท่า​กับ​ยอมรับ​เรา​ด้วย และ​ใคร​ก็​ตาม​ที่​ยอม​รับ​เรา ก็​เท่า​กับ​ยอมรับ​ผู้​นั้น​ที่​ส่ง​เรา​มา​ด้วย”

พระเยซู​บอก​ว่า​ใคร​จะ​หักหลัง​พระองค์

(มธ. 26:20-25; มก. 14:17-21; ลก. 22:21-23)

21 เมื่อ​พระเยซู​พูด​จบ​แล้ว พระองค์​ก็​กลุ้มใจ​มาก และ​พูด​ออก​มา​ว่า “เรา​จะ​บอก​ให้​รู้​ว่า​คน​หนึ่ง​ใน​พวก​คุณ​จะ​หักหลัง​เรา”

22 พวก​ศิษย์​ต่าง​หัน​ไป​มอง​หน้า​กัน สงสัย​ว่า​พระองค์​พูด​ถึง​ใคร 23 พอดี​ศิษย์​คน​หนึ่ง​ที่​พระองค์​รัก​เป็น​พิเศษ​นั่ง​เอน​ตัว​ติด​อยู่​กับ​พระเยซู​ที่​โต๊ะ 24 ซีโมน เปโตร​จึง​พยักหน้า​ให้​เขา​ถาม​พระองค์​ว่า​พระองค์​กำลัง​พูด​ถึง​ใคร

25 ศิษย์​คน​นั้น​จึง​เอนตัว​มา​ใกล้​กับ​อก​ของ​พระเยซู แล้ว​ถาม​ว่า “อาจารย์​พูด​ถึง​ใคร​ครับ”

26 พระเยซู​ตอบ​ว่า “คน​ที่​เรา​จะ​ยื่น​ขนมปัง​ที่​จุ่ม​ใน​ถ้วยนี้​ให้” แล้ว​พระองค์​ก็​เอา​ขนมปัง​จุ่ม​ลง​ใน​ถ้วย​ยื่น​ให้​ยูดาส ลูก​ของ​ซีโมน​อิสคาริโอท 27 เมื่อ​ยูดาส​หยิบ​ขนมปัง​ชิ้น​นั้น​แล้ว ซาตาน​ก็​เข้า​สิง​เขา พระเยซู​จึง​พูด​กับ​ยูดาส​ว่า “จะ​ทำ​อะไร ก็​รีบ​ทำ​สิ” 28 ทุก​คน​ที่​นั่ง​เอนตัว​อยู่​ที่​โต๊ะ​อาหาร ก็​ไม่​รู้​ว่า​ทำไม​พระเยซู​ถึง​พูด​กับ​ยูดาส​อย่าง​นั้น 29 บาง​คน​คิด​ว่า​เป็น​เพราะ​ยูดาส​เป็น​คน​ดูแล​ถุง​เงิน พระเยซู​ก็​เลย​บอก​ให้​เขา​ไป​ซื้อ​ของ​ที่​ต้อง​ใช้​ใน​งาน​เทศกาล หรือ​ว่า​พระองค์​อาจ​จะ​บอก​ให้​ยูดาส​แจก​ของ​ให้​กับ​คน​จน​บ้าง

30 เมื่อ​ยูดาส​รับ​ขนมปัง​ชิ้น​นั้น เขา​ก็​ออก​ไป​ทันที ตอน​นั้น​เป็น​เวลา​กลาง​คืน​แล้ว

31 หลังจาก​ที่​ยูดาส​ออก​ไป​แล้ว พระเยซู​พูด​ว่า “ถึง​เวลา​แล้ว​ที่​ผู้คน​จะ​ได้​เห็น​ว่า​บุตร​มนุษย์​จะ​ได้รับ​เกียรติ​ขนาด​ไหน และ​พระเจ้า​จะ​ได้รับ​เกียรติ​ผ่าน​ทาง​บุตร​มนุษย์​นั้น 32 แล้ว​ถ้า​พระเจ้า​ได้รับ​เกียรติ​ผ่าน​ทาง​เขา พระองค์​เอง​ก็​จะ​ให้​เกียรติ​เขา​และ​จะ​ทำ​อย่าง​นั้น​ทันที

33 ลูกๆ​ที่รัก เรา​จะ​อยู่​กับ​พวก​คุณ​อีก​ประเดี๋ยวเดียว​เท่านั้น แล้ว​คุณ​ก็​จะ​ตาม​หา​เรา เรา​จะ​บอก​กับ​พวก​คุณ​อย่าง​ที่​เรา​เคย​บอก​พวกยิว​แล้ว​ว่า ที่​ที่​เรา​กำลัง​จะ​ไป​นั้น พวก​คุณ​ไป​ไม่​ได้

34 เรา​จะ​ให้​คำสั่ง​ใหม่​กับ​พวก​คุณ คือ​ให้​รัก​ซึ่ง​กัน​และ​กัน พวก​คุณ​ต้อง​รัก​กัน​เหมือน​กับ​ที่​เรา​รัก​คุณ 35 ถ้า​พวก​คุณ​รัก​กัน ทุก​คน​ก็​จะ​รู้​ว่า​คุณ​เป็น​ศิษย์​ของ​เรา”

พระเยซู​ทำนาย​ว่าเปโตร​จะ​พูด​ว่า​ไม่​รู้จัก​พระองค์

(มธ. 26:31-35; มก. 14:27-31; ลก. 22:31-34)

36 ซีโมน เปโตร​ถาม​ว่า “อาจารย์​จะ​ไป​ไหน​หรือ​ครับ”

พระเยซู​ตอบ​เขา​ว่า “ที่​ที่​เรา​จะ​ไป​นั้น​ตอนนี้​คุณ​ตาม​เรา​ไป​ไม่​ได้ แต่​คุณ​จะ​ตาม​เรา​ไป​ทีหลัง”

37 เปโตร​เลย​ถาม​อีก​ว่า “อาจารย์ ทำไม​ผม​ถึง​ตาม​ไป​ตอนนี้​ไม่​ได้​ล่ะ​ครับ ผม​พร้อม​ที่​จะ​ตาย​เพื่อ​อาจารย์”

38 พระเยซู​ตอบ​ว่า “คุณ​พร้อม​ที่​จะ​ตาย​เพื่อ​เรา​หรือ เรา​จะ​บอก​ให้​รู้​ว่า พรุ่งนี้​เช้า ก่อน​ไก่​ขัน คุณ​จะ​พูด​ว่า​ไม่​รู้จัก​เรา​ถึง​สาม​ครั้ง”

14

พระเยซู​ปลอบ​เหล่า​ศิษย์

1 “อย่า​กลุ้มใจ​ไป​เลย ขอ​ให้​วางใจ​พระเจ้า​และ​วางใจ​เรา​ด้วย 2 ใน​บ้าน​ของ​พระบิดา​ของ​เรา​มี​ห้อง​หลาย​ห้อง ถ้า​หาก​ไม่​มี​เรา​ก็​คง​ไม่​บอก​คุณ​หรอก​ว่า เรา​กำลัง​ไป​เตรียม​ที่​ไว้​ให้ 3 พอ​เรา​เตรียม​เสร็จ​แล้ว ก็​จะ​กลับ​มา​รับ​คุณ​ไป​อยู่​กับ​เรา 4 คุณ​ก็​รู้จัก​ทาง​นั้น​แล้ว​นี่ ทาง​ที่​จะ​นำ​ไป​ถึง​ที่​ที่​เรา​กำลัง​จะ​ไป”

5 โธมัส​บอก​ว่า “อาจารย์​ครับ พวก​เรา​ยัง​ไม่​รู้​เลย​ว่า​อาจารย์​จะ​ไป​ไหน แล้ว​พวก​เรา​จะ​ไป​รู้จัก​ทาง​นั้น​ได้​ยังไง”

6 พระเยซู​บอก​ว่า “เรา​เป็น​ทาง​นั้น เป็น​ความจริง​และ​เป็น​ชีวิต ไม่​มี​ใคร​ไป​ถึง​พระบิดา​ได้​นอก​จาก​มา​ทาง​เรา 7 ถ้า​พวก​คุณ​รู้จัก​เรา คุณ​ก็​จะ​รู้จัก​พระบิดา​ของ​เรา​ด้วย และ​นับ​ตั้งแต่​นี้​ไป​คุณ​ก็​เป็น​คน​ที่​รู้จัก​พระองค์​และ​ได้​เห็น​พระองค์​แล้ว”

8 ฟีลิป​พูด​ว่า “อาจารย์ ขอ​ให้​พวก​เรา​ได้​เห็น​พระบิดา​หน่อย​สิ​ครับ แค่นี้​พวก​เรา​ก็​พอใจ​แล้ว” 9 พระเยซู​จึง​พูด​ว่า “ฟีลิป คุณ​น่า​จะ​รู้จัก​เรา​แล้ว​นะ เพราะ​เรา​ได้​อยู่​กับ​คุณ​มา​ตั้ง​นาน​แล้ว ใคร​ก็​ตาม​ที่​เห็น​เรา​ก็​เห็น​พระบิดา​ด้วย แล้ว​ทำไม​คุณ​ยัง​พูด​ว่า ‘ขอ​ให้​พวก​เรา​ได้​เห็น​พระบิดา’ 10 คุณ​ไม่​เชื่อ​ใช่​ไหม ว่า​เรา​อยู่​ใน​พระบิดา​และ​พระบิดา​ก็​อยู่​ใน​ตัว​เรา สิ่ง​ที่​เรา​สอน​พวก​คุณ เรา​ไม่​ได้​คิดเอง​พูดเอง แต่​พระบิดา​ที่​อยู่​ใน​ตัว​เรา​กำลัง​ทำงาน​ของ​พระองค์​ผ่าน​ทาง​เรา 11 เชื่อ​เรา​สิ เมื่อ​เรา​บอก​ว่า​เรา​อยู่​ใน​พระบิดา​และ​พระบิดา​ก็​อยู่​ใน​ตัว​เรา หรือ​ไม่​งั้น​ก็​ให้​เชื่อ​ใน​สิ่ง​อัศจรรย์​ต่างๆ​ที่​เรา​ได้​ทำ​ไป 12 เรา​จะ​บอก​ให้​รู้​ว่า คน​ที่​วางใจ​เรา​ก็​จะ​ทำ​สิ่ง​ต่างๆ​เหล่านี้​ได้​เหมือน​กับ​ที่​เรา​ทำ และ​เขา​จะ​ทำ​สิ่ง​ที่​ยิ่งใหญ่​กว่า​นี้​อีก เพราะ​ว่า​เรา​กำลัง​จะ​ไปหา​พระบิดา 13 ดังนั้น​ไม่ว่า​คุณ​จะ​ขอ​อะไร​ก็​ตาม​ใน​ฐานะ​เป็น​คน​ของ​เรา เรา​ก็​จะ​ทำ​สิ่ง​นั้น​ให้ เพื่อ​ที่​พระบุตร​จะ​ได้​แสดง​ความ​ยิ่งใหญ่​ของ​พระบิดา​ให้​เห็น 14 เรา​จะ​ทำ​ทุก​สิ่ง​ทุก​อย่าง​ตาม​ที่​คุณ​ขอ เพราะ​คุณ​เป็น​คน​ของ​เรา”

พระเยซู​จะ​ส่ง​พระวิญญาณ​มา​ให้

15 “ถ้า​พวก​คุณ​รัก​เรา คุณ​ก็​จะ​ทำ​ตาม​คำสั่ง​ของ​เรา 16 แล้ว​เรา​จะ​ขอ​พระบิดา​และ​พระองค์​ก็​จะ​ส่ง​ผู้ช่วย​อีก​ผู้​หนึ่ง​มา​ให้​พวกคุณ ผู้ช่วยนี้​จะ​อยู่​กับ​คุณ​ตลอด​ไป 17 ผู้ช่วย​องค์นี้​คือ​พระวิญญาณ​แห่ง​ความจริง โลกนี้​ไม่​สามารถ​ได้รับ​พระองค์ เพราะ​โลกนี้​มอง​ไม่​เห็น​และ​ไม่​รู้จัก​พระองค์ แต่​พวก​คุณ​รู้จัก​พระองค์​เพราะ​เดี๋ยวนี้​พระองค์​ได้​อยู่​กับ​พวก​คุณ​แล้ว และ​จะ​อยู่​ใน​ตัว​พวก​คุณ​ใน​อนาคต​ด้วย

18 เรา​จะ​ไม่​ปล่อย​ให้​พวก​คุณ​เป็น​เหมือน​เด็ก​กำพร้า เรา​จะ​กลับ​มาหา​คุณ 19 ใน​เร็วๆนี้​โลก​จะ​ไม่​เห็น​เรา​อีก​ต่อ​ไป​แล้ว แต่​พวก​คุณ​จะ​เห็น​เรา​เพราะ​เรา​มี​ชีวิต​อยู่ และ​พวก​คุณ​ก็​จะ​มี​ชีวิต​อยู่​ด้วย 20 ใน​วัน​นั้น​ที่​จะ​มา​ถึง คุณ​จะ​รู้​ว่า​เรา​อยู่​ใน​พระบิดา คุณ​อยู่​ใน​ตัว​เรา และ​เรา​อยู่​ใน​ตัว​คุณ 21 คน​ที่​รู้จัก​คำ​สั่งสอน​ของ​เรา​และ​ทำ​ตาม​ก็​เป็น​คน​ที่​รัก​เรา พระบิดา​จะ​รัก​คน​ที่​รัก​เรา​ด้วย เรา​ก็​จะ​รัก​พวก​เขา​และ​จะ​ปรากฏ​ตัว​ให้​พวก​เขา​เห็น”

