เอเสเคียล
คำนำ
เอเสเคียลเป็นทั้งผู้พูดแทนพระเจ้าและนักบวชด้วย เขาถูกกวาดต้อนไปเป็นเชลยในบาบิโลนในปี 597 ก่อน ค.ศ.
เอเสเคียลพูดแทนพระเจ้าในบาบิโลนให้กับเชลยจากยูดาห์ ในขณะที่เยเรมียาห์กำลังพูดแทนพระเจ้าให้กับคนของพระองค์ที่ยังคงอยู่ในยูดาห์
บ่อยครั้งที่เอเสเคียลประกาศพระคำโดยใช้นิมิตต่างๆที่พระเจ้าให้กับเขา หรือเล่นละครที่ดึงดูดความสนใจผู้คน
จุดเด่นของหนังสือเล่มนี้คือ ตลอดทั้งเล่มเอเสเคียลเล่าเรื่องของตัวเอง และเอเสเคียลจะเน้นว่าพระยาห์เวห์อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ต่างๆที่กำลังเกิดขึ้น เพราะพระยาห์เวห์ต้องการให้คนของพระองค์รู้ว่า พระองค์คือพระยาห์เวห์
บทที่ 1-24 พระเจ้าเตือนคนของพระองค์ก่อนที่พระองค์จะลงโทษพวกเขาด้วยการทำลายเมืองเยรูซาเล็ม
บทที่ 25-32 คำเทศนาต่อว่าชนชาติต่างๆ
บทที่ 33-48 พระเจ้าให้ความหวังกับคนของพระองค์หลังจากที่เมืองเยรูซาเล็มถูกทำลายแล้ว
ความหวังคือพระยาห์เวห์จะทำให้คนยูดาห์และคนอิสราเอลกลับมามีสภาพดีเหมือนเดิม พระยาห์เวห์จะมาสถิตอยู่ที่วิหารใหม่ในเมืองเยรูซาเล็ม และดินแดนจะถูกแบ่งให้กับเผ่าต่างๆของอิสราเอลด้วย
1คำนำ
1 ในวันที่ห้า เดือนสี่ ปีที่สามสิบ+ 1:1-3 ปีที่สามสิบ เราไม่แน่ใจว่าปีที่สามสิบนี้กำลังพูดถึงอะไร ไม่แน่อาจจะเป็นอายุของเอเสเคียล แต่คงจะเป็นปีที่ห้า ที่พวกชาวยิวเป็นเชลยอยู่ในบาบิโลน ซึ่งจะตรงกับหน้าร้อน ของปี 593 ก่อน ค.ศ. (พ.ศ. 50) ในขณะที่ผมเอเสเคียล ลูกชายของบุซี อยู่กับพวกที่ถูกเนรเทศ+ 1:1-3 เนรเทศ กษัตริย์เนบูคัดเนสซาร์ของบาบิโลนได้จับชาวยิวมากมายไปจากยูดาห์ ไปเป็นเชลยในบาบิโลน ที่ข้างคลองเคบาร์ ในบาบิโลน สวรรค์ได้เปิดออกและผมได้เห็นนิมิต ของพระเจ้า
ในวันที่ห้าของเดือนนั้น ซึ่งเป็นปีที่ห้าที่กษัตริย์เยโฮยาคีนเป็นเชลยอยู่ในบาบิโลน คำพูดของพระยาห์เวห์ได้มาถึงนักบวชเอเสเคียล ที่อยู่ข้างคลองเคบาร์ในแผ่นดินของชาวบาบิโลน มือของพระยาห์เวห์วางอยู่บนตัวเขาที่นั่น
รถม้าที่มีบัลลังก์ของพระเจ้าตั้งอยู่
4 ผมมองไป เห็นพายุพร้อมกับลมแรงมากกำลังมาจากทางเหนือ มีเมฆก้อนใหญ่มากที่มีแสงส่องสว่างจ้ารอบๆเมฆนั้น และมีไฟแลบออกมา ตรงกลางของไฟนั้น มีสิ่งหนึ่งที่ดูเหมือนเหล็กที่ร้อนระอุ+ 1:4 เหล็กที่ร้อนระอุ ความหมายของคำนี้ในภาษาฮีบรู ไม่ชัดเจน อาจหมายถึง “ทองแดงที่ละลาย” หรือ “อำพัน”5 ที่ใจกลางไฟนั้นดูเหมือนมีสิ่งมีชีวิตสี่ท่านอยู่ที่นั่น พวกเขามีรูปร่างเหมือนคน 6 แต่ละท่านมีใบหน้าสี่หน้าและมีปีกสี่ปีก 7 ขาของพวกเขาเหยียดตรง ฝ่าเท้าของพวกเขาเหมือนกีบเท้าของลูกวัว และตัวพวกเขาเป็นประกายเหมือนทองสัมฤทธิ์ที่ได้รับการขัดเงา 8 ที่ใต้ปีกของพวกเขาทั้งสี่ข้าง มีมือของคนอยู่ด้วย พวกเขาทั้งสี่แต่ละท่านมีหลายหน้าหลายปีก 9 ปีกของพวกเขาแตะกัน เวลาเคลื่อนไหว พวกเขาไม่หันไปหันมา ได้แต่มุ่งตรงไปข้างหน้าอย่างเดียว
10 ใบหน้าของแต่ละท่านเป็นอย่างนี้คือ ด้านหน้าเป็นหน้าของคน ด้านขวาเป็นหน้าสิงโต ด้านซ้ายเป็นหน้าของวัวตัวผู้ และด้านหลังเป็นหน้าของนกอินทรี 11 ใบหน้าทั้งหลายของพวกเขาเป็นอย่างนั้น ปีกของพวกเขากางขึ้นข้างบน มีสองปีกที่แตะกับปีกของอีกท่านที่อยู่ติดกันในแต่ละด้าน ส่วนอีกสองปีกที่เหลือปกคลุมร่างกายไว้ 12 แต่ละท่านมุ่งไปด้านหน้า ไม่ว่าพระวิญญาณจะนำไปทางไหน พวกเขาก็ไปทางนั้น โดยไม่หันซ้ายหันขวา 13 ตรงใจกลางของสิ่งมีชีวิตเหล่านี้ มีสิ่งที่ดูเหมือนพวกถ่านไฟที่ร้อนแรงเหมือนคบเพลิงที่เคลื่อนไปมาในท่ามกลางสิ่งมีชีวิตเหล่านี้ ไฟนี้สว่างจ้าและมีสายฟ้าแลบออกมาจากไฟนี้ 14 สิ่งมีชีวิตทั้งสี่นี้พุ่งไปมาเหมือนสายฟ้าแลบแปลบปลาบ
15 เมื่อผมมองดูสิ่งมีชีวิตเหล่านั้น ผมสังเกตเห็นว่าพวกที่มีสี่หน้านี้แต่ละท่านมีวงล้ออันหนึ่งอยู่ข้างๆ วงล้อทั้งสี่นี้แตะอยู่บนพื้น 16 ล้อทั้งสี่มีลักษณะเหมือนกันหมด แวววาวเป็นประกายเหมือนกับเพทายสีเหลืองสด มีสิ่งที่ดูเหมือนวงล้ออีกวงซ้อนอยู่ในวงล้อเหล่านั้น 17 เมื่อพวกล้อนี้มุ่งไปข้างหน้า มันสามารถหันไปทางไหนก็ได้ทั้งสี่ทิศ แต่พอมันเคลื่อนที่มันจะเปลี่ยนทิศทางไม่ได้
18 ขอบล้อนั้นสูงและดูน่ากลัว ที่ขอบล้อทั้งสี่มีดวงตาล้อมรอบอยู่เต็มไปหมด
19 เมื่อสิ่งมีชีวิตเหล่านี้เคลื่อนที่ ล้อที่ติดอยู่ข้างๆพวกเขาก็จะเคลื่อนไปด้วย
เมื่อพวกเขาลอยขึ้นจากพื้น ล้อพวกนี้จะลอยขึ้นไปด้วย
20 พวกเขาจะไปตามที่พระวิญญาณจะพาไป และล้อพวกนี้จะตามไปด้วย เพราะวิญญาณของสิ่งมีชีวิตเหล่านี้อยู่ในล้อพวกนั้น 21 ดังนั้นเมื่อพวกเขาเคลื่อนที่ ล้อจะเคลื่อนไปด้วย เมื่อพวกเขาหยุด ล้อทั้งหมดจะหยุดด้วย และเมื่อล้อพวกนั้นลอยขึ้นจากพื้น พวกเขาก็จะลอยขึ้นไปกับล้อด้วย เพราะวิญญาณของสิ่งมีชีวิตเหล่านั้นอยู่ในล้อพวกนั้น
22 เหนือหัวของสิ่งมีชีวิตเหล่านั้นขึ้นไป มีโดม+ 1:22 โดม ภาษาฮีบรูคำนี้เหมือนกับคำที่ใช้ใน ปฐมกาล 1:6-7 เพื่อบรรยายถึงแผ่นโค้งของท้องฟ้า เหมือนชามที่คว่ำไว้ ที่ส่องสว่างอย่างน่าตะลึงงันเหมือนแก้วเจียรไน 23 ภายใต้โดมนั้น ปีกสองข้างของพวกเขากางออกชนกัน และอีกสองปีกที่เหลือปกคลุมร่างของพวกเขาอยู่
24 เมื่อสิ่งมีชีวิตเหล่านี้เคลื่อนที่ ผมได้ยินเสียงปีกของพวกเขาเหมือนกับเสียงดังสนั่นของน้ำที่เชี่ยวกราก เหมือนกับเสียงของพระเจ้าผู้ทรงฤทธิ์+ 1:24 พระเจ้าผู้ทรงฤทธิ์ ในภาษาฮีบรูเรียก เอลชัดดาย แต่ความหมายยังไม่แน่นอน เหมือนกับเสียงสับสนวุ่นวายในกองทัพ เมื่อพวกเขาหยุดอยู่กับที่ พวกเขาก็หุบปีกลง
25 ในขณะที่พวกเขาหุบปีกลงอยู่นั้น ก็มีเสียงดังมาจากโดมที่อยู่เหนือหัวพวกเขา 26 มีสิ่งหนึ่งที่ดูเหมือนบัลลังก์ตั้งอยู่บนโดมนั้น บัลลังก์นั้นสีฟ้าเหมือนพลอยไพฑูรย์ และมีผู้หนึ่งที่ดูเหมือนมนุษย์นั่งอยู่บนบัลลังก์นั้น 27 ผมมองดูชายผู้นั้น และเห็นว่าตั้งแต่เอวขึ้นไปเป็นเหมือนเหล็กที่กำลังร้อนระอุ เหมือนกับมีไฟอยู่ล้อมรอบ และตั้งแต่เอวลงมา ดูเหมือนกับไฟและมีรัศมีส่องล้อมรอบตัวเขาอยู่ 28 แสงสว่างที่ส่องอยู่ล้อมรอบตัวเขานั้นดูเหมือนสายรุ้งในหมู่เมฆในวันฝนตก มันดูเหมือนกับลักษณะของรัศมีของพระยาห์เวห์ เมื่อผมเห็นอย่างนั้น ผมซบหน้าลงกับพื้น แล้วผมได้ยินเสียงหนึ่งพูดกับผม
2พระยาห์เวห์เรียกเอเสเคียลมาพูดกับชนชาติที่ชอบกบฏ
1 พระองค์พูดกับผมว่า “เจ้าลูกมนุษย์ ยืนขึ้นมา เราจะพูดกับเจ้า”
2 เมื่อพระองค์พูดอย่างนั้น พระวิญญาณได้เข้ามาในตัวผมและพยุงผมให้ยืนขึ้น และผมก็ฟังพระองค์พูด 3 พระองค์พูดว่า “เจ้าลูกมนุษย์ เรากำลังจะส่งเจ้าไปหาชาวอิสราเอล ซึ่งเป็นชนชาติที่ชอบกบฏ พวกเขากบฏต่อเรา พวกเขากับบรรพบุรุษของพวกเขาได้ต่อต้านเรามาจนถึงวันนี้
4 ประชาชนที่เราจะส่งเจ้าไปหานั้น เป็นพวกที่หัวแข็งและดื้อดึง ให้พูดกับพวกเขาว่า ‘พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตพูดว่าอย่างนี้’
5 และไม่ว่าพวกเขาจะฟังหรือไม่ฟังเจ้าก็ตาม (พวกเขาเป็นบ้านที่ชอบกบฏ) อย่างน้อยพวกเขาจะรู้ว่ามีผู้พูดแทนพระเจ้าคนหนึ่ง อยู่ท่ามกลางพวกเขา
6 เจ้าลูกมนุษย์ ไม่ต้องกลัวพวกเขาหรือสิ่งที่พวกเขาพูด ถึงแม้จะมีพุ่มไม้หนาม และหญ้าที่แหลมคมอยู่รอบๆตัวเจ้า และเจ้าต้องอยู่ท่ามกลางแมงป่องมากมาย อย่ากลัวคำพูดของพวกเขาหรือหวาดกลัวต่อสีหน้าของพวกเขา เพราะพวกเขาเป็นบ้านที่ชอบกบฏ 7 ไม่ว่าพวกเขาจะฟังหรือไม่ฟังก็ตาม (เพราะพวกเขาเป็นบ้านที่ชอบกบฏ) เจ้าจะต้องบอกพวกเขาถึงสิ่งที่เราพูดทั้งหมด 8 ส่วนเจ้า ลูกมนุษย์ เจ้าจะต้องฟังสิ่งที่เราพูดกับเจ้า อย่ากบฏเหมือนกับบ้านที่ชอบกบฏนั้น อ้าปากของเจ้าและกินสิ่งที่เราให้กับเจ้า”
9 แล้วผมก็มองเห็นมือหนึ่งยื่นมาที่ผม ในมือนั้นมีหนังสือม้วนกระดาษอยู่ม้วนหนึ่ง 10 พระองค์ได้คลี่มันออกมาต่อหน้าผม ทั้งสองหน้าของมัน มีคำพูดแห่งการคร่ำครวญ ความอาลัยและความเศร้าโศก เขียนอยู่บนนั้น
31 พระองค์พูดกับผมว่า “เจ้าลูกมนุษย์ กินสิ่งที่อยู่ตรงหน้าเจ้า กินกระดาษม้วนนี้ซะ และให้ไปพูดเรื่องนี้กับครอบครัวของชาวอิสราเอล”
2 ดังนั้นผมจึงอ้าปาก และพระองค์ใส่ม้วนกระดาษนั้นเข้าในปากของผม 3 แล้วพระองค์พูดว่า “เจ้าลูกมนุษย์ กินม้วนกระดาษที่เราให้กับเจ้า และให้กระเพาะของเจ้าเต็มอิ่มด้วยมัน”
ผมจึงกินมัน และมันก็มีรสหวานเหมือนน้ำเชื่อมผลไม้
4 แล้วพระองค์พูดกับผมว่า “เจ้าลูกมนุษย์ ตอนนี้ให้ไปหาครอบครัวของชาวอิสราเอล และเอาคำพูดต่างๆของเราไปเล่าให้กับพวกเขาฟัง
5 เราไม่ได้ส่งเจ้าไปหาพวกที่พูดภาษาที่เจ้าฟังไม่รู้เรื่องหรือพูดภาษาที่ยากๆ แต่เราส่งเจ้าไปหาครอบครัวของชาวอิสราเอล 6 เราไม่ได้ส่งเจ้าไปหาคนจำนวนมากมายที่พูดภาษาที่เจ้าไม่รู้เรื่อง หรือคนที่พูดภาษายากๆที่เจ้าไม่เข้าใจ อันที่จริง ถ้าเราส่งเจ้าไปหาคนพวกนั้น พวกเขาก็คงจะฟังเจ้า 7 แต่ครอบครัวของชาวอิสราเอลจะไม่ยอมฟังเจ้า เพราะพวกเขาไม่ยอมฟังเรา คนพวกนี้หัวแข็งและดื้อดึง 8 คอยดูนะ เราจะทำให้เจ้าหัวแข็งเพื่อชนกับคนพวกนั้น และดื้อดึงพอๆกับคนพวกนั้น 9 เราจะทำให้หัวของเจ้าเหมือนกับเพชร แข็งยิ่งกว่าหินเหล็กไฟ อย่ากลัวพวกเขา หรือหวาดกลัวต่อสีหน้าพวกเขา เพราะพวกเขาเป็นบ้านที่ชอบกบฏ”
10 แล้วพระองค์พูดกับผมว่า “เจ้าลูกมนุษย์ ฟังให้ดีและจำใส่ใจทุกคำพูดที่เราพูดกับเจ้า 11 ตอนนี้ ให้เจ้าไปหาคนของเจ้าที่ถูกเนรเทศพวกนั้น ไม่ว่าพวกเขาจะฟังหรือไม่ฟังเจ้าก็ตาม ให้พูดกับพวกเขาว่า ‘พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตพูดว่าอย่างนี้’”
12 แล้วพระวิญญาณก็ได้ยกตัวผมขึ้น และเมื่อรัศมีของพระยาห์เวห์ลอยขึ้นมาจากสถานที่อยู่ของรัศมีนั้น+ 3:12 เมื่อรัศมีของ … ของรัศมีนั้น ประโยคนี้คงจะเป็นสำเนาต้นฉบับเดิม แต่สำเนาฮีบรูชุดหลังเขียนว่า “ขอให้รัศมีของพระยาห์เวห์ได้รับการสรรเสริญจากสถานที่ของพระองค์” ผมได้ยินเสียงดังกึกก้องด้านหลังผม 13 มันเป็นเสียงที่เกิดจากปีกที่เสียดสีกันของสิ่งมีชีวิตทั้งสี่นั้น และเสียงของล้อทั้งสี่ที่อยู่ข้างพวกเขาดังกึกก้องมาก 14 แล้วพระวิญญาณได้ยกผมขึ้นและพาผมไป ผมไปด้วยความขมขื่นและโกรธจัด และมืออันทรงพลังของพระยาห์เวห์ผลักผมไป 15 ผมได้มาถึงชาวอิสราเอลที่ถูกเนรเทศมาอยู่ที่เทลอาบิบ+ 3:15 เทลอาบิบ เป็นสถานที่ที่อยู่นอกเขตของอิสราเอล พวกเราไม่แน่ใจว่าที่ตั้งที่แน่นอนของมันอยู่ที่ใด ชื่อนี้มีความหมายว่า “เนินเขาน้ำพุ” ไม่ใช่เมืองเทลอาบิบในปัจจุบันนี้ ใกล้กับคลองขุดเคบาร์ พวกเขาอาศัยอยู่ที่นั่น และผมได้อยู่ที่นั่นกับพวกเขา ผมนั่งตะลึงงันพูดอะไรไม่ออกอยู่ถึงเจ็ดวัน
16 หลังจากเจ็ดวันแล้ว ถ้อยคำของพระยาห์เวห์ได้มาถึงผมว่า 17 “เจ้าลูกมนุษย์ เราได้ตั้งให้เจ้าเป็นยามเฝ้าดู+ 3:17 ยามเฝ้าดู ยามพวกนี้มีหน้าที่ยืนอยู่บนกำแพงเมือง คอยดูว่ามีศัตรูมาบุกหรือเปล่า หรือ มีเหตุร้าย หรือ ไฟไหม้ในเมืองหรือเปล่า แล้วเป่าแตรเตือนให้ทุกคนรู้ ครอบครัวอิสราเอล ดังนั้นเมื่อไหร่ก็ตามที่เจ้าได้ยินคำพูดจากปากของเรา เจ้าจะต้องไปเตือนพวกเขาให้กับเรา 18 ถ้าเราพูดกับคนชั่วคนหนึ่งว่า ‘เจ้าจะต้องตายแน่ๆ’ แล้วเจ้าไม่เตือนเขาหรือพูดให้เขากลับใจเลิกทำชั่ว เพื่อช่วยชีวิตเขา คนชั่วคนนั้นก็จะตายเพราะบาปของเขา และเราจะถือว่าเจ้าต้องรับผิดชอบต่อการตายนั้น
19 แต่ถ้าเจ้าได้เตือนคนชั่วคนนั้น แล้วเขาไม่ยอมกลับใจเลิกทำชั่ว เขาก็จะตายเพราะบาปของเขา แต่เจ้าได้ช่วยชีวิตของตัวเจ้าเองไว้
20 ถ้าคนดีคนหนึ่งหันจากการทำดีไปทำชั่วแทน เราจะวางอุปสรรคไว้ตรงหน้าเขา เพื่อให้เขาสะดุดล้ม แล้วเขาจะตาย เขาจะตายเพราะบาปของเขา เพราะเจ้าไม่ได้เตือนเขา เราจะมองข้ามสิ่งดีๆที่เขาเคยทำนั้น อย่างนี้เราถือว่าเจ้าจะต้องรับผิดชอบต่อการตายของเขา
21 แต่ถ้าเจ้าเตือนคนที่ทำดีคนนั้นไม่ให้ไปทำบาป แล้วเขาก็ไม่ได้ทำบาป เขาก็จะมีชีวิตแน่ เพราะเขาฟังคำเตือนของเจ้า และเจ้าก็จะได้ช่วยชีวิตของตัวเจ้าเองด้วย”
22 มืออันทรงพลังของพระยาห์เวห์ได้มาอยู่บนตัวผมที่นั่น พระองค์พูดกับผมว่า “ลุกขึ้นมา แล้วไปที่หุบเขานั้น แล้วเราจะพูดกับเจ้าที่นั่น”
23 ผมจึงลุกขึ้นและออกไปที่หุบเขานั้น รัศมีของพระยาห์เวห์อยู่ที่นั่น ซึ่งเหมือนกับรัศมีที่ผมเห็นข้างคลองขุดเคบาร์ ผมก้มหน้าลงกับดิน
24 พระวิญญาณได้เข้าในตัวผม และพยุงผมยืนขึ้น พระองค์พูดกับผมว่า “ไปขังตัวเองในบ้านของเจ้าซะ 25 เจ้าลูกมนุษย์ พวกเขาจะเอาเชือกมามัดเจ้าไม่ให้เจ้าออกไปอยู่ท่ามกลางประชาชน
26 เราจะทำให้ลิ้นของเจ้าติดกับเพดานปาก เพื่อเจ้าจะได้เงียบและไม่สามารถต่อว่าพวกเขาได้ ถึงแม้พวกเขาจะเป็นครอบครัวที่ชอบกบฏ 27 แต่เมื่อเราพูดกับเจ้า เราจะเปิดปากของเจ้าและเจ้าจะได้พูดกับพวกเขาว่า ‘นี่คือสิ่งที่พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตพูด’ ใครอยากฟังก็ฟังเถอะ ใครไม่อยากฟังก็ไม่ต้องฟัง เพราะพวกเขาเป็นบ้านที่ชอบกบฏอยู่แล้ว
4ฉากละครตอนศัตรูปิดล้อมเยรูซาเล็ม
1 ตอนนี้ เจ้าลูกมนุษย์ เอาดินเหนียวมาหนึ่งแผ่น วางไว้ตรงหน้าเจ้า แล้วให้วาดรูปเมืองเยรูซาเล็มลงบนดินเหนียวแผ่นนั้น 2 แล้วให้เจ้าทำตัวเป็นศัตรูปิดล้อมเมืองนั้น ให้เจ้าสร้างเนินดินสำหรับปีนขึ้นบนกำแพงและล้อมรอบเมืองนั้นไว้ ให้ตั้งค่ายต่างๆล้อมรอบเมืองไว้ และวางท่อนไม้สำหรับทะลวงกำแพงไว้รอบๆ 3 แล้วตั้งกระทะเหล็กแบนไว้ระหว่างเจ้ากับเมือง ทำเหมือนกับเป็นกำแพงเหล็กระหว่างเจ้ากับเมืองและให้เจ้าหันหน้าเข้าหาเมืองนั้น ให้เจ้าล้อมและเข้าโจมตีเมืองนั้น นี่จะเป็นตัวอย่างตักเตือนครอบครัวอิสราเอล
4 ต่อจากนั้นเจ้าต้องนอนตะแคงซ้าย เพื่อแสดงว่าเจ้ากำลังแบกรับความผิดบาปของชาวอิสราเอลอยู่ เจ้าจะต้องแบกรับความผิดบาปเท่ากับจำนวนวันที่เจ้านอนตะแคงซ้ายนั้น 5 เจ้าจะต้องแบกรับความผิดบาปของอิสราเอลเป็นเวลาสามร้อยเก้าสิบวัน+ 4:5 สามร้อยเก้าสิบวัน สำเนาแปลกรีกโบราณใช้ 190 วัน นี่คือจำนวนวันที่เราได้กำหนดให้เจ้านอน และอิสราเอลจะต้องได้รับโทษตามนั้น คือหนึ่งวันเท่ากับหนึ่งปี
6 ต่อจากนั้นให้เจ้านอนตะแคงขวาอีกสี่สิบวัน ครั้งนี้เจ้าจะต้องแบกรับบาปของชาวยูดาห์อยู่สี่สิบวัน นี่คือจำนวนวันที่เราได้กำหนดให้เจ้านอน ยูดาห์จะต้องได้รับโทษตามนั้น คือหนึ่งวันเท่ากับหนึ่งปี
7 คราวนี้ให้ม้วนแขนเสื้อขึ้น แล้วหันหน้าของเจ้าไปทางเมืองเยรูซาเล็มที่ถูกปิดล้อมอยู่นั้น และพูดแทนเราต่อต้านเมืองนั้น 8 เราจะเอาพวกเชือกมัดเจ้าไว้ เพื่อเจ้าจะไม่สามารถพลิกตัวไปอีกด้านหนึ่งได้ จนกว่าเจ้าจะโจมตีเมืองเสร็จ
9 ให้เจ้าเอาข้าวสาลี ข้าวบาร์เลย์ ถั่ว ถั่วแดง ลูกเดือยและข้าวสแปลต์+ 4:9 ข้าวสแปลต์ เมล็ดข้าวที่คล้ายกับข้าวสาลี ผสมพวกมันเข้าด้วยกันแล้วเก็บไว้ในไห เอาพวกนี้มาบดเป็นแป้ง แล้วเอาแป้งเหล่านี้มาทำขนมปังสำหรับตัวเจ้า เจ้าจะกินแต่ขนมปังนี้เท่านั้น ในระหว่างสามร้อยเก้าสิบวันที่เจ้านอนตะแคงอยู่ 10 ในแต่ละวันเจ้าจะใช้แป้งทำขนมปังได้แค่สองร้อยสามสิบกรัมเท่านั้น และให้กินมันทั้งวันตามเวลาที่กำหนด 11 และเจ้าก็ดื่มน้ำได้แค่ประมาณครึ่งลิตรกว่าๆ+ 4:11 ครึ่งลิตรกว่าๆ หรือ เท่ากับ 0.6 ลิตร หรือในภาษาฮีบรู คือ 0.17 ฮินต่อวันเท่านั้น และให้ดื่มมันทั้งวันตามเวลาที่กำหนด 12 ให้เจ้าเอาแป้งนั้นมาอบและกินมันเหมือนกับขนมปังจากแป้งบาร์เลย์ ให้เจ้าอบมันทุกวัน โดยใช้ขี้คนเป็นเชื้อเพลิง และเจ้าต้องกินขนมปังนี้ต่อหน้าต่อตาประชาชนอิสราเอล” 13 พระยาห์เวห์พูดว่า “สิ่งนี้จะแสดงให้เห็นว่าครอบครัวของอิสราเอลจะกินอาหารที่ไม่บริสุทธิ์+ 4:13 อาหารที่ไม่บริสุทธิ์ คือขนมปังที่ไปถูกของที่ไม่บริสุทธิ์ ถ้าคนกินขนมปังนี้แล้ว คนผู้นั้นจะไม่สามารถเข้าไปในวิหารเพื่อนมัสการพระเจ้า ดูเพิ่มเติมได้จาก หนังสือเลวีนิติ บทที่ 11-15 ท่ามกลางชนชาติต่างๆที่เราจะขับไล่พวกเขาให้ไปอยู่นั้น”
14 แล้วผมก็พูดว่า “พระยาห์เวห์เจ้าข้า อย่าทำอย่างนี้เลย ข้าพเจ้าไม่เคยทำตัวให้ไม่บริสุทธิ์มาก่อนเลย ตั้งแต่เด็กจนถึงเดี๋ยวนี้ ข้าพเจ้าไม่เคยกินเนื้อสัตว์ที่ตายเองหรือถูกสัตว์ป่าฉีกกินมาก่อน เนื้อที่ไม่บริสุทธิ์ไม่เคยผ่านเข้าปากข้าพเจ้ามาก่อนเลย”