22 ยูดาส (ไม่​ใช่ ยูดาส อิสคาริโอท) จึง​ถาม​ว่า “อาจารย์​ครับ ทำไม​อาจารย์​ถึง​จะ​ปรากฏ​ตัว​ให้​พวก​เรา​เห็น แต่​ไม่​ปรากฏ​ตัว​ให้​โลก​เห็น​ละ​ครับ”

23 พระเยซู​ตอบ​ว่า “ถ้า​ใคร​รัก​เรา เขา​ก็​จะ​ทำ​ตาม​คำ​สั่งสอน​ของ​เรา พระบิดา​ของ​เรา​ก็​จะ​รัก​เขา แล้ว​พระบิดา​กับ​ตัว​เรา​ก็​จะ​มา​ปรากฏ​ตัว​ให้​เขา​เห็น และ​อยู่​กับ​เขา 24 คน​ไหน​ไม่​รัก​เรา​ก็​จะ​ไม่​ทำ​ตาม​คำ​สั่งสอน​ของ​เรา คำ​สั่งสอน​ที่​พวก​คุณ​ได้ยิน​นี้ ไม่​ใช่​เป็น​คำ​สั่งสอน​ของ​เรา แต่​เป็น​คำ​สั่งสอน​ของ​พระบิดา​ผู้ที่​ส่ง​เรา​มา

25 เรา​ได้​เล่า​เรื่อง​ทั้งหมดนี้​ให้​พวก​คุณ​ฟัง​ตอน​ที่​เรา​ยัง​อยู่​กับ​คุณ 26 เมื่อ​พระบิดา​ได้​ส่ง​ผู้ช่วย​คือ​พระวิญญาณ​บริสุทธิ์​มา​แทน​เรา​แล้ว พระวิญญาณนี้​จะ​สอน​คุณ​ทุก​อย่าง และ​จะ​ทำ​ให้​คุณ​จำ​ทุก​อย่าง​ที่​เรา​เล่า​ให้​ฟัง​ได้

27 เรา​ได้​ให้​สันติสุข​ไว้​กับ​คุณ สันติสุข​ที่​เรา​ให้​นี้​ไม่​เหมือน​กับ​ที่​โลก​ให้ ดังนั้น​คุณ​จึง​ไม่​ต้อง​ทุกข์ใจ หรือ​หวาดกลัว​เลย 28 คุณ​ได้ยิน​ที่​เรา​พูด​ว่า เรา​กำลัง​จะ​จาก​ไป​และ​จะ​กลับ​มา​หา​คุณ​อีก ถ้า​คุณ​รัก​เรา คุณ​ก็​น่า​จะ​ดีใจ​ว่า​เรา​กำลัง​จะ​กลับ​ไปหา​พระบิดา เพราะ​พระบิดา​นั้น​ยิ่งใหญ่​กว่า​เรา 29 ตอน​นี้​เรา​บอก​เรื่อง​นี้​กับ​คุณ​ไว้​ก่อน​ล่วงหน้า เพื่อ​ว่า​เมื่อ​เรื่อง​นี้​เกิด​ขึ้น​จริงๆ​คุณ​จะ​ได้​เชื่อ 30 เรา​เหลือ​เวลา​พูด​กับ​พวก​คุณ​อีก​นิด​เดียว เพราะ​เจ้า​ผู้ครอบ​ครอง​โลก+ 14:30 เจ้า​ผู้ครอบ​ครอง​โลก หรือ ซาตาน นี้​กำลัง​มา มัน​ไม่​มี​อำนาจ​เหนือ​เรา​หรอก 31 แต่​เพื่อ​ให้​โลก​รู้​ว่า​เรา​รัก​พระบิดา เรา​จึง​ทำ​ตาม​ที่​พระบิดา​สั่ง​ให้​ทำ​ทุก​อย่าง ลุก​ขึ้น​แล้ว​ไป​กัน​เถอะ”

15

พระเยซู​คือ​เถา​องุ่น​ที่​แท้จริง

1 “เรา​เป็น​เถา​องุ่น​ที่​แท้จริง และ​พระบิดา​ของ​เรา​เป็น​ผู้​ดูแล​สวน 2 พระองค์​จะ​ตัด​กิ่ง+ 15:2 กิ่ง หมายถึง ศิษย์​ของ​พระเยซู ของ​เรา​ที่​ไม่​ออก​ลูก​ทิ้ง​ไป และ​จะ​แต่ง​กิ่ง​ที่​ออก​ลูก​ให้​สะอาด​เพื่อ​ให้​ออก​ลูก​มาก​ขึ้น 3 พวก​คุณ​ก็​สะอาด​แล้ว​เพราะ​คำ​สั่งสอน​ของ​เรา 4 ให้​ติด​สนิท​กับ​เรา​และ​เรา​ก็​จะ​ติด​สนิท​กับ​คุณ กิ่ง​จะ​ออก​ผล​เอง​ไม่​ได้​นอก​จาก​จะ​ติด​สนิท​กับ​เถา​เท่านั้น คุณ​ก็​เหมือน​กับ​กิ่ง คุณ​จะ​ออก​ผล​เอง​ไม่​ได้​นอก​จาก​จะ​ติด​สนิท​กับ​เรา

5 เรา​เป็น​เถา​องุ่น พวกคุณ​เป็น​กิ่ง ถ้า​คุณ​ติด​สนิท​กับ​เรา​และ​เรา​ติด​สนิท​กับ​คุณ คุณ​จะ​ออก​ลูก​มาก ถ้า​ไม่​มี​เรา​คุณ​จะ​ทำ​อะไร​ไม่​ได้​เลย 6 ถ้า​ใคร​ไม่​ได้​ติด​สนิท​กับ​เรา เขา​ก็​จะ​เหมือน​กับ​กิ่ง​ที่​ถูก​ตัด​ทิ้ง​ให้​เหี่ยวแห้ง​ตาย และ​ถูก​เก็บ​ไป​เผา​ไฟ

7 ถ้า​พวก​คุณ​ติด​สนิท​กับ​เรา และ​คำ​สั่งสอน​ของ​เรา​ติด​สนิท​กับ​คุณ ไม่ว่า​คุณ​จะ​ขอ​อะไร​มัน​ก็​จะ​เป็น​อย่าง​นั้น 8 เมื่อ​คุณ​เกิด​ผล​มาก แสดง​ว่า​คุณ​เป็น​ศิษย์​ของ​เรา และ​คุณ​ได้​ทำ​ให้​คน​เห็น​ความยิ่งใหญ่​ของ​พระบิดา​ของ​เรา 9 เรา​รัก​คุณ​เหมือน​กับ​ที่​พระ​บิดา​รัก​เรา ขอ​ให้​ยึดมั่น​อยู่​กับ​ความรัก​ของ​เรา 10 ถ้า​คุณ​ทำ​ตาม​ที่​เรา​สั่ง ก็​แสดง​ว่า​คุณ​ยัง​ยึดมั่น​อยู่​ใน​ความรัก​ของ​เรา เหมือน​กับ​ที่​เรา​ทำ​ตาม​คำสั่ง​ของ​พระบิดา และ​ยึดมั่น​อยู่​ใน​ความรัก​ของ​พระองค์ 11 เรา​บอก​เรื่อง​พวก​นี้​กับ​คุณ เพื่อ​ว่า​คุณ​จะ​ได้​มี​ความสุข​เหมือน​กับ​ที่​เรา​มี​และ​มี​อย่าง​ล้นเหลือ 12 คำสั่ง​ของ​เรา​คือ​ให้​รัก​กัน​เหมือน​กับ​ที่​เรา​รัก​คุณ 13 ไม่​มี​ความรัก​ที่​ยิ่งใหญ่​กว่า​นี้​อีก​แล้ว คือ​การ​ที่​คนๆ​หนึ่ง​จะ​ยอม​ตาย​เพื่อ​เพื่อน​ของ​ตน 14 พวก​คุณ​ก็​เป็น​เพื่อน​ของ​เรา​ถ้า​ทำ​ตาม​ที่​เรา​สั่ง 15 เรา​จะ​ไม่​เรียก​พวก​คุณ​ว่า ‘ทาส’ อีก​ต่อ​ไป เพราะ​ทาส​จะ​ไม่​รู้​ว่า​นาย​ของ​เขา​ทำ​อะไร แต่​เรา​เรียก​พวก​คุณ​ว่า ‘เพื่อน’ เพราะ​เรา​ได้​บอก​ให้​คุณ​รู้​ทุกสิ่ง​ทุกอย่าง​ที่​เรา​ได้ยิน​จาก​พระบิดา​ของ​เรา​แล้ว 16 พวก​คุณ​ไม่​ได้​เลือก​เรา​หรอก แต่​เรา​ต่างหาก​ที่​เลือก​คุณ และ​แต่งตั้ง​คุณ​ให้​ออก​ไป​และ​เกิด​ผล เป็น​ผล​ที่​ยั่งยืน​ตลอดไป แล้ว​พระบิดา​จะ​ให้​ทุกสิ่ง​ทุกอย่าง​ที่​คุณ​ขอ เพราะ​คุณ​เป็น​คน​ของ​เรา 17 คำสั่ง​ของ​เรา​คือ ให้​รัก​กัน​และ​กัน

พระเยซู​เตือน​พวกศิษย์

18 ถ้า​โลกนี้​เกลียดชัง​พวก​คุณ ก็​ให้​จำ​ไว้​ว่า​โลกนี้​เกลียดชัง​เรา​ก่อน 19 ถ้า​พวก​คุณ​เป็น​ของ​โลกนี้ โลก​ก็​จะ​รัก​คุณ​เพราะ​คุณ​เป็น​ของ​มัน​เอง แต่​เรา​ได้​เลือก​คุณ​ออก​จาก​โลกนี้ คุณ​เลย​ไม่​เป็น​ของ​โลกนี้​อีก​แล้ว โลก​เลย​เกลียดชัง​คุณ 20 จำ​ได้​ไหม​ที่​เรา​เคย​บอก​ว่า ‘ทาส​ไม่​ยิ่งใหญ่​ไป​กว่า​นาย’ ถ้า​พวก​เขา​ข่มเหง​เรา เขา​ก็​จะ​ข่มเหง​พวก​คุณ​ด้วย ถ้า​พวก​เขา​ทำ​ตาม​คำ​สั่งสอน​ของ​เรา พวก​เขา​ก็​จะ​ทำ​ตาม​คำ​สั่งสอน​ของ​พวก​คุณ​ด้วย 21 พวก​เขา​ข่มเหง​คุณ​ก็​เพราะ​เรา เพราะ​เขา​ไม่​รู้จัก​พระองค์​ผู้ที่​ส่ง​เรา​มา 22 ถ้า​เรา​ไม่​ได้​มา​พูด​กับ​พวก​เขา พวก​เขา​ก็​คงจะ​ไม่​มี​ความ​ผิด​บาป​อะไร แต่​ตอนนี้​พวก​เขา​ไม่​มี​ข้อแก้ตัว​สำหรับ​บาป​ของ​พวก​เขา​อีก​ต่อ​ไป 23 คน​ที่​เกลียด​เรา​ก็​เกลียด​พระบิดา​ของ​เรา​ด้วย 24 เรา​ได้​ทำ​สิ่ง​อัศจรรย์​ต่างๆ​ที่​ไม่​เคย​มี​ใคร​ทำ​มา​ก่อน​ใน​หมู่​พวก​เขา ถ้า​เรา​ไม่​ได้​ทำ​สิ่ง​อัศจรรย์​เหล่านี้ พวก​เขา​ก็​คงจะ​ไม่​มี​ความ​ผิด​บาป แต่​ตอนนี้​ทั้งๆที่​พวก​เขา​เห็น​สิ่ง​อัศจรรย์​ต่างๆ​ที่​เรา​ทำ​ไป​แล้ว แต่​พวก​เขา​ก็​ยัง​คง​เกลียด​เรา​และ​พระบิดา​ของ​เรา 25 แต่​อย่างไร​ก็​ตาม สิ่ง​เหล่านี้​เกิด​ขึ้น​เพื่อ​ให้​เป็น​ไป​ตาม​ข้อ​พระคัมภีร์​ที่​เขียน​ไว้​ว่า ‘พวก​เขา​เกลียด​เรา​โดย​ไม่​มี​เหตุผล’+ 15:25 พวก​เขา … ไม่​มี​เหตุผล อ้าง​จาก​หนังสือ สดุดี 35:19; 69:4