15 พระองค์พูดว่า “ดีมาก เราจะยอมให้เจ้าอบขนมปังของเจ้าด้วยขี้วัวแทนขี้คน”
16 แล้วพระองค์พูดกับผมว่า “เจ้าลูกมนุษย์ เราจะทำให้เมืองเยรูซาเล็มขาดแคลนเสบียงขนมปัง ประชาชนจะกินขนมปังที่ได้รับปันส่วนมาด้วยความกังวล และจะดื่มน้ำที่ได้รับปันส่วนมาอย่างสิ้นหวัง
17 เพราะจะขาดแคลนขนมปังและน้ำ พวกเขาแต่ละคนจะตกใจกลัว และร่างกายจะซูบผอมลงเพราะโทษที่พวกเขากำลังรับอยู่นั้น
5ฉากละครตอนจุดจบของชาวเยรูซาเล็ม
1 ตอนนี้ เจ้าลูกมนุษย์ ให้เจ้าเอาดาบคมๆมาด้ามหนึ่ง ให้ใช้มันเหมือนมีดโกนของช่างตัดผม โกนผมบนหัวของเจ้าและโกนหนวดของเจ้า แล้วเอาผมของเจ้าไปชั่งบนตราชั่ง แบ่งผมออกเป็นสามส่วนเท่าๆกัน 2 เมื่อจำนวนวันที่เจ้าปิดล้อมเมืองนั้นครบถ้วนแล้ว+ 5:2 เมื่อจำนวนวัน … ครบถ้วนแล้ว ดูเอเสเคียล บทที่ 4:8 ให้เอาผมส่วนแรกมาเผาในเมือง จากนั้นให้เอาดาบมาหั่นผมส่วนที่สองเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย โปรยไปรอบๆเมือง และให้เอาผมส่วนที่สามโยนขึ้นไปในอากาศให้ลอยไปตามลม นี่หมายความว่าเราจะชักดาบออกมาไล่พวกมันไปอยู่แดนไกล 3 แต่ให้เจ้าหยิบผมมาไม่กี่เส้น แล้วเอามาผูกไว้ที่ขอบชายเสื้อคลุมของเจ้า 4 และให้หยิบผมมาอีกนิดหนึ่ง เอามาขว้างเข้าไปเผาในกองไฟ นี่หมายถึงไฟจะเริ่มจากที่นั่น และลามไปถึงครอบครัวทั้งหมดของชาวอิสราเอล”+ 5:4 ครอบครัวทั้งหมดของชาวอิสราเอล ข้อความนี้น่าจะหมายถึงสิบเผ่าที่อยู่ทางตอนเหนือของอิสราเอล
5 พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตพูดอย่างนี้ว่า “นี่คือเมืองเยรูซาเล็ม เราได้ตั้งเธอไว้ตรงกลางของชนชาติต่างๆมีประเทศต่างๆล้อมรอบเธออยู่ 6 เยรูซาเล็มกบฏต่อกฎและข้อบังคับต่างๆของเรา และกลายเป็นชั่วร้ายมากยิ่งกว่าชนชาติต่างๆที่อยู่ล้อมรอบเธอ เธอทิ้งกฎต่างๆของเรา และยังไม่ทำตามข้อบังคับทั้งหลายของเรา”
7 ดังนั้น นี่คือสิ่งที่พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตพูด “เจ้าก่อปัญหายิ่งกว่าชนชาติต่างๆที่อยู่รอบๆเจ้า เจ้าไม่ยอมทำตามข้อบังคับหรือรักษากฎทั้งหลายของเรา แม้แต่สิ่งที่ชนชาติต่างๆที่อยู่รอบๆเจ้าบอกว่าผิด เจ้ายังทำเลย” 8 ดังนั้น นี่คือสิ่งที่พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตพูด “เราเองนี่แหละจะต่อต้านเจ้า และเราจะลงโทษเจ้าต่อหน้าต่อตาชนชาติเหล่านั้น 9 เป็นเพราะพวกรูปเคารพที่น่ารังเกียจเหล่านั้นของเจ้า เราจึงจะทำกับเจ้าอย่างที่เราไม่เคยทำมาก่อน และเราก็จะไม่มีวันทำอย่างนี้อีก 10 ดังนั้น คนในเยรูซาเล็มจะอดอยากมาก จนถึงขั้นพ่อแม่จะกินลูกๆของตัวเอง และลูกๆจะกินพ่อแม่ของพวกเขาด้วย เราจะลงโทษเจ้าในหลายๆแบบ และจะทำให้ผู้รอดชีวิตกระจัดกระจายไปทุกทิศทาง”
11 พระยาห์เวห์ องค์เจ้าชีวิตพูดว่า “เรามีชีวิตอยู่แน่ขนาดไหน ก็ให้แน่ใจขนาดนั้นเลยว่าเราจะลงโทษเจ้า เพราะเจ้าได้ทำให้สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของเราแปดเปื้อน เพราะพวกรูปเคารพที่น่ารังเกียจของเจ้า และพวกการกระทำที่น่าขยะแขยงของเจ้า เราจะไม่มีความเมตตากรุณากับเจ้า เราจะไม่สงสารเจ้า และเราจะตัดเจ้าเหมือนตัดหญ้า 12 คนของเจ้า หนึ่งในสามจะตายในตัวเมืองด้วยโรคระบาดหรืออดอยากตาย อีกหนึ่งในสามจะล้มลงด้วยคมดาบที่นอกกำแพงเมืองของเจ้า และอีกหนึ่งในสาม เราจะทำให้กระจัดกระจายไปตามลม และเราจะชักดาบของเราออกมาไล่ล่าพวกเขา 13 ถึงตอนนั้น ความโกรธแค้นของเราก็จะระบายออกมา เราจะระบายความเกรี้ยวกราดของเราใส่พวกเขาจนหมดสิ้น เมื่อเราได้แสดงความเดือดดาลของเรากับพวกเขาแล้ว พวกเขาจะรู้ว่า เรา ยาห์เวห์ได้พูดไปด้วยความรู้สึกอย่างแรงกล้า”+ 5:13 ความรู้สึกอย่างแรงกล้า หรือความเร่าร้อน ในภาษาฮีบรู อาจจะพูดถึง ความหึงหวง ความกระตือรือร้น ความโกรธ ความเกลียด หรือ ความรักอย่างแรงกล้าก็ได้
14 “เยรูซาเล็ม เราจะทำให้เจ้ากลายเป็นกองซากปรักหักพัง ชนชาติต่างๆที่อยู่ล้อมรอบเจ้าและคนที่เดินผ่านเจ้าไป จะหัวเราะเยาะเจ้า 15 เมื่อเราลงโทษเจ้าด้วยความโกรธและความเดือดดาล และด้วยการต่อว่าอย่างเจ็บแสบ พวกเขาก็จะหัวเราะเยาะเจ้าและสบประมาทเจ้า และพวกเจ้าก็จะเป็นบทเรียนให้กับพวกเขา และเป็นสิ่งที่น่าสยดสยองในสายตาของชนชาติอื่นๆรอบตัวเจ้า เรา ยาห์เวห์ได้ลั่นคำพูดไปแล้ว 16 เมื่อเรายิงลูกธนูแห่งความอดอยากที่ถึงตายและการทำลายล้าง เราจะยิงไปเพื่อทำลายเจ้า เราจะนำความอดอยากอย่างหนักมาสู่เจ้า และจะตัดทางจัดส่งเสบียงอาหารของเจ้า 17 เราจะส่งความอดอยากและพวกสัตว์ป่าที่ดุร้ายมาให้เจ้า และพวกมันจะเอาลูกหลานของเจ้าไป ในเมืองจะมีโรคระบาดและการฆ่าฟันกัน เราจะนำดาบมาต่อสู้เจ้า เรา ยาห์เวห์ได้ลั่นคำพูดไปแล้ว”
61 แล้วคำพูดของพระยาห์เวห์ มาถึงผมว่า 2 “เจ้าลูกมนุษย์ ให้หันหน้าไปที่เทือกเขาของอิสราเอล ให้พูดแทนเราต่อต้านพวกมันว่า
3 ‘เทือกเขาแห่งอิสราเอล ฟังคำพูดของพระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิต พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตพูดอย่างนี้กับพวกเทือกเขา พวกเนินเขา ลำธารและหุบเขาต่างๆว่า “เราจะนำดาบมาต่อต้านพวกเจ้า เราจะทำลายพวกศาลเจ้า+ 6:3 ศาลเจ้า หรือแปลตรงๆได้ว่า “สถานที่สูง” เป็นสถานที่สำหรับนมัสการพระเจ้าหรือรูปเคารพทั้งหลาย สถานที่เหล่านี้มักตั้งอยู่ตามเนินเขาและเทือกเขา ทั้งหลายของพวกเจ้า 4 พวกแท่นบูชาของพวกเจ้าจะถูกทำลายเป็นชิ้นๆ แท่นบูชาเครื่องหอมทั้งหลายของพวกเจ้าจะถูกทุบจนละเอียด เราจะฆ่าประชาชนของพวกเจ้าต่อหน้าพวกรูปเคารพขี้ๆของพวกเจ้า 5 เราจะวางซากศพของชาวอิสราเอลไว้ตรงหน้าพวกรูปเคารพขี้ๆของพวกเขา เราจะทำให้กระดูกของพวกเจ้ากระจัดกระจายอยู่รอบๆพวกแท่นบูชาของเจ้า 6 ไม่ว่าเจ้าจะอาศัยอยู่ที่ไหนก็ตาม เมืองต่างๆของเจ้าจะกลายเป็นซากปรักหักพัง พวกศาลเจ้าจะถูกทำลาย และแท่นบูชาทั้งหลายของเจ้าจะถูกทำลายและกลายเป็นซาก พวกรูปเคารพจะแตกหักเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย แท่นบูชาเครื่องหอมของพวกเจ้าจะถูกทุบจนละเอียด สิ่งที่พวกเจ้าได้สร้างขึ้นมาจะถูกทำลายจนหมดสิ้น 7 ประชาชนของพวกเจ้าจะถูกฆ่าและล้มตายลงท่ามกลางพวกเจ้า แล้วพวกเจ้าจะได้รู้ว่า เราคือยาห์เวห์”’
8 แต่เราจะปล่อยให้พวกเจ้าบางคนหลบหนีคมดาบไปได้ พวกเจ้าจะต้องไปอยู่ที่ชนชาติอื่นๆ เราจะทำให้พวกเจ้ากระจัดกระจายกันไปอยู่ท่ามกลางประเทศต่างๆ 9 แล้วพวกเขาจะถูกจับตัวไปเป็นเชลย และถูกบังคับให้ไปอยู่ในประเทศอื่น คนที่หลบหนีไปได้นี้จะตระหนักว่า เราชอกช้ำใจแค่ไหนที่ใจชู้ของพวกเขาหันเหไปจากเรา และตาชู้ของพวกเขาที่กระสันหาพวกรูปเคารพขี้ๆของพวกเขา พวกเขาจะเกลียดตัวเอง เพราะความชั่วร้ายที่พวกเขาได้ทำไป และที่พวกเขาทำตัวน่ารังเกียจ 10 แล้วพวกเขาจะได้รู้ว่าเราคือยาห์เวห์ เราไม่ได้ขู่เล่นๆที่จะทำให้ความหายนะเหล่านี้เกิดขึ้นกับพวกเขา”
11 แล้วพระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตพูดกับผมว่า “ให้ตบมือเปรี้ยง และกระทืบเท้าของเจ้า และคร่ำครวญอย่างเศร้าโศก เพราะการกระทำตัวที่ชั่วช้าน่ารังเกียจทั้งหมดของครอบครัวอิสราเอล ให้ทำอย่างนี้ เพราะพวกเขาจะล้มตายด้วย ดาบ ความอดอยากและโรคระบาด 12 คนที่อยู่ห่างไกลออกไปจะตายด้วยโรคระบาด ส่วนคนที่อยู่ใกล้จะล้มตายด้วยดาบ คนที่รอดชีวิตและหลงเหลืออยู่จะตายเพราะความอดอยาก เราจะระบายความเกรี้ยวโกรธทั้งหมดของเราลงบนพวกเขาจนหมดเกลี้ยง 13 เมื่อพวกเขาเห็นซากศพคนของพวกเขา ที่ถูกฆ่าตายอยู่เกลื่อนกลาด ท่ามกลางพวกรูปเคารพและรอบๆแท่นบูชาของพวกเขา ตามศาลเจ้าและบนยอดเขาทั้งหมด ใต้ต้นไม้ที่แผ่กิ่งก้านทุกต้นและใต้ต้นก่อที่มีใบหนาทึบทุกต้น ตามสถานที่ต่างๆที่พวกเขาเคยถวายเครื่องบูชาอันหอมหวนให้กับรูปเคารพทั้งหลายของพวกเขา เมื่อนั้นแหละพวกเขาจะได้รู้ว่าเราคือยาห์เวห์
14 เราจะยื่นมือของเราออกต่อต้านพวกเขาไม่ว่าพวกเขาจะอาศัยอยู่ที่ไหนก็ตาม และเราจะทำให้แผ่นดินนี้ถูกทำลายและทิ้งร้าง ตั้งแต่ทะเลทรายไปจนถึงดิบลาห์+ 6:14 ดิบลาห์ สำเนาฮีบรูบางฉบับ เขียน “ดิบลาห์” บางฉบับมี “ริบลาห์” ฉบับสำเนาแปลกรีกโบราณ เขียนว่า “ริบลาห์” แล้วพวกเขาจะได้รู้ว่า เราคือยาห์เวห์”
7จุดจบของเยรูซาเล็ม
1 แล้วถ้อยคำของพระยาห์เวห์ได้มาถึงผมว่า 2 “เจ้าลูกมนุษย์ นี่คือสิ่งที่พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตพูดกับแผ่นดินอิสราเอล
จบสิ้นแล้ว
จุดจบได้มาถึง
ทั้งสี่มุมของแผ่นดินแล้ว
3 จุดจบมาถึงเจ้าแล้วในตอนนี้
เราจะปล่อยความโกรธของเราลงบนเจ้า
เราจะตัดสินเจ้าตามการกระทำของเจ้า
เราจะตอบแทนเจ้าที่เจ้าทำตัวน่ารังเกียจ
4 เราจะไม่สงสารเจ้าหรือละเว้นโทษเจ้าอีกต่อไปแล้ว
เราจะตอบแทนเจ้าสำหรับสิ่งชั่วร้ายที่เจ้าทำ
และสำหรับการกระทำที่น่ารังเกียจในหมู่พวกเจ้า
แล้วเจ้าจะได้รู้ว่า เราคือยาห์เวห์”
5 นี่คือสิ่งที่พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตพูด
“ความหายนะจะเกิดแล้วเกิดอีก ดูสิ มันกำลังมา
6 จุดจบกำลังมา จุดจบกำลังมา
มันได้ตื่นขึ้นมาต่อสู้เจ้า ดูสิ มันกำลังมา
7 เจ้าผู้อาศัยอยู่บนแผ่นดินอิสราเอล
เคราะห์ร้ายได้มาถึงตัวเจ้าแล้ว
เวลานั้นได้มาถึงแล้ว วันนั้นใกล้เข้ามาแล้ว
มีแต่ความตื่นกลัวบนเทือกเขา ไม่ใช่ความยินดี
8 เรากำลังจะเทความเดือดดาลของเราลงบนเจ้า
เราจะใช้ความโกรธของเราต่อต้านเจ้า
เราจะลงโทษเจ้าสำหรับสิ่งที่เจ้าทำ
และสำหรับการทำตัวที่น่ารังเกียจของเจ้า
9 เราจะไม่สงสารเจ้าหรือละเว้นโทษเจ้าอีกต่อไปแล้ว
เราจะลงโทษเจ้าสำหรับสิ่งที่เจ้าทำ
และการทำตัวอันน่ารังเกียจของเจ้าในหมู่พวกเจ้า
แล้วเจ้าจะได้รู้ว่า เรายาห์เวห์นี่แหละ เป็นผู้โจมตีเจ้า
10 วันนั้นมาแล้ว มันได้มาถึงแล้ว
เคราะห์ร้ายของเจ้าได้โผล่ออกมาแล้ว
ความอธรรมได้งอกตุ่มออกมาแล้ว
ความหยิ่งผยองได้เบ่งบานออกมาแล้ว
11 ความรุนแรงได้เติบโตเป็นไม้เรียวแห่งความชั่วร้าย
ประชาชนจะหมดไป ทรัพย์สมบัติจะหมดเกลี้ยงจะไม่มีคนสำคัญเหลืออยู่อีก
12 เวลานั้นได้มาแล้ว วันนั้นได้มาถึงแล้ว
ไม่มีทั้งคนซื้อที่รื่นเริงยินดี
และไม่มีทั้งคนขายที่เศร้าเสียใจ
เพราะความเดือดดาลมาตกอยู่บนฝูงชนทั้งหมด
13 คนขายจะไม่สามารถเอาแผ่นดินที่เขาได้ขายไปแล้วกลับคืนมาได้อีก+ 7:13 คนขาย … ได้อีก ในอิสราเอลสมัยก่อน ที่ดินเป็นของครอบครัว คนรุ่นหนึ่งอาจจะขายที่ดินไป แต่เมื่อถึงปีแห่งการปลดปล่อย ครอบครัวของเขาก็จะได้ที่ดินที่ขายไปนั้นคืนมา ที่เอเสเคียลพูดว่าพวกเขาจะไม่ได้ที่ดินกลับมาอีก เพราะพวกเขาจะถูกกวาดต้อนออกไปจากแผ่นดินจนหมดสิ้น เรื่องกฎเกี่ยวกับที่ดินดูเพิ่มเติมได้จาก เฉลยธรรมบัญญัติ 15:1-2 และ เลวีนิติ 25:13-16 ตราบเท่าที่ทั้งเขาและคนซื้อยังมีชีวิตอยู่ เพราะว่านิมิตที่เกี่ยวกับฝูงชนทั้งหมดนั้นจะเกิดขึ้นแน่ๆไม่เปลี่ยนแปลง จะไม่มีใครในหมู่พวกเขาที่รักษาชีวิตไว้ได้เพราะพวกเขาได้ทำบาป
14 ถึงแม้ว่าพวกเขาจะเป่าแตรและเตรียมของทุกอย่างไว้พร้อมแล้ว
จะไม่มีใครเข้าสู่สนามรบ
เพราะความเดือดดาลของเราอยู่บนฝูงชนทั้งหมดนั้น
15 ข้างนอกเมืองมีดาบ ข้างในเมืองมีโรคระบาดและความอดอยาก
พวกที่อยู่ในชนบทจะตายเพราะดาบ
พวกที่อยู่ในเมืองจะถูกกลืนกินด้วยความอดอยากและโรคระบาด
16 พวกที่รอดชีวิตและหลบหนีไปได้ทั้งหมด
จะอยู่ในเทือกเขา
พวกเขาจะครวญครางเหมือนกับนกเขาแห่งหุบเขา
เพราะบาปของพวกเขาแต่ละคน
17 มือทุกมือจะอ่อนแรง
หัวเขาจะอ่อนปวกเปียกเหมือนน้ำ
18 พวกเขาจะใส่เสื้อกระสอบ
และถูกปกคลุมด้วยความกลัว
ใบหน้าของพวกเขาจะเต็มไปด้วยความอับอาย
และพวกเขาจะโกนหัวจนล้าน
19 พวกเขาจะขว้างเงินของพวกเขาลงตามถนน
และทองของพวกเขาจะเป็นเหมือนผ้าอนามัย
ในวันแห่งความเดือดดาลของพระยาห์เวห์ เงินและทองของพวกเขาไม่สามารถช่วยชีวิตพวกเขาไว้ได้ พวกเขาไม่สามารถกินพวกมัน เพื่อให้หายหิวได้ เงินและทองนั่นแหละ ที่ทำให้พวกเขาสะดุดไปทำบาป
20 พวกเขาภูมิใจในเครื่องเพชรอันสวยงามของพวกเขา และใช้มันสร้างรูปเคารพอันน่ารังเกียจและน่าขยะแขยงของพวกเขา ดังนั้น เราจะทำให้พวกเขารู้สึกว่าพวกเพชรพลอยเหล่านั้นเป็นเหมือนผ้าอนามัย
21 เราจะให้คนต่างชาติมาปล้นเอาทรัพย์สินเหล่านั้นไป
เราจะให้คนชั่วในโลกนี้ได้ทรัพย์สินนั้นมาเป็นของยึดได้จากสงคราม
และคนเหล่านั้นจะทำให้ทรัพย์สินนั้นเสื่อมไป
22 เราจะหันหน้าไปทางอื่น
เพื่อคนต่างชาติพวกนั้นจะได้เข้าไปในวิหารของเรา+ 7:22 วิหารของเรา แปลตรงๆได้ว่า “สถานที่อันมีค่ายิ่งของเรา” ซึ่งอาจจะหมายถึง “เมืองเยรูซาเล็ม” หรือ “แผ่นดินอิสราเอล” ได้ด้วยเหมือนกัน
และทำให้มันเสื่อมไป
พวกโจรจะเข้าไปในนั้นและทำให้มันเสื่อมไป
23 ให้เตรียมโซ่ไว้
เพราะแผ่นดินนี้เต็มไปด้วยการตัดสินประหารคนบริสุทธิ์
และเมืองนี้เต็มไปด้วยความรุนแรง
24 เราจะนำคนชั่วที่สุดของชนชาติต่างๆเข้ามายึดบ้านเมืองของพวกเขา
เราจะทำให้ความภาคภูมิใจของผู้มีอำนาจของพวกเขาสิ้นสุดลง
คนต่างชาติเหล่านั้น จะเข้ามาทำให้สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ต่างๆเสื่อมไป
25 เมื่อความน่ากลัวมาถึง พวกเขาจะมองหาสันติภาพ
แต่มันจะไม่มีเลย
26 ความพินาศจะเกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า
จะมีข่าวลืออยู่เรื่อยๆ
พวกเขาจะพยายามหาผู้พูดแทนพระเจ้าเพื่อขอนิมิตจากพระเจ้า
พวกนักบวชจะไม่มีอะไรสั่งสอน
และพวกผู้นำอาวุโสจะไม่มีคำปรึกษาที่ดีๆให้
27 กษัตริย์จะเศร้าโศกเสียใจให้กับคนตาย
ขุนนางจะห่อหุ้มไปด้วยความสิ้นหวัง
และมือของประชาชนบนแผ่นดินจะสั่นเทิ้ม
เราจะลงโทษพวกเขาตามสิ่งที่พวกเขาทำ
พวกเขาลงโทษคนอื่นยังไง
เราก็จะลงโทษพวกเขาอย่างนั้น
แล้วพวกเขาจะได้รู้ว่า เราคือยาห์เวห์”
8เรื่องน่ารังเกียจต่างๆที่เกิดขึ้นในวิหาร
1 ในวันที่ห้า เดือนที่หกปีที่หก+ 8:1 ปีที่หก เป็นช่วงที่เอเสเคียลกำลังนอนตะแคงข้างขวาเพื่อแบกความบาปของยูดาห์ วันที่ห้าเดือนที่หกปีที่หก ตรงกับฤดูใบไม้ร่วงของปีที่ 592 ก่อนพระเยซูมาเกิด ในขณะที่ผมกำลังนั่งอยู่ในบ้านและพวกผู้นำอาวุโสของยูดาห์ก็นั่งอยู่ต่อหน้าผม มือของพระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตได้มาอยู่บนตัวผมที่นั่น 2 ผมมองไป และเห็นร่างร่างหนึ่งที่เหมือนกับมนุษย์ ตั้งแต่ส่วนเอวลงไป เขาดูเหมือนกับไฟ และจากเอวขึ้นมา เขาดูสว่างสดใสเหมือนกับเหล็กที่กำลังร้อนระอุ+ 8:2 เหล็กที่กำลังร้อนระอุ ความหมายของคำนี้ในภาษาฮีบรู ไม่ชัดเจน อาจหมายถึง “ทองแดงที่ละลาย” หรือ “อำพัน”3 เขายื่นสิ่งหนึ่งที่ดูเหมือนมือของเขาออกมาจับเส้นผมบนหัวของผม พระวิญญาณได้ยกผมลอยขึ้นไปอยู่ระหว่างพื้นดินกับฟ้าสวรรค์ และในนิมิตที่พระเจ้าให้นั้น พระองค์ได้พาผมไปที่เมืองเยรูซาเล็ม พระองค์พาผมไปที่ทางเข้าของประตูทางทิศเหนือ ที่นำเข้าไปสู่ลานข้างในของวิหาร ที่ประตูนี้มีรูปเคารพที่ยั่วยุให้พระเจ้าหึงหวงตั้งอยู่ 4 รัศมีของพระเจ้าของอิสราเอลปรากฏอยู่ต่อหน้าผมที่นั่น เหมือนกับที่ผมเคยเห็นในนิมิตที่เกิดขึ้นในหุบเขาใกล้คลองขุดเคบาร์
5 แล้วพระองค์พูดกับผมว่า “เจ้าลูกมนุษย์ มองไปทางทิศเหนือสิ” แล้วผมก็มองไป และตรงทิศเหนือนั้น ข้างๆทางเข้าของประตูที่นำไปสู่แท่นบูชา มีรูปเคารพที่ทำให้พระเจ้าหึงหวงตั้งอยู่
6 พระองค์พูดกับผมว่า “เจ้าลูกมนุษย์ เจ้าเห็นหรือเปล่า สิ่งน่ารังเกียจที่ชาวอิสราเอลกำลังทำอยู่ที่นี่ ซึ่งไล่เราให้ห่างไกลไปจากวิหารของเรา ตามเรามาสิ แล้วเจ้าจะได้เห็นสิ่งที่น่ารังเกียจยิ่งกว่านั้นอีก”
7 แล้วพระองค์ได้นำผมไปที่ทางเข้าของลานวิหาร ผมมองเห็นรูรูหนึ่งในกำแพง 8 พระองค์พูดกับผมว่า “เจ้าลูกมนุษย์ เจาะเข้าไปในกำแพงนั้นสิ”
ผมจึงเจาะเข้าไปในกำแพง และเห็นประตูทางเข้าอยู่ในนั้น
9 แล้วพระองค์พูดกับผมว่า “เข้าไปสิ ไปดูสิ่งชั่วร้ายและน่ารังเกียจที่พวกเขาทำกันในนั้น”
10 ผมจึงเข้าไปดู และเห็นรูปแกะสลักตลอดแนวกำแพง เป็นรูปของสัตว์เลื้อยคลาน+ 8:10 สัตว์เลื้อยคลาน ในภาษาฮีบรู คำนี้มีความหมายรวมถึงพวกแมลงด้วย พวกรูปสัตว์ต่างๆที่น่ารังเกียจ และยังมีพวกรูปเคารพของครอบครัวชาวอิสราเอลด้วย
11 ผมยังเห็น ยาอาซันยาห์ ลูกชายของชาฟาน พร้อมกับพวกผู้นำอาวุโสเจ็ดสิบคนของครอบครัวชาวอิสราเอล ยืนอยู่กับผู้คนที่นั่น ผู้นำแต่ละคนถือกระถางเผาเครื่องหอมอยู่ในมือ และมีควันจากเครื่องหอม ลอยขึ้นมา 12 พระองค์พูดกับผมว่า “เจ้าลูกมนุษย์ เจ้าเห็นหรือยังว่าพวกผู้นำอาวุโสของครอบครัวชาวอิสราเอลทำอะไรกันในความมืด แต่ละคนอยู่ตามช่องเล็กที่วางรูปเคารพของเขาเอง พวกเขาพูดว่า ‘พระยาห์เวห์ไม่เห็นพวกเรา พระยาห์เวห์ทิ้งแผ่นดินนี้ไปแล้ว’” 13 แล้วพระองค์พูดว่า “ตามเรามา แล้วเจ้าจะได้เห็นพวกเขาทำสิ่งที่น่ารังเกียจยิ่งกว่านั้นอีก”
14 พระองค์จึงนำผมไปที่ทางเข้าวิหารของพระยาห์เวห์ ประตูนี้ตั้งอยู่ทางทิศเหนือ ผมเห็นพวกผู้หญิงกำลังนั่งร้องไห้คร่ำครวญให้กับพระทัมมุส+ 8:14 พระทัมมุส เป็นพระที่ให้คนมีลูกดกและให้ฝนตก พระทัมมุสจะตายในทุกฤดูใบไม้ร่วง และพระอิชทาร์ เมียของเขาจะชวนคนให้มาร้องไห้คร่ำครวญร่วมกับนาง เพื่อเขาจะได้ฟื้นขึ้นมาในฤดูใบไม้ผลิ พิธีนี้จะตรงกับวันที่สองเดือนสี่ (ซึ่งคาบเกี่ยวเดือนมิถุนายนกับเดือนกรกฎาคม) ที่มีชื่อเรียกว่าเดือนทัมมุส ตามเทศกาลนี้ อยู่ที่นั่น
15 พระองค์พูดกับผมว่า “เจ้าลูกมนุษย์ เจ้าเห็นสิ่งนี้หรือยัง เจ้าจะได้เห็นสิ่งที่น่ารังเกียจยิ่งกว่านี้อีก” 16 แล้วพระองค์ได้นำผมเข้าไปที่ลานด้านในของวิหารของพระยาห์เวห์ ที่ทางเข้าวิหาร ตรงพื้นที่ระหว่างระเบียงกับแท่นบูชานั้น มีผู้ชายประมาณยี่สิบห้าคนหันหลังให้กับวิหารของพระยาห์เวห์ และหันหน้าไปทางทิศตะวันออก พวกเขากำลังก้มกราบดวงอาทิตย์ที่อยู่ทางทิศตะวันออกกันอยู่
17 พระองค์พูดกับผมว่า “เจ้าลูกมนุษย์ เจ้าเห็นสิ่งนั้นหรือยัง เจ้าคิดว่ามันเป็นเรื่องเล็กๆหรือ ที่ครอบครัวของยูดาห์ทำสิ่งที่น่ารังเกียจเหล่านี้ แผ่นดินนี้เต็มไปด้วยความรุนแรง พวกเขาทำสิ่งที่ยั่วยุความโกรธของเราอยู่เรื่อยๆ ดูสิ พวกเขาเอากิ่งไม้มาแตะจมูกตัวเอง+ 8:17 กิ่งไม้มาแตะจมูกตัวเอง อาจจะเป็นท่าทางหนึ่งในการบูชารูปเคารพ หรือผู้นำชาวยิวบางคนคิดว่า สำเนาต้นฉบับเดิมน่าจะเขียนว่า “เอาไม้มาแหย่จมูกเรา”18 เราจะจัดการกับพวกเขาด้วยความโกรธ เราจะไม่สงสารพวกเขา หรือละเว้นโทษพวกเขาอีกต่อไป ถึงพวกเขาจะตะโกนใส่หูเรา เราก็จะไม่ฟังพวกเขา”
91 แล้วผมก็ได้ยินพระองค์ร้องเรียกด้วยเสียงอันดังว่า
“พวกเจ้าที่มีหน้าที่ลงโทษเมืองนี้ มานี่สิ ให้เอาอาวุธติดมือมาด้วย”
2 แล้วผมเห็นคนหกคน กำลังเดินมาจากทางประตูที่อยู่ด้านบนขึ้นไป ประตูนี้ตั้งอยู่ทางทิศเหนือ ในมือแต่ละคนถือเครื่องมือสำหรับทำลายของเขาอยู่ ชายคนหนึ่งที่มากับพวกเขาสวมชุดลินิน+ 9:2 สวมชุดลินิน ปกติแล้วพวกนักบวชจะสวมเสื้อผ้าชนิดนี้ และมีชุดเครื่องเขียนห้อยไว้ที่เอว พวกเขาได้เข้ามายืนอยู่ที่ข้างๆแท่นบูชาทองสัมฤทธิ์ 3 ขณะนั้น รัศมีแห่งพระเจ้าของอิสราเอลได้ขึ้นมาอยู่เหนือบรรดาเครูบ ซึ่งเป็นที่ที่รัศมีนั้นเคยปรากฏมาแล้ว แล้วรัศมีนั้นได้เคลื่อนที่ไปที่ธรณีประตูของวิหาร แล้วพระยาห์เวห์ได้เรียกชายคนนั้นที่สวมใส่ชุดลินินและมีชุดเครื่องเขียนอยู่ที่เอวของเขา
4 แล้วพระยาห์เวห์พูดกับเขาว่า “ไปให้ทั่วเมืองเยรูซาเล็ม ไปทำเครื่องหมายไว้บนหน้าผากของผู้ที่เศร้าโศกและคร่ำครวญให้กับเรื่องที่น่ารังเกียจทั้งหมดที่ผู้คนในเมืองนี้ทำกัน”
5 ในขณะที่ผมฟังอยู่นั้น พระองค์ได้พูดกับห้าคนที่เหลือว่า
“ตามเขาไปทั่วทั้งเมือง ใครที่ไม่มีเครื่องหมายที่หน้าผาก ให้ฆ่าทิ้งให้หมด ไม่ต้องสงสารหรือเห็นอกเห็นใจ 6 ฆ่าให้หมด ไม่ว่าจะเป็นคนแก่ คนหนุ่มสาว ผู้หญิง หรือเด็กๆ แต่ห้ามแตะต้องคนที่มีเครื่องหมายอยู่บนหน้าผาก ให้เริ่มต้นจากสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของเราไป” ดังนั้น พวกเขาจึงเริ่มฆ่าพวกผู้นำอาวุโสที่อยู่หน้าวิหาร
7 แล้วพระองค์พูดกับพวกเขาว่า “ทำให้วิหารนี้เสื่อมความศักดิ์สิทธิ์ไป ให้ลานนี้เต็มไปด้วยซากศพ ไปทำเดี๋ยวนี้เลย” ดังนั้น พวกเขาจึงออกไปและเริ่มฆ่าผู้คนไปทั่วทั้งเมือง
8 ในขณะที่พวกเขาออกไปฆ่าคน ผมอยู่ที่นั่นคนเดียว ผมก้มหน้ากราบลงถึงพื้น และร้องออกมาว่า “ข้าแต่พระยาห์เวห์ องค์เจ้าชีวิต เพราะความเดือดดาลที่พระองค์มีต่อคนอิสราเอล พระองค์จะทำลายพวกเขาที่เหลืออยู่นี้ทั้งหมดเลยหรือ”
9 พระองค์ตอบผมว่า “บาปของครอบครัวอิสราเอลและยูดาห์นั้นยิ่งใหญ่มหาศาลนัก แผ่นดินเต็มไปด้วยการฆ่าฟัน และทั้งเมืองเต็มไปด้วยความอธรรม พวกเขาพูดว่า ‘พระยาห์เวห์ได้ทิ้งแผ่นดินนี้ไปแล้ว พระองค์มองไม่เห็นสิ่งที่เราทำหรอก’ 10 ดังนั้นเราจะไม่มองดูพวกเขาด้วยความสงสารหรือละเว้นโทษพวกเขาอีกต่อไป แต่เราจะให้สิ่งที่พวกเขาได้ทำไปนั้นตกลงบนหัวของพวกเขาเอง”
11 แล้วชายที่สวมใส่ชุดลินิน ที่มีชุดเครื่องเขียนอยู่ที่เอว ได้กลับมารายงานว่า “ผมได้ทำตามที่พระองค์สั่งเรียบร้อยแล้วครับ”
10รัศมีของพระเจ้าย้ายออกจากวิหาร
1 ผมได้มองไปที่โดม+ 10:1 โดม ดูคำอธิบายได้จาก บทที่ 1:22 ที่อยู่เหนือหัวของเครูบเหล่านั้น และผมได้เห็นสิ่งที่เหมือนกับบัลลังก์ที่ทำจากไพลินสีฟ้าใสอยู่เหนือโดมนั้น 2 แล้วพระยาห์เวห์ได้พูดกับชายที่สวมชุดลินินว่า “เข้าไปในระหว่างล้อที่อยู่ใต้เครูบนั้น และให้หยิบถ่านที่กำลังคุอยู่ท่ามกลางเครูบเหล่านั้นมาสองกำมือ แล้วเอาไปโปรยให้ทั่วเมืองเยรูซาเล็ม”
ในขณะที่ผมมองดูอยู่นั้น ชายคนนั้นก็เข้าไป 3 เครูบเหล่านั้นยืนอยู่ทางทิศใต้ของวิหาร เมื่อชายคนนั้นเข้าไป ก็มีเมฆก้อนหนึ่งมาปกคลุมลานด้านในจนทั่ว 4 แล้วรัศมีของพระยาห์เวห์ได้ลอยขึ้นไปจากด้านบนของเครูบเหล่านั้น และเคลื่อนที่ไปที่ธรณีประตูวิหาร มีเมฆอยู่เต็มวิหารไปหมด และรัศมีของพระยาห์เวห์ส่องสว่างไปทั่วลานนั้น 5 เสียงจากปีกของเครูบดังไปไกลถึงลานด้านนอก เหมือนกับเสียงของพระเจ้าผู้มีฤทธิ์ทั้งสิ้นเมื่อพระองค์พูด
6 เมื่อพระยาห์เวห์สั่งชายที่สวมชุดลินินนั้นว่า “ให้เอาไฟที่อยู่ระหว่างล้อที่อยู่ท่ามกลางเครูบเหล่านี้ไป” ชายคนนั้นได้เข้าไปและไปยืนอยู่ที่ด้านข้างของล้อล้อหนึ่ง 7 แล้วเครูบองค์หนึ่งในบรรดาเครูบเหล่านั้นได้ยื่นมือของท่านเข้าไปในไฟที่อยู่ระหว่างพวกเครูบ ท่านหยิบถ่านไฟออกมาส่วนหนึ่งและเอาไปใส่ในมือทั้งสองข้างของชายที่สวมชุดลินินนั้น ชายนั้นรับเอาไฟนั้นแล้วออกไป 8 (ใต้ปีกพวกนั้นของเครูบ มีสิ่งที่ดูเหมือนมือมนุษย์)
9 ผมได้สังเกตเห็นว่า ข้างๆของเครูบทั้งสี่นั้น แต่ละท่านจะมีล้ออยู่หนึ่งล้อ รวมเป็นสี่ล้อ ล้อทั้งสี่นั้นเป็นประกายเหมือนกับเพทายสีเหลืองสด 10 ล้อทั้งสี่นี้ ดูเหมือนกันหมด แต่ละล้อมีล้ออีกล้อหนึ่งซ้อนอยู่ตรงกลาง 11 เมื่อพวกล้อนี้มุ่งไปข้างหน้า มันสามารถหันไปทางไหนก็ได้ทั้งสี่ทิศ แต่พอมันเคลื่อนที่มันจะเปลี่ยนทิศทางไม่ได้ ถ้ามุ่งหน้าไปทางหน้าใด หน้าอื่นๆก็จะมุ่งไปตามหน้านั้นด้วย ในขณะที่เคลื่อนที่มันจะไม่เปลี่ยนทิศทาง 12 มีดวงตาเต็มไปหมดทั่วร่างของเครูบเหล่านี้ มีดวงตาที่ด้านหลัง ที่มือ และที่ปีกของพวกท่าน รวมทั้งที่ล้อทั้งสี่ของพวกท่านด้วย 13 ผมได้ยินผู้หนึ่งเรียกล้อเหล่านั้นว่า “วงล้อหมุนวน”
14 เครูบแต่ละองค์มีใบหน้าสี่หน้า หน้าหนึ่งเป็นหน้าของเครูบ+ 10:14 หน้าของเครูบ คือใบหน้าของวัวตัวผู้ที่พูดถึงในบทที่ 1:10 หน้าที่สองเป็นหน้ามนุษย์ หน้าที่สามเป็นหน้าสิงโต และหน้าที่สี่เป็นหน้านกอินทรี
15 แล้วเครูบเหล่านั้นได้ลอยขึ้นไปในอากาศ สิ่งที่มีชีวิตต่างๆที่ผมมองเห็นในนิมิต ข้างคลองขุดเคบาร์ ที่แท้ก็คือพวกเครูบนี่เอง
16 เมื่อเครูบเหล่านั้นเคลื่อนที่ ล้อที่อยู่ข้างพวกเขาก็เคลื่อนที่ตามไปด้วย เมื่อเครูบกางปีกและบินขึ้นไปในอากาศ ล้อทั้งหมดไม่ได้เคลื่อนออกไปจากด้านข้างของพวกเขาเลย 17 เมื่อเครูบอยู่กับที่ ล้อก็หยุดอยู่กับที่ด้วย เมื่อเครูบบินขึ้น พวกล้อเหล่านั้นก็ขึ้นไปกับพวกเขาด้วยเพราะวิญญาณของสิ่งที่มีชีวิตเหล่านั้นอยู่ในล้อพวกนั้น
18 แล้วรัศมีของพระยาห์เวห์ได้ลอยขึ้นจากธรณีประตูของวิหารไปหยุดอยู่เหนือเครูบ 19 ในขณะที่ผมมองดูอยู่นั้น เครูบเหล่านั้นได้กางปีกบินขึ้นจากพื้น และเมื่อพวกเขาไป ล้อทั้งหมดได้ตามพวกเขาไปด้วย แล้วพวกเขาได้ไปหยุดอยู่ที่ประตูทางทิศตะวันออกของวิหารของพระยาห์เวห์ และรัศมีแห่งพระเจ้าของอิสราเอลอยู่เหนือพวกเขา
20 แล้วผมได้คิดถึงสิ่งมีชีวิตเหล่านั้นที่อยู่ภายใต้รัศมีของพระเจ้าแห่งอิสราเอล ที่ผมเห็นในนิมิตตอนที่อยู่ข้างคลองขุดเคบาร์ ที่แท้สิ่งมีชีวิตพวกนั้นก็คือเครูบนี่เอง 21 สิ่งมีชีวิตแต่ละท่านมีใบหน้าสี่หน้า มีปีกสี่ปีกและใต้ปีกของพวกสิ่งมีชีวิตนี้มีสิ่งที่ดูคล้ายกับมือของมนุษย์ 22 ใบหน้าของเครูบเหมือนกับใบหน้าทั้งสี่ของสิ่งมีชีวิตเหล่านั้นที่ผมเห็นในนิมิต ตอนที่ผมอยู่ข้างคลองขุดเคบาร์ สิ่งมีชีวิตแต่ละท่านได้มุ่งตรงไปข้างหน้า
11คำด่าว่าพวกผู้นำชั่ว
1 แล้วพระวิญญาณได้ยกผมขึ้นและนำผมไปอยู่ที่ประตูวิหารทางทิศตะวันออก ประตูนี้หันหน้าไปทางทิศตะวันออก ผมเห็นผู้ชายยี่สิบห้าคนที่ทางเข้าประตูนั้น และผมเห็นยาอาซันยาห์ลูกชายของอัสซูร์ และเปลาทิยาห์ลูกชายของเบไนยาห์ อยู่ที่นั่นด้วย สองคนนี้เป็นผู้นำของประชาชน
2 พระยาห์เวห์ได้พูดกับผมว่า “เจ้าลูกมนุษย์ คนพวกนี้คือผู้ที่คบคิดกันวางแผนชั่ว และให้คำแนะนำที่ชั่วช้าในเมืองนี้ 3 พวกเขาพูดว่า ‘ไม่มีความจำเป็นที่จะสร้างบ้านเพิ่มในเร็วๆนี้ พวกเราอยู่ในเมืองนี้อย่างปลอดภัยเหมือนเนื้อในหม้อ’ 4 ดังนั้น เจ้าลูกมนุษย์ ไปพูดแทนเราต่อว่าคนพวกนั้น”
5 แล้วพระวิญญาณของพระยาห์เวห์ได้มาอยู่บนตัวผม พระองค์บอกผมว่า “ไปบอกกับคนพวกนั้นว่า นี่คือสิ่งที่พระยาห์เวห์พูด ‘ครอบครัวอิสราเอลเอ๋ย นั่นคือสิ่งที่พวกเจ้าพูดกัน แต่เราเอง รู้ความคิดทั้งหลายในใจของพวกเจ้า 6 เจ้าได้ฆ่าผู้คนจำนวนมากในเมืองนี้ และเจ้าได้ทำให้ถนนสายต่างๆเต็มไปด้วยซากศพ’
7 ดังนั้น นี่คือสิ่งที่พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตพูด ‘พวกซากศพที่เจ้าได้โยนทิ้งไว้ที่นั่นก็คือเนื้อ และเมืองนี้ก็คือหม้อ แต่เราจะขับไล่เจ้าออกไปจากเมืองนี้ 8 เจ้ากลัวดาบ ดังนั้นเราจะเอาดาบมาลงบนเจ้า’” พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตพูดว่าอย่างนี้
9 “เราจะขับไล่เจ้าออกไปจากเมืองนี้ เราจะมอบเจ้าให้กับพวกคนต่างชาติและเราจะลงโทษเจ้า 10 เจ้าจะล้มตายด้วยดาบ เราจะลงโทษเจ้าที่ชายแดนต่างๆของอิสราเอลนี้ แล้วเจ้าจะได้รู้ว่าเราคือยาห์เวห์ 11 เมืองนี้จะไม่เป็นหม้อใบหนึ่งสำหรับเจ้า และเจ้าจะไม่เป็นเนื้อในหม้อนั้น เราจะลงโทษเจ้าตามชายแดนต่างๆของอิสราเอล 12 เมื่อนั้นเจ้าจะได้รู้ว่าเราคือยาห์เวห์ และเป็นข้อบังคับต่างๆของเราเองที่เจ้าไม่ยอมทำตาม และเป็นพวกกฎของเราเองที่พวกเจ้าไม่ยอมรักษา แต่เจ้ากลับไปทำตัวเหมือนชนชาติต่างๆที่อยู่รอบๆเจ้า”
13 ในขณะที่ผมกำลังพูดแทนพระเจ้าอยู่นั้น เปลาทียาห์ลูกชายของเบไนยาห์ก็ตาย แล้วผมก้มหน้ากราบลงกับพื้น และร้องด้วยเสียงอันดังว่า
“พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิต พระองค์จะทำลายอิสราเอลที่เหลือทั้งหมดหรือ”
พระเจ้าจะนำคนของพระองค์กลับมา
14 คำพูดของพระยาห์เวห์ได้มาถึงผมว่า 15 “เจ้าลูกมนุษย์ ประชาชนที่อาศัยอยู่ในเมืองเยรูซาเล็ม ได้พูดอย่างนี้เกี่ยวกับพี่น้องของเจ้า ญาติที่เจ้ามีหน้าที่ดูแล และครอบครัวทั้งหมดของอิสราเอลว่า
‘พวกเขาได้ไปอยู่ห่างไกลจากพระยาห์เวห์ แผ่นดินนี้ตกเป็นของพวกเราแล้ว พวกเราได้รับสิทธิ์ที่จะยึดครองประเทศนี้แล้ว’
16 ดังนั้น ให้บอกสิ่งนี้กับคนพวกนั้นว่า นี่คือสิ่งที่พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตพูด ‘ถึงแม้เราได้ส่งพวกเขาไปอยู่ห่างไกลท่ามกลางชนชาติต่างๆและทำให้พวกเขากระจัดกระจายไปตามประเทศต่างๆ แต่อย่างไรก็ตาม เราได้กลายเป็นวิหารของพวกเขาระดับหนึ่งในช่วงที่พวกเขาอยู่ตามประเทศเหล่านั้น’
17 แต่เจ้าจะต้องบอกคนเหล่านั้นว่า นี่คือสิ่งที่พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตพูด ‘เราจะรวบรวมพวกเจ้ามาจากชนชาติต่างๆและนำพวกเจ้ากลับมาจากประเทศที่พวกเจ้ากระจัดกระจายไปอยู่นั้น และเราจะคืนแผ่นดินของอิสราเอลให้กับพวกเจ้า’ 18 เมื่อพวกเขากลับคืนสู่แผ่นดินนี้ พวกเขาจะกำจัดพวกรูปปั้นเลวๆเหล่านี้ กับพวกรูปเคารพขี้ๆเหล่านี้ให้หมดสิ้นไป 19 เราจะให้พวกเขาไม่เป็นคนสองจิตสองใจและจะใส่วิญญาณใหม่ลงในตัวพวกเขา เราจะเอาหัวใจหินของพวกเขาออกไป และเอาหัวใจที่มีเลือดเนื้อใส่เข้าไปแทน 20 เพื่อพวกเขาจะทำตามข้อบังคับต่างๆของเรา และจะรักษากฎทั้งหลายของเราอย่างเคร่งครัด พวกเขาจะเป็นคนของเราและเราก็จะเป็นพระเจ้าของพวกเขา
21 แต่ส่วนพวกที่ได้มอบใจให้กับพวกรูปปั้นเลวๆและพวกรูปเคารพขี้ๆเหล่านั้น เราก็จะให้พวกเขารับกรรมชั่วที่พวกเขาก่อขึ้นนั้น” พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตพูดว่าอย่างนั้น
22 แล้วพวกเครูบได้กางปีกบินไป ล้อที่อยู่เคียงข้างพวกเขาก็ลอยไปด้วย และรัศมีของพระเจ้าแห่งอิสราเอลได้อยู่เหนือพวกเขา 23 รัศมีของพระยาห์เวห์ได้ลอยขึ้นมาจากเมืองเยรูซาเล็ม และไปหยุดอยู่เหนือภูเขาทางตะวันออกของเมือง+ 11:23 ภูเขาทางตะวันออกของเมือง คือภูเขามะกอกเทศ24 พระวิญญาณได้ยกผมขึ้น และนำผมกลับมาที่แผ่นดินบาบิโลน มายังพวกที่ถูกกวาดต้อนมา ผมได้เห็นเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้ในนิมิตที่มาจากพระเจ้า แล้วนิมิตนั้นก็ได้หายไปจากผม 25 แล้วผมได้บอกกับเชลยพวกนี้ ถึงทุกสิ่งที่พระยาห์เวห์ให้ผมเห็น
12ฉากละครตอนถูกเนรเทศ
1 คำพูดของพระยาห์เวห์ได้มาถึงผมว่า 2 “เจ้าลูกมนุษย์ เจ้าอาศัยอยู่ท่ามกลางคนที่ชอบกบฏ พวกเขามีตาแต่มองไม่เห็น มีหูแต่ไม่ได้ยิน เพราะพวกเขาคือคนที่ชอบกบฏ 3 ดังนั้น เจ้าลูกมนุษย์ ให้เก็บข้าวของของเจ้า เพื่อเตรียมถูกกวาดต้อนไปเป็นเชลย ในตอนกลางวันขณะที่พวกเขามองดูเจ้า ให้เจ้าออกเดินทางจากที่เจ้าอยู่นี้ไปยังที่อื่น บางทีพวกเขาอาจจะเข้าใจความหมายของสิ่งที่เจ้าทำนี้ ถึงแม้พวกเขาเป็นบ้านที่ชอบกบฏก็ตาม
4 ในตอนกลางวันขณะที่พวกเขามองดูเจ้าอยู่นั้น ให้เจ้าเก็บรวบรวมข้าวของต่างๆของเจ้า เพื่อเตรียมถูกกวาดต้อนไปเป็นเชลย แล้วในตอนเย็นขณะที่พวกเขากำลังมองดูเจ้า ก็ให้เจ้าออกไปทำทีเหมือนกับว่ากำลังถูกกวาดต้อนไปเป็นเชลย 5 ในขณะที่พวกเขามองดูเจ้า ก็ให้เจ้าขุดรูกำแพงมุดออกไป พร้อมกับเอาข้าวของของเจ้าออกไปทางรูนั้นด้วย 6 ในขณะที่พวกเขามองดูเจ้าอยู่นั้น ให้เจ้าเอาของเหล่านั้นแบกไว้บนบ่า แบกมันออกไปในความมืด ให้ปิดหน้าของเจ้าไว้เพื่อเจ้าจะได้ไม่เห็นแผ่นดิน เราได้ใช้เจ้าเป็นตัวอย่าง สำหรับสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับบ้านของอิสราเอล”
7 ดังนั้น ผมจึงทำตามคำสั่งนั้น ผมได้เก็บข้าวของต่างๆของผมในตอนกลางวัน เพื่อเตรียมถูกกวาดต้อนไปเป็นเชลย ในตอนเย็นผมได้ขุดรูกำแพงด้วยมือของผมเอง แล้วในความมืด ผมได้เอาของทั้งหมดแบกไว้บนบ่า ในขณะที่พวกเขามองดูผมอยู่
8 ในตอนเช้าคำพูดของพระยาห์เวห์ได้มาถึงผมว่า 9 “เจ้าลูกมนุษย์ พวกอิสราเอลที่ชอบกบฏพวกนั้น ได้ถามเจ้าใช่ไหมว่าเจ้ากำลังทำอะไร 10 ให้บอกกับพวกนั้นว่า ‘นี่คือสิ่งที่พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตพูด ข้อความนี้เกี่ยวข้องกับเจ้าชายองค์นั้นในเมืองเยรูซาเล็มกับครอบครัวอิสราเอลทั้งหมดที่อยู่ที่นั่น’ 11 ให้บอกกับพวกเขาว่า ‘ผม เป็นตัวอย่างให้กับพวกท่าน สิ่งที่ผมได้ทำไปนั้น จะเกิดขึ้นกับพวกท่าน พวกท่านจะถูกกวาดต้อนไปเป็นเชลย 12 เจ้าชายของพวกท่านจะต้องเอาของแบกไว้บนบ่าของเขาในความมืด และเขาจะให้คนขุดกำแพงเป็นช่อง แล้วหนีออกไป เขาจะปิดหน้าของเขาเพื่อจะไม่ได้เห็นแผ่นดิน’