26 เรา​จะ​ส่ง​ผู้ช่วย​จาก​พระบิดา​มา​ให้​คุณ พระองค์​คือ​พระวิญญาณ​แห่ง​ความจริง พระองค์​จะ​ประกาศ​เกี่ยวกับ​เรา 27 พวก​คุณ​เอง​ก็​ต้อง​ประกาศ​ให้​คน​อื่น​รู้​เกี่ยวกับ​เรา​ด้วย+ 15:27 ประกาศ … กับ​เรา​ด้วย หมายถึง​เป็น​พยาน​ให้​กับ​พระเยซู เพราะ​พวกคุณ​ได้​อยู่​กับ​เรา​มา​ตั้งแต่​แรก​แล้ว

16

1 เรา​ได้​บอก​สิ่ง​เหล่านี้​กับ​พวก​คุณ​ล่วงหน้า เพื่อ​คุณ​จะ​ไม่​เลิก​ไว้วางใจ​ใน​ตัว​เรา 2 พวก​เขา​จะ​ไล่​คุณ​ออก​จาก​ที่ประชุม อีก​ไม่​นาน​ทุก​คน​ที่​ฆ่า​คุณ ก็​จะ​คิด​ว่า​นั่น​เป็น​การ​รับใช้​พระเจ้า 3 ที่​พวก​เขา​ทำ​อย่างนี้ ก็​เพราะ​พวก​เขา​ไม่​รู้จัก​พระบิดา​และ​ไม่​รู้จัก​เรา 4 เรา​บอก​เรื่อง​เหล่านี้​กับ​คุณ​ตอนนี้ เพื่อ​ที่​ว่า​เมื่อ​มัน​เกิด​ขึ้น​จริง คุณ​จะ​ได้​นึก​ออก​ว่า​เรา​เคย​เตือน​คุณ​แล้ว

งาน​ของ​พระวิญญาณ​บริสุทธิ์

ที่​เรา​ไม่​ได้​บอก​เรื่องนี้​กับ​พวก​คุณ​ตั้งแต่​แรก ก็​เพราะ​เรา​ยัง​อยู่​กับ​คุณ 5 ตอนนี้​เรา​กำลัง​จะ​ไปหา​พระองค์​ผู้ที่​ส่ง​เรา​มา แต่​ไม่​มี​ใคร​ถาม​เรา​ว่า ‘อาจารย์​จะ​ไป​ไหน’ 6 เพราะ​คุณ​กำลัง​กลุ้มใจ​ใน​เรื่อง​ที่​เรา​บอก 7 แต่​เรา​จะ​บอก​ให้​รู้​ว่า มัน​จะ​ดี​กับ​คุณ​ถ้า​เรา​ไป เพราะ​ถ้า​เรา​ไม่​ไป ผู้ช่วย​นั้น​ก็​จะ​ไม่​มา แต่​ถ้า​เรา​ไป เรา​ก็​จะ​ส่ง​ผู้ช่วย​มา​ให้​คุณ 8 เมื่อ​ผู้ช่วย​นั้น​มา พระองค์​จะ​ทำ​ให้​โลก​รู้​ความจริง​เกี่ยวกับ​ความบาป ให้​โลก​รู้​ว่า​ที่​เรา​พูด​และ​ทำ​นั้น​ถูกต้อง และ​ให้​โลก​รู้​ว่า​พระเจ้า​จะ​ตัดสิน​ลงโทษ​โลก 9 ใน​เรื่อง​ความบาป​นั้น​เกิด​จาก​คน​ไม่​ยอม​ไว้วางใจ​เรา 10 ใน​เรื่อง​ความ​ถูกต้อง​ของ​เรา​กับ​พระเจ้า​นั้น​ก็​คือ​การ​ที่​เรา​ได้​กลับ​ไปหา​พระบิดา​อีก​ครั้ง​หนึ่ง จึง​ทำ​ให้​พวก​คุณ​ไม่​เห็น​เรา​อีก 11 ใน​เรื่อง​การ​ตัดสิน​ลงโทษ​นั้น​ก็​คือ​การ​ที่​เจ้า​ผู้ครอบ​ครอง​โลก+ 16:11 เจ้า​ผู้ครอบ​ครอง​โลก เป็น​ชื่อ​ที่​ยอห์น​ใช้​เรียก​มาร หรือ ซาตาน นี้​ได้​ถูก​ตัดสิน​ลงโทษ​แล้ว

12 เรา​ยัง​มี​อีก​หลาย​เรื่อง​ที่​จะ​บอก แต่​ถ้า​พูด​เดี๋ยวนี้​มัน​จะ​มาก​เกิน​กว่า​ที่​พวก​คุณ​จะ​รับ​ได้ 13 แต่​เมื่อ​พระวิญญาณ​แห่ง​ความจริง​มา​ถึง พระองค์​จะ​นำ​พวกคุณ​ไป​สู่​ความจริง​ทั้งหมด เพราะ​พระองค์​ไม่​ได้​พูด​ตามใจ​ตัวเอง แต่​จะ​พูด​ใน​สิ่ง​ที่​พระองค์​ได้ยิน​มา และ​พระองค์​จะ​บอก​ให้​พวก​คุณ​รู้​ว่า​อะไร​กำลัง​จะ​เกิด​ขึ้น 14 พระองค์​จะ​ทำ​ให้​คุณ​เห็น​ความยิ่งใหญ่​ของ​เรา เพราะ​พระองค์​จะ​บอก​สิ่ง​ที่​พระองค์​ได้ยิน​จาก​เรา​ให้​คุณ​ฟัง 15 ทุกสิ่ง​ทุกอย่าง​ที่​เป็น​ของ​พระบิดา​เป็น​ของ​เรา นั่น​เป็น​สาเหตุ​ที่​เรา​พูด​ว่า ผู้ช่วย​จะ​บอก​สิ่ง​ที่​พระองค์​ได้ยิน​จาก​เรา​ให้​คุณ​ฟัง

ความเศร้า​จะ​เปลี่ยน​เป็น​ความสุข

16 “อีก​ประเดี๋ยว​หนึ่ง​พวกคุณ​ก็​จะ​ไม่​เห็น​เรา​แล้ว และ​หลังจาก​นั้น​อีก​ประเดี๋ยว​หนึ่ง​คุณ​ก็​จะ​เห็น​เรา​อีก”

17 พวก​ศิษย์​บางคน​ถาม​กัน​เอง​ว่า “อาจารย์​หมาย​ถึง​อะไร​ที่​พูด​ว่า ‘อีก​ประเดี๋ยว​หนึ่ง​พวก​คุณ​ก็​จะ​ไม่​เห็น​เรา​แล้ว และ​หลังจาก​นั้น​อีก​ประเดี๋ยว​หนึ่ง​คุณ​ก็​จะ​เห็น​เรา​อีก’ กับ​ที่​ว่า ‘เรา​กำลัง​จะ​ไป​หา​พระบิดา’” 18 พวก​เขา​ก็​ยัง​ถาม​กัน​อีก​ว่า “อาจารย์​หมาย​ถึง​อะไร​ที่​พูด​ว่า ‘อีก​ประ​เดี๋ยว​หนึ่ง’ ไม่​เห็น​รู้​เรื่อง​เลย​ว่า​อาจารย์​พูด​ถึง​อะไร”

19 พระเยซู​รู้​ว่า​พวก​เขา​อยาก​จะ​ถาม​เรื่องนี้ พระองค์​จึง​ถาม​ว่า “พวก​คุณ​กำลัง​สงสัย​กัน​อยู่​ใช่​ไหม​ว่า เรา​หมายถึง​อะไร​ที่​พูด​ว่า ‘อีก​ประเดี๋ยว​หนึ่ง​พวก​คุณ​ก็​จะ​ไม่​เห็น​เรา​แล้ว และ​หลังจาก​นั้น​อีก​ประเดี๋ยว​หนึ่ง​คุณ​ก็​จะ​เห็น​เรา​อีก’ 20 เรา​จะ​บอก​ให้​รู้​ว่า คุณ​จะ​ร้องไห้ โศกเศร้าเสียใจ แต่​โลก​จะ​รื่นเริงยินดี คุณ​จะ​ทุกข์ใจ แต่​ความทุกข์ใจ​นั้น​จะ​กลับ​กลาย​มา​เป็น​ความดีใจ 21 เหมือน​กับ​ผู้หญิง​ที่​ถึง​กำหนด​คลอด​ก็​เป็น​ทุกข์​เพราะ​ความเจ็บปวด​ทรมาน แต่​เมื่อ​เธอ​คลอด​ลูก​แล้ว​ก็​ลืม​ความเจ็บปวด​ไป​หมด เพราะ​ดีใจ​ที่​ได้​เห็น​ลูก​เกิด​มา​ใน​โลกนี้ 22 พวกคุณ​ก็​เหมือน​กัน ตอนนี้​คุณ​ทุกข์ใจ แต่​เมื่อ​เรา​กลับ​มาหา​คุณ​อีก คุณ​ก็​จะ​ดีใจ แล้ว​ไม่​มี​ใคร​จะ​แย่ง​เอา​ความดีใจ​นั้น​ไป​จาก​คุณ​ได้ 23 ใน​วัน​นั้น​คุณ​จะ​ไม่​ต้อง​ถาม​อะไร​เรา​อีก​แล้ว เรา​จะ​บอก​ให้​รู้​ว่า​ทุกสิ่ง​ทุกอย่าง​ที่​คุณ​ขอ​เพราะ​คุณ​เป็น​คน​ของ​เรา พระบิดา​ก็​จะ​ให้​กับ​คุณ 24 ตั้งแต่​คุณ​เป็น​คน​ของ​เรา​มา​จน​ถึง​เดี๋ยวนี้ พวก​คุณ​ยัง​ไม่​เคย​ขอ​อะไร​ใน​ฐานะ​คน​ของ​เรา ขอ​สิ​แล้ว​คุณ​จะ​ได้ เพื่อ​คุณ​จะ​ได้​มี​ความสุข​อย่าง​เต็มที่”

ชัยชนะ​เหนือ​โลก

25 “เรา​ได้​เล่า​เรื่อง​เหล่านี้​โดย​ใช้​เรื่อง​เปรียบเทียบ อีก​ไม่​นาน​เรา​จะ​ไม่​ใช้​เรื่อง​เปรียบเทียบ​แล้ว แต่​เรา​จะ​บอก​พวก​คุณ​ตรงๆ​เลย​เกี่ยว​กับ​พระบิดา 26 ใน​วัน​นั้น​พวก​คุณ​จะ​ไม่​ต้อง​ขอ​อะไร​โดย​ผ่าน​ทาง​เรา​อีก​แล้ว คุณ​ขอ​จาก​พระเจ้า​ได้​โดย​ตรง เพราะ​คุณ​เป็น​คน​ของ​เรา 27 เพราะ​พระบิดา​เอง​ก็​รัก​พวก​คุณ พระองค์​รัก​พวก​คุณ​ทุก​คน​เพราะ​ว่า​คุณ​รัก​เรา และ​เชื่อ​ว่า​เรา​มา​จาก​พระเจ้า 28 เรา​มา​จาก​พระบิดา และ​เข้า​มา​ใน​โลกนี้ ตอนนี้​เรา​กำลัง​จะ​ไป​จาก​โลกนี้​เพื่อ​กลับ​ไปหา​พระบิดา”

29 แล้ว​พวกศิษย์​ก็​พูด​ว่า “ดู​สิ อาจารย์​พูด​กับ​เรา​ตรงๆ​โดย​ไม่​ได้​ใช้​เรื่อง​เปรียบเทียบ​แล้ว 30 ตอนนี้​พวก​เรา​รู้​แล้ว​ว่า​อาจารย์​รู้​ทุก​อย่าง อาจารย์​รู้​ว่า​จะ​ตอบ​อะไร​ก่อน​ที่​เรา​จะ​ถาม​เสีย​อีก ถึง​ไม่​ถาม อาจารย์​ก็​รู้​อยู่​แล้ว​ว่า​เรา​คิด​อะไร แค่นี้​เรา​ก็​เชื่อ​แล้ว​ว่า​อาจารย์​มา​จาก​พระเจ้า”

31 พระเยซู​ตอบ​พวก​เขา​ว่า “ใน​ที่สุด​พวก​คุณ​ก็​เชื่อ​แล้ว​หรือ 32 คอย​ดู​สิ เวลา​กำลัง​จะ​มา​ถึง ที่​จริง​เวลา​มา​ถึง​แล้ว​ด้วย​ซ้ำ เป็น​เวลา​ที่​พวก​คุณ​ทุก​คน​จะ​หนี​กระเจิด​กระเจิง​ไป​ทาง​ใคร​ทาง​มัน และ​จะ​ทิ้ง​เรา​ไว้​คน​เดียว แต่​เรา​ไม่​ได้​อยู่​คน​เดียว​หรอก เพราะ​พระบิดา​อยู่​กับ​เรา​ด้วย

33 เรา​พูด​เรื่อง​พวกนี้​เพื่อ​ว่า​คุณ​จะ​ได้​มี​สันติสุข​เพราะ​คุณ​มี​ส่วนร่วม​ใน​ตัวเรา ใน​โลกนี้​คุณ​จะ​มี​ปัญหา​เดือด​ร้อน​สารพัด แต่​ให้​เข้มแข็ง​ไว้ เพราะ​เรา​ชนะ​โลก​แล้ว”

17

พระเยซู​อธิษฐาน​ให้​พวกศิษย์

1 หลังจาก​พระเยซู​พูด​จบ​แล้ว พระองค์​ได้​เงย​หน้า​ขึ้น​มอง​ท้องฟ้า​และ​พูด​ว่า “พระบิดา ถึง​เวลา​แล้ว​ที่​จะ​เปิดเผย​ความยิ่งใหญ่​ของ​พระบุตร เพื่อ​ที่​พระบุตร​จะ​ได้​เปิดเผย​ความยิ่งใหญ่​ของ​พระองค์ 2 พระองค์​ได้​ให้​ลูก​มี​สิทธิ​และ​อำนาจ​เหนือ​มนุษย์​ทุก​คน เพื่อ​ที่​ลูก​จะ​ได้​ให้​ทุกๆ​คน​ที่​พระองค์​ฝาก​ไว้​กับ​ลูก​นั้น​มี​ชีวิต​กับ​พระองค์​ตลอด​ไป 3 ชีวิต​กับ​พระองค์​ตลอด​ไป​นั้น​ก็​คือ​การรู้จัก​พระองค์ ผู้​เป็น​พระเจ้า​เที่ยงแท้​องค์เดียว และ​รู้จัก​พระเยซูคริสต์​ผู้ที่​พระองค์​ส่ง​มา 4 ลูก​ได้​ทำ​ให้​คน​ใน​โลกนี้​เห็น​ความยิ่งใหญ่​ของ​พระองค์​โดย​ได้​ทำงาน​ทุก​อย่าง​ที่​พระองค์​ให้​ลูก​ทำ​จน​เสร็จ​หมด​แล้ว 5 พระบิดา ตอนนี้​ขอ​ให้​ลูก​ได้รับ​ความยิ่งใหญ่​กลับ​มา​เหมือน​เดิม​อีก​ครั้ง​ต่อหน้า​พระองค์ คือ​ความยิ่งใหญ่​ที่​ลูก​มี​ร่วม​กับ​พระองค์​ก่อน​ที่​จะ​มี​โลกนี้

6 ลูก​ได้​นำ​คน​ใน​โลกนี้​ที่​พระองค์​ได้​ฝาก​ไว้​กับ​ลูก​มา​รู้จัก​พระองค์​แล้ว คน​เหล่า​นั้น​เป็น​ของ​พระองค์ พระองค์​ฝาก​พวก​เขา​ไว้​กับ​ลูก และ​พวก​เขา​ก็​ทำ​ตาม​คำ​สั่งสอน​ของ​พระองค์ 7 ตอนนี้​พวก​เขา​ก็​รู้​ทุก​อย่าง​ที่​ลูก​ได้รับ​จาก​พระองค์​แล้ว 8 ลูก​เอา​คำพูด​ที่​พระองค์​ให้​กับ​ลูก​ไป​ให้​พวก​เขา และ​พวก​เขา​ก็​ยอมรับ​มัน​ไว้ พวก​เขา​เชื่อ​ว่า​ลูก​มา​จาก​พระองค์​จริง และ​เชื่อ​ว่า​พระองค์​ส่ง​ลูก​มา 9 ลูก​ได้​อธิษฐาน​ให้​พวก​เขา ไม่​ใช่​ว่า​ลูก​อธิษฐาน​ให้​คน​ใน​โลกนี้ แต่​ลูก​ได้​อธิษฐาน​ให้​คน​ที่​พระองค์​ฝาก​ลูก​ไว้ เพราะ​พวก​เขา​เป็น​คน​ของ​พระองค์ 10 ทุก​อย่าง​ของ​ลูก​ก็​เป็น​ของ​พระองค์ และ​ทุก​อย่าง​ของ​พระองค์​ก็​เป็น​ของ​ลูก คน​เหล่านี้​ทำ​ให้​โลก​เห็น​ความยิ่งใหญ่​ของ​ลูก 11 ลูก​จะ​ไม่​อยู่​ใน​โลกนี้​อีก​แล้ว แต่​พวก​เขา​ยัง​อยู่​ใน​โลกนี้ ลูก​กำลัง​จะ​ไปหา​พระองค์ พระบิดา​ผู้​ศักดิ์สิทธิ์ ขอ​โปรด​ใช้​อำนาจ​ที่​พระองค์​ให้​ลูก​นั้น​คุ้มครอง​เขา​ด้วย เพื่อ​ที่​พวก​เขา​จะ​เป็น​อันหนึ่ง​อันเดียว​กัน​เหมือน​กับ​ที่​พระองค์​และ​ลูก​เป็น​อันหนึ่ง​อันเดียว​กัน 12 เมื่อ​ลูก​ยัง​อยู่​กับ​พวก​เขา ลูก​ได้​ดูแล​คุ้มครอง​พวกเขา​ด้วย​อำนาจ​ของ​พระองค์​ที่​พระองค์​ให้​กับ​ลูก ลูก​ได้​ปกป้อง​พวกเขา​ไว้ และ​ไม่​มี​ใคร​หลง​หาย​ไป​เลย​สัก​คน ยกเว้น​คน​เดียว​ที่​ต้อง​พินาศ​เพื่อ​จะ​ได้​เป็น​จริง​ตาม​ที่​พระคัมภีร์​เขียน​ไว้

13 ตอนนี้​ลูก​กำลัง​มาหา​พระองค์ แต่​ลูก​พูด​เรื่อง​พวกนี้ ใน​ขณะ​ที่​ลูก​ยัง​อยู่​ใน​โลก เพื่อ​พวก​เขา​จะ​ได้​มี​ความสุข​เต็มที่​เหมือน​กับ​ที่​ลูก​มี 14 ลูก​ได้​ให้​คำสอน​ของ​พระองค์​แก่​พวก​เขา​แล้ว แต่​โลกนี้​เกลียด​พวกเขา​เพราะ​ว่า​พวกเขา​ไม่​ได้​เป็น​ของ​โลก​นี้ เหมือน​กับ​ที่​ลูก​ไม่​ได้​เป็น​ของ​โลกนี้ 15 ลูก​ไม่​ได้​ขอ​ให้​พระองค์​เอา​พวก​เขา​ออก​ไป​จาก​โลกนี้ แต่​ลูก​ขอ​ให้​พระองค์​คุ้มครอง​พวก​เขา​ให้​พ้น​จาก​มารร้าย​ตัว​นั้น 16 พวก​เขา​ไม่​ได้​เป็น​ของ​โลก​เหมือน​กับ​ที่​ลูก​ไม่​ได้​เป็น​ของ​โลก 17 คำสอน​ของ​พระองค์​เป็น​ความจริง ขอ​ให้​คำสอนนี้​ทำ​ให้​พวก​เขา​เป็น​คน​ของ​พระองค์​แต่​ผู้​เดียว 18 ลูก​ได้​ส่ง​พวก​เขา​เข้า​ไป​ใน​โลก​เหมือน​กับ​ที่​พระองค์​ส่ง​ลูก​เข้า​มา​ใน​โลกนี้ 19 ลูก​ได้​มอบ​ตัวเอง​ให้​เป็น​ของ​พระองค์​แต่​เพียง​ผู้​เดียว​เพราะ​เห็นแก่​พวก​เขา เพื่อ​ว่า​ความจริง​นั้น​จะ​ทำ​ให้​พวกเขา​มอบ​ตัว​เอง​ให้​พระองค์​แต่​เพียง​ผู้​เดียว​ด้วย

20 แต่​ลูก​ไม่​ได้​อธิษฐาน​ให้​คน​พวกนี้​เท่า​นั้น ลูก​ยัง​อธิษฐาน​ให้​คน​ที่​จะ​เชื่อ​ใน​ตัว​ลูก​โดย​ผ่าน​ทาง​คำสอน​ของ​พวกเขา​ด้วย 21 ลูก​ขอ​ให้​พวก​เขา​ทั้งหมด​เป็น​อันหนึ่ง​อันเดียว​กัน เหมือน​กับ​พระองค์​พระบิดา​อยู่​ใน​ตัว​ลูก และ​ลูก​อยู่​ใน​พระองค์ ขอ​ให้​พวก​เขา​อยู่​ใน​พวก​เรา​ด้วย เพื่อ​โลก​จะ​ได้​เชื่อ​ว่า​พระองค์​ส่ง​ลูก​มา 22 ลูก​ทำ​ให้​พวก​เขา​มี​เกียรติ​อัน​ยิ่งใหญ่ เหมือน​กับ​ที่​พระองค์​ได้​ทำ​ให้​ลูก​มี​เกียรติ เพื่อ​ว่า​พวก​เขา​จะ​ได้​เป็น​อันหนึ่ง​อันเดียว​กัน เหมือน​กับ​ที่​ลูก​กับ​พระองค์​เป็น​อันหนึ่ง​อันเดียว​กัน 23 ที่​เป็น​อันหนึ่ง​อันเดียว​กัน​หมายถึง​ลูก​อยู่​ใน​พวกเขา​และ​พระองค์​ก็​อยู่​ใน​ลูก เพื่อ​ว่า​พวกเขา​จะ​ได้​เป็น​อันหนึ่ง​อันเดียว​กัน​อย่าง​เต็มที่ เพื่อ​โลก​จะ​ได้​รู้​ว่า​พระองค์​ส่ง​ลูก​มา และ​รู้​ว่า​พระองค์​รัก​พวก​เขา​เหมือน​กับ​ที่​พระองค์​รัก​ลูก

24 พระบิดา ใน​ที่​ที่​ลูก​อยู่​นั้น ลูก​อยาก​ให้​คน​พวกนี้​ที่​พระองค์​ให้​กับ​ลูก​อยู่​ที่​นั่น​กับ​ลูก​ด้วย เพื่อ​เขา​จะ​ได้​เห็น​ความยิ่งใหญ่​ที่​พระองค์​ให้​กับ​ลูก เพราะ​พระองค์​รัก​ลูก​ก่อน​ที่​พระองค์​จะ​สร้าง​โลกนี้ 25 พระบิดา พระองค์​สัตย์ซื่อ โลกนี้​ไม่​รู้จัก​พระองค์ แต่​ลูก​รู้จัก​พระองค์ และ​พวกศิษย์​เหล่านี้​ก็​รู้​ว่า​พระองค์​ส่ง​ลูก​มา 26 ลูก​ทำ​ให้​เขา​รู้จัก​พระองค์ และ​ลูก​ก็​จะ​ทำ​อย่างนี้​ต่อ​ไป เพื่อ​ว่า​ความรัก​ที่​พระองค์​มี​ต่อ​ลูก​จะ​อยู่​ใน​ตัว​พวกเขา และ​เพื่อ​ว่า​ลูก​ก็​จะ​อยู่​ใน​ตัว​พวกเขา​ด้วย”

18

พระเยซู​ถูก​จับ

(มธ. 26:47-56; มก. 14:43-50; ลก. 22:47-53)

1 เมื่อ​พระเยซู​อธิษฐาน​เสร็จ​แล้ว พระองค์​ออก​ไป​กับ​พวกศิษย์​ของ​พระองค์ ข้าม​หุบเขา​ขิดโรน​เข้า​ไป​ที่​สวน​แห่ง​หนึ่ง 2 ยูดาส คน​ที่​ทรยศ​พระองค์​ก็​รู้จัก​สวน​แห่งนี้ เพราะ​ว่า​พระเยซู​และ​พวกศิษย์​ของ​พระองค์​มา​พบ​กัน​ที่​นี่​บ่อยๆ 3 แล้ว​ยูดาส​ก็​ได้​นำ​พวกทหารโรมัน​กลุ่ม​หนึ่ง และ​พวกผู้คุมวิหาร​ที่​พวกหัวหน้านักบวช​และ​พวกฟาริสี​ส่ง​มา เข้า​มาหา​พระเยซู พวกเขา​ถือ​ตะเกียง คบไฟ และ​อาวุธ​มา​ด้วย

4 พระเยซู​รู้​ทุก​สิ่ง​ที่​กำลัง​จะ​เกิด​ขึ้น​กับ​พระองค์ พระองค์​จึง​เดิน​ออก​มา​หา​พวก​เขา แล้ว​ถาม​ว่า “มา​ตาม​หา​ใคร​กัน”

5 พวก​เขา​ตอบ​ว่า “เยซู ชาว​นาซาเร็ธ”