13 เราจะกางตาข่ายของเราดักเขา และเขาจะตกลงไปในกับดักของเรา เราจะนำตัวเขาไปที่บาบิโลนซึ่งเป็นแผ่นดินของชาวเคลเดีย แต่เขาจะมองไม่เห็นว่าเขาอยู่ที่ไหน และเขาจะตายอยู่ที่นั่น+ 12:13 เขาจะมองไม่เห็น … ตายอยู่ที่นั่น คำทำนายของเอเสเคียลนี้ได้เกิดขึ้นกับกษัตริย์เศเดคียาห์ เขาหนีออกจากช่องกำแพงของเมืองเยรูซาเล็ม แต่โดนทหารชาวบาบิโลนจับ และทำให้เขาตาบอดแล้วนำเขาไปเป็นเชลยที่บาบิโลน และตายที่นั่น ดูเพิ่มเติมได้จากหนังสือ 2 พงศ์กษัตริย์ 25:5, 7; หนังสือเยเรมียาห์ 39:6-7; 52:8-1114 เราจะทำให้คนที่อยู่รอบๆเขากระจัดกระจายไปกับสายลม รวมทั้งพวกเจ้าหน้าที่และกองทัพทั้งหมดของเขา ศัตรูจะชักดาบไล่ล่าพวกเขา 15 แล้วพวกเขาจะได้รู้ว่า เราคือยาห์เวห์ เมื่อเราทำให้พวกเขาแตกซ่านไปอยู่ท่ามกลางชนชาติต่างๆและทำให้พวกเขากระจัดกระจายไปทั่วในหลายประเทศ
16 แต่เราจะให้พวกเขาส่วนหนึ่งรอดตาย พวกเขาจะรอดพ้นจากคมดาบ ความอดอยากและโรคระบาด เพื่อคนพวกนี้จะได้บอกกับชนชาติทั้งหลายที่พวกเขาไปอยู่ด้วยนั้น ว่าพวกเขาได้ทำสิ่งอันน่ารังเกียจขนาดไหนต่อพระยาห์เวห์ แล้วพวกเขาจะได้รู้ว่าเราคือยาห์เวห์”
ฉากละครตอนชาวอิสราเอลหวาดกลัว
17 แล้วถ้อยคำของพระยาห์เวห์ได้มาถึงผมว่า 18 “เจ้าลูกมนุษย์ เจ้าจะต้องทำตัวสั่นเทิ้มเมื่อเจ้ากินอาหาร และกลัวจนขนลุกเมื่อเจ้าดื่มน้ำ 19 เจ้าจะต้องบอกสิ่งนี้กับประชาชนของแผ่นดินนี้ว่า ‘นี่คือสิ่งที่พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตพูดเกี่ยวกับผู้ที่อาศัยอยู่ในเมืองเยรูซาเล็มและในแผ่นดินอิสราเอล พวกเขาจะกินอาหารด้วยความกังวล และดื่มน้ำด้วยความสิ้นหวังเพราะทุกสิ่งทุกอย่างในแผ่นดินของพวกเขาจะถูกกวาดต้อนไปจนเรียบ เพราะประชาชนทั้งหมดที่อยู่ที่นั่นโหดร้ายและชอบใช้ความรุนแรง 20 เมืองต่างๆที่มีคนอาศัยอยู่จะถูกทิ้งให้เป็นซากปรักหักพังและแผ่นดินจะเวิ้งว้างทรุดโทรม แล้วเจ้าจะได้รู้ว่า เราคือยาห์เวห์’”
พระยาห์เวห์พูดจริงทำจริง
21 แล้วถ้อยคำของพระยาห์เวห์ได้มาถึงผมว่า 22 “เจ้าลูกมนุษย์ ทำไมคนที่อยู่ในแผ่นดินอิสราเอลถึงได้ยกสุภาษิตนี้ขึ้นมา ที่ว่า
‘วันเวลาผ่านพ้นไป
นิมิตทั้งหลายไม่เห็นเกิดขึ้น’
23 ดังนั้นให้บอกกับคนพวกนั้นว่า พระยาห์เวห์ องค์เจ้าชีวิตพูดว่า ‘เราจะทำให้สุภาษิตนี้สิ้นสุดลง ผู้คนในอิสราเอลจะไม่อ้างสุภาษิตนี้อีกต่อไป’ แต่ให้เจ้าบอกพวกเขาถึงสุภาษิตอีกอันหนึ่งว่า
‘วันเวลานั้นมาถึงแล้ว
นิมิตทั้งหลายจะเกิดขึ้น’
24 จะไม่มีนิมิตจอมปลอมหรือนักเวทมนตร์ที่หลอกลวงในหมู่ประชาชนอิสราเอลอีกต่อไป 25 เพราะเรา ยาห์เวห์จะเป็นผู้ที่ออกคำสั่งเอง และสิ่งที่เราพูดนั้นจะเกิดขึ้น มันจะไม่ล่าช้าอีกต่อไป เพราะในช่วงชีวิตของพวกเจ้าครอบครัวที่ชอบกบฏ เราจะเป็นคนออกคำสั่งเอง และเราจะทำให้มันเกิดขึ้น” พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตพูดไว้ว่าอย่างนั้น
26 แล้วถ้อยคำของพระยาห์เวห์ได้มาถึงผมว่า 27 “เจ้าลูกมนุษย์ ครอบครัวของอิสราเอลพูดว่า ‘นิมิตที่เขาเห็นนั้นมันเป็นเรื่องอีกหลายปีข้างหน้า เขากำลังทำนายเกี่ยวกับวันเวลาอันยาวไกล’ 28 ดังนั้นให้บอกกับพวกเขาว่า พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตพูดว่า ‘ไม่มีคำพูดใดของเราที่จะรีรอชักช้าอีกต่อไป เราพูดอะไร มันก็จะเกิดขึ้น’” พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตพูดว่าอย่างนั้น
13ผู้พูดแทนพระเจ้าจอมปลอมจะถูกลงโทษ
1 ถ้อยคำของพระยาห์เวห์ได้มาถึงผมว่า 2 “เจ้าลูกมนุษย์ ให้พูดแทนเราต่อต้านพวกผู้พูดแทนพระเจ้าจอมปลอมพวกนั้น ที่อ้างว่าพูดแทนเราอยู่ในอิสราเอล ให้พูดต่อต้านคนพวกนั้นที่แกล้งทำเป็นพูดแทนเรา แต่ที่แท้ก็พูดตามจินตนาการของพวกมันเอง บอกกับพวกมันว่า ‘ฟังคำพูดของพระยาห์เวห์ให้ดี 3 พระยาห์เวห์ องค์เจ้าชีวิตพูดว่า น่าอับอายจริงๆพวกโง่เง่าที่อ้างว่าพูดแทนเรา แต่ที่แท้ก็แค่พูดตามจินตนาการของตัวเอง ไม่ได้เห็นนิมิตจากพระเจ้าจริง
4 ชาวอิสราเอลเอ๋ย คนเหล่านั้นที่อยู่ท่ามกลางพวกเจ้า ที่อ้างว่าพูดแทนเรา เป็นเหมือนหมาไน+ 13:4 หมาไน สัตว์พวกนี้ชอบอยู่ตามที่ปรักหักพัง ดังนั้นมันคงไม่เสียดายถ้าเมืองเยรูซาเล็มจะถูกทำลาย ท่ามกลางซากปรักหักพัง 5 พวกเจ้าไม่ได้ปีนขึ้นไปเพื่อปกป้องเมืองตรงช่องโหว่ของกำแพง+ 13:5 ช่องโหว่ของกำแพง ผู้พูดแทนพระเจ้า จะเตือนคนให้กลับใจเสียใหม่ และจะอธิษฐานต่อพระเจ้าให้กับประชาชน เพื่อปกป้องพวกเขาจากความเดือดดาลหรือความโกรธเกรี้ยวของพระเจ้าเหมือนกับที่ทหารยามจะปกป้องเมือง ด้วยการขึ้นไปต่อสู้ตรงช่องโหว่ของกำแพงตอนที่เมืองถูกโจมตี ดูเพิ่มเติมได้จาก หนังสือสดุดี 106:23 และไม่ได้ซ่อมกำแพงให้กับครอบครัวของอิสราเอล เพื่อจะยืนหยัดต่อต้านสงครามไว้ได้ในวันที่พระยาห์เวห์แสดงความโกรธออกมา
6 นิมิตของพวกมันเป็นของปลอม และคำทำนายของพวกมันเป็นเรื่องโกหก พวกมันอ้างว่า สิ่งที่พวกมันพูดนั้นเป็นคำพูดของพระยาห์เวห์ พวกมันคาดหวังว่าพระองค์จะทำให้คำทำนายของพวกมันเกิดขึ้นจริง ทั้งๆที่พระองค์ไม่เคยส่งพวกมันมาเลย 7 พวกเจ้าทั้งหลายที่อ้างว่าพูดแทนเรา พวกเจ้าเห็นนิมิตจอมปลอม และทำนายเท็จ ไม่ใช่หรือ ตอนที่อ้างว่า “พระยาห์เวห์พูดว่าอย่างนี้” ทั้งๆที่เราไม่ได้พูดกับพวกเจ้าเลย’”
8 ดังนั้น พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตพูดว่า “เราต่อต้านพวกเจ้า เพราะพวกเจ้าพูดโกหกและอ้างว่าเห็นนิมิต” นั่นแหละคือคำพูดของพระยาห์เวห์
9 พระยาห์เวห์พูดว่า “มือของเราจะต่อต้านพวกเจ้าที่แอบอ้างว่าพูดแทนเรา ที่บอกว่าเห็นนิมิต และพวกหมอดูที่กุเรื่องโกหกขึ้นมา คนพวกนี้จะถูกแยกออกจากสภาที่ประชุมของเรา ชื่อของพวกมันจะไม่ได้รับการบันทึกไว้ในสมุดของครอบครัวอิสราเอล และพวกมันจะไม่ได้กลับมายังแผ่นดินอิสราเอล แล้วเจ้าจะได้รู้ว่าเราคือ ยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิต
10 สิ่งนี้จะเกิดขึ้น เพราะพวกมันทำให้คนของเราหลงผิด พวกมันพูดว่า ‘ทุกอย่างเป็นไปด้วยดี’ ทั้งๆที่ไม่มีอะไรเป็นไปด้วยดีเลย มันเหมือนกับประชาชนสร้างกำแพงแบบชุ่ยๆแล้วพวกที่อ้างว่าพูดแทนพระเจ้าพวกนี้ เอาปูนขาวมาฉาบให้ดูดี 11 ให้บอกกับคนฉาบปูนพวกนี้ว่า งานของพวกเขาจะต้องพังทลายลง เพราะเราจะส่งพายุฝน และลูกเห็บซัดกระหน่ำลงมา พร้อมกับลมพายุอย่างหนักที่จะพัดกำแพงให้พังลง 12 เมื่อกำแพงถล่มลงมา ผู้คนจะถามพวกมันว่า ‘ทำไมปูนขาวที่ท่านฉาบไว้ไม่ช่วยอะไรเลยล่ะ’” 13 ดังนั้นพระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตพูดว่า “เราจะใช้ลมพายุที่รุนแรงนี้ ทำให้กำแพงแตกด้วยความเดือดดาลของเรา เราจะเทฝนกระหน่ำลงมาทำให้กำแพงสึกกร่อนด้วยความโกรธของเรา เราจะส่งลูกเห็บลงมาจัดการมันให้ราบเรียบด้วยความเดือดดาลของเรา
14 ดังนั้นเราจะทำลายกำแพงที่เจ้าได้ฉาบปูนขาวไว้นั้น เราจะทำลายมันให้ราบเป็นหน้ากลอง จนมองเห็นฐานรากของมัน และเมื่อมันล้มลง เจ้าจะถูกทำลายภายในกำแพงนั้น และเจ้าจะได้รู้ว่าเราคือยาห์เวห์
15 ด้วยวิธีนั้น เราจะได้ระบายความโกรธของเราออกมาลงบนกำแพงและลงบนคนเหล่านั้นที่ฉาบปูนขาวทับมัน เราจะบอกกับเจ้าว่า ‘กำแพงไม่มีแล้ว และพวกคนฉาบปูนขาวนั้นหายไปแล้ว’
16 สิ่งเหล่านั้นจะเกิดขึ้นกับคนพวกนี้ของอิสราเอลที่แอบอ้างว่าพูดแทนเรา ที่ทำนายให้กับเมืองเยรูซาเล็ม และเห็นนิมิตว่าทุกอย่างเป็นไปด้วยดี ทั้งๆที่ไม่มีอะไรเป็นไปด้วยดีเลย” พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตพูดว่าอย่างนี้แหละ
17 และตอนนี้ “เจ้าลูกมนุษย์ ให้หันไปดูผู้หญิงพวกนั้นที่อยู่ท่ามกลางคนของเจ้า พวกนางได้ทำนายตามจินตนาการของตัวเอง ให้เจ้าพูดแทนเราต่อต้านพวกนางว่า 18 ‘พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตพูดว่า น่าอับอายจริงๆพวกเจ้า หญิงที่เย็บผ้าไสยศาสตร์ไว้พันข้อมือให้กับทุกๆคน น่าอับอายจริงๆพวกเจ้า หญิงที่ทำผ้าไสยศาสตร์ไว้คลุมหน้าหลายๆขนาด เพื่อล่าชีวิตคน เจ้าคิดว่าเจ้าจะล่าชีวิตคนของเรา แล้วตัวเจ้าเองจะรอดชีวิตไปได้หรือ 19 เจ้าทำให้คนของเราดูถูกเหยียดหยามเรา เพราะเจ้าพูดโกหกเป่าหูคนของเราที่ชอบฟังคำโกหกอยู่แล้ว เจ้าทำสิ่งนี้เพื่อแลกกับข้าวบาร์เลย์สองสามกำมือและขนมปังไม่กี่ชิ้นเท่านั้น เจ้าทำให้คนที่ไม่สมควรตาย ต้องมาตาย และทำให้คนที่สมควรตาย ยังมีชีวิตอยู่ 20 ดังนั้น นี่คือสิ่งที่พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตพูดกับพวกเจ้า “ดูนะ เราต่อต้านผ้าไสยศาสตร์ที่พันข้อมือของพวกเจ้า ที่พวกเจ้าใช้ล่าชีวิตคนเหมือนกับล่านก เราจะฉีกมันจากแขนของพวกเจ้า และปล่อยให้คนเหล่านั้นเป็นอิสระ คือคนเหล่านั้นที่เจ้าได้ล่าเหมือนล่านก 21 เราจะฉีกผ้าคลุมหน้าของพวกเจ้าออก และช่วยชีวิตคนของเราจากอำนาจของเจ้า พวกเขาจะไม่ตกเป็นเหยื่อของเจ้าอีกต่อไป แล้วเจ้าจะได้รู้ว่า เราคือยาห์เวห์”
22 เจ้าได้หลอกลวงคนดีๆให้หมดกำลังใจ แต่เราไม่อยากให้พวกเขาหมดกำลังใจ แถมเจ้ายังไปให้กำลังใจกับคนชั่วไม่ให้พวกเขากลับใจ ถ้าเขากลับใจก็จะมีชีวิตต่อไป
23 ดังนั้นพวกเจ้าจะไม่ได้อ้างว่าเห็นนิมิตอีกต่อไป และจะไม่ได้กุเรื่องเวทมนตร์ของเจ้าขึ้นมาอีก เราจะช่วยกู้คนของเราจากอำนาจของเจ้า แล้วเจ้าจะได้รู้ว่า เราคือยาห์เวห์’”
14คนดีๆก็ไม่สามารถหยุดพระเจ้าจากการลงโทษเยรูซาเล็มได้
1 แล้วพวกผู้นำอาวุโสของอิสราเอลบางคนได้มาหาผม และมานั่งอยู่ต่อหน้าผม 2 แล้วถ้อยคำของพระยาห์เวห์ก็มาถึงผมว่า 3 “เจ้าลูกมนุษย์ คนพวกนี้ยังมีรูปเคารพขี้ๆพวกนั้นอยู่ในใจ และพวกเขายังวางสิ่งที่ทำให้พวกเขาสะดุดไปทำบาปไว้ต่อหน้าพวกเขา อย่างนี้แล้ว เราควรจะยอมให้พวกมันเข้ามาขอคำปรึกษาจากเราอีกหรือ 4 ดังนั้น ไม่ว่าอิสราเอลหน้าไหนก็ตามที่ยังหลงรักรูปเคารพขี้ๆพวกนั้นอยู่ในใจ และวางสิ่งนั้นที่ทำให้พวกเขาสะดุดไปทำบาปไว้ต่อหน้า แต่ยังมาขอคำปรึกษาจากผู้พูดแทนเราคนหนึ่ง เรา ยาห์เวห์ จะย้อนตอบเขาให้สาสม เพราะเขามีรูปเคารพมากมาย 5 เราจะทำอย่างนี้กับครอบครัวของอิสราเอล เพื่อยึดครองใจของพวกเขา พวกรูปเคารพขี้ๆทั้งหมดของเขาได้แยกพวกเขาจากเรา 6 ดังนั้นให้บอกกับครอบครัวอิสราเอลว่า
นี่คือสิ่งที่พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตพูด ‘ให้หันไปจากรูปเคารพขี้ๆทั้งหมดนั้น ให้เมินหน้าไปจากรูปเคารพที่น่าขยะแขยงพวกนั้นที่เราเกลียด และกลับมาหาเราเถอะ 7 ถ้ามีชาวอิสราเอลหรือชาวต่างชาติคนใด ที่อาศัยอยู่ในอิสราเอลได้แยกตัวเองไปจากเราและเอารูปเคารพขี้ๆเหล่านั้นไว้ในใจ หรือวางสิ่งที่ทำให้พวกเขาสะดุดไปทำบาป ไว้ต่อหน้าพวกเขา แล้วยังมาหาผู้พูดแทนเราคนหนึ่ง เพื่อขอคำปรึกษาจากเรา เราเองจะตอบพวกมัน 8 เราจะหันหน้าต่อต้านคนนั้น และทำให้เขาเป็นตัวอย่างแห่งความล้มเหลวและตกเป็นขี้ปากของชาวบ้าน เราจะตัดเขาออกจากประชาชนของเรา แล้วเจ้าจะได้รู้ว่าเราคือยาห์เวห์
9 และถ้ามีผู้พูดแทนเราบางคนโง่ถึงขนาดไปให้คำตอบกับคนอย่างนั้น เรายาห์เวห์ ก็จะแสดงให้ผู้พูดแทนเราคนนั้นเห็นว่า ตัวเขาเองนั้นโง่ขนาดไหน+ 14:9 และถ้ามีผู้พูดแทนเรา … โง่ขนาดไหน ประโยคนี้อาจจะแปลได้อีกอย่างหนึ่งว่า “ถ้าผู้พูดแทนเราคนหนึ่งคนใดถูกหลอกลวงและได้ให้คำตอบไป เรายาห์เวห์ได้หลอกลวงผู้พูดแทนเราคนนั้นเอง” เราจะยื่นมือของเราออกมาทำลายเขาไปจากคนอิสราเอลของเรา
10 ดังนั้น ผู้พูดแทนพระเจ้าคนนั้น ก็จะต้องรับโทษอย่างเดียวกับคนชั่วพวกนั้นที่มาขอคำปรึกษาจากเราผ่านทางเขา
11 เราจะลงโทษพวกผู้พูดแทนพระเจ้าเหล่านั้น เพื่อคนอิสราเอลจะได้ไม่หลงไปจากเราอีกแล้ว และจะได้ไม่แปดเปื้อนไปกับการกบฏของพวกเขาอีก แล้วพวกเขาจะเป็นคนของเราและเราจะเป็นพระเจ้าของพวกเขา’” พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตพูดว่าอย่างนั้น
12 หลังจากนั้นถ้อยคำของพระยาห์เวห์ได้มาถึงผมว่า 13 “เจ้าลูกมนุษย์ สมมุติว่ามีประเทศหนึ่งที่ทำบาปต่อเรา โดยไม่จงรักภักดีต่อเรา และเราได้ลงโทษมัน ด้วยการตัดเสบียงอาหาร และส่งความอดอยากมา และฆ่าทั้งคนและสัตว์ของมัน 14 ถึงแม้ โนอาห์+ 14:14 โนอาห์ ดูเพิ่มเติมได้จากหนังสือปฐมกาลบทที่ 6-9 ดาเนียล+ 14:14 ดาเนียล คงไม่ใช่คนเดียวกันกับดาเนียลในหนังสือดาเนียล อาจจะเป็นวีรบุรุษในสมัยโบราณนานมาแล้วก่อนเอเสเคียล ที่พูดถึงในหนังสือวรรณคดีนอกพระคัมภีร์ และโยบ+ 14:14 โยบ เรื่องของโยบอ่านได้จากหนังสือโยบ จะอยู่ท่ามกลางพวกเขา สามคนนี้ก็จะช่วยกู้ได้แต่ชีวิตของตัวเองเท่านั้น เพราะพวกนี้ทำตามใจเรา” พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตพูดไว้ว่าอย่างนั้น
15 “หรือเราอาจจะส่งสัตว์ป่าที่ดุร้ายเข้าไปฆ่าคนในแผ่นดินนั้นจนหมด ทำให้แผ่นดินนั้นกลายเป็นที่รกร้างที่ไม่มีใครกล้าผ่านไป เพราะสัตว์ร้ายเหล่านั้น 16 เรา ยาห์เวห์ องค์เจ้าชีวิต จะบอกว่า เรามีชีวิตอยู่แน่ขนาดไหน ก็ให้แน่ใจขนาดนั้นเลยว่า แม้ถ้า โนอาห์ ดาเนียล และโยบ จะอาศัยอยู่ที่นั่น พวกเขาก็ไม่สามารถช่วยใครได้เลย แม้แต่ลูกชายลูกสาวของพวกเขาเอง มีแต่ตัวพวกเขาเองเท่านั้นที่จะรอด และแผ่นดินนั้นจะกลายเป็นที่รกร้าง
17 หรือเราอาจจะนำดาบเข้ามาทำลายแผ่นดินนั้นก็ได้ กองทัพของศัตรูจะบุกเข้ามาฆ่าทั้งคนและสัตว์ในแผ่นดินนั้น 18 เรา ยาห์เวห์ ผู้เป็นองค์เจ้าชีวิตจะบอกว่า เรามีชีวิตอยู่แน่ขนาดไหน ก็ให้แน่ใจขนาดนั้นเลยว่า ถึงโนอาห์ ดาเนียล และโยบ จะอาศัยอยู่ที่นั่น พวกเขาก็จะไม่สามารถช่วยใครให้รอดได้ แม้แต่ลูกชายและลูกสาวของพวกเขาเอง มีแต่ตัวพวกเขาเองเท่านั้นที่จะรอด
19 หรือเราอาจจะส่งโรคระบาดเข้าไปในแผ่นดินนั้นก็ได้ เราจะทำให้แผ่นดินนั้นได้รู้สึกถึงความโกรธของเราเต็มๆ เราจะฆ่าทั้งคนและสัตว์ 20 เรา ยาห์เวห์ ผู้เป็นองค์เจ้าชีวิต บอกว่า เรามีชีวิตอยู่แน่ขนาดไหน ก็ให้แน่ใจขนาดนั้นเลยว่า ถึงโนอาห์ ดาเนียล และโยบจะอาศัยอยู่ที่นั่นด้วย พวกเขาก็จะไม่สามารถช่วยใครได้เลย แม้แต่ลูกชายและลูกสาวของตัวเอง พวกเขาจะช่วยได้แต่ชีวิตของตัวพวกเขาเองเท่านั้น เพราะพวกเขาทำตามใจเรา”
21 พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตพูดว่า
“มันจะยิ่งแน่กว่านั้นอีกในกรณีของเยรูซาเล็มนี้ ว่าจะไม่มีใครสามารถช่วยได้ เมื่อเราส่งการลงโทษอันโหดร้ายสี่อย่างนี้มา คือ ดาบ ความอดอยาก สัตว์ป่าที่ดุร้าย และโรคระบาด ให้เกิดกับพวกเขา เพื่อกำจัดทั้งคนและสัตว์ในแผ่นดินนี้ 22 แต่ไม่น่าเชื่อ จะยังมีบางคนรอดชีวิต แล้วพวกเขาจะพาลูกชายลูกสาวหนีออกมา พวกเขาจะออกมาหาเจ้า แล้วเมื่อเจ้าสังเกตดูชีวิตของพวกเขาและสิ่งชั่วๆที่พวกเขาทำ เจ้าจะได้รู้สึกดีขึ้น เกี่ยวกับความหายนะที่เราทำให้เกิดขึ้นในเยรูซาเล็ม และเกี่ยวกับเรื่องทั้งหมดนี้ที่เรานำมาสู่พวกเขา
23 เมื่อเจ้าเห็นว่าพวกเขาใช้ชีวิตยังไง และเห็นความชั่วร้ายต่างๆที่พวกเขาทำ เจ้าจะได้รู้สึกดีขึ้น และจะได้รู้ว่าเรามีเหตุผลที่ได้ทำสิ่งทั้งหมดนั้นกับพวกเขา” พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตพูดว่าอย่างนั้น
15ชาวอิสราเอลไร้ประโยชน์เหมือนไม้จากเถาองุ่น
1 ถ้อยคำของพระยาห์เวห์ได้มาถึงผมว่า 2 “เจ้าลูกมนุษย์ ในไม้ทุกชนิด เกิดอะไรขึ้นกับไม้ของเถาองุ่น+ 15:2 เถาองุ่น พวกผู้พูดแทนพระเจ้าชอบเปรียบเทียบชาวอิสราเอลเป็นเหมือนไร่องุ่นหรือต้นองุ่นของพระเจ้า ซึ่งถือว่าเป็นไม้ชนิดหนึ่ง 3 เคยมีช่างคนไหนใช้กิ่งองุ่นไปสร้างอะไรไหม หรือมีใครเคยเอากิ่งองุ่นไปทำหมุดแขวนข้าวของเครื่องใช้บ้างไหม 4 ไม้นั้นเอาไปเป็นฟืนเผาไฟได้ และไฟได้เผาปลายทั้งสองของมันและได้ไหม้ไปถึงแก่นของมัน มันยังจะไปใช้ทำอะไรได้อีกหรือ 5 ขนาดตอนที่มันยังดีๆอยู่ ช่างยังเอามาใช้ทำอะไรไม่ได้เลย แล้วตอนนี้มันไหม้แล้ว ยิ่งใช้ไม่ได้ใหญ่”