พระองค์​จึง​พูด​ว่า “เรา​เอง” (ยูดาส​คน​ที่​หักหลัง​พระองค์​ก็​ยืน​อยู่​ที่​นั่น​กับ​พวก​นั้น) 6 เมื่อ​พระองค์​พูด​ว่า “เรา​เอง”+ 18:6 เรา​เอง หรือ “เรา​เป็น” เป็น​ชื่อ​ที่​พระเจ้า​ใช้​เรียก​ตัวเอง​กับ​โมเสส​ที่​พุ่มไม้​ไฟ ใน​หนังสือ​อพยพ 3:14 ใน​ข้อนี้​เมื่อ​พระองค์​พูด​ชื่อ​ของ​พระองค์​เอง​ทำให้​ศัตรู​ทุก​คน​ล้มลง พวก​เขา​ก็​ถอย​หลัง​กรู​ล้ม​ลง​กับ​พื้น

7 พระเยซู​ถาม​อีก​ครั้ง​ว่า “มา​ตาม​หา​ใคร​นะ”

พวก​เขา​ก็​ตอบ​ว่า “เยซู ชาว​นาซาเร็ธ”

8 พระเยซู​ตอบ​ว่า “ก็​บอก​แล้ว​ไง​ว่า​เป็น​เรา​เอง ถ้า​พวก​คุณ​ตาม​หา​เรา​ก็​ให้​ปล่อย​คน​พวกนี้​ไป​ซะ” 9 ที่​พระองค์​พูด​อย่างนี้ เพื่อ​จะ​ได้​เป็น​จริง​ตาม​ที่​พระองค์​ได้​พูด​ไว้​ก่อน​แล้ว​ว่า “ลูก​ไม่​ได้​สูญเสีย​คน​ที่​พระองค์​ได้​ฝาก​ไว้​กับ​ลูก​ไป​แม้แต่​คน​เดียว”

10 ซีโมน เปโตร​มี​ดาบ​อยู่ จึง​ชัก​ออก​มา แล้ว​ก็​ฟัน​ถูก​หู​ขวา​ของ​ทาส​คน​หนึ่ง​ของ​หัวหน้า​นักบวช​สูงสุด​ขาด​ไป (ทาส​คน​นั้น​ชื่อ​มัลคัส) 11 พระเยซู​ห้าม​เปโตร​ว่า “เก็บ​ดาบ​เข้า​ฝัก​ซะ จะ​ไม่​ให้​เรา​ดื่ม​ถ้วย+ 18:11 ถ้วย พระเยซู​กำลัง​พูด​ถึง​สิ่ง​เลวร้าย​ที่​จะ​เกิด​ขึ้น​กับ​พระองค์ ซึ่ง​เป็น​การยาก​ที่​จะ​ยอมรับ​สิ่ง​เหล่านี้ เปรียบ​เหมือน​กับ​การ​ดื่ม​อะไร​สัก​อย่าง​ที่​มี​รสชาติ​ที่​แย่​มาก แห่ง​ความทุกข์​ที่​พระบิดา​เตรียม​ไว้​ให้​เรา​ได้​ยังไง”

พระเยซู​ถูก​นำ​ไป​พบ​หัวหน้า​นักบวช

(มธ. 26:57-58; มก. 14:53-54; ลก. 22:54)

12 พวกทหาร​โรมัน นายพัน​ของ​พวก​เขา และ​พวกผู้คุมวิหารชาวยิว​ได้​จับ​พระเยซู​มัด​ไว้ 13 แล้ว​นำ​พระองค์​ไป​พบ​อันนาส​ก่อน อันนาส​เป็น​พ่อตา​ของ​คายาฟาส​ซึ่ง​เป็น​หัวหน้า​นักบวช​สูงสุด​ใน​ปี​นั้น 14 (คายาฟาส​เป็น​คน​ที่​ได้​บอก​ชาวยิว​ว่า ให้​คน​คน​เดียว​ตาย ดี​กว่า​คน​ทั้ง​ชาติ​ต้อง​ตาย)

เปโตร​พูด​ว่า​ไม่​รู้จัก​พระเยซู

(มธ. 26:69-70; มก. 14:66-68; ลก. 22:55-57)

15 ซีโมน เปโตร​และ​ศิษย์​อีก​คน​หนึ่ง​ได้​ตาม​พระเยซู​ไป ศิษย์​คนนี้​รู้จัก​กับ​หัวหน้า​นักบวช​สูงสุด เขา​จึง​สามารถ​เข้า​ไป​ใน​ลาน​บ้าน​ของ​หัวหน้า​นักบวช​สูงสุด​กับ​พระเยซู​ได้ 16 ส่วน​เปโตร​ต้อง​รอ​อยู่​ด้านนอก​ข้างๆ​ประตู แล้ว​ศิษย์​คน​นั้น​ก็​ได้​ออก​มา​พูด​กับ​หญิง​ที่​เฝ้า​ประตู เธอ​จึง​ยอม​ให้​เปโตร​เข้า​ไป​ข้างใน 17 สาวใช้​ที่​เฝ้า​ประตู​ได้​ถาม​เปโตร​ว่า “แก​เป็น​ศิษย์​ของ​ชาย​คน​นั้น ไม่​ใช่​หรือ”

เปโตร​ตอบ​ว่า “เปล่า ผม​ไม่​ได้​เป็น”

18 พวกทาส​และ​พวกผู้คุมวิหาร​ได้​ก่อ​กอง​ไฟ​แล้ว​ยืน​ผิง​ไฟ​กัน​อยู่​เพราะ​อากาศ​หนาว เปโตร​ก็​ยืน​ผิง​ไฟ​อยู่​กับ​พวก​เขา​ด้วย

หัวหน้า​นักบวช​สูงสุด​สอบสวน​พระเยซู

(มธ. 26:59-66; มก. 14:55-64; ลก. 22:66-71)

19 หัวหน้า​นักบวช​สูงสุด​ได้​สอบสวน​พระเยซู​เกี่ยวกับ​พวกศิษย์​และ​คำสอน​ของ​พระองค์ 20 พระองค์​ตอบ​ว่า “เรา​ได้​พูด​อย่าง​เปิดเผย​กับ​ทุก​คน เรา​มัก​จะ​สอน​อยู่​ใน​ที่ประชุม​และ​ใน​วิหาร ซึ่ง​เป็น​ที่​ที่​พวกยิว​ทั้งหมด​มา​ชุมนุม​กัน และ​สิ่ง​ที่​เรา​สอน​ใน​ที่​ลับ เรา​ก็​สอน​ใน​ที่​แจ้ง​ด้วย 21 มา​ถาม​เรา​ทำไม ไป​ถาม​คน​ที่​ได้ยิน​เอา​เอง​สิ​ว่า เรา​สอน​อะไร​กับ​พวก​เขา”

22 เมื่อ​พระองค์​พูด​อย่าง​นั้น ผู้คุมวิหาร​คน​หนึ่ง​ซึ่ง​ยืน​อยู่​ใกล้ๆ​ได้​ตบ​หน้า​พระองค์ และ​พูด​ว่า “กล้า​ดี​ยังไง​ไป​ตอบ​หัวหน้า​นักบวช​สูงสุด​อย่าง​นั้น”

23 พระเยซู​จึง​ตอบ​เขา​ว่า “ถ้า​พูด​อะไร​ผิด​ก็​ให้​บอก​มา​เลย​ว่า​ผิด​ตรง​ไหน แต่​ถ้า​ไม่​ได้​พูด​อะไร​ผิด มา​ตบ​หน้า​เรา​ทำไม”

24 อันนาส​ก็​ได้​ส่ง​พระเยซู​ที่​ถูก​มัด​เหมือน​กับ​นักโทษ​ไป​ให้​คายาฟาส​ที่​เป็น​หัวหน้า​นักบวช​สูงสุด

เปโตร​พูด​อีก​ว่า​ไม่​รู้จัก​พระเยซู

(มธ. 26:71-75; มก. 14:69-72; ลก. 22:58-62)

25 ขณะ​ที่​ซีโมน​เปโตร​ยืน​ผิง​ไฟ​อยู่​นั้น พวก​เขา​ได้​ถาม​ว่า “แก​แน่ใจ​หรือ​ว่า​ไม่​ได้​เป็น​ศิษย์​ของ​คน​นั้น”

เปโตร​ตอบ​ปฏิเสธ​ว่า “ไม่ ผม​ไม่​ได้​เป็น”

26 ทาส​คน​หนึ่ง​ของ​หัวหน้า​นักบวช​สูงสุด ซึ่ง​เป็น​ญาติ​ของ​ชาย​ที่​ถูก​เปโตร​ฟัน​หู​ขาด​ได้​พูด​กับ​เปโตร​ว่า “แก​อยู่​กับ​ชาย​คน​นั้น​ใน​สวน​นี่”

27 เปโตร​ได้​ปฏิเสธ​อีก​ครั้ง​หนึ่ง และ​ทันใดนั้น​ไก่​ก็​ขัน

พระเยซู​ถูก​นำ​ตัว​ไป​หา​ปีลาต

(มธ. 27:1-2, 11-31; มก. 15:1-20; ลก. 23:1-25)

28 ใน​ตอน​เช้ามืด​พวก​เขา​ได้​นำ​ตัว​พระเยซู​จาก​บ้าน​ของ​คายาฟาส​ไป​ที่​วัง​ของ​เจ้าเมือง​โรมัน+ 18:28 วัง​ของ​เจ้าเมือง​โรมัน หรือ​ศาล​ปรีโทเรียม คือ ศาล​ที่​อยู่​ใน​วัง​ของ​ปีลาต พวกยิว​เอง​ไม่​ได้​เข้า​ไป​ใน​วัง​นั้น เพราะ​จะ​ทำ​ให้​พวก​เขา​ไม่​สะอาด+ 18:28 ไม่​สะอาด หรือ เป็น​มลทิน พวกยิว​เชื่อ​กัน​ว่า การเข้า​ไป​ใน​สถานที่​ที่​ไม่​ได้​เป็น​ของ​พวกยิว​จะ​ทำ​ให้​พวกเขา​ไม่​สะอาด (ดู ยอห์น 11:55) ตาม​พิธีกรรม​ทางศาสนา แล้ว​จะ​ทำ​ให้​พวก​เขา​ไม่​สามารถ​ร่วม​ฉลอง​ใน​เทศกาล​วัน​ปลด​ปล่อย​ได้ 29 ปีลาต​จึง​ออก​มา​หา​พวก​เขา​ข้างนอก​และ​ถาม​ว่า “พวก​เจ้า​จะ​ฟ้องร้อง​เขา​ด้วย​เรื่อง​อะไร​กัน”

30 พวก​เขา​ตอบ​ปีลาต​ว่า “ถ้า​มัน​ไม่​ได้​เป็น​ผู้ร้าย​พวก​เรา​ก็​คง​จะ​ไม่​เอา​ตัว​มัน​มา​ให้​ท่าน​หรอก”

31 ปีลาต​จึง​บอก​กับ​พวก​เขา​ว่า “ถ้า​งั้น​พวก​เจ้า​ก็​เอา​เขา​ไป​ตัดสิน​ลงโทษ​ตาม​กฎปฏิบัติ​ของ​พวกเจ้า​เอง​สิ”

พวกยิว​บอก​ปีลาต​ว่า “แต่​ตาม​กฎหมาย​ของ​โรมัน​ไม่​อนุญาต​ให้​พวก​เรา​ประหาร​ชีวิต​ใคร” 32 ที่​เป็น​อย่างนี้​เพื่อ​ให้​เป็น​จริง​ตาม​ที่​พระเยซู​ได้​พูด​ไว้​ว่า​พระองค์​จะ​ต้อง​ตาย​อย่าง​ไร

33 ปีลาต​กลับ​เข้า​ไป​ใน​วัง​ของ​เขา และ​เรียก​พระเยซู​มา​ถาม​ว่า “แก​เป็น​กษัตริย์​ของ​ชาวยิว​หรือ”

34 พระเยซู​ตอบ​ว่า “คุณ​สงสัยเอง หรือ​ได้ยิน​คนอื่น​พูดถึง​เรา”

35 ปีลาต​จึง​ตอบ​ว่า “แก​คิด​ว่า​เรา​เป็น​คน​ยิว​หรือไง คน​ของ​แก​เอง​และ​พวก​หัวหน้า​นักบวช​นั่น​แหละ​มอบ​ตัว​แก​มา​ให้​กับ​เรา แก​ทำ​อะไร​ผิด​มา”

36 พระเยซู​ตอบ​ว่า “อำนาจ​ของ​เรา​ที่​จะ​ปกครอง​ไม่​ได้​มา​จาก​โลกนี้ เพราะ​ถ้า​หาก​เป็น​อย่าง​นั้น คน​ของ​เรา​ก็​คง​จะ​ต่อสู้​ไม่​ให้​พวกยิว​จับ​เรา ดังนั้น​อำนาจ​ของ​เรา​ที่​จะ​ปกครอง​ไม่​ได้​มา​จาก​โลกนี้”

37 ปีลาต​จึง​บอก​พระองค์​ว่า “ถ้า​อย่าง​นั้น แก​ก็​เป็น​กษัตริย์​น่ะ​สิ”

พระเยซู​ตอบ​ว่า “คุณ​พูด​ถูก​แล้ว​ที่​ว่า​เรา​เป็น​กษัตริย์ นี่​เป็น​เหตุ​ที่​เรา​มา​เกิด​และ​เข้า​มา​ใน​โลกนี้ เพื่อ​บอก​คน​เกี่ยวกับ​ความจริง และ​ทุกๆ​คน​ที่​อยู่​ฝ่าย​ความจริง ก็​ฟัง​เสียง​ของ​เรา”