6 ดังนั้น พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตพูดว่า “เราใช้เถาองุ่นเป็นฟืนสำหรับเผาไฟมากกว่าใช้ไม้ชนิดอื่นๆยังไง เราก็จะทำกับพลเมืองของเยรูซาเล็มอย่างนั้นเหมือนกัน 7 เราจะหันหน้าของเราต่อต้านพวกเขา บางคนอาจจะหนีรอดจากไฟหนึ่ง แต่ก็ยังจะถูกอีกไฟหนึ่งเผาจนหมดอยู่ดี เมื่อเราต่อต้านพวกเขา เจ้าจะได้รู้ว่าเราคือยาห์เวห์ 8 เราจะทำให้แผ่นดินนี้รกร้าง เพราะคนพวกนี้ไม่สัตย์ซื่อ” พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตพูดว่าอย่างนั้น
16เจ้าสาวของพระยาห์เวห์ไปเที่ยวผู้ชาย
1 แล้วถ้อยคำของพระยาห์เวห์ได้มาถึงผมว่า 2 “เจ้าลูกมนุษย์ ให้เตือนคนในเมืองเยรูซาเล็มถึงเรื่องชั่วร้ายน่ารังเกียจที่พวกเขาทำกัน 3 ให้บอกกับพวกเขาว่า ‘นี่คือสิ่งที่พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิต พูดกับเมืองเยรูซาเล็ม ต้นกำเนิดและบ้านเกิดของเจ้าอยู่ในแผ่นดินของชาวคานาอัน พ่อของเจ้าเป็นชาวอาโมไรต์และแม่ของเจ้าเป็นชาวฮิตไทต์ 4 เจ้าเป็นเหมือนกับเด็กที่ถูกทอดทิ้ง ในวันที่เจ้าเกิดมา ไม่มีใครตัดสายสะดือให้กับเจ้า ไม่มีใครทำพิธีชำระล้างให้กับเจ้าด้วยน้ำเพื่อให้เจ้าบริสุทธิ์ตามกฎของเรา ไม่มีใครเอาเกลือมาถูฆ่าเชื้อให้กับเจ้า และไม่มีใครเอาผ้าอ้อมมาห่อหุ้มเจ้า 5 ไม่มีใครสงสารเจ้า ไม่มีใครทำสิ่งต่างๆเหล่านี้ให้กับเจ้า ไม่มีใครคอยปลอบโยนเจ้า ไม่มีใครเอาเจ้าในวันที่เจ้าเกิดมา เจ้าถูกทิ้งในทุ่งโล่ง
6 แล้วเราเดินผ่านมา เห็นเจ้านอนดิ้นอยู่ในกองเลือด เราพูดกับเจ้าว่า “จงมีชีวิตอยู่ต่อไป” ในขณะที่เจ้านอนอยู่ในกองเลือดนั้น เราพูดกับเจ้าว่า “จงมีชีวิตอยู่ต่อไป” 7 เราได้เลี้ยงดูเจ้า แล้วเจ้าก็เจริญเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วเหมือนพืชในท้องทุ่ง เจ้าได้เติบโตและเจริญวัย เจ้าเริ่มแตกเนื้อสาว มีประจำเดือน มีหน้าอกใหญ่ขึ้น เริ่มมีขนขึ้นตามตัว แต่เจ้ายังเปลือยกายล่อนจ้อนอยู่ 8 ต่อมา เราได้สังเกตเห็นว่าเจ้าโตพอที่จะมีความรักได้แล้ว เราจึงได้กางเสื้อผ้าของเราออกคลุมตัวเจ้า+ 16:8 ได้กางเสื้อผ้าของเราออกคลุมตัวเจ้า การทำอย่างนี้แสดงว่าพระองค์ยอมรับเยรูซาเล็มเหมือนภรรยา ที่พระองค์จะปกป้องดูแล ดูเพิ่มเติมได้จาก นางรูธ 3:1-15 และคลุมร่างที่เปลือยเปล่าของเจ้า เราได้ปฏิญาณผูกมัดตัวเองกับเจ้าและร่วมคำมั่นสัญญา+ 16:8 สัญญา หมายความว่า พระเจ้าได้ให้สัญญาหรือพันธสัญญาแก่ประชาชนของพระองค์ สำหรับชาวยิว สัญญานั้นก็คือกฎของโมเสส แต่ตอนนี้พระเจ้าได้ให้สัญญาใหม่ที่ดีกว่าแก่ประชาชนของพระองค์ผ่านทางพระคริสต์กับเจ้า และเจ้าได้กลายเป็นของเรา’” พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตพูดว่าอย่างนั้น 9 “หลังจากนั้น เราได้อาบน้ำให้เจ้า ล้างเลือดของเจ้าออก เอาน้ำมันทาให้เจ้า 10 เราเอาเสื้อผ้าสวยๆมาสวมใส่ให้เจ้า เอาร้องเท้าสานจากหนังอย่างดีมาสวมเท้าของเจ้า แล้วโพกหัวของเจ้าด้วยผ้าลินินอย่างดี และคลุมตัวเจ้าด้วยผ้าไหม 11 แล้วเราได้ประดับประดาเจ้าด้วยเพชรพลอย เราได้สวมกำไลข้อมือไว้ที่มือทั้งสองของเจ้า และสวมสร้อยคอไว้รอบคอของเจ้า 12 เราได้ใส่ห่วงจมูกให้กับเจ้า ใส่ตุ้มหูไว้ที่หูทั้งสองข้าง และเอามงกุฎที่สวยงามมาสวมบนหัวเจ้า 13 เจ้าได้ประดับประดาไปด้วยทองและเงิน แต่งตัวด้วยผ้าลินินอย่างดี ผ้าไหมและผ้าปัก เจ้ากินของหวานที่ทำจากแป้งอย่างดี น้ำเชื่อมผลไม้และน้ำมันมะกอก+ 16:13 ทอง … น้ำมันมะกอก วัสดุทุกอย่างในรายการนี้ คือสิ่งต่างๆที่ใช้ในการสร้างเต็นท์ศักดิ์สิทธิ์ ที่พระเจ้ามอบไว้กับชาวอิสราเอล หลังจากทำสัญญากับพวกเขา ดูเพิ่มเติมได้จากหนังสือ อพยพ 25:40 เจ้าสวยงามมาก เหมาะที่จะเป็นราชินี 14 ความงามของเจ้า ทำให้เจ้ามีชื่อเสียงไปทั่วท่ามกลางชนชาติต่างๆ เครื่องทรงของเราที่เราได้ให้กับเจ้า ทำให้เจ้างดงามหมดจดเสียจริงๆ” พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตพูดว่าอย่างนั้น
15 “แต่เจ้ากลับไปไว้วางใจในความงามของเจ้า และหาประโยชน์จากชื่อเสียงของเจ้า ไปขายตัวให้กับผู้ชายทุกคนที่เดินผ่านมา 16 แล้วเจ้าก็เอาเสื้อผ้าของเจ้าที่เราให้ มาตกแต่งศาลเจ้าต่างๆของเจ้า และทำตัวเป็นโสเภณี เจ้าตกแต่งสถานที่นั้นยิ่งกว่าที่เคยมีใครตกแต่งมันมาก่อน 17 เจ้ายังเอาเครื่องแต่งกายที่ทำด้วยทองและเงินของเรา ไปสร้างเป็นรูปปั้นผู้ชายขึ้นมาสำหรับตัวเอง และทำตัวเหมือนโสเภณีกับพวกมัน 18 เจ้าเอาเสื้อผ้าที่สวยงามที่เราให้กับเจ้า ไปตัดเป็นเสื้อผ้าให้กับพวกรูปปั้นเหล่านั้น แล้วเจ้าก็เอาน้ำมันและเครื่องหอมของเราไปวางไว้ต่อหน้าพวกมัน 19 แล้วเจ้ายังเอาอาหารที่เราให้กับเจ้า คือแป้งอย่างดี น้ำมันมะกอกและน้ำเชื่อมผลไม้ ที่เราเอามาเลี้ยงดูเจ้า เจ้าเอาไปวางไว้ต่อหน้าพวกมันเป็นเครื่องถวายที่มีกลิ่นหอมหวาน” พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตพูดว่าอย่างนั้น 20 “ที่เจ้าทำตัวเป็นโสเภณีนั้นยังเลวร้ายไม่พอ เจ้ายังเอาพวกลูกชายลูกสาวที่เจ้าคลอดให้กับเรา ไปสังเวยให้กับพวกรูปปั้นเหล่านั้นกินด้วย 21 เจ้าได้ฆ่าพวกลูกๆของเราหลายคน+ 16:21 ฆ่า … หลายคน นี่เป็นการเซ่นไหว้ลูกๆให้กับพระโมเลค ดูเพิ่มเติมได้จาก 2 พงศ์กษัตริย์ 16:3; 21:6; 23:10 เยเรมียาห์ 32:35 และถวายพวกเขาในไฟให้กับพวกรูปปั้นเหล่านั้น 22 ในช่วงที่เจ้าทำตัวเป็นโสเภณี และทำสิ่งที่เลวร้ายพวกนี้ เจ้าไม่เคยหวนคิดถึงความสัมพันธ์ที่เรามีต่อกัน ตอนที่พวกเจ้าเป็นเด็ก ตอนที่เราเจอเจ้าตัวล่อนจ้อน และดิ้นอยู่ในกองเลือดนั้น
23 ดังนั้น เมื่อเจ้าได้ทำสิ่งชั่วร้ายเหล่านั้น (น่าละอาย น่าละอายสำหรับเจ้า พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตพูดว่าอย่างนั้น) 24 เจ้าได้สร้างเนินขึ้นมาให้กับตัวเอง เป็นศาลเจ้าในลานเมืองทุกแห่ง 25 เจ้าได้สร้างศาลเจ้าไว้ตามหัวมุมถนนทุกสาย เจ้าได้ทำให้ความงามของเจ้าน่าขยะแขยง เจ้าได้อ้าขาของเจ้าให้กับคนที่เดินผ่านไปมา เจ้าทำตัวเป็นโสเภณีมากขึ้นเรื่อยๆ 26 แล้วเจ้าก็หันไปหาชาวอียิปต์ ที่เป็นเพื่อนบ้านของเจ้า ที่มีอวัยวะเพศใหญ่โต และเจ้าทำตัวเป็นโสเภณีกับพวกเขา เพื่อยั่วยุให้เราโกรธ เจ้าทำตัวเป็นโสเภณีมากขึ้นเรื่อยๆ 27 ดังนั้น เราจึงลงไม้ลงมือกับเจ้า เราเอาที่ดินบางส่วนของเจ้าไป เราปล่อยให้ศัตรูของเจ้าคือผู้หญิงชาวฟีลิสเตียทำกับเจ้าตามชอบใจ แม้แต่พวกเขาก็ยังตกตะลึงกับการกระทำที่ลามกของเจ้านี้ 28 เพราะเจ้ายังไม่จุใจกับความต้องการทางเพศของเจ้า เจ้าก็เลยไปมีเพศสัมพันธ์กับชาวอัสซีเรียด้วย เจ้าขายตัวให้กับพวกเขา แต่ก็ยังไม่หายอยาก 29 เจ้าจึงสำส่อนมากขึ้น เจ้าไปยังแผ่นดินของพวกพ่อค้าคือชาวบาบิโลน แต่ถึงอย่างนั้น เจ้าก็ยังไม่รู้จักพอ” 30 พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตพูดว่า “เราโกรธเจ้ามาก ที่เจ้าได้ทำอย่างที่โสเภณีไม่มียางอายเขาทำกัน
31 ในทุกหมู่บ้านของเจ้า เจ้าได้สร้างศาลเจ้าขึ้นตามหัวมุมถนนทุกสาย และได้สร้างเนินดินไว้ตามลานเมือง เจ้าต่างจากหญิงโสเภณีทั่วไป ตรงที่ว่าเจ้าไม่เอาค่าตัว 32 เจ้า เมียที่เล่นชู้ เจ้าชอบมีเพศสัมพันธ์กับคนแปลกหน้า แทนที่จะมีกับสามีของเจ้า 33 ตามปกติแล้ว ผู้ชายต้องเป็นคนจ่ายค่าตัวให้กับหญิงโสเภณี แต่นี่เจ้ากลับเป็นคนจ่ายค่าตัวให้กับชู้รักของเจ้าทุกคน เจ้าติดสินบนพวกเขาเพื่อให้พวกเขามาหาเจ้าจากทุกๆประเทศที่อยู่รายล้อมเจ้า 34 ดังนั้น เจ้าจึงไม่เหมือนโสเภณีทั่วไป แทนที่ผู้ชายจะมาหาเจ้าและเสนอค่าตัวให้กับเจ้า แต่เจ้ากลับไปหาพวกเขา เจ้าไม่ได้รับค่าตัว แต่กลับเป็นคนจ่ายค่าตัวให้กับพวกเขา เจ้านี่ช่างแตกต่างเสียจริง”
35 ดังนั้น อีโสเภณี ให้ฟังคำพูดของพระยาห์เวห์ให้ดี 36 พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตพูดว่า “เพราะเจ้าได้เทความใคร่ของเจ้าออกมา และเปิดเผยอวัยวะเพศของเจ้า ด้วยการสำส่อนทางเพศกับชู้รักทั้งหลายของเจ้า และกับรูปปั้นอันสกปรกน่าขยะแขยงของเจ้า และเจ้าได้ให้เลือดของพวกลูกๆสังเวยกับพวกรูปปั้นเหล่านั้น 37 ดังนั้น เรากำลังจะรวบรวมชู้รักทั้งหมดของเจ้า ชู้รักพวกนั้นที่เจ้าพัวพันด้วย ทั้งคนที่เจ้ารักและคนที่เจ้าเกลียด เราจะรวบรวมพวกเขามาจากทุกๆประเทศ ที่เป็นเพื่อนบ้านของเจ้า แล้วเราจะเปิดอวัยวะเพศของเจ้าให้พวกเขาดู ให้พวกเขาได้เห็นความน่าอับอายของเจ้า 38 เราจะตัดสินลงโทษเจ้า สำหรับความผิดฐานมีชู้และฆ่าคนตาย เราจะประหารชีวิตเจ้า ด้วยความโกรธแค้นและเดือดดาลของเรา 39 เราจะมอบเจ้าให้กับพวกเขา แล้วพวกเขาจะรื้อเนินดินของเจ้าและสับศาลเจ้าของเจ้า แล้วพวกเขาจะจับเจ้าแก้ผ้าและปลดเอาเครื่องเพชรอย่างดีของเจ้าไป และทิ้งเจ้าไว้ให้เปลือยเปล่า 40 พวกเขาจะรวมกลุ่มกันมุ่งหน้ามาหาเจ้า ฝูงชนเหล่านั้นจะขว้างหินใส่เจ้าและสับเจ้าเป็นชิ้นๆด้วยดาบของพวกเขา 41 พวกเขาจะเผาบ้านของเจ้าและลงโทษเจ้าต่อหน้าต่อตาของพวกผู้หญิงมากมาย+ 16:41 พวกผู้หญิงมากมาย ในที่นี้คงหมายถึงชนชาติต่างๆที่อยู่รอบข้าง เช่นชาวฟีลิสเตียในข้อ 27 หรือชาวเอโดมในข้อ 57 ด้วยวิธีนี้ เราจะทำให้เจ้าหยุดทำตัวสำส่อน และเจ้าจะไม่จ่ายค่าตัวให้กับพวกชู้รักของเจ้าอีกต่อไป 42 เมื่อถึงตอนนั้น เราจะระบายความเดือดดาลของเราออกมาใส่เจ้าจนหมดสิ้น แล้วเราจะหยุดหึงหวงเจ้า เราจะสงบลงและไม่โกรธอีกต่อไป 43 สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นเพราะเจ้าลืมสายสัมพันธ์ที่เรามีต่อกันตอนที่เจ้าเพิ่งเป็นสาวนั้น เจ้าทำให้เราโกรธเพราะทำตัวอย่างนั้น เราจะให้ผลกรรมที่เจ้าก่อนั้นตกลงบนหัวเจ้า” พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตพูดว่าอย่างนั้น “เจ้าได้ทำสิ่งต่างๆที่น่าขยะแขยงที่เราเกลียดอยู่แล้ว ซ้ำนี่ยังแถมขายตัวเข้าไปอีก ไม่ใช่หรือ
44 ดูเอาเถอะ คำสุภาษิตที่อธิบายถึงเจ้าได้ดีก็คือคำสุภาษิตนี้ที่ว่า ‘แม่เป็นยังไง ลูกสาวก็เป็นอย่างนั้น’ 45 เจ้าเหมือนกับแม่ของเจ้าไม่มีผิด แม่ของเจ้าดูถูกสามีและลูกๆของนาง เจ้าก็เหมือนกับพี่สาวน้องสาวของเจ้าไม่มีผิด เพราะพวกเขาดูถูกสามีและลูกๆของพวกเขา แม่ของพวกเจ้าเป็นชาวฮิตไทต์ และพ่อของพวกเจ้าเป็นชาวอาโมไรต์ 46 พี่สาวของเจ้าคือสะมาเรียผู้ที่อาศัยอยู่ทางเหนือของเจ้ากับบรรดาลูกสาวของนาง และน้องสาวของเจ้าก็คือโสโดม+ 16:46 สะมาเรีย … โสโดม สองเมืองนี้ชั่วร้ายจนพระเจ้าต้องทำลายอย่างราบคาบ เอเสเคียลกำลังพูดว่าประชาชนของยูดาห์ชั่วร้ายกว่านั้นอีก ซึ่งอาศัยอยู่ทางใต้ของเจ้ากับบรรดาลูกสาวของนาง+ 16:46 บรรดาลูกสาวของนาง หมายถึง เมืองเล็กเมืองน้อยที่รายล้อมเมืองใหญ่เหล่านั้น47 เจ้าทำตัวเหมือนพวกเขาไม่มีผิด เจ้าได้ทำสิ่งชั่วร้ายต่างๆที่พวกเขาทำกัน ในเวลาไม่นาน เจ้าก็แซงหน้าพวกเขาไปแล้ว” 48 พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตพูดว่า “เรายาห์เวห์ เอาชีวิตเราเป็นประกันว่า แม้แต่โสโดมน้องสาวของเจ้ากับลูกสาวทั้งหลายของนาง ก็ยังไม่เคยทำสิ่งชั่วร้ายที่เจ้าและลูกสาวทั้งหลายของเจ้าทำเลย
49 ความผิดที่โสโดมน้องสาวของเจ้าและลูกสาวทั้งหลายของนางทำ คือความเย่อหยิ่งจองหอง พวกเขาอยู่ดีกินดี สบายจนไม่สนใจคนอื่น ไม่ยื่นมือช่วยคนยากจนและคนขัดสน 50 พวกเขายโสโอหัง และทำสิ่งต่างๆที่น่ารังเกียจต่อหน้าเรา ดังนั้นเราจึงได้กำจัดพวกเขา เหมือนกับที่เจ้าเห็นนั้น
51 ส่วนสะมาเรียก็ยังทำบาปไม่ถึงครึ่งหนึ่งของที่เจ้าทำ เจ้าทำสิ่งที่น่ารังเกียจมากยิ่งกว่าพวกเขาเสียอีก เจ้าชั่วร้ายมากจนทำให้พวกเขาดูดีขึ้นมา 52 เจ้าจะต้องอับอายขายหน้า เพราะเจ้าทำให้คดีพวกพี่สาวน้องสาวของเจ้าเบาลง เจ้าจะต้องอับอายไปเลย เพราะบาปที่เจ้าทำนั้นน่าขยะแขยงยิ่งกว่าที่พวกเขาทำ เจ้าจะต้องอับอายขายหน้าไปเลย เพราะการกระทำของเจ้า ทำให้พวกพี่น้องของเจ้าดูเหมือนเป็นคนดีไปเลย
53 แต่อย่างไรก็ตาม เราก็ยังจะฟื้นฟูพวกเขาให้เหมือนกับที่พวกเขาควรจะเป็น เราจะฟื้นฟูโสโดมกับหมู่บ้านต่างๆที่อยู่รายล้อมนาง เราจะฟื้นฟูสะมาเรียกับหมู่บ้านต่างๆที่อยู่รายล้อมนาง และแน่นอน เราก็จะฟื้นฟูเจ้าไปพร้อมๆกับพวกเขาด้วย 54 เราจะดีกับเจ้ามาก จนเจ้าจะรู้สึกละอายกับสิ่งทั้งหมดที่เจ้าได้ทำไป และที่ได้ช่วยทำให้คนพวกนั้นรู้สึกดีขึ้นมา 55 โสโดมพี่สาวของเจ้ากับบรรดาลูกสาวของนาง จะคืนสู่สภาพเดิมที่เคยเป็นมาก่อน และสะมาเรียพี่สาวของเจ้าและบรรดาลูกสาวของนางจะกลับคืนสู่สภาพเดิมเหมือนกัน
56 ในตอนที่เจ้ายังเย่อหยิ่งจองหองอยู่นั้น เจ้าหัวเราะเยาะใส่โสโดมพี่สาวของเจ้าไม่ใช่หรือ 57 เจ้าทำอย่างนั้นก่อนที่ความชั่วร้ายของเจ้าจะถูกเปิดเผย แต่ตอนนี้ เจ้าถูกทำให้ขายหน้า ต่อหน้าพวกผู้หญิงของเอโดม+ 16:57 เอโดม หรืออาจจะเป็น “อารัม” และเพื่อนบ้านทั้งหมดของนาง พร้อมกับพวกผู้หญิงชาวฟีลิสเตีย คือคนเหล่านั้นที่ล้อมรอบเจ้าที่ดูถูกเจ้า 58 ตอนนี้เจ้ากำลังรับโทษ สำหรับความชั่วลามกและการกระทำที่น่าขยะแขยงของเจ้า” พระยาห์เวห์พูดว่าอย่างนั้น
59 ใช่แล้ว พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตพูดว่า “เราจะทำกับเจ้าอย่างที่เจ้าสมควรจะได้รับ เจ้าได้ดูหมิ่นคำสาบานของเจ้า และหักข้อตกลงที่เรามีต่อกัน 60 แต่ว่าเราจะยังรักษาข้อตกลงที่เราได้ทำกับเจ้า ตอนที่เจ้ายังเป็นสาวอยู่ ข้อตกลงนั้นจะยั่งยืนตลอดไป 61 เมื่อเจ้าได้ครอบครองพวกพี่น้องเหล่านั้น ที่ใหญ่กว่าและเล็กกว่าเจ้า เจ้าจะรู้สึกอับอายเมื่อเจ้าคิดถึงสิ่งที่เจ้าได้ทำไปในอดีต ใช่แล้ว เราจะมอบพวกเขาให้กับเจ้าเพื่อจะได้เป็นลูกสาวของเจ้า สิ่งนี้ไม่ได้อยู่ในข้อตกลงของเรากับเจ้า 62 ตัวเราเองจะยืนยันข้อตกลงของเรากับเจ้าอีกครั้ง และเจ้าจะได้รู้ว่าเราคือยาห์เวห์ 63 เราจะทำดีกับเจ้า เพื่อเมื่อเจ้าคิดถึงสิ่งเลวร้ายต่างๆที่เจ้าได้ทำไป เจ้าจะได้อับอาย เมื่อเราลบล้างสิ่งทั้งหมดที่เจ้าได้ทำไป เจ้าจะอึ้งจนพูดไม่ออกเพราะอับอาย” พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตได้พูดไว้ว่าอย่างนั้น
17นิทานเกี่ยวกับนกอินทรีสองตัว
1 ถ้อยคำของพระยาห์เวห์ได้มาถึงผมว่า
2 “เจ้าลูกมนุษย์ ให้เล่าปริศนานิทานเรื่องนี้ให้กับครอบครัวของชาวอิสราเอลฟัง 3 ให้บอกกับพวกเขาว่า ‘พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตพูดว่า
นกอินทรียักษ์ตัวหนึ่ง+ 17:3 นกอินทรียักษ์ตัวหนึ่ง ในที่นี้หมายถึงกษัตริย์เนบูคัดเนสซาร์ของบาบิโลน ที่กวาดต้อนเอากษัตริย์เยโฮยาชิน และผู้นำของยูดาห์ ไปเป็นเชลยที่บาบิโลนในปี 597 ก่อนพระเยซูมาเกิด มีปีกใหญ่
ขนของมันมีหลายสีและยาว
มันได้บินมาที่เลบานอน
และมาคาบเอายอดของต้นสนซีดาร์ต้นหนึ่งไป
4 คือ มันได้หักยอดสุดของต้นสนซีดาร์
แล้วเอาไปไว้ในแผ่นดินของการค้าขาย เอาไปวางไว้ในเมืองของพวกพ่อค้า
5 มันได้เอาเมล็ดพืชจากแผ่นดินนั้นมาส่วนหนึ่งด้วย
และเอาไปหว่านไว้ในทุ่งนา
มันได้ผันน้ำเข้ามาจากแม่น้ำที่ล้นหลาม
มันได้ปลูกเมล็ดนั้นไว้ข้างน้ำเหมือนกับต้นหลิว
6 เมล็ดนั้นก็งอกขึ้นกลายเป็นเถาองุ่นอย่างดี ต้นมันค่อนข้างเตี้ย
กิ่งก้านของมันเริ่มแตกออกมา มันได้หยั่งรากลง
กิ่งก้านของมันได้แผ่ไปยังนกอินทรี
แล้วโตเป็นเถาองุ่น แตกกิ่งก้านสาขามากมาย และออกใบ
7 แต่ยังมีนกอินทรียักษ์อีกตัวหนึ่ง+ 17:7 นกอินทรียักษ์อีกตัวหนึ่ง ในที่นี้หมายถึงกษัตริย์ของแผ่นดินอียิปต์ ที่กษัตริย์เศเดคียาห์ของยูดาห์ ไปขอความช่วยเหลือจากเขา ในปี 588 ก่อนพระเยซูมาเกิด
มีปีกใหญ่มีขนเยอะ
ต้นองุ่นรีบแผ่รากของมันไปที่นกตัวนั้น
และยื่นกิ่งก้านของมันจากจุดที่มันงอกไปยังนกตัวนั้น
กิ่งองุ่นหวังว่านกตัวนั้นจะให้น้ำกับมัน
8 ต้นองุ่นลืมไปว่า ตัวมันเองปลูกอยู่ในดินที่ดี ติดอยู่กับแหล่งน้ำ
เพื่อมันจะได้แตกกิ่งก้านเป็นจำนวนมาก และเกิดผลดกกลายเป็นต้นองุ่นที่สวยงาม’”
9 พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิต บอกให้ถามว่า
“อย่างนี้ เจ้าคิดว่าต้นองุ่นนั้น
จะเจริญเติบโตไหม
นกอินทรีตัวแรกนั้นจะไม่ถอนรากของต้นองุ่นนั้นหรือ
จะไม่ปล่อยให้ผลเน่าและใบเหี่ยวไปหรือ
มันไม่ต้องใช้แขนอันทรงพลังหรือกองทัพใหญ่เพื่อถอนรากถอนโคนมันขึ้นมาเลย