38 ปีลาต​ถาม​พระองค์​ว่า “ความจริง​อะไร​กัน” เมื่อ​เขา​ถาม​แล้ว​ก็​ได้​ออก​ไป​หา​พวกยิว​อีก และ​บอก​พวกเขา​ว่า “เรา​ไม่​เห็น​ว่า​เขา​มี​ความผิด​ตรง​ไหน 39 พวกเจ้า​มี​ธรรมเนียม​ที่​จะ​ให้​เรา​ปล่อย​นักโทษ​คน​หนึ่ง​ใน​ช่วง​เทศกาล​วัน​ปลด​ปล่อย พวกเจ้า​อยาก​ให้​เรา​ปล่อย​ตัว ‘กษัตริย์​ของ​ชาวยิว’ รึเปล่า”

40 แต่​พวกยิว​ร้อง​ตะโกน​ว่า “อย่า​ปล่อย​มัน ขอ​ให้​ปล่อย​บารับบัส​แทน” (บารับบัส​เป็น​ผู้ก่อการจลาจล​การเมือง)

19

1 ปีลาต​จึง​สั่ง​ให้​เอา​พระเยซู​ไป​เฆี่ยน 2 พวกทหาร​ได้​เอา​กิ่ง​หนาม​มา​สาน​เป็น​มงกุฎ​สวม​หัว​ของ​พระองค์ เอา​เสื้อคลุม​สีม่วง​มา​ใส่​ให้ 3 และ​พวก​เขา​ก็​เวียน​กัน​เข้า​มา​หา​พระองค์​หลาย​รอบ เขา​เยาะเย้ย​ว่า “กษัตริย์​ของ​ชาว​ยิว​จงเจริญ” แล้ว​เขา​ตบ​หน้า​พระองค์

4 ปีลาต​ได้​ออก​มา​พูด​กับ​พวกยิว​ว่า “ดู​นี่ เรา​กำลัง​จะ​เอา​เขา​ออก​มา​ให้​พวก​คุณ เพื่อ​พวก​คุณ​จะ​ได้​รู้​ว่า เรา​ไม่​เห็น​ว่า​เขา​ทำ​ผิด​ตรง​ไหน” 5 แล้ว​พระเยซู​ก็​ออก​มา พระองค์​สวม​มงกุฎ​หนาม​และ​ใส่​เสื้อคลุม​สี​ม่วง ปีลาต​บอก​กับ​พวกยิว​ว่า “เขา​อยู่​นี่​ไง”

6 เมื่อ​พวกหัวหน้านักบวช​และ​พวกผู้คุมวิหาร​เห็น​พระเยซู​ก็​ร้อง​ตะโกน​ว่า “ตรึง​มัน ตรึง​มัน”

แต่​ปีลาต​ตอบ​ว่า “พวก​คุณ​ไป​ตรึง​กัน​เอา​เอง​ก็​แล้ว​กัน เพราะ​เรา​ไม่​เห็น​ว่า​เขา​ทำ​ผิด​ตรง​ไหน​เลย”

7 พวกยิว​ตอบ​ว่า “ตาม​กฎปฏิบัติ​ของ​ยิว บอก​ว่า​มัน​ทำ​ผิด​สมควร​ตาย​เพราะ​อ้าง​ว่า​เป็น​บุตร​ของ​พระเจ้า”

8 เมื่อ​ปีลาต​ได้ยิน​อย่าง​นั้น​ก็​กลัว​จน​ตัว​สั่น 9 แล้ว​เขา​ก็​กลับ​เข้า​ไป​ใน​วัง​อีก​ครั้ง ปีลาต​ได้​ถาม​พระเยซู​ว่า “แก​มา​จาก​ไหน” แต่​พระองค์​ไม่​ตอบ 10 ปีลาต​จึง​พูด​กับ​พระองค์​ว่า “แก​ไม่​ยอม​พูด​กับ​เรา​หรือ แก​ไม่​รู้​หรือ​ว่า​เรา​มี​อำนาจ​ที่​จะ​ปล่อย​หรือ​ตรึง​แก​ก็​ได้”

11 พระเยซู​จึง​ตอบ​เขา​ว่า “ถ้า​พระเจ้า​ไม่​ได้​ให้​อำนาจ​นั้น​กับ​คุณ คุณ​ก็​ไม่​มี​อำนาจ​เหนือ​เรา​หรอก ดังนั้น​คน​ที่​มอบ​ตัว​เรา​ให้​กับ​คุณ ก็​มี​ความผิด​บาป​ร้ายแรง​กว่า​คุณ”

12 เมื่อ​ปีลาต​ได้ยิน​อย่าง​นั้น เขา​ก็​พยายาม​ที่​จะ​ปล่อย​พระเยซู​อีก แต่​พวก​ยิว​ร้อง​ตะโกน​ว่า “ถ้า​ท่าน​ปล่อย​มัน ท่าน​ก็​ไม่​ใช่​เพื่อน​ของ​ซีซาร์ เพราะ​คน​ที่​อ้าง​ตัวเอง​เป็น​กษัตริย์​นั้น​เป็น​ศัตรู​กับ​ซีซาร์”

13 เมื่อ​ปีลาต​ได้​ฟัง​อย่าง​นั้น​จึง​พา​พระเยซู​ออก​มา และ​เขา​ก็​นั่ง​ลง​บน​บัลลังก์​พิพากษา​ตรง​ที่​เรียกว่า “ลาน​หิน” (ซึ่ง​ใน​ภาษา​อารเมค+ 19:13 ภาษา​อารเมค เป็น​ภาษา​พูด​ของ​ชาว​ยิว​ใน​ประเทศ​ปาเลสไตน์​ใน​สมัย​ของ​พระเยซู เรียกว่า “กับบาธา”)

14 วัน​นั้น​เป็น​วัน​ศุกร์ เป็น​วัน​จัด​เตรียม​สำหรับ​เทศกาล​วัน​ปลด​ปล่อย ประมาณ​เที่ยง​วัน ปีลาต​ได้​บอก​กับ​พวกยิว​ว่า “นี่​ไง กษัตริย์​ของ​พวกคุณ” พวกยิว​ร้อง​ตะโกน​ว่า

15 “เอา​ตัว​ไป เอา​ตัว​ไป​ตรึง​ที่​กางเขน”

ปีลาต​จึง​ถาม​พวก​เขา​ว่า “จะ​ให้​เรา​ตรึง​กษัตริย์​ของ​พวกคุณ​หรือ”

พวกหัวหน้านักบวช​ตอบ​ว่า “เรา​ไม่​มี​กษัตริย์​อื่น นอก​จาก​ซีซาร์”

16 แล้ว​ปีลาต​ได้​ส่ง​ตัว​พระเยซู​ไป​ให้​กับ​ทหาร​เพื่อ​เอา​ไป​ตรึง​ที่​ไม้​กางเขน แล้ว​พวกทหาร​ก็​มา​เอา​ตัว​พระเยซู​ไป

พระเยซู​ตาย​บน​ไม้​กางเขน

(มธ. 27:32-44; มก. 15:21-32; ลก. 23:26-43)

17 พระองค์​ต้อง​แบก​ไม้กางเขน​ที่​จะ​ใช้​ตรึง​พระองค์​เอง​ไป​ถึง​ที่​แห่ง​หนึ่ง​เรียก​ว่า “หัวกะโหลก” (ใน​ภาษา​อารเมค​เรียก​ว่า กลโกธา) 18 แล้ว​พวก​เขา​ก็​จับ​พระเยซู​ตรึง​บน​ไม้​กางเขน​ที่​นั่น พวก​เขา​ได้​ตรึง​นักโทษ​ชาย​อีก​สอง​คน​ด้วย พระเยซู​อยู่​ระหว่าง​นักโทษ​สอง​คน​นั้น 19 ปีลาต​ได้​เขียน​ป้าย​ติด​ไว้​บน​กางเขน​ว่า “เยซู ชาว​นาซาเร็ธ กษัตริย์​ของ​ชาวยิว” 20 คน​ยิว​เป็น​จำนวน​มาก​ได้​อ่าน​ป้ายนี้ เพราะ​ที่​ที่​พระเยซู​ถูก​ตรึง​นี้​อยู่​ใกล้​กับ​ตัวเมือง และ​ป้าย​นั้น​เขียน​เป็น​ภาษา​อารเมค ลาติน​และ​กรีก 21 พวกหัวหน้านักบวช​พูด​กับ​ปีลาต​ว่า “อย่า​เขียน​ว่า ‘กษัตริย์​ของ​ชาวยิว’ แต่​ให้​เขียน​ว่า ‘ชาย​คนนี้​อ้าง​ว่า เป็น​กษัตริย์​ของ​ชาว​ยิว’”

22 แต่​ปีลาต​ตอบ​ว่า “เขียน​แล้ว ก็​แล้วไป”

23 เมื่อ​พวก​ทหาร​ตรึง​พระเยซู​แล้ว ก็​ได้​เอา​เสื้อผ้า​ของ​พระองค์​มา​แบ่ง​กัน​ใน​หมู่​ทหาร​สี่​คน โดย​ได้​ไป​คน​ละ​ชิ้น ส่วน​เสื้อชั้นใน​ของ​พระเยซู​เป็น​ผ้าทอ​ชิ้น​เดียว​กัน​ตลอด​ทั้ง​ตัว​ไม่​มี​ตะเข็บ 24 พวก​เขา​พูด​กัน​ว่า “อย่า​ฉีก​เลย จับสลาก​กัน​ดี​กว่า ดู​สิ​ว่า​ใคร​จะ​ได้” เหตุการณ์นี้​ได้​เกิด​ขึ้น​ตาม​ที่​พระคัมภีร์​เขียน​ว่า

“เขา​เอา​เสื้อผ้า​ของ​เรา​ไป​แบ่ง​กัน

แล้ว​เอา​ชุด​ของ​เรา​มา​จับสลาก​กัน”+ 19:24 อ้าง​มา​จาก​หนังสือ สดุดี 22:18

และ​พวกทหาร​ก็​ทำ​อย่าง​นั้น

25 แม่​ของ​พระเยซู น้าสาว​ของ​พระองค์ มารีย์​เมีย​ของ​โคลปัส และ​มารีย์​ชาว​มักดาลา​ยืน​อยู่​ข้างๆ​ไม้กางเขน 26 เมื่อ​พระเยซู​เห็น​แม่​ของ​พระองค์​และ​ศิษย์​ที่​พระองค์​รัก พระเยซู​จึง​พูด​กับ​แม่​ว่า “แม่​ครับ รับ​เขา​เป็น​ลูก​ด้วย” 27 แล้ว​พระองค์​ก็​พูด​กับ​ศิษย์​คน​นั้น​ว่า “รับ​นาง​เป็น​แม่​ด้วย” ศิษย์​คน​นั้น​จึง​พา​แม่​ของ​พระองค์​ไป​อยู่​ที่​บ้าน​ของ​เขา​ตั้งแต่​นั้น​มา

พระเยซู​ตาย

(มธ. 27:45-56; มก. 15:33-41; ลก. 23:44-49)

28 หลังจาก​นั้น​พระเยซู​รู้​ว่า​ทุก​อย่าง​เสร็จสิ้น​สมบูรณ์​แล้ว เพื่อ​ให้​คำ​ต่างๆ​ใน​พระคัมภีร์​เกิด​ขึ้น​จริง พระองค์​พูด​ว่า “เรา​หิว​น้ำ”+ 19:28 เรา​หิว​น้ำ อ้างจาก​หนังสือ​สดุดี 22:15; 69:2129 มี​ไห​ใส่​เหล้าองุ่น​เปรี้ยว​อยู่​ที่​นั่น พวก​เขา​จึง​เอา​ฟองน้ำ​ชุบ​เหล้าองุ่น​เปรี้ยวนี้​ใส่​ปลาย​กิ่ง​ไม้​หุสบ แล้ว​ยื่น​ไป​จ่อ​ไว้​ที่​ปาก​ของ​พระองค์ 30 เมื่อ​พระองค์​ได้​ชิม​เหล้าองุ่น​เปรี้ยว​แล้ว จึง​ได้​ร้อง​ว่า “สำเร็จ​แล้ว” จาก​นั้น​ก็​คอพับ​และ​สิ้นใจ​ตาย

31 วัน​นั้น​เป็น​วันศุกร์ และ​วันรุ่งขึ้น​ก็​จะ​เป็น​วันหยุดพิเศษทางศาสนา พวกยิว​ไม่​อยาก​ให้​ศพ​ค้าง​อยู่​บน​ไม้​กางเขน​ใน​วันหยุดทางศาสนา ก็​เลย​ขอ​ให้​ปีลาต​สั่ง​ทหาร​ของ​เขา​ให้​หัก​ขา​คน​ที่​ถูก​ตรึง​อยู่​บน​ไม้กางเขน เพื่อ​จะ​ได้​ตาย​เร็ว​ขึ้น และ​จะ​ได้​เอา​ศพ​ออก​ไป 32 พวก​ทหาร​จึง​มา​หัก​ขา​โจร​สอง​คน​ที่​ถูก​ตรึง​กางเขน​พร้อม​กับ​พระเยซู 33 แต่​เมื่อ​มา​ถึง​พระเยซู พวก​เขา​ก็​เห็น​ว่า​พระองค์​ตาย​แล้ว จึง​ไม่​ได้​หัก​ขา​พระองค์ 34 แต่​ทหาร​คน​หนึ่ง​เอา​หอก​แทง​ที่​สีข้าง​ของ​พระเยซู เลือด​และ​น้ำ​ก็​ไหล​ทะลัก​ออก​มา 35 (คน​ที่​เห็น​เหตุการณ์​ได้​เล่า​ว่า​เขา​เห็น​อะไร เรื่อง​ที่​เขา​เล่า​นั้น​เป็น​ความจริง เขา​เล่า​ให้​ฟัง​เพื่อ​ท่าน​จะ​ได้​เชื่อ) 36 สิ่งนี้​เกิด​ขึ้น​เพื่อ​จะ​เป็น​จริง​ตาม​ที่​พระคัมภีร์​เขียน​ว่า “กระดูก​ของ​พระองค์​จะ​ไม่​หัก​แม้แต่​ชิ้น​เดียว”+ 19:36 อ้าง​จาก​หนังสือ สดุดี 34:20; อพยพ 12:46; กันดาร​วิถี 9:1237 และ​มี​ข้อ​พระคัมภีร์​อีก​ข้อ​หนึ่ง​ว่า “พวก​เขา​จะ​มอง​ดู​คน​ที่​พวก​เขา​ได้​แทง”+ 19:37 อ้าง​จาก​หนังสือ เศคาริยาห์ 12:10

พระเยซู​ถูก​ฝัง

(มธ. 27:57-61; มก. 15:42-47; ลก. 23:50-56)

38 หลังจาก​นั้น​โยเซฟ​ชาวอาริมาเธีย​ได้​ขอ​อนุญาต​ปีลาต​นำ​ศพ​พระเยซู​ไป โยเซฟ​เป็น​ศิษย์​ลับๆ​ของ​พระเยซู เพราะ​เขา​กลัว​พวกยิว เมื่อ​ปีลาต​อนุญาต โยเซฟ​จึง​มา​เอา​ศพ​ของ​พระองค์​ไป

39 นิโคเดมัส​ก็​มา​ด้วย เขา​เคย​มา​หา​พระเยซู​ก่อน​หน้านี้​ใน​ตอน​กลาง​คืน เขา​นำ​เครื่อง​หอม​คือ มดยอบ กับ​กฤษณา+ 19:39 มดยอบ กับ​กฤษณา คือ เครื่องเทศ​ที่​มี​กลิ่น​หอม​ใช้​สำหรับ​ทำ​น้ำหอม และ​ห่อ​ศพ​ก่อน​ที่​จะ​นำ​ไป​ฝัง​หนัก​ประมาณ​สามสิบ​กิโลกรัม​มา​ด้วย 40 โยเซฟ​และ​นิโคเดมัส​ได้​เอา​ศพ​พระเยซู​มา​และ​พัน​ด้วย​ผ้า​ลินิน​พร้อม​กับ​เครื่อง​หอม​ตาม​ธรรมเนียม​การฝังศพ​ของ​ยิว 41 ใกล้ๆ​กับ​ที่​ที่​พระเยซู​ถูก​ตรึง​นั้น​มี​สวน​อยู่​แห่ง​หนึ่ง และ​ใน​สวน​นั้น​มี​อุโมงค์ฝังศพ​ใหม่เอี่ยม​ที่​ยัง​ไม่​เคย​ใช้​วาง​ศพ​ใคร​มา​ก่อน 42 พวกเขา​วาง​ศพ​ของ​พระองค์​ไว้​ใน​อุโมงค์​นั้น​เพราะ​มัน​อยู่​ใกล้​และ​ถึง​เวลา​ที่​จะ​ต้อง​เตรียม​ตัว​สำหรับ​วันหยุดทางศาสนา​แล้ว

20

ศพ​หาย​ไป​จาก​อุโมงค์ฝังศพ

(มธ. 28:1-10; มก. 16:1-8; ลก. 24:1-12)

1 ตอน​เช้ามืด​ของ​วันอาทิตย์+ 20:1 วันอาทิตย์ หรือ “วัน​แรก​ของ​สัปดาห์” ชาวยิว​ถือ​ว่า​วันนี้​เริ่ม​ขึ้น​เมื่อ​พระอาทิตย์​ตก​ดิน​ใน​เย็น​วัน​เสาร์ มารีย์ ชาวมักดาลา​ได้​ไป​ที่​อุโมงค์ฝังศพ​และ​พบ​ว่า​หิน​ใหญ่​ที่​ปิด​ทาง​เข้า​อุโมงค์​นั้น​ได้​ถูก​เคลื่อน​ออก​ไป 2 เธอ​จึง​รีบ​วิ่ง​ไป​หา​ซีโมน เปโตร กับ​ศิษย์​อีก​คน​หนึ่ง​ที่​พระเยซู​รัก และ​บอก​พวกเขา​ว่า “พวกเขา​เอา​ศพ​ของ​องค์​เจ้า​ชีวิต​ไป​จาก​อุโมงค์​แล้ว ไม่​รู้​ว่า​เขา​เอา​ศพ​ไป​ไว้​ที่​ไหน​ด้วย”

3 เปโตร​และ​ศิษย์​คน​นั้น​จึง​ไป​ที่​อุโมงค์ฝังศพ 4 ทั้ง​สอง​คน​วิ่ง​ไป แต่​ศิษย์​คน​นั้น​วิ่ง​เร็ว​กว่า​เปโตร​จึง​ไป​ถึง​ก่อน 5 แต่​ไม่​ได้​เข้า​ไป​ข้างใน ได้​แต่​ก้ม​ดู​เข้า​ไป​และ​เห็น​ผ้าลินิน​วาง​อยู่ 6 เมื่อ​ซีโมน เปโตร​มา​ถึง เขา​ก็​เข้า​ไป​ใน​อุโมงค์ฝังศพ และ​เห็น​ผ้าลินิน​วาง​อยู่ 7 ส่วน​ผ้า​พัน​ศีรษะ​ของ​พระเยซู​ไม่​ได้​วาง​อยู่​กับ​ผ้าลินิน แต่​พับ​วาง​ไว้​ต่าง​หาก 8 ศิษย์​ที่​มา​ถึง​ก่อน​ตาม​เปโตร​เข้า​ไป​ข้าง​ใน​ด้วย เขา​เห็น​และ​เชื่อ 9 (พวก​เขา​ยัง​ไม่​เข้าใจ​พระคัมภีร์​ที่​ว่า พระองค์​ต้อง​ฟื้นขึ้น​มา​จาก​ความตาย)

พระเยซู​ปรากฏ​ต่อ​มารีย์​ชาวมักดาลา

(มก. 16:9-11)

10 หลังจาก​นั้น​ทั้ง​สอง​ก็​กลับ​ไป​บ้าน 11 ส่วน​มารีย์​ยัง​คง​ยืน​ร้องไห้​อยู่​นอก​อุโมงค์ฝังศพ​นั้น ขณะ​ที่​เธอ​กำลัง​ร้องไห้​อยู่​นั้น ก็​ได้​ก้ม​ลง​มอง​ข้าง​ใน​อุโมงค์ฝังศพ 12 เธอ​เห็น​ทูตสวรรค์​สอง​องค์​ใส่​ชุด​สีขาว​นั่ง​อยู่​ตรง​ที่​เคย​วาง​ศพ​พระเยซู องค์​หนึ่ง​อยู่​ทาง​หัว อีก​องค์​อยู่​ทาง​เท้า

13 ทูตสวรรค์​ถาม​เธอ​ว่า “หญิง​เอ๋ย ร้องไห้​ทำไม” เธอ​บอก​ว่า “พวก​เขา​เอา​องค์​เจ้า​ชีวิต​ของ​ฉัน​ไป และ​ฉัน​ก็​ไม่​รู้​ว่า​พวกเขา​เอา​พระองค์​ไป​ไว้​ที่​ไหน” 14 เมื่อ​เธอ​พูด​อย่าง​นั้น​แล้ว ก็​หัน​กลับ​ไป​และ​เห็น​พระเยซู​ยืน​อยู่​ที่​นั่น แต่​เธอ​ไม่​รู้​ว่า​เป็น​พระเยซู

15 พระองค์​ถาม​เธอ​ว่า “หญิง​เอ๋ย​ร้องไห้​ทำไม กำลัง​ตาม​หา​ใคร​อยู่​หรือ”

มารีย์​คิด​ว่า​พระเยซู​เป็น​คน​สวน​จึง​พูด​ว่า “คุณ​คะ ถ้า​คุณ​เอา​เขา​ไป ช่วย​บอก​หน่อย​ว่า​คุณ​เอา​เขา​ไป​ไว้​ที่​ไหน ฉัน​จะ​ได้​ไป​รับ”

16 พระเยซู​จึง​พูด​ขึ้น​ว่า “มารีย์”

เธอ​หัน​มา​และ​เรียก​พระองค์​เป็น​ภาษา​อารเมค​ว่า “รับโบนี” (ซึ่ง​แปล​ว่า “อาจารย์”)

17 พระองค์​พูด​กับ​เธอ​ว่า “อย่า​หน่วง​เหนี่ยว​เรา​ไว้ เพราะ​เรา​ยัง​ไม่​ได้​กลับ​ไป​หา​พระบิดา ให้​กลับ​ไป​หา​พี่น้อง​ของ​เรา​และ​บอก​พวก​เขา​ว่า เรา​กำลัง​จะ​กลับ​ไป​หา​พระบิดา​ของ​เรา และ​พระบิดา​ของ​พวก​คุณ​ด้วย คือ​ไป​หา​พระเจ้า​ของ​เรา​และ​พระเจ้า​ของ​คุณ​ด้วย”

18 มารีย์​ชาว​มักดาลา​จึง​ไป​บอก​พวกศิษย์​ของ​พระเยซู​ว่า “ฉัน​เห็น​องค์​เจ้า​ชีวิต​แล้ว” แล้ว​เธอ​ก็​ได้​เล่า​ว่า​พระองค์​พูด​อะไร​กับ​เธอ​บ้าง

พระเยซู​ได้​มา​ปรากฏ​ให้​พวก​ศิษย์​เห็น

(มธ. 28:16-20; มก. 16:14-18; ลก. 24:36-49)

19 ใน​เย็น​วันอาทิตย์​นั้น​พวกศิษย์​มา​อยู่​รวม​กัน​และ​ปิด​ประตู​ลงกลอน เพราะ​กลัว​พวกยิว พระเยซู​ก็​มา​ยืน​อยู่​ท่ามกลาง​พวกเขา​และ​พูด​ว่า “ขอ​ให้​อยู่​เย็น​เป็น​สุข” 20 เมื่อ​พระองค์​พูด​อย่างนี้​แล้ว พระองค์​ก็​ยื่น​มือ​และ​สีข้าง​ให้​พวก​เขา​ดู พวกศิษย์​พา​กัน​ดีใจ​ที่​ได้​เห็น​องค์​เจ้า​ชีวิต

21 แล้ว​พระเยซู​พูด​อีก​ว่า “ขอ​ให้​มี​สันติสุข ตอนนี้​เรา​ก็​จะ​ส่ง​พวก​คุณ​ไป​เหมือน​กับ​ที่​พระบิดา​ได้​ส่ง​เรา​มา” 22 เมื่อ​พระองค์​พูด​อย่าง​นั้น​แล้ว ก็​ระบาย​ลม​หายใจ​รด​พวกเขา​และ​พูด​ว่า “รับ​พระวิญญาณ​บริสุทธิ์​ไป 23 ถ้า​คุณ​ยกโทษ​ให้​กับ​ความบาป​ของ​ใคร คน​นั้น​ก็​จะ​ได้รับ​การยกโทษ แต่​ถ้า​คุณ​ไม่​ยอม​ยกโทษ​ให้​ใคร คน​นั้น​ก็​จะ​ไม่​ได้รับ​การยกโทษ​ด้วย”

พระเยซู​ปรากฏ​ให้​โธมัส​เห็น

24 โธมัส ที่​คน​เรียก​กัน​ว่า​แฝด ศิษย์​คน​หนึ่ง​ใน​สิบ​สอง​คน​ไม่​ได้​อยู่​กับ​พวกเขา​ใน​ตอน​ที่​พระเยซู​มา​หา 25 เมื่อ​ศิษย์​คน​อื่นๆ​มา​บอก​เขา​ว่า “พวก​เรา​ได้​เห็น​องค์​เจ้า​ชีวิต​แล้ว” เขา​กลับ​ตอบ​ว่า “ผม​ไม่​เชื่อ​หรอก จน​กว่า​ผม​จะ​เห็น​รอย​ตะปู​ที่​มือ​ของ​อาจารย์ และ​ได้​เอา​นิ้ว​แยง​เข้า​ไป​ใน​รอย​ตะปู​และ​แผล​ที่​สีข้าง​ของ​อาจารย์​ด้วย”