10 เมื่อย้ายที่ปลูก เจ้าคิดว่ามันจะเจริญเติบโตได้หรือ
แต่ถึงมันจะอยู่ที่เดิมที่มันถูกปลูกไว้
มันจะไม่เหี่ยวแห้งไปเมื่อลมร้อนตะวันออกพัดมาหรือ”
11 แล้วถ้อยคำของพระยาห์เวห์ได้มาถึงผมว่า
12 “ให้พูดกับครอบครัวที่ชอบกบฏนี้ว่า ‘เจ้าต้องรู้แน่ว่าสิ่งเหล่านี้หมายถึงอะไร ดูสิ กษัตริย์แห่งบาบิโลนได้มายังเมืองเยรูซาเล็มและเอากษัตริย์กับบรรดาขุนนางของเมืองนั้นไปที่บาบิโลน 13 แล้วกษัตริย์ของบาบิโลนได้เลือกเชื้อพระวงศ์มาคนหนึ่ง และทำข้อตกลงกับเขา ผูกมัดเขากับข้อตกลงใหม่นี้ (กษัตริย์ของบาบิโลนได้เอาผู้นำทั้งหลายของแผ่นดินไปแล้ว) 14 เพื่ออาณาจักรนั้นจะได้อ่อนแอ และหมดโอกาสที่จะมีอำนาจขึ้นมาใหม่ เพื่อข้อตกลงนั้นจะยั่งยืนต่อไป 15 แต่กษัตริย์องค์นั้นได้แข็งข้อกับกษัตริย์ของบาบิโลน เขาได้ส่งพวกทูตไปที่อียิปต์เพื่อขอม้าและกองทัพขนาดใหญ่มาช่วย เจ้าคิดว่าที่เขาทำอย่างนั้นจะสำเร็จหรือ เขาจะหนีพ้นจากการลงโทษไปได้หรือ คนที่ทำผิดสัญญาอย่างนี้จะหนีรอดไปได้หรือ’”
16 พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตพูดว่า “เรามีชีวิตอยู่แน่ขนาดไหน ก็ให้แน่ใจขนาดนั้นเลยว่า เขาจะต้องตายในเมืองบาบิโลน เพราะเขาได้ดูหมิ่นคำสาบานและผิดคำสัญญาที่เขาได้ให้ไว้กับกษัตริย์บาบิโลน ผู้ที่ได้แต่งตั้งเขาขึ้นเป็นกษัตริย์ เขาจะต้องตายในแผ่นดินนั้นอย่างแน่นอน 17 ฟาโรห์กับกองทัพที่แข็งแกร่งพร้อมกับทหารมากมายของเขาจะไม่สามารถมาช่วยเขาได้ เมื่อกษัตริย์ของบาบิโลนมาโจมตี และได้สร้างเนินดินและป้อมกำบังต่างๆขึ้นรอบกำแพงเมืองเยรูซาเล็ม และจะมีผู้คนล้มตายลงเป็นจำนวนมาก 18 กษัตริย์ของยูดาห์องค์นี้ ได้ดูหมิ่นคำสาบาน ตอนที่เขาหักข้อตกลงนั้น เขาจะหนีการลงโทษไปไม่พ้นหรอก เพราะเขาได้จับมือสัญญาไว้แล้วแต่ก็ยังทำสิ่งต่างๆเหล่านี้” 19 ดังนั้น นี่คือสิ่งที่พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตพูด “เรามีชีวิตอยู่แน่ขนาดไหน ก็ให้แน่ใจขนาดนั้นเลยว่า ‘โทษนั้นจะตกลงบนหัวเขา เพราะเขาได้เพิกเฉยต่อคำสาบานที่เขาทำกับเรา และหักข้อตกลงที่ได้ทำไว้ต่อหน้าเรา 20 เราจะกางตาข่ายของเราดักเขา และเขาจะติดกับดักของเรา เราจะนำเขาไปที่บาบิโลนและตัดสินโทษเขาที่นั่น เพราะเขาไม่ซื่อสัตย์กับเรา 21 พวกทหารที่เก่งกาจที่สุดในกองทัพของเขาจะล้มลงด้วยดาบ และผู้รอดชีวิตจะกระจัดกระจายไปกับลม แล้วเจ้าจะได้รู้ว่าเป็นเราเอง ยาห์เวห์ที่พูดสิ่งเหล่านี้’”
22 นี่คือสิ่งที่พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตพูด
“เราจะหักยอดของต้นสนซีดาร์
และนำมันไปปลูก
เราจะเด็ดยอดอ่อนจากปลายต้นสนนั้น
และนำมันไปปลูกบนภูเขาสูงที่เด่นเป็นสง่าลูกหนึ่ง
23 เราจะปลูกมันไว้บนภูเขาสูงของอิสราเอลนั้น
มันจะแตกกิ่งก้านออกมามากมายและจะออกผล
และกลายเป็นต้นสนซีดาร์ที่สง่างามต้นหนึ่ง
นกทุกชนิดจะมาทำรังบนกิ่งก้านของมันนั้น
พวกนกจะพบที่พักอยู่ใต้ร่มเงาของกิ่งก้านสาขาของมัน
24 แล้วต้นไม้ทั้งหมดในท้องทุ่งจะรู้ว่า
เรา คือยาห์เวห์
ผู้ที่ทำให้ต้นไม้สูง เตี้ยลง
และทำให้ต้นไม้เตี้ย สูงขึ้น
เราทำให้ต้นไม้เขียว เหี่ยวแห้งลง
และทำให้ต้นไม้เหี่ยวแห้ง เขียวขึ้น
เรา ยาห์เวห์ได้ลั่นคำพูดไปแล้ว
และเราจะทำตามนั้น”
18ไม่สายเกินไปที่จะกลับใจ
1 คำพูดของพระยาห์เวห์ได้มาถึงผมว่า
2 “คนของเจ้าหมายความว่าอะไร เมื่อพวกเขายกสุภาษิตนี้ขึ้นมา ตอนพูดถึงแผ่นดินอิสราเอล
‘พวกพ่อกินองุ่นเปรี้ยว
แต่กลับเป็นลูกๆที่เข็ดฟัน’”
3 พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตพูดว่า
“เรามีชีวิตอยู่แน่ขนาดไหน ก็ให้แน่ใจขนาดนั้นเลยว่า เจ้าจะไม่ได้อ้างสุภาษิตนี้ในอิสราเอลอีกต่อไป 4 เพราะทุกชีวิตเป็นของเรา ทั้งพ่อและลูกชายเป็นของเรา ทั้งคู่เป็นของเรา คนไหนทำบาปคนนั้นจะตาย
5 สมมติว่ามีคนดีคนหนึ่งที่ทำแต่สิ่งที่ถูกต้องและยุติธรรม 6 เขาไม่กินเนื้อสัตว์ที่เอาไปบูชาพวกศาลเจ้าบนภูเขา หรือมองหาความช่วยเหลือจากพวกรูปเคารพของครอบครัวชาวอิสราเอล เขาไม่ได้เป็นชู้กับเมียของเพื่อนบ้านหรือนอนกับผู้หญิงระหว่างที่นางมีประจำเดือน 7 เขาไม่ได้กดขี่ข่มเหงใคร เขาคืนของประกัน+ 18:7 ของประกัน ตามกฎของโมเสส เมื่อเอาเสื้อผ้าของคนหนึ่งค้ำประกันการกู้ยืม เมื่อถึงตอนเย็นต้องเอาไปคืนเพื่อเขาจะได้มีห่มกาย ดูใน เฉลยธรรมบัญญัติ 24:12-13 ที่เขาได้มาจากการให้กู้ยืม เขาไม่เคยปล้นใคร แต่เขากลับให้อาหารของเขากับคนที่หิวโหยและให้เสื้อผ้ากับคนที่เปลือยเปล่า 8 เขาให้กู้ยืมโดยไม่ได้หักดอกเบี้ยล่วงหน้าหรือคิดดอกเบี้ยทบต้น เขายั้งมือไว้จากการทำผิด เขาตัดสินอย่างยุติธรรมให้กับทั้งสองฝ่าย 9 เขาทำตามข้อบังคับของเราและรักษากฎต่างๆของเราอย่างซื่อสัตย์ ชายผู้นั้นเป็นคนดี เขาจะมีชีวิตอยู่อย่างแน่นอน” พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตพูดว่าอย่างนั้น
10 “สมมติว่าเขามีลูกชายที่ชอบใช้ความรุนแรง ชอบรบราฆ่าฟัน หรือทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งในบรรดาสิ่งเหล่านี้ 11 (ทั้งๆที่พ่อของเขาไม่ได้ทำสิ่งเหล่านี้เลย) เขากินเนื้อสัตว์ที่เอาไปบูชาพวกศาลเจ้าบนภูเขา เขาเป็นชู้กับเมียของเพื่อนบ้าน 12 เขากดขี่ข่มเหงคนยากจนและคนขัดสน เขาปล้นคนอื่น เมื่อคนมาจ่ายหนี้ เขาก็ไม่ยอมคืนของประกันให้ เขามองหาความช่วยเหลือจากพวกรูปเคารพ และเขายังทำสิ่งที่น่ารังเกียจอื่นๆอีก 13 เขาให้กู้ยืมโดยหักดอกเบี้ยล่วงหน้าหรือคิดดอกเบี้ยทบต้น คนอย่างนี้สมควรมีชีวิตอยู่อีกหรือ ไม่เลย เพราะเขาได้ทำสิ่งที่น่ารังเกียจเหล่านี้ เขาจะต้องถูกฆ่าแน่ เพราะเขาแส่หาเรื่องตายเอง
14 สมมติว่าชายคนนี้ มีลูกชาย และลูกชายคนนี้เห็นบาปทั้งหมดที่พ่อของเขาทำ แต่เขาก็ไม่ได้ทำตาม คือ
15 เขาไม่ได้กินเนื้อสัตว์ที่เอาไปบูชาพวกศาลเจ้าบนภูเขา เขาไม่ได้มองหาความช่วยเหลือจากรูปเคารพของครอบครัวชาวอิสราเอล เขาไม่ได้เป็นชู้กับเมียของเพื่อนบ้าน 16 เขาไม่ได้กดขี่ข่มเหงใคร เขาไม่ได้เอาของประกันตอนให้กู้ยืม เขาไม่ได้ปล้นใคร เขากลับให้อาหารของเขากับคนที่หิวโหยและให้เสื้อผ้ากับคนที่เปลือยเปล่า 17 เขายั้งมือไว้จากการทำผิด และไม่ได้หักดอกเบี้ยล่วงหน้าหรือคิดดอกเบี้ยทบต้นตอนให้กู้ยืม เขารักษากฎต่างๆของเรา และทำตามข้อบังคับทั้งหลายของเรา เขาจะไม่ตายเพราะบาปของพ่อเขา เขาจะมีชีวิตอยู่อย่างแน่นอน 18 แต่พ่อของเขาจะตายเพราะบาปของตัวเอง เพราะพ่อของเขารีดไถคน ปล้นพี่น้องของเขาเอง และทำในสิ่งที่ผิดท่ามกลางประชาชนของเขา
19 แต่เจ้าคงถามว่า
‘ทำไมลูกชายถึงไม่ต้องรับโทษต่อความผิดของพ่อเขาล่ะ’ ก็เพราะลูกชายของเขาได้ทำในสิ่งที่ถูกต้องและยุติธรรม เขาได้รักษาข้อบังคับทั้งหมดของเราอย่างเคร่งครัด เขาจะมีชีวิตอยู่อย่างแน่นอน 20 คนไหนทำบาปคนนั้นจะตาย ลูกชายจะไม่ถูกลงโทษเพราะความผิดของพ่อ
และพ่อก็จะไม่ต้องถูกลงโทษเพราะความผิดของลูกชาย
ความดีของคนดีก็จะตกเป็นของคนดีนั้น
ความชั่วของคนชั่วก็จะตกอยู่กับคนชั่วนั้น
21 แต่ถ้าคนชั่วคนหนึ่งหันเหไปจากบาปทั้งหมดที่เขาเคยทำและมารักษาข้อบังคับของเราและทำในสิ่งที่ถูกต้องและยุติธรรมแล้ว เขาก็จะมีชีวิตอยู่อย่างแน่นอน เขาจะไม่ตาย 22 เราจะไม่จดจำสิ่งไม่ดีที่เขาเคยทำนั้น เขาจะมีชีวิตอยู่ เพราะเขาได้ทำสิ่งถูกต้องทั้งหลาย” 23 พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตถามว่า “คิดว่าเราชอบใจกับความตายของคนชั่วหรือยังไง เราชอบใจเมื่อเขาหันไปจากการกระทำชั่วต่างๆของเขาและมีชีวิตอยู่ต่อไป ไม่ใช่หรือ
24 แต่ถ้าคนดีหันจากความดีไปทำบาปและทำสิ่งที่น่ารังเกียจแบบเดียวกับที่คนชั่วทำ เขาจะมีชีวิตอยู่หรือ เราจะไม่จดจำความดีทั้งหมดที่เขาเคยทำ เขาจะต้องตาย เพราะเขาได้ทรยศเราและทำบาป
25 แต่เจ้าอาจพูดว่า ‘วิถีทางของพระยาห์เวห์นั้นไม่ยุติธรรม’
ฟังให้ดี ครอบครัวของอิสราเอล เป็นวิถีทางของเราหรือการกระทำของเจ้ากันแน่ ที่ไม่ยุติธรรม 26 ถ้าคนดีหันไปจากความดีและไปทำบาป เขาจะต้องตาย เขาจะตายเพราะบาปที่เขาได้ทำนั้น 27 แต่ถ้าคนชั่วหันจากความชั่วที่เขาได้ทำ และไปทำสิ่งที่ถูกต้องและยุติธรรม เขาจะรักษาชีวิตของเขาไว้ได้ 28 เขาจะมีชีวิตอยู่อย่างแน่นอน เพราะเขาได้สำรวจดูถึงสิ่งไม่ดีทั้งหมดที่เขาได้ทำและหันไปจากพวกมัน เขาจึงไม่ตาย
29 แต่ครอบครัวชาวอิสราเอลยังพูดอยู่ว่า
‘วิถีทางของพระยาห์เวห์นั้นไม่ยุติธรรม’
ชาวอิสราเอลเอ๋ย วิถีทางของเราหรือการกระทำของเจ้ากันแน่ ที่ไม่ยุติธรรม 30 ดังนั้น ครอบครัวชาวอิสราเอลเอ๋ย เราจะตัดสินเจ้าแต่ละคนตามการกระทำของเจ้า”
พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตพูดว่า “กลับใจซะ ให้หันไปจากสิ่งเลวร้ายทั้งหมดที่เจ้าทำ แล้วบาปจะไม่ทำให้เจ้าสะดุดล้ม 31 ให้ทิ้งเรื่องเลวร้ายทั้งหมดที่เจ้าได้ทำต่อเรา แล้วให้ไปเอาหัวใจดวงใหม่และจิตวิญญาณดวงใหม่ ครอบครัวชาวอิสราเอลเอ๋ย เจ้าจะตายทำไมเล่า 32 เพราะเราไม่ได้ชอบใจกับความตายของใครเลย”
พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตพูดว่า “กลับใจซะ แล้วมีชีวิตอยู่เถิด”
19ร้องเพลงไว้อาลัยให้กับพวกเจ้าชายของอิสราเอล
1 พระยาห์เวห์สั่งผมว่า “ให้ร้องเพลงไว้อาลัยนี้ให้กับพวกเจ้าชายของอิสราเอลว่า
2 ‘แม่ของเจ้าเป็นสิงโตตัวเมียในหมู่สิงห์ทั้งหลาย
นางหมอบลงท่ามกลางสิงห์หนุ่มมากมายและเลี้ยงดูลูกๆของนาง
3 นางได้เลี้ยงลูกตัวหนึ่งของนางให้เติบใหญ่
และมันได้กลายเป็นสิงห์หนุ่มที่แข็งแรง
มันเรียนรู้ที่จะฉีกเหยื่อของมัน
และขย้ำคนกิน
4 ชนชาติต่างๆได้ข่าวเกี่ยวกับมัน
มันได้ตกลงไปในหลุมกับดักของคนเหล่านั้น
พวกเขาใช้พวกตะขอเกี่ยวปาก
ลากมันไปถึงแผ่นดินอียิปต์+ 19:4 พวกเขาใช้ … อียิปต์ นี่พูดถึงสิงห์หนุ่มตัวแรกหมายถึงกษัตริย์เยโฮอาหาส หรือมีอีกชื่อหนึ่งว่าชัลลูม แห่งยูดาห์ พระองค์ได้ขึ้นเป็นกษัตริย์หลังจากที่กษัตริย์โยสิยาห์ พ่อของพระองค์ตาย แต่พระองค์ครองราชย์ได้แค่สามเดือนเท่านั้น ก็ถูกกวาดต้อนไปเป็นเชลยที่อียิปต์ ในปี 609 ก่อนพระเยซูมาเกิด อ่านเพิ่มเติมได้จากหนังสือ 2 พงศ์กษัตริย์ 23:31-34; เยเรมียาห์ 22:10-12
5 เมื่อนางสิงห์เห็นว่าแผนของนางถูกขัดขวางเสียแล้ว
ความหวังของนางก็หมดสิ้นไป
นางจึงเอาลูกอีกตัวหนึ่งของนางมา
และทำให้มันเป็นสิงห์ที่แข็งแรง
6 มันออกล่าเหยื่อท่ามกลางสิงห์มากมาย
และกลายเป็นสิงห์หนุ่มที่แข็งแรง
มันเรียนรู้ที่จะฉีกเนื้อเหยื่อของมัน
และขย้ำคนกิน
7 มันพังป้อมของคนเหล่านั้นและทำลายเมืองต่างๆของพวกเขา
แผ่นดินและคนที่อยู่ในนั้นทั้งหมดต่างหวาดกลัวเสียงคำรามของมัน
8 แล้วชนชาติทั้งหลายจากแคว้นต่างๆรอบข้างได้มาต่อต้านมัน
พวกเขากางตาข่ายออกคลุมมัน
มันตกลงไปในหลุมกับดักของพวกเขา
9 พวกเขาใช้พวกตะขอเกี่ยวปากสิงห์นั้นจับมันไปขังไว้ในกรง
และนำตัวมันไปให้กับกษัตริย์เมืองบาบิโลน
พวกเขาขังมันไว้ในคุก
จึงไม่มีใครได้ยินเสียงคำรามของมันบนเทือกเขาของอิสราเอลอีกต่อไป+ 19:9 ขังมันไว้ … อิสราเอลอีกต่อไป พูดถึงสิงห์หนุ่มตัวที่สองหมายถึง กษัตริย์เยโฮยาคีน แห่งยูดาห์ ถูกกวาดต้อนไปเป็นเชลยที่บาบิโลนในปี 597 ก่อนพระเยซูมาเกิด ดูเพิ่มเติมได้จาก 2 พงศ์กษัตริย์ 25:27-30
10 แม่ของเจ้าเป็นเหมือนต้นองุ่นในไร่องุ่นที่ปลูกไว้ริมน้ำ
มันออกผลและกิ่งก้านสาขามากมาย
เพราะมีน้ำอย่างเหลือเฟือ
11 กิ่งของมันแข็งแรง
เหมาะสำหรับทำคทาของกษัตริย์
มันงอกสูงขึ้นเหนือต้นอื่นๆทั้งปวง
และกิ่งก้านของมันก็แผ่ขยายออกไปอย่างกว้างขวาง
12 แต่มันถูกถอนรากถอนโคนอย่างบ้าคลั่ง
และถูกโยนทิ้งลงกับพื้นดิน
ลมตะวันออกทำให้มันเหี่ยวเฉา
ผลของมันถูกเด็ดไปหมดเกลี้ยง
กิ่งทั้งหลายของมันเหี่ยวแห้งลง
แล้วไฟได้เผามันจนหมด
13 เดี๋ยวนี้ มันถูกปลูกอยู่ในทะเลทราย
ในแผ่นดินที่แห้งแล้งและหิวกระหายน้ำ
14 ไฟได้ลุกลามจากกิ่งใหญ่กิ่งหนึ่งของมัน
และไหม้ไปจนถึงผลของมัน
ไม่มีกิ่งที่แข็งแรงหลงเหลืออยู่
ที่เหมาะสำหรับเอามาทำคทาของกษัตริย์ได้อีกเลย’
นี่คือบทเพลงไว้อาลัย และมันจะถูกใช้ร้องสำหรับไว้อาลัย”
20อิสราเอลกบฏอยู่เรื่อยต่อพระเจ้าที่ดีกับพวกเขา
1 ในวันที่สิบของเดือนที่ห้า ปีที่เจ็ด+ 20:1 เดือนที่ห้า ปีที่เจ็ด ตรงกับเดือนกรกฎาคมและสิงหาคมของปีที่ 591 ก่อนพระเยซูมาเกิด พวกผู้นำอาวุโสบางคนของอิสราเอลได้มาขอคำปรึกษาจากพระยาห์เวห์ พวกเขามานั่งลงตรงหน้าผม
2 แล้วคำพูดของพระยาห์เวห์ได้มาถึงผมว่า 3 “เจ้าลูกมนุษย์ ให้พูดกับพวกผู้นำอาวุโสของอิสราเอลอย่างนี้ว่า ‘นี่คือสิ่งที่พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตพูด พวกเจ้ามาที่นี่เพื่อขอคำปรึกษากับเราหรือ เรามีชีวิตอยู่แน่ขนาดไหน ก็ให้แน่ใจขนาดนั้นเลยว่า เราจะไม่ตอบคำถามของพวกเจ้า’” พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตพูดว่าอย่างนั้น 4 “เจ้าลูกมนุษย์ เจ้าจะดำเนินคดีต่อพวกเขาหรือ เจ้าจะดำเนินคดีต่อพวกเขาหรือ ถ้าอย่างนั้น ชี้ให้เขาเห็นการกระทำอันน่าขยะแขยงของบรรพบุรุษของพวกเขาสิ 5 เจ้าต้องบอกกับพวกเขาว่า ‘นี่คือสิ่งที่พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตพูด ในวันที่เราได้เลือกอิสราเอล ตอนที่เราได้เปิดเผยตัวเองให้กับพวกเขารู้จักในแผ่นดินอียิปต์นั้น เราได้ยกมือขึ้นสาบานต่อพวกลูกหลานของยาโคบว่า “เราคือยาห์เวห์พระเจ้าของพวกเจ้า” 6 ในวันนั้นเราได้สาบานไว้กับพวกเขาว่า เราจะนำพวกเขาออกจากแผ่นดินอียิปต์ไปยังแผ่นดินที่เราได้ค้นหามาให้กับพวกเขา เป็นแผ่นดินที่อุดมสมบูรณ์+ 20:6 อุดมสมบูรณ์ หรือแปลตรงๆว่า “แผ่นดินที่มีน้ำนมกับน้ำเชื่อมผลไม้ไหลอยู่” และสวยงามที่สุดในบรรดาดินแดนทั้งหลาย’”
7 และเราได้พูดกับพวกเขาว่า “พวกเจ้าทุกคน ให้กำจัดรูปปั้นที่น่าขยะแขยง ที่เจ้าชอบมองเพื่อขอความช่วยเหลือจากมันนั้น อย่าทำตัวของพวกเจ้าให้แปดเปื้อนด้วยรูปเคารพทั้งหลายของอียิปต์ เราคือยาห์เวห์พระเจ้าของพวกเจ้า” 8 แต่พวกเขากลับกบฏต่อเราและไม่ยอมฟังเรา พวกเขาไม่ยอมโยนพวกรูปปั้นชั่วที่ขยะแขยงทิ้ง ที่พวกเขาจ้องมองเพื่อขอความช่วยเหลือนั้น และไม่ยอมละทิ้งพวกรูปเคารพขี้ๆของอียิปต์ ดังนั้นเราจึงพูดว่า ‘เราจะเทความเดือดดาลของเราลงบนพวกเขาและแสดงความโกรธใส่พวกเขาในแผ่นดินอียิปต์’ 9 แต่เพื่อไม่ให้เราเสียชื่อ ต่อชนชาติทั้งหลายรอบข้าง ที่ได้เห็นเรานำพวกเขาออกมาจากแผ่นดินอียิปต์ เราจึงไม่ได้ทำลายพวกเขา 10 เราได้นำชาวอิสราเอลออกจากแผ่นดินอียิปต์ไปที่ทะเลทราย 11 เราได้ให้ข้อบังคับต่างๆของเรากับพวกเขา และให้พวกเขารู้จักกฎต่างๆของเรา เพราะคนเหล่านั้นที่เชื่อฟังกฎพวกนั้น จะมีชีวิตต่อไป 12 เรายังให้วันหยุดพักผ่อนต่างๆกับพวกเขา เพื่อเป็นสิ่งเตือนใจให้ระลึกถึงสายสัมพันธ์ที่เรามีต่อกัน พวกเขาจึงรู้ว่าเราคือยาห์เวห์ที่ทำให้พวกเขาเป็นของเราโดยเฉพาะ
13 แต่ประชาชนชาวอิสราเอลได้กบฏต่อเราในทะเลทราย พวกเขาไม่ยอมทำตามข้อบังคับทั้งหลายของเรา พวกเขาไม่ยอมรับกฎต่างๆของเรา ทั้งๆที่การเชื่อฟังกฎเหล่านั้นทำให้มีชีวิต พวกเขาทำให้พวกวันหยุดพักผ่อนที่เราให้เขาเสื่อมความศักดิ์สิทธิ์ไป เราจึงบอกว่า ‘เราจะเทความเดือดดาลของเราลงบนพวกเขา และทำลายพวกเขาในทะเลทราย’ 14 แต่เพื่อไม่ให้เราเสียชื่อ ต่อชนชาติทั้งหลายที่ได้เห็นเรานำพวกเขาออกมาจากแผ่นดินอียิปต์ เราจึงไม่ได้ทำลายพวกเขา 15 ที่ทะเลทรายนั้น เราได้ยกมือขึ้นสาบานกับพวกเขาว่า ‘เราจะไม่นำพวกเขาเข้าสู่แผ่นดินที่เราสัญญาว่าจะให้กับพวกเขา ซึ่งเป็นแผ่นดินที่อุดมสมบูรณ์และสวยงามที่สุดในบรรดาแผ่นดินทั้งหมด’