26 วัน​อาทิตย์​ต่อมา​ขณะ​ที่​พวกศิษย์​ของ​พระองค์​อยู่​ใน​บ้าน และ​โธมัส​ก็​อยู่​ด้วย พระเยซู​เข้า​มา​ใน​ห้อง​ถึง​แม้ว่า​ประตู​จะ​ลงกลอน พระองค์​มา​ยืน​อยู่​ท่ามกลาง​พวก​เขา​และ​พูด​ว่า “ขอ​ให้​มี​สันติสุข” 27 พระองค์​พูด​กับ​โธมัส​ว่า “โธมัส เอา​นิ้ว​มา​วาง​ที่​นี่​และ​ดู​มือ​ของ​เรา เอา​มือ​มา​แยง​ที่​สีข้าง​ของ​เรา เลิก​สงสัย​ซะ แล้ว​เชื่อ​เถิด”

28 โธมัส​ร้อง​ว่า “องค์​เจ้า​ชีวิต​ของ​ข้า พระเจ้า​ของ​ข้า”

29 พระเยซู​พูด​ว่า “ที่​คุณ​เชื่อ เพราะ​คุณ​ได้​เห็น​เรา ส่วน​คน​ที่​ไม่​ได้​เห็น​เรา​แต่​เชื่อ​นั้น ก็​มี​เกียรติ​จริงๆ”

ทำไม​ยอห์น​ถึง​เขียน​หนังสือ​เล่มนี้

30 ยัง​มี​สิ่ง​อัศจรรย์​อีก​มากมาย​ที่​พระเยซู​ทำ​ต่อหน้า​พวกศิษย์ แต่​ไม่​ได้​เขียน​ไว้​ใน​หนังสือ​เล่มนี้ 31 เท่า​ที่​ได้​เขียน​สิ่ง​เหล่านี้​ลง​ไป​ก็​เพื่อ​คุณ​จะ​ได้​เชื่อ​ว่า พระเยซู​คือ​พระคริสต์ พระบุตร​ของ​พระเจ้า และ​เมื่อ​คุณ​ไว้วางใจ​แล้ว คุณ​ก็​จะ​มี​ชีวิต​เพราะ​พระองค์

21

พระเยซู​ปรากฏ​ให้​ศิษย์​เจ็ด​คน​เห็น

1 ต่อมา​พระเยซู​ก็​ได้​ปรากฏ​ตัว​ให้​พวกศิษย์​ของ​พระองค์​เห็น​อีก​ครั้ง​ที่​ทะเล​สาบ​ทิเบเรียส เรื่อง​มี​อยู่​ว่า 2 ขณะ​ที่​ซีโมน​เปโตร โธมัส (หรือ​ที่​คน​เรียก​กัน​ว่า​แฝด) นาธานาเอล (ที่​มา​จาก​หมู่บ้าน​คานา แคว้น​กาลิลี) ลูก​สอง​คน​ของ​เศเบดี และ​ศิษย์​อีก​สอง​คน​ของ​พระเยซู​อยู่​รวม​กัน 3 ซีโมน​เปโตร​พูด​กับ​พวก​เขา​ว่า “ผม​จะ​ไป​จับ​ปลา”

พวก​เขา​บอก​เปโตร​ว่า “ไป​ด้วย” พวก​เขา​ทั้งหมด​ก็​เลย​ออก​เรือ​ไป แต่​คืน​นั้น​ทั้ง​คืน​พวก​เขา​จับ​ปลา​ไม่​ได้​เลย

4 เช้าตรู่​ของ​อีก​วัน​หนึ่ง​พระเยซู​ยืน​อยู่​บน​ฝั่ง แต่​พวกศิษย์​ไม่​รู้​ว่า​เป็น​พระองค์ 5 พระเยซู​ถาม​พวกเขา​ว่า “ไง​เพื่อน จับ​ปลา​ได้​หรือ​เปล่า”

พวก​เขา​ตอบ​ว่า “ไม่​ได้​เลย”

6 พระองค์​จึง​พูด​กับ​พวก​เขา​ว่า “โยน​อวน​ไป​ทาง​ขวา​ของ​เรือ​สิ แล้ว​จะ​ได้​ปลา” พวก​เขา​จึง​โยน​อวน​ลง​ไป แล้ว​ได้​ปลา​มากมาย​จน​ลาก​อวน​ขึ้น​มา​บน​เรือ​ไม่​ไหว

7 ศิษย์​คน​ที่​พระเยซู​รัก​ได้​บอก​กับ​เปโตร​ว่า “องค์​เจ้า​ชีวิต​นี่” เมื่อ​ซีโมน​ได้ยิน​ว่า​เป็น​องค์​เจ้า​ชีวิต เขา​ก็​หยิบ​เสื้อ​ที่​ถอด​ไว้​ตอน​ทำงาน​มา​ใส่ กระโดด​ลง​ไป​ใน​ทะเล​สาบ​แล้ว​ว่ายน้ำ​เข้า​ฝั่ง 8 แต่​ศิษย์​คน​อื่นๆ​นั้น​นั่ง​เรือ​มา​ที่​ฝั่ง พวก​เขา​ลาก​อวน​ที่​มี​ปลา​อยู่​ท้าย​เรือ (เพราะ​พวก​เขา​อยู่​ไม่​ห่าง​ฝั่ง​นัก ประมาณ​ร้อย​เมตร​เท่า​นั้น) 9 เมื่อ​พวกเขา​มา​ถึง​ฝั่ง ก็​เห็น​ขนมปัง​และ​ปลา​ปิ้ง​อยู่​บน​กอง​ถ่าน​ที่​ติด​ไฟ 10 พระเยซู​พูด​ว่า “เอา​ปลา​ที่​เพิ่ง​จับ​ได้​มา​หน่อย​สิ”

11 ซีโมน​เปโตร​จึง​ลง​ไป​ใน​เรือ​และ​ลาก​อวน​ขึ้น​ฝั่ง มี​ปลา​ตัว​ใหญ่​เต็ม​ไป​หมด นับ​ได้​ถึง​หนึ่งร้อย​ห้าสิบสาม​ตัว แต่​ถึง​จะ​มี​ปลา​มากมาย​ขนาด​นั้น​อวน​ก็​ไม่​ขาด 12 พระเยซู​ได้​พูด​กับ​พวกเขา​ว่า “มา​กิน​อาหารเช้า​กัน​เถอะ” แต่​ไม่​มี​ใคร​สัก​คน​กล้า​ถาม​พระองค์​ว่า “คุณ​เป็น​ใคร” เพราะ​พวก​เขา​รู้​อยู่​แล้ว​ว่า​เป็น​องค์​เจ้า​ชีวิต 13 พระเยซู​เข้า​มา​หยิบ​ขนมปัง​และ​ปลา​แจก​ให้​พวก​เขา 14 นี่​เป็น​ครั้ง​ที่​สาม​ที่​พระเยซู​ได้​ให้​พวกศิษย์​เห็น​พระองค์​หลังจาก​ฟื้นขึ้น​มา​จาก​ความตาย

พระเยซู​คุย​กับ​เปโตร

15 เมื่อ​พวกเขา​กิน​อาหารเช้า​อิ่ม​แล้ว พระเยซู​ได้​พูด​กับ​ซีโมน​เปโตร​ว่า “ซีโมน​ลูก​ของ​ยอห์น คุณ​รัก​เรา​มาก​กว่า​ศิษย์​พวกนี้​รัก​เรา​หรือ​เปล่า”

เปโตร​ตอบ​พระองค์​ว่า “ครับ​องค์​เจ้า​ชีวิต พระองค์​ก็​รู้​ว่า​ผม​รัก​พระองค์”

พระเยซู​จึง​สั่ง​เขา​ว่า “ให้​เลี้ยงดู​ลูกแกะ+ 21:15 ลูกแกะ หรือ แกะ หมายถึง ศิษย์​ของ​พระเยซู (เช่น​เดียว​กับ​ใน ยอห์น บทที่ 10) ของ​เรา”

16 แล้ว​พระองค์​ก็​ได้​ถาม​เขา​เป็น​ครั้ง​ที่​สอง​ว่า “ซีโมน ลูก​ของ​ยอห์น​คุณ​รัก​เรา​หรือ​เปล่า”

เปโตร​ตอบ​พระองค์​ว่า “ครับ​องค์​เจ้า​ชีวิต พระองค์​ก็​รู้​ว่า​ผม​รัก​พระองค์”

พระเยซู​จึง​สั่ง​เขา​ว่า “ให้​ดูแล​ฝูงแกะ​ของ​เรา” 17 แล้ว​พระองค์​ก็​ถาม​เขา​เป็น​ครั้ง​ที่​สาม​ว่า “ซีโมน​ลูก​ของ​ยอห์น คุณ​รัก​เรา​หรือ​เปล่า”

เปโตร​รู้สึก​เสียใจ​ที่​พระองค์​ถาม​เขา​ถึง​สาม​ครั้ง​ว่า “คุณ​รัก​เรา​หรือ​เปล่า” เขา​จึง​บอก​พระองค์​ว่า “องค์​เจ้า​ชีวิต พระองค์​รู้​ทุก​สิ่ง​ทุก​อย่าง พระองค์​รู้​ว่า​ผม​รัก​พระองค์”

พระเยซู​จึง​สั่ง​เขา​ว่า “ให้​เลี้ยงดู​ฝูงแกะ​ของ​เรา 18 เรา​จะ​บอก​ให้​รู้​ว่า เมื่อ​คุณ​ยัง​หนุ่ม​คุณ​คาด​เข็มขัด​เอง​และ​ไป​ไหน​มา​ไหน​ที่​ตัวเอง​อยาก​ไป แต่​เมื่อ​คุณ​แก่​ลง คุณ​จะ​กาง​มือ​ออก​มา​แล้ว​คน​อื่น​ก็​จะ​มัด​คุณ และ​พา​คุณ​ไป​ใน​ที่​ที่​คุณ​ไม่​อยาก​ไป” 19 (พระเยซู​พูด​อย่างนี้ เพื่อ​บอก​ให้​รู้​ว่า​เปโตร​จะ​ตาย​แบบ​ไหน​เพื่อ​แสดง​ความยิ่งใหญ่​ของ​พระเจ้า​ให้​คน​เห็น) แล้ว​พระเยซู​ก็​ได้​พูด​กับ​เปโตร​ว่า “ตาม​เรา​มา”

20 เปโตร​หัน​ไป​เห็น​ศิษย์​คน​ที่​พระองค์​รัก​ซึ่ง​กำลัง​เดิน​ตาม​มา (คือ​ศิษย์​คน​ที่​เอน​ตัว​ไป​ที่​อก​ของ​พระองค์​ตอน​กิน​อาหาร แล้ว​ถาม​พระองค์​ว่า “อาจารย์ คน​ที่​จะ​ทรยศ​อาจารย์​เป็น​ใคร​กัน​ครับ”) 21 เมื่อ​เปโตร​เห็น​เขา​อยู่​ข้างหลัง เขา​ถาม​พระเยซู​ว่า “องค์​เจ้า​ชีวิต แล้ว​เขา​ล่ะ จะ​เป็น​ยังไง”

22 พระเยซู​ตอบ​เปโตร​ว่า “ถ้า​เรา​อยาก​จะ​ให้​เขา​อยู่​จน​เรา​กลับ​มา แล้ว​มัน​เรื่อง​อะไร​ของ​คุณ​ด้วย ตาม​เรา​มา​เถอะ”

23 เรื่องนี้​จึง​ร่ำลือ​กัน​ไป​ทั่ว​ใน​หมู่​พี่น้อง​ว่า​ศิษย์​คนนี้​จะ​ไม่​ตาย แต่​พระเยซู​ไม่​ได้​พูด​ว่า​เขา​จะ​ไม่​ตาย แต่​พูด​ว่า “ถ้า​เรา​อยาก​ให้​เขา​อยู่​จน​เรา​กลับ​มา แล้ว​มัน​เรื่อง​อะไร​ของ​คุณ​ด้วย​ล่ะ”

24 ศิษย์​คน​นั้น​เอง​ที่​เป็น​คน​เล่า​และ​เขียน​เรื่อง​ทั้งหมดนี้ และ​พวก​เรา​เชื่อ​ว่า​เขา​เล่า​ความจริง

25 ยัง​มี​อีก​หลาย​สิ่ง​หลาย​อย่าง​ที่​พระเยซู​ได้​ทำ​เอา​ไว้ ถ้า​จะ​เขียน​ทั้งหมด​นั้น​ไว้ เรา​คิด​ว่า​โลก​ทั้ง​โลก​ก็​ไม่​ใหญ่​พอ​ที่​จะ​เก็บ​หนังสือ​ทั้งหมด​ที่​จะ​เขียน​นั้น​ได้