16 เพราะพวกเขาไม่ยอมรับกฎต่างๆของเราและไม่ทำตามข้อบังคับของเรา และยังทำให้วันหยุดพักผ่อนที่เราให้เขาเสื่อมความศักดิ์สิทธิ์อีกด้วย เพราะพวกเขาได้มอบใจของพวกเขาให้กับพวกรูปเคารพทั้งหลายเหล่านั้นไป 17 แต่เราได้มองดูพวกเขาด้วยความสงสารและไม่ได้ทำลายพวกเขาหรือทำให้พวกเขาจบสิ้นไปที่ทะเลทรายนั้น 18 เราได้พูดกับลูกๆของพวกเขาในทะเลทรายว่า ‘อย่าทำตามข้อบังคับต่างๆของพวกพ่อเจ้า อย่ารักษากฎทั้งหลายของพวกเขา อย่าทำตัวของพวกเจ้าให้แปดเปื้อนไปด้วยรูปเคารพของพวกเขา 19 เราคือยาห์เวห์พระเจ้าของพวกเจ้า ให้ทำตามข้อบังคับของเรา และให้รักษากฎของเราอย่างเคร่งครัด 20 ให้รักษาพวกวันหยุดพักผ่อนที่เราให้กับเจ้าไว้ให้ศักดิ์สิทธิ์ มันเป็นสิ่งเตือนใจให้ระลึกถึงสายสัมพันธ์ที่เรามีต่อกัน แล้วพวกเจ้าจะได้รู้ว่าเราคือยาห์เวห์พระเจ้าของพวกเจ้า’
21 แต่ลูกๆพวกนั้นได้กบฏต่อเราอีก พวกเขาไม่ยอมทำตามข้อบังคับทั้งหลายของเรา พวกเขาไม่ได้รักษากฎของเราอย่างเคร่งครัด ทั้งๆที่การเชื่อฟังกฎเหล่านั้นทำให้มีชีวิต พวกเขายังทำให้วันหยุดพักผ่อนที่เราให้เขาเสื่อมความศักดิ์สิทธิ์ด้วย ดังนั้น เราจึงบอกว่า ‘เราจะเทความเดือดดาลของเราลงบนพวกเขา และแสดงความโกรธใส่พวกเขาในทะเลทราย’ 22 แต่เราได้ยั้งมือไว้ เพื่อไม่ให้เราเสียชื่อต่อชนชาติทั้งหลายที่ได้เห็นเรานำพวกเขาออกมาจากแผ่นดินอียิปต์ 23 ที่ทะเลทรายนั้น เราได้ยกมือขึ้นสาบานกับพวกเขาว่า ‘เราจะทำให้พวกเขากระจัดกระจายไปอยู่ตามชนชาติต่างๆและทำให้พวกเขาแตกกระเจิงไปอยู่ตามประเทศทั้งหลาย’
24 เพราะพวกเขาไม่ยอมเชื่อฟังกฎต่างๆของเรา พวกเขาไม่ยอมรับข้อบังคับต่างๆของเรา และยังทำให้วันหยุดพักผ่อนที่เราให้เขาเสื่อมความศักดิ์สิทธิ์ไป สายตาของพวกเขาจับจ้องอยู่ที่พวกรูปเคารพของบรรพบุรุษของพวกเขา 25 ดังนั้นเราจึงให้กฎระเบียบที่ห่วยๆกับพวกเขาและให้กฎที่ไม่สามารถช่วยให้พวกเขามีชีวิตรอดได้ 26 เราทำให้พวกเขาแปดเปื้อนไป ด้วยของถวายของพวกเขาเอง คือการสังเวยลูกชายหัวปี เพื่อเราจะได้ทำลายพวกเขาและให้พวกเขารู้ว่าเราคือยาห์เวห์ 27 ดังนั้น เจ้าลูกมนุษย์ ให้บอกกับประชาชนชาวอิสราเอลว่า นี่คือสิ่งที่พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตพูด ‘พวกพ่อของเจ้าได้ทรยศเรา ซึ่งเป็นการลบหลู่เรา 28 เราได้นำพวกเขาเข้าสู่แผ่นดินที่เราได้สาบานไว้ว่าจะให้กับพวกเขา แต่พอพวกเขาเห็นเนินเขาสูงลูกใดหรือต้นไม้ต้นไหนที่ให้ร่มเงา พวกเขาก็จะถวายเครื่องบูชาของพวกเขาที่นั่น พวกเขาได้ยั่วยุให้เราโกรธ ด้วยการถวายเครื่องบูชาอันมีกลิ่นหอม และเทเครื่องดื่มบูชาให้กับพระปลอมที่นั่น 29 เราจึงถามพวกเขาว่า “ศาลเจ้าอะไรหรือที่พวกเจ้าไปกัน” มันถึงเรียกว่า บามาห์+ 20:29 บามาห์ เป็นคำฮีบรู ในที่นี้หมายถึงศาลเจ้า หรือ แปลตรงๆคือ สถานที่สูง คำนี้มีเสียงคล้ายกับคำว่า “ไป” (บา) และ “อะไร” (มาห์) มาจนถึงทุกวันนี้’
30 ดังนั้นให้บอกกับครอบครัวชาวอิสราเอลว่า พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตพูดว่า
“เจ้าจะทำตัวไม่บริสุทธิ์ เหมือนกับบรรพบุรุษของพวกเจ้าอย่างนั้นหรือ ที่ไปลุ่มหลงมัวเมาอยู่กับรูปปั้นที่น่าขยะแขยงของพวกเขานั้น 31 การที่พวกเจ้ายังถวายเครื่องบูชา ด้วยการเอาลูกๆของพวกเจ้าใส่เข้าไปในไฟ พวกเจ้าก็ได้ทำให้ตัวเองแปดเปื้อนด้วยรูปเคารพทั้งหลายของพวกเจ้ามาจนถึงทุกวันนี้ แล้วเจ้ายังมีหน้ามาขอคำปรึกษาจากเราอีกหรือ ครอบครัวอิสราเอลเอ๋ย เรามีชีวิตอยู่แน่ขนาดไหน ก็ให้แน่ใจขนาดนั้นเลยว่า เราจะไม่ตอบคำถามพวกเจ้าแม้แต่ข้อเดียว” พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตพูดว่าอย่างนั้น 32 พวกเจ้าพูดว่า “พวกเราอยากเป็นเหมือนชนเผ่าอื่นๆในโลกนี้ ที่นมัสการพระเจ้าที่เป็นไม้หรือหิน” แต่สิ่งที่พวกเจ้าคิดนั้นจะไม่มีวันเกิดขึ้นหรอก
33 พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตพูดว่า “เรามีชีวิตอยู่แน่ขนาดไหน ก็ให้แน่ใจขนาดนั้นเลยว่า เราจะปกครองพวกเจ้าด้วยมืออันทรงพลัง ด้วยแขนที่ยื่นออกมา และด้วยการเทความเดือดดาลออกมา 34 เราจะนำพวกเจ้ามาจากชนชาติต่างๆและรวบรวมพวกเจ้ามาจากประเทศทั้งหลายที่พวกเจ้าได้กระจัดกระจายกันไปอยู่นั้น ด้วยมืออันทรงพลังและแขนที่ยื่นออกมานี้ 35 เราจะนำพวกเจ้าเข้าไปในทะเลทรายของชาติต่างๆและที่นั่นเราจะเจอกันซึ่งๆหน้า และเราจะตัดสินโทษพวกเจ้า 36 เหมือนกับที่เราได้ตัดสินบรรพบุรุษของพวกเจ้าในทะเลทรายใกล้แผ่นดินอียิปต์” พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตพูดว่าอย่างนั้น
37 “เราจะนับพวกเจ้าด้วยการให้เดินลอดไม้เท้าของเราไป+ 20:37 เราจะนับ … ลอดไม้เท้าของเราไป เปรียบเทียบกับแกะที่เดินลอดไม้เท้าแสดงว่าแกะนั้นเป็นของผู้เลี้ยงคนนั้น ดูเพิ่มเติมได้จากหนังสือเลวีนิติ 27:32; มาลาคี 7:14 และเราจะทำให้เจ้ายินยอมต่อข้อตกลงของเรา 38 เราจะกำจัดพวกที่ชอบลุกฮือขึ้นต่อต้านและกบฏต่อเรา ถึงแม้ว่าเราจะนำพวกเขาออกมาจากแผ่นดินที่พวกเขากำลังอาศัยอยู่อย่างคนต่างชาตินั้น แต่เราก็จะไม่ให้พวกเขาเข้าสู่แผ่นดินอิสราเอล แล้วพวกเจ้าจะได้รู้ว่าเราคือยาห์เวห์”
39 ส่วนพวกเจ้า ครอบครัวชาวอิสราเอล พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตพูดอย่างนี้ว่า “ไปเลย พวกเจ้าแต่ละคนไปนมัสการพวกรูปเคารพของพวกเจ้าตอนนี้เลย และต่อไป ถ้าพวกเจ้าไม่ฟังเรา (จะได้เห็นดีแน่)+ 20:39 จะได้เห็นดีแน่ ไม่มีคำพูดนี้ในสำเนาต้นฉบับเดิม แต่ใส่เข้าไปเพื่อให้เข้าใจมากขึ้น เพราะพระยาห์เวห์ละไว้ให้เขาคิดเอาเอง และพวกเจ้าจะไม่ทำให้ชื่ออันศักดิ์สิทธิ์ของเราต้องเสื่อมเสียอีกต่อไปแล้วด้วยของถวายและรูปเคารพทั้งหลายของพวกเจ้า”
40 พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตพูดว่า “บนภูเขาอันศักดิ์สิทธิ์ของเรา ซึ่งเป็นภูเขาสูงของอิสราเอลครอบครัวชาวอิสราเอลทั้งหมดจะนมัสการเราที่นี่ เราจะยอมรับพวกเขา เราจะยอมรับเครื่องบูชาทั้งหลายของพวกเจ้า และของถวายที่เป็นผลผลิตชุดแรกของพวกเจ้า รวมทั้งเครื่องบูชาศักดิ์สิทธิ์ทั้งหมดของพวกเจ้าด้วย 41 เมื่อเรานำพวกเจ้าออกมาจากชนชาติต่างๆและรวบรวมพวกเจ้ามาจากประเทศทั้งหลายที่เราได้ทำให้พวกเจ้ากระจัดกระจายกันไปอยู่นั้น เราจะยอมรับพวกเจ้าเหมือนกลิ่นหอมจากควันของเครื่องบูชาของเจ้า และเราจะแสดงความศักดิ์สิทธิ์ของเราในหมู่พวกเจ้าต่อหน้าสายตาของชนชาติทั้งหลาย 42 แล้วพวกเจ้าจะได้รู้ว่าเราคือยาห์เวห์ เมื่อเรานำพวกเจ้าเข้าสู่แผ่นดินอิสราเอลซึ่งเป็นแผ่นดินที่เราได้ยกมือสาบานไว้ว่าจะให้กับบรรพบุรุษของพวกเจ้า 43 ที่นั่นพวกเจ้าจะสำนึกผิดถึงการกระทำและวิถีทางที่ชั่วร้ายทั้งหลายของเจ้า ที่ทำให้เจ้าแปดเปื้อน แล้วเจ้าจะละอายใจ 44 ครอบครัวของอิสราเอล พวกเจ้าได้ทำสิ่งที่ชั่วร้ายมากมาย พวกเจ้าสมควรที่จะถูกทำลาย แต่เพื่อเห็นแก่ชื่อเสียงของเรา เราจะไม่ทำอย่างนั้น แล้วเจ้าจะได้รู้ว่าเราคือยาห์เวห์” พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตพูดว่าอย่างนั้น
พระยาห์เวห์จะชักดาบออกมาทำลายยูดาห์ตั้งแต่ใต้ถึงเหนือ
45 คำพูดของพระยาห์เวห์ได้มาถึงผมว่า 46 “เจ้าลูกมนุษย์หันหน้าไปทางใต้ และเทศน์ต่อว่าทิศใต้นั้นให้พูดแทนเราต่อต้านป่าแห่งดินแดนทางใต้นั้น 47 ให้พูดกับป่าทางใต้นั้นว่า ‘ฟังคำพูดของพระยาห์เวห์ให้ดี พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตพูดอย่างนี้ว่า เราจะจุดไฟเผาพวกเจ้า และมันจะเผาผลาญต้นไม้ทั้งหมดของเจ้า ทั้งต้นที่ยังเขียวสดอยู่และต้นที่เหี่ยวแห้งแล้ว เปลวไฟจะไม่ดับลงและใบหน้าทุกหน้าตั้งแต่ทางใต้ไปจนถึงทางเหนือจะร้อนผ่าวๆเพราะมัน 48 ทุกคนจะเห็นว่า เรา ยาห์เวห์ เป็นผู้จุดไฟนั้นขึ้น และมันจะไม่ดับลง’”
49 แล้วผมได้พูดว่า “พระยาห์เวห์เจ้าข้า พวกเขากำลังพูดถึงผมว่า
‘เขาเป็นคนชอบเล่าเรื่องเปรียบเทียบอยู่อย่างนั้นแหละ’”
211 คำพูดของพระยาห์เวห์ได้มาถึงผมว่า 2 “เจ้าลูกมนุษย์ ให้หันหน้าของเจ้าไปที่เมืองเยรูซาเล็ม ให้เทศน์ต่อต้านสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของพวกเขา และให้พูดแทนเราคัดค้านแผ่นดินของอิสราเอล 3 ให้บอกกับแผ่นดินนั้นว่า
‘พระยาห์เวห์พูดว่า เราต่อต้านเจ้า เราจะชักดาบของเราออกจากฝัก และตัดทั้งคนดีและคนชั่วไปจากเจ้า 4 เราจะตัดทั้งคนดีและคนชั่วออกไปจากเจ้า ดังนั้นเราจะชักดาบออกจากฝักเพื่อต่อสู้กับมนุษย์ทุกคน
ตั้งแต่ทิศใต้จดทิศเหนือ 5 แล้วมนุษย์ทุกคนจะรู้ว่า เรา ยาห์เวห์ ได้ชักดาบของเราออกจากฝัก แล้วมันจะไม่กลับคืนฝักอีก’
6 ดังนั้นเจ้าลูกมนุษย์ ให้ร้องคร่ำครวญอย่างคนที่ใจแตกสลาย และให้ร้องอย่างขมขื่นใจต่อหน้าพวกเขา
7 และเมื่อพวกเขาถามเจ้าว่า ‘ทำไมเจ้าถึงร้องคร่ำครวญอย่างนั้น’
ให้เจ้าตอบว่า ‘เป็นเพราะข่าวร้ายที่กำลังจะมา
หัวใจทุกดวงจะหลอมละลาย
มือทุกมือจะอ่อนเปลี้ยลง
จิตใจทุกดวงจะอ่อนล้าลง
ทุกหัวเข่าจะอ่อนปวกเปียกเหมือนน้ำ’
ดูสิ ข่าวร้ายนั้นกำลังมาแล้ว มันจะเกิดขึ้นอย่างนั้นแน่ๆ” พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตพูดว่าอย่างนั้น
8 คำพูดของพระยาห์เวห์ได้มาถึงผมว่า 9 “เจ้าลูกมนุษย์ ให้พูดแทนเราว่า ‘องค์เจ้าชีวิตพูดอย่างนี้ว่า
ดูนั่น มีดาบ มีดาบเล่มหนึ่ง
ถูกลับจนคมและขัดจนเงาแล้ว
10 มันถูกลับจนคมเพื่อฆ่า
ถูกขัดจนเงาเพื่อส่องประกายเหมือนฟ้าแลบ
พวกเรายังจะมามัวชื่นชมในไม้คทาของยูดาห์ลูกชายของเราอยู่อีกหรือ
ดาบ+ 21:10 ดาบ หมายถึงเมืองบาบิโลนและกษัตริย์เนบูคัดเนสซาร์ นั้นได้ดูถูกไม้คทาทั้งหลายนั้น
11 ดาบนั้นถูกแต่งตั้งขึ้นเพื่อขัดเงา
และนำไปใช้
มันถูกลับจนคมและมันวาว
เพื่อใส่ไว้ในมือของนักฆ่า
12 เจ้าลูกมนุษย์ ให้ร้องไห้คร่ำครวญ
เพราะดาบเล่มนี้ได้มาต่อต้านประชาชนของเรา มันต่อต้านบรรดาเจ้าชายทั้งหลายของอิสราเอล
พวกเขาพร้อมกับประชาชนของเราถูกโยนไปให้กับดาบเล่มนั้น ดังนั้นให้ตบตีต้นขาด้วยความเศร้า
13 การทดสอบจะมาแน่ แล้วจะเกิดอะไรขึ้นถ้าคทาของยูดาห์ไม่สามารถอยู่ต่อไปได้ เพราะเจอกับดาบที่ดูถูกมันนั้น’” พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตพูดว่าอย่างนั้น
14 “ดังนั้น เจ้าลูกมนุษย์ ให้ตบมือเปรี้ยง และพูดแทนเรา ต่อต้านพวกเขาว่า
ปล่อยให้ดาบฟันลงมาสองครั้ง
หรือสามครั้งก็ยังได้
ดาบนี้มีไว้เพื่อฆ่า
มันมีไว้เพื่อฆ่าหมู่ครั้งยิ่งใหญ่
มันล้อมพวกเขาเข้ามา
15 หัวใจของพวกเขาจะหลอมละลายไปด้วยความกลัว
จะมีคนมากมายสะดุดและล้มลง
เราได้วางดาบไว้ที่ตรงประตูทั้งหมดของพวกเขาเพื่อฆ่า
ดาบนั้นจะส่องประกายเหมือนฟ้าแลบ
มันถูกชักออกมาเพื่อการฆ่าหมู่
16 ดาบเอ๋ย ฟันไปทางขวา
ฟันไปทางซ้าย
ฟันไปทุกที่ที่เจ้าหันไป
17 แล้วเราเองก็จะตบมือเปรี้ยงเหมือนกัน
และเราก็จะระบายความเดือดดาลของเราออกมาใส่เจ้าจนหมดสิ้น
เรา ยาห์เวห์ได้ลั่นคำพูดไปแล้ว”
บาบิโลนเลือกไปโจมตีเยรูซาเล็ม
18 คำพูดของพระยาห์เวห์ได้มาถึงผมว่า 19 “เจ้าลูกมนุษย์ ให้ลากถนนขึ้นมาสองสาย ที่ดาบของกษัตริย์แห่งเมืองบาบิโลนจะไปได้
ถนนทั้งสองสายนี้จะต้องแยกออกมาจากถนนเส้นเดียวกันที่ลงมาจากประเทศหนึ่ง ให้ทำป้ายบอกทางตรงทางแยกนั้น
20 ให้วาดสายหนึ่งที่ดาบอาจจะใช้ไปสู่เมืองรับบาห์ของชาวอัมโมน
และอีกสายหนึ่งที่จะไปยูดาห์และป้อมปราการในเมืองเยรูซาเล็ม
21 ให้วาดอย่างนี้ เพราะกษัตริย์บาบิโลนจะหยุดอยู่ที่ทางแยกนี้ และตัดสินว่าจะไปทางไหน เขาจะเสี่ยงทายด้วยการเขย่าเซียมซีลูกธนู สอบถามพวกรูปเคารพของเขา และผ่าตับของสัตว์ที่ถูกเซ่นไหว้ดู
22 สลากที่ตกในมือขวาของเขา บอกให้ไปเมืองเยรูซาเล็ม เขาจะออกคำสั่งฆ่า และจะอ้าปากตะโกนสั่งลุย เขาจะเอาทุ่นไม้ทะลวงประตู และเขาจะสร้างทางลาดขึ้นบุกกำแพง และสร้างกำบังเคลื่อนที่
23 ชาวยูดาห์ถือว่าลางบอกเหตุทั้งหมดนี้เป็นเรื่องเหลวไหล แต่มันจะเกิดขึ้นจริง เพราะพวกเขาผิดคำสาบานที่ว่าจะจงรักภักดีต่อบาบิโลน และกษัตริย์บาบิโลนจะมารื้อฟื้นความผิดของคนยูดาห์และจะจับตัวพวกเขาไปเป็นเชลย”
24 พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตพูดว่า
“พวกเจ้าจะถูกจับไปเป็นเชลย เพราะพวกเจ้าทำให้เราระลึกขึ้นได้ถึงความผิดของพวกเจ้า การกบฏของพวกเจ้าถูกเปิดโปงออกมาแล้ว พวกบาปของเจ้าเห็นได้ชัดในทุกอย่างที่เจ้าทำ 25 เจ้าชายของอิสราเอลผู้ชั่วช้า และถ่อย วันของเจ้ามาถึงแล้ว เวลาแห่งการลงโทษครั้งสุดท้ายได้มาถึงแล้ว”
26 พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตพูดว่า
“ให้ถอดผ้าโพกหัวของเจ้าออก ถอดมงกุฎของเจ้าออกซะ ทุกสิ่งจะไม่เหมือนเดิม
ผู้ต่ำต้อยจะได้รับการยกย่อง และผู้ที่เคยได้รับการยกย่องจะต่ำต้อยลง
27 สับสนอลหม่าน สับสนอลหม่าน สับสนอลหม่านไปหมดแล้ว เราจะทำให้มันเป็นอย่างนั้น มันจะเป็นความพินาศอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน มันจะเป็นอย่างนั้นจนกว่าผู้ที่จะมาลงโทษมันจะมาถึง ผู้ที่เราจะมอบหน้าที่นั้นให้”
ชาวอัมโมนจะถูกลงโทษ
28 “เจ้าลูกมนุษย์ ให้พูดแทนเราว่า
‘นี่คือสิ่งที่พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตพูดเกี่ยวกับชาวอัมโมนและคำเยาะเย้ยของพวกเขา
ดาบเอ๋ย ดาบ ชักออกมาเพื่อฆ่าฟัน
ถูกขัดเงาเพื่อทำลาย
และส่องประกายเหมือนสายฟ้าแลบ
29 เจ้าดาบ เจ้าจะถูกวางพาดไว้บนคอของคนถ่อยชั่วที่จะถูกฆ่า
เพราะเรื่องนิมิตทั้งหลายที่เกี่ยวกับเจ้าล้วนโกหกทั้งสิ้น
พวกหมอดูที่ทำนายอนาคตเจ้าล้วนแต่หลอกลวง
วันสำหรับคนชั่วเหล่านั้นได้มาถึงแล้ว
วันแห่งการลงโทษครั้งสุดท้ายของเขามาถึงแล้ว
เมืองบาบิโลนจะถูกลงโทษ
30 ให้เอาดาบใส่ฝักของมัน เจ้าดาบ เราจะตัดสินเจ้าในแผ่นดินที่เจ้าถูกสร้างขึ้น ในแผ่นดินซึ่งเป็นต้นกำเนิดของเจ้า 31 เราจะเทความเดือดดาลของเราลงบนตัวเจ้า ความโกรธของเราจะเป็นเหมือนไฟที่เราจะพ่นใส่เจ้า เราจะมอบพวกเจ้าไว้ในมือของคนโหดเหี้ยม ผู้ที่ชำนาญในการทำลายล้าง
32 เจ้าจะเป็นเชื้อเพลิงสำหรับไฟ เลือดของเจ้าจะหลั่งไหลในแผ่นดินของเจ้าเอง จะไม่มีใครจดจำเจ้าได้อีกต่อไป เพราะ เรา ยาห์เวห์ ได้ลั่นคำพูดไปแล้ว’”
22เอเสเคียลพูดต่อต้านเมืองเยรูซาเล็ม
1 คำพูดของพระยาห์เวห์ได้มาถึงผมว่า 2 “เจ้าลูกมนุษย์ เจ้าจะฟ้องร้องเมืองนี้หรือ เจ้าจะฟ้องร้องกับเมืองที่นองไปด้วยเลือดนี้หรือ ถ้าอย่างนั้น ชี้ให้เมืองนี้เห็นถึงการกระทำอันน่าขยะแขยงของมันสิ 3 บอกพวกเขาว่า ‘นี่คือสิ่งที่พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตพูด “ไอ้เมืองที่ชอบนองเลือด เวลาที่เจ้าจะถูกลงโทษมาถึงแล้ว เจ้าไม่บริสุทธิ์เพราะชอบสร้างรูปเคารพทั้งหลาย”
4 ความผิดตกอยู่กับเจ้า เพราะเลือดที่เจ้าทำให้ไหลนองนั้น แล้วเจ้าทำตัวเองให้ไม่บริสุทธิ์ด้วยการสร้างรูปเคารพทั้งหลาย วันแห่งการลงโทษเจ้ามาถึงแล้ว วันปีของเจ้าจบสิ้นแล้ว ดังนั้น เรากำลังทำให้เจ้าเป็นสิ่งที่ชนชาติต่างๆดูถูกเหยียดหยาม และเป็นสิ่งที่ประเทศทั้งหลายหัวเราะเยาะใส่ 5 ทั้งคนที่อยู่ใกล้และไกลจะหัวเราะเยาะเจ้า ไอ้เมืองที่มีชื่อเสียงเสื่อมเสียที่เต็มไปด้วยความสับสนอลหม่าน
6 ดูสิ ในเมืองของเจ้า พวกเจ้าชายแห่งอิสราเอลแต่ละคน ใช้อำนาจของเขาทำให้เกิดการนองเลือด 7 ในเมืองของเจ้า ผู้คนดูหมิ่นพ่อแม่ ในเมืองของเจ้า พวกเขากดขี่คนต่างด้าว ในเมืองของเจ้า พวกเขาเอารัดเอาเปรียบเด็กกำพร้าและแม่หม้าย 8 เจ้าดูถูกสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของเรา และทำให้พวกวันหยุดทางศาสนาของเราเสื่อมความศักดิ์สิทธิ์ 9 ในเมืองของเจ้า มีการว่าจ้างให้ใส่ร้ายกัน จนทำให้คนบริสุทธิ์ถูกฆ่า ในเมืองของเจ้า มีคนที่กินอยู่ในศาลเจ้าบนภูเขา และทำสิ่งที่ชั่วช้าลามก 10 ในเมืองของเจ้า พวกเขามีเพศสัมพันธ์กับเมียของพ่อตนเอง ในเมืองของเจ้า พวกเขาร่วมเพศกับผู้หญิงทั้งๆที่พวกนางมีประจำเดือน 11 ในเมืองของเจ้า ชายคนหนึ่งทำความผิดที่น่ารังเกียจกับเมียของเพื่อนบ้าน อีกคนหนึ่งมีเพศสัมพันธ์กับลูกสะใภ้ของตัวเองทำให้นางไม่บริสุทธิ์ และอีกคนหนึ่งร่วมเพศกับลูกสาวของพ่อเขาเอง 12 ในเมืองของเจ้า ผู้คนต่างรับสินบนจนทำให้คนบริสุทธิ์ต้องถูกฆ่า เจ้าหักดอกเบี้ยล่วงหน้าและคิดดอกเบี้ยทบต้น และหากำไรอย่างไม่ยุติธรรมจากเพื่อนบ้านของเจ้า ด้วยการรีดไถ เจ้าได้ลืมเราแล้ว’” พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตพูดว่าอย่างนั้น
13 “ดูสิ เราจะตบมือเปรี้ยงด้วยความโกรธ เพราะผลกำไรที่เจ้าได้โกงเขามา และเลือดที่เจ้าทำให้ไหลนองอยู่ในเมืองของเจ้า 14 ในวันที่เราจัดการกับเจ้า เจ้ายังจะกล้าดีอยู่อีกหรือ มือของเจ้ายังจะแข็งแกร่งอยู่อีกหรือ เรา ยาห์เวห์ ได้ลั่นคำพูดไปแล้ว และเราจะทำตามนั้นแน่ 15 เราจะทำให้พวกเจ้าแตกซ่านไปอยู่ท่ามกลางชนชาติทั้งหลายและกระจัดกระจายไปอยู่ตามประเทศต่างๆ เราจะทำให้ความไม่บริสุทธิ์ของเจ้าจบสิ้นไป 16 แล้วเมื่อชนชาติทั้งหลายดูถูกเราที่เราทำอย่างนี้กับเจ้า เจ้าจะได้รู้ว่าเราคือยาห์เวห์”
อิสราเอลเป็นเหมือนขี้เงินที่ไร้ค่า
17 แล้วคำพูดของพระยาห์เวห์ได้มาถึงผมว่า 18 “เจ้าลูกมนุษย์ ครอบครัวชาวอิสราเอลกลายเป็นขี้เงินแล้วสำหรับเรา พวกเขาทั้งหมดเป็นเหมือนทองแดง สังกะสี เหล็กและตะกั่วที่เหลืออยู่ในเตาหลอมเมื่อคนหลอมเงิน พวกเขาเป็นเพียงขี้เงินที่เหลือทิ้งไว้ 19 ดังนั้น นี่คือสิ่งที่พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตพูด ‘เพราะพวกเจ้าทั้งหลายเป็นขี้เงินที่ไร้ค่า เราจะรวบรวมพวกเจ้าไว้ในเมืองเยรูซาเล็ม 20 เหมือนกับที่คนรวบรวมเอาเงิน ทองแดง เหล็ก ตะกั่วและสังกะสี มาใส่ไว้ในเตาหลอมเพื่อหลอมละลายมันด้วยเปลวไฟที่ร้อนแรง เราก็จะรวบรวมเจ้าไว้ด้วยความโกรธและความเดือดดาลของเรา และใส่เจ้าไว้ภายในเมืองและหลอมละลายเจ้าเสีย 21 เราจะรวบรวมเจ้าและจะโหมเจ้าด้วยความเดือดดาลอันคุกรุ่นของเรา และเจ้าจะถูกหลอมละลายอยู่ในเมืองนี้ 22 เจ้าจะถูกหลอมอยู่ในเมืองนี้ เหมือนกับเงินที่ถูกหลอมละลายอยู่ในเตาหลอม และเจ้าจะได้รู้ว่าเรา ยาห์เวห์ได้เทความเดือดดาลของเราไว้บนเจ้า’”
พวกผู้นำเยรูซาเล็มไม่ได้เรื่อง
23 คำพูดของพระยาห์เวห์ได้มาถึงผมอีกครั้งหนึ่งว่า 24 “เจ้าลูกมนุษย์ ให้บอกแผ่นดินนี้ว่า ‘เจ้าเป็นแผ่นดินที่ไม่ได้รับการชำระล้าง เจ้าก็เลยไม่ได้รับฝนในวันที่เราโกรธนั้น 25 พวกเจ้าชายในเมืองนี้เป็นเหมือนสิงโตที่คำรามตอนกำลังจะฉีกเนื้อเหยื่อของมัน พวกเขากินประชาชนของเขาเอง พวกเขายึดทรัพย์สมบัติและของมีค่าไป พวกเขาทำให้เมืองเต็มไปด้วยแม่หม้าย
26 พวกนักบวชของเจ้าละเมิดกฎของเรา และลบหลู่ของศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายของเรา พวกเขาไม่แยกแยะว่าสิ่งไหนศักดิ์สิทธิ์สิ่งไหนไม่ศักดิ์สิทธิ์ และไม่ได้สอนว่าอะไรบริสุทธิ์ อะไรไม่บริสุทธิ์ พวกเขาไม่ยอมรักษาพวกวันหยุดทางศาสนาของเรา จนทำให้เราถูกลบหลู่ท่ามกลางพวกเขา
27 พวกเจ้าหน้าที่ในเมืองเป็นเหมือนพวกหมาป่าที่ฉีกเนื้อเหยื่อของพวกมัน พวกเขาทำให้เกิดการนองเลือด และฆ่าประชาชน เพื่อคดโกงหาผลประโยชน์ใส่ตัว
28 พวกที่อ้างว่าพูดแทนเราของเมืองนี้ ได้ฉาบปูนขาวปิดบังการกระทำเหล่านี้ของพวกผู้นำทั้งหมดนี้ โดยใช้นิมิตปลอมและคำทำนายที่โกหก พวกเขาอ้างว่านี่คือสิ่งที่พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตพูด ทั้งๆที่พระยาห์เวห์ไม่ได้พูด
29 พวกเจ้าของที่ดินรีดไถและปล้นชิง พวกเขากดขี่คนจนและคนที่ขัดสน และข่มเหงคนต่างด้าวที่ไม่มีทางฟ้องกลับได้
30 เราได้มองหาคนหนึ่งในหมู่พวกเขา ที่จะมาซ่อมกำแพงและยืนอยู่ต่อหน้าเราตรงช่องโหว่ของกำแพง+ 22:30 ช่องโหว่ของกำแพง ผู้พูดแทนพระเจ้า จะเตือนคนให้กลับใจเสียใหม่ และจะอธิษฐานต่อพระเจ้าให้กับประชาชน เพื่อปกป้องพวกเขาจากความเดือดดาลหรือความโกรธเกรี้ยวของพระเจ้าเหมือนกับที่ทหารยามจะปกป้องเมือง ด้วยการขึ้นไปต่อสู้ตรงช่องโหว่ของกำแพงตอนที่เมืองถูกโจมตี ดูเพิ่มเติมได้จาก หนังสือสดุดี 106:23 เพื่อปกป้องแผ่นดินนี้ เพื่อเราจะได้ไม่ทำลายมัน แต่เราก็หาไม่พบสักคนเลย 31 ดังนั้นเราจะเทความเดือดดาลของเราลงที่พวกเขา และจะทำให้พวกเขาจบสิ้นลงด้วยไฟแห่งความโกรธของเรา เราจะให้กรรมชั่วที่พวกเขาทำนั้นสนองกลับไปตกลงบนหัวของพวกเขาเอง’”
พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตพูดว่าอย่างนั้น
23ภรรยาสองคนที่เล่นชู้ของพระยาห์เวห์
1 คำพูดของพระยาห์เวห์ได้มาถึงผมว่า 2 “เจ้าลูกมนุษย์ มีพี่น้องอยู่สองคน เป็นลูกสาวจากแม่เดียวกัน 3 พวกนางกลายเป็นโสเภณีอยู่ในอียิปต์ ไปขายตัวตอนที่พวกเขายังเป็นเด็กในแผ่นดินนั้น ที่นั่นพวกนางยอมให้ผู้ชายเคล้าคลึงเต้านม และลูบไล้หน้าอกอันแรกแย้มของพวกนาง 4 คนพี่ชื่อโอโฮลาห์+ 23:4 โอโฮลาห์ ชื่อนี้หมายถึง “เต็นท์ของนาง” ในที่นี้คงหมายถึง เต็นท์ของศาลเจ้าที่พวกเขานมัสการ และคนน้องชื่อโอโฮลีบาห์+ 23:4 โอโฮลีบาห์ ชื่อนี้หมายถึง “เต็นท์ของเราที่อยู่ในนาง” ในที่นี้คงหมายถึง เต็นท์ของพระเจ้าในเมืองเยรูซาเล็ม คือพระวิหารนั่นเอง พวกนางกลายเป็นเมียเรา และคลอดลูกชายและลูกสาวให้กับเรา โอโฮลาห์มีอีกชื่อหนึ่งว่าสะมาเรีย โอโฮลีบาห์มีอีกชื่อหนึ่งว่าเยรูซาเล็ม
5 โอโฮลาห์ไปขายตัวในขณะที่ยังเป็นเมียของเรา และนางได้ลุ่มหลงพวกชู้รักของนาง คือชาวอัสซีเรียพวกนักรบ 6 ที่ใส่ชุดสีน้ำเงิน มีทั้งนายทหารชั้นสูงและผู้บังคับบัญชา พวกเขาล้วนเป็นชายหนุ่มที่หล่อเหลาและเป็นทหารม้า 7 โอโฮลาห์เสนอตัวเองให้กับพวกเขา คือชายอัสซีเรียทุกคนที่มีเสน่ห์ดึงดูดใจ นางได้ทำตัวให้เสื่อมเสียไปกับพวกรูปเคารพของคนเหล่านั้นทั้งหมดที่นางลุ่มหลงอยู่นั้น 8 นางไม่ยอมเลิกขายตัว ที่นางได้เริ่มทำมาตั้งแต่วัยสาวในประเทศอียิปต์ ตอนที่ชายหลายคนร่วมหลับนอนกับนาง พวกเขาลูบไล้หน้าอกที่แรกแย้มของนางและเทความใคร่ของพวกเขาไว้บนตัวนาง 9 ดังนั้นเราได้มอบนางให้กับพวกอัสซีเรียชู้รักที่นางลุ่มหลง 10 พวกเขาได้จับนางเปลื้องผ้าออก+ 23:10 จับนางเปลื้องผ้าออก หรือ “ข่มขืน” แปลตรงๆได้ว่า “เปิดเผยความเปลือยเปล่าของนาง” คำในภาษาฮีบรูที่หมายถึง “เปิดเผย” นั้น มีความหมายเหมือนกับ “ถูกนำตัวไปเป็นนักโทษในประเทศที่อยู่ไกลออกไป” แล้วเอาตัวพวกลูกชายลูกสาวของนางไป และพวกเขาก็ฆ่านางด้วยดาบ และพวกผู้หญิงใช้ชื่อนางในการแช่งด่าชาวบ้าน นั่นคือโทษที่เราได้กำหนดไว้สำหรับนาง
11 โอโฮลีบาห์น้องสาวของนางได้เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมด แต่นางกลับเลวทรามยิ่งกว่าพี่สาวของนางในเรื่องความใคร่และการขายตัว 12 นางยังได้ลุ่มหลงพวกชาวอัสซีเรียที่เป็นทหารชั้นสูง ผู้บังคับบัญชา นักรบที่แต่งตัวเต็มยศและทหารม้า พวกเขาทั้งหมดล้วนแต่เป็นชายหนุ่มที่หล่อเหลา 13 เราเห็นว่านางทำตัวเสื่อมเสีย พี่น้องสองคนนี้เดินในแนวทางเดียวกัน
14 โอโฮลีบาห์ยังขายตัวหนักยิ่งขึ้น นางไปเห็นภาพของพวกชาวเคลเดีย+ 23:14 ชาวเคลเดีย หรือ ชาวบาบิโลน เป็นกลุ่มครอบครัวที่สำคัญในบาบิโลน บางครั้ง ชื่อนี้มีความหมายโดยทั่วๆไปว่า “ประชาชนที่มาจากเมืองบาบิโลน” ที่วาดด้วยสีแดงอยู่บนกำแพง 15 พวกเขามีเข็มขัดคาดอยู่รอบเอว และมีผ้าโพกหัวอยู่ พวกเขาทั้งหมดดูเหมือนนายทหารชาวบาบิโลน ที่มีบ้านเกิดมาจากเมืองเคลเดีย 16 ทันทีที่นางเห็นพวกเขา นางก็ลุ่มหลงพวกเขาและได้ส่งคนไปตามหาพวกเขาในเคลเดีย 17 แล้วชาวบาบิโลนก็ได้มาพบนางเพื่อร่วมรักกับนางบนเตียง และพวกเขาได้ทำให้นางเสื่อมเสียด้วยความใคร่ของพวกเขา หลังจากที่นางทำตัวเสื่อมเสียกับพวกเขาแล้ว นางก็ตีจากพวกเขาไปด้วยความขยะแขยง
18 โอโฮลีบาห์ยังขายตัวอย่างเปิดเผย และเผยความเปลือยเปล่าของนาง เราได้ตีจากนางไปด้วยความขยะแขยงเหมือนกับที่เราเคยตีจากพี่สาวนางไป 19 เมื่อนางหวนคิดถึงครั้งที่นางยังเป็นสาวอยู่ ตอนที่นางเป็นโสเภณีอยู่ในประเทศอียิปต์ นางกลับยิ่งสำส่อนมากขึ้น 20 นางลุ่มหลงชู้รักของนางที่นั่นที่มีอวัยวะเพศเหมือนลา และมีการหลั่งน้ำกามเหมือนม้า
21 โอโฮลีบาห์ อย่างนี้ เจ้าได้หวนหาการร่านสวาทแห่งวัยสาวของเจ้า เมื่อครั้งอยู่ในประเทศอียิปต์ ที่เต้านมของเจ้าถูกเคล้าคลึงและหน้าอกของเจ้าถูกลูบไล้ 22 ดังนั้น โอโฮลีบาห์ นี่คือสิ่งที่พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตพูด
‘เราจะปลุกปั่นพวกชู้รักของเจ้าให้ต่อต้านเจ้า
เราจะนำพวกที่เจ้าเคยตีจากไปด้วยความขยะแขยง มาต่อต้านเจ้าจากทุกๆด้าน 23 ทั้งชาวบาบิโลนและชาวเคลเดียทั้งหมด พวกผู้ชายในเปโขด โชอาและโคอา รวมทั้งชาวอัสซีเรียทั้งหมด คือพวกชายหนุ่มที่หล่อเหลา ที่เป็นทหารชั้นสูง ผู้บังคับบัญชา นายทหาร และวีรบุรุษผู้กล้า ทุกคนล้วนขี่ม้า 24 พวกเขาจะมาต่อต้านเจ้าด้วยอาวุธ รถรบ เกวียน และฝูงชนเป็นจำนวนมาก พวกเขาจะมาจากทุกๆด้าน เพื่อต่อต้านเจ้าด้วยโล่ขนาดใหญ่และเล็ก กับหมวกเหล็ก เราจะปล่อยให้พวกเขาลงโทษเจ้า ตามที่พวกเขาเห็นสมควร
25 เราจะหันความโกรธอันหึงหวงของเราใส่เจ้า และพวกเขาจะจัดการกับเจ้าอย่างบ้าคลั่ง พวกเขาจะตัดจมูกและหูของเจ้า คนของเจ้าที่ยังเหลืออยู่จะล้มลงด้วยดาบ พวกเขาจะเอาตัวพวกลูกชายและลูกสาวของเจ้าไป ส่วนพวกที่เหลือจะถูกไฟคลอกตาย 26 พวกเขาจะเปลื้องผ้าเจ้าออกและเอาเครื่องเพชรดีๆของเจ้าไป 27 แล้วเราทำให้การร่านสวาทและการขายตัวของเจ้าที่เจ้าได้ริเริ่มไว้ในประเทศอียิปต์นั้นจบสิ้นไป เจ้าจะได้ไม่หวนหาสิ่งเหล่านี้ หรือคิดถึงประเทศอียิปต์อีกต่อไป’”
28 พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตพูดว่า
“เราจะมอบเจ้าให้กับพวกที่เจ้าเกลียดชัง พวกที่เจ้าตีจากไปด้วยความขยะแขยง 29 พวกเขาจะจัดการกับเจ้าด้วยความเกลียด และเอาทุกสิ่งทุกอย่างที่เจ้าทำงานได้มา พวกเขาจะทิ้งเจ้าให้เปลือยเปล่าล่อนจ้อน และความอับอายของการขายตัวของเจ้าจะถูกเปิดเผย การร่านสวาทและการขายตัวของเจ้า 30 ได้นำพาสิ่งนี้มาสู่ตัวเจ้า เพราะเจ้าได้ไปขายตัวกับชนชาติต่างๆและทำให้ตัวเจ้าเสื่อมเสียกับรูปเคารพของพวกเขา 31 เจ้าได้ทำตัวเหมือนกับพี่สาวของเจ้า ดังนั้นเราจะเอาถ้วยที่นางถูกบังคับให้ดื่มนั้นใส่ไว้ในมือของเจ้า”
32 พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตพูดว่าอย่างนี้
“เจ้าจะดื่มจากถ้วยของพี่สาวเจ้า
เป็นถ้วยขนาดใหญ่และลึก
มันจุได้เยอะ
เจ้าจะถูกเยาะเย้ยและถากถาง
33 เจ้าจะเต็มไปด้วยความมึนเมาและความเศร้าโศก
จากถ้วยแห่งความน่าสะพรึงกลัวและน่าสยดสยองซึ่งคือถ้วยของสะมาเรียพี่สาวของเจ้า
34 เจ้าจะดื่มมันหมดเกลี้ยง
เจ้าจะทำมันแตกและดูดเศษชิ้นๆของมัน
เจ้าจะฉีกอกของเจ้า
เราได้ลั่นคำพูดไปแล้ว”
พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตพูดว่าอย่างนั้น
35 ดังนั้น นี่คือสิ่งที่พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตพูด
“เจ้าจะต้องรับผลแห่งการร่านสวาทและการขายตัวของเจ้า เพราะเจ้าได้ลืมเราและโยนเราไปไว้ข้างหลังเจ้า”
การฟ้องร้องโอโฮลาห์และโอโฮลีบาห์
36 พระยาห์เวห์พูดกับผมว่า “เจ้าลูกมนุษย์
เจ้าจะฟ้องร้องโอโฮลาห์และโอโฮลีบาห์หรือ อย่างนั้น ชี้ให้พวกนางเห็นถึงการทำตัวอันน่าขยะแขยงของพวกนางสิ 37 พวกนางได้เล่นชู้ และเลือดของผู้บริสุทธิ์ก็ตกอยู่ในมือของพวกนาง พวกนางเล่นชู้กับพวกรูปเคารพ พวกนางได้เอาลูกๆที่นางได้คลอดให้กับเรา ไปสังเวยในไฟให้เป็นอาหารกับรูปเคารพพวกนั้น 38 แล้วในวันเดียวกันนั้น พวกนางยังทำอย่างนี้กับเราด้วย คือพวกนางได้ทำให้สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของเราเสื่อมไป และทำให้พวกวันหยุดทางศาสนาของเราเสื่อมความศักดิ์สิทธิ์ไป 39 ในวันที่พวกนางได้เอาลูกๆไปสังเวยรูปเคารพเหล่านั้น พวกนางได้เข้ามาในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของเรา ซึ่งทำให้มันเสื่อมไป นี่คือสิ่งที่พวกเขาทำภายในบ้านของเรา
40 พวกนางยังได้ส่งคนไปตามหาผู้ชายจากแดนไกล และพวกเขาก็มา เจ้าก็อาบน้ำชำระตัว เตรียมต้อนรับพวกเขา เจ้าทาตาและสวมใส่เพชรพลอย 41 เจ้านั่งอยู่บนเก้าอี้นอนที่หรูหรา ที่มีโต๊ะวางเครื่องหอม กับน้ำมันที่เป็นของเราตั้งอยู่ข้างหน้า 42 ที่นั่นมีเสียงฝูงชนที่ปล่อยตัวเฮฮากัน มีพวกขี้เมามาจากทะเลทราย กับฝูงชนที่วุ่นวาย พวกเขาสวมกำไลไว้ที่แขนของโสเภณีพวกนั้น และสวมมงกุฎไว้บนหัวของพวกนาง 43 แล้วเราก็พูดขึ้นว่า ‘โถ นางเล่นชู้เสียจนหมดเรี่ยวแรงแล้ว แต่คนพวกนั้นก็ยังไม่ยอมหยุดร่วมเพศกับนางเสียที’ 44 และพวกเขาก็เข้าหานาง เหมือนกับที่เข้าหาโสเภณี
คนเหล่านั้นได้เข้าไปหาโอโฮลาห์และโอโฮลีบาห์ หญิงร่านสวาทสองคนนั้น
45 แต่พวกผู้พิพากษาที่ยุติธรรมจะตัดสินลงโทษพวกนาง พวกนางจะต้องรับโทษ ที่เล่นชู้และทำให้เกิดการนองเลือด
เพราะพวกนางเป็นหญิงเล่นชู้และมือของพวกนางก็เปื้อนเลือด”
46 พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตพูดว่า
“ให้นำกลุ่มคนออกมาต่อต้านพวกนาง แล้วมอบพวกนางให้กับความน่าสะพรึงกลัวและการปล้นสะดม
47 กลุ่มคนเหล่านี้จะเอาหินขว้างพวกนาง และฆ่าพวกนางด้วยดาบ พวกเขาจะฆ่าลูกชายลูกสาวของพวกนาง และเผาบ้านของพวกนางทิ้ง 48 ด้วยวิธีนี้ เราจะทำให้การร่านสวาทในแผ่นดินนี้สิ้นสุดลง เพื่อพวกผู้หญิงทุกคนจะได้รับบทเรียนและไม่ร่านสวาทอย่างที่เจ้าทำนั้น 49 พวกเขาจะลงโทษเจ้า สำหรับการร่านสวาทของเจ้า และเจ้าจะต้องรับผิดสำหรับบาปของเจ้าที่ไปกราบไหว้รูปเคารพ แล้วเจ้าจะได้รู้ว่าเราคือยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิต”
24เยรูซาเล็มเป็นหม้อที่เต็มไปด้วยเนื้อ
1 ในวันที่สิบเดือนสิบของปีที่เก้า+ 24:1 ปีที่เก้า ตรงกับวันที่ 15 เดือนมกราคม ปีที่ 588 ก่อนพระเยซูมาเกิด เป็นวันที่เนบูคัดเนสซาร์ได้เริ่มโจมตีเมืองเยรูซาเล็ม
คำพูดของพระยาห์เวห์ได้มาถึงผมว่า 2 “เจ้าลูกมนุษย์ ให้จดวันที่วันนี้ไว้ เพราะในวันนี้ กษัตริย์ของเมืองบาบิโลนได้มาปิดล้อมเมืองเยรูซาเล็มไว้
3 ให้เล่าเรื่องเปรียบเทียบนี้ให้กับครอบครัวขี้กบฏฟัง บอกพวกเขาว่า
‘พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตพูดว่า
ให้ตั้งหม้อทำอาหารไว้บนไฟ ตั้งไว้และเทน้ำใส่ลงไป
4 ให้ใส่เนื้อเป็นชิ้นๆลงไป
เอาเนื้อชิ้นที่ดีๆทั้งหมด ทั้งส่วนสะโพกและส่วนขาหน้า
แล้วใส่กระดูกที่ดีที่สุดลงไป
5 ให้เอาสัตว์ที่ดีที่สุดจากฝูงแพะแกะมาตัวหนึ่ง
เอาไม้ฟืนมาสุมไว้ใต้หม้อเพื่อต้มชิ้นเนื้อต่างๆ
และต้มกระดูกในหม้อนั้นไปด้วย’”
6 พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตพูดว่า
“เมืองแห่งการฆ่าฟันกันนี้ น่าละอายจริงๆ
ในหม้อใบนี้มีสิ่งสกปรกติดเกรอะกรังไปหมด
ขี้เกรอะพวกนี้ล้างไม่ออก
ให้หยิบเนื้อในหม้อออกมาทีละชิ้นทีละชิ้น โดยไม่ต้องจับสลากเลือกว่าจะหยิบชิ้นไหนก่อน
7 เพราะว่าเลือดที่นางเยรูซาเล็มทำให้ไหลนองนั้น
ยังอยู่ในท่ามกลางตัวนาง
นางเทเลือดออกมาไว้บนหิน
นางไม่ได้เทลงบนดินที่ฝุ่นจะกลบปกปิดมันได้
8 เราวางเลือดที่นางได้ทำให้ตกนั้นไว้บนก้อนหิน
เพื่อมันจะได้ไม่ถูกกลบ+ 24:8 ไม่ถูกกลบ ถ้าเลือดไม่ถูกกลบมันจะเป็นพยานกล่าวหาผู้ฆ่า ดูเพิ่มเติมได้จาก ปฐมกาล 4:10; อิสยาห์ 26:21 จะได้ปลุกเร้าความโกรธของเราที่จะแก้แค้น”
9 ดังนั้น พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตพูดว่า
“เมืองแห่งการฆ่าฟันกันนี้ น่าละอายจริงๆ
เราจะสุมกองไม้ไว้ให้สูง
10 ให้สุมกองไม้ไว้
และจุดไฟ
ต้มเนื้อให้สุก
ผสมเครื่องเทศลงไป+ 24:10 ผสมเครื่องเทศลงไป ประโยคนี้ในภาษาฮีบรู ยังมีความหมายที่ไม่ชัดเจน
และปล่อยให้กระดูกถูกเผาไป
11 แล้วตั้งหม้อเปล่าไว้บนกองถ่าน
จนมันร้อนและทองแดงเริ่มระอุ
เพื่อความสกปรกของมันจะละลายออกมา
และขี้เกรอะของมันจะถูกเผาไหม้ไปหมด
12 แต่เราก็ลงมือลงแรงเหนื่อยเปล่า
เพราะขี้เกรอะอันหนาของมันก็ไม่หลุดออก
แม้แต่ไฟก็ไม่สามารถเผาให้มันหลุดได้
13 ขี้เกรอะนั้นก็คือการร่านสวาทของเจ้า
เราพยายามชำระล้างเจ้าแล้ว
แต่ขี้เกรอะของเจ้าก็ไม่ยอมออก
เจ้าจะไม่มีวันสะอาดได้อีก
จนกว่าเราจะระบายความเดือดดาลของเราใส่เจ้าจนหมดสิ้น
14 เรา ยาห์เวห์ได้ลั่นคำพูดไปแล้ว เวลาที่เราจะลงมือได้มาถึงแล้ว เราจะไม่ยับยั้งไว้อีก เราจะไม่สงสารและจะไม่เปลี่ยนใจ เราจะตัดสินโทษเจ้าตามวิธีการและการกระทำของเจ้า” พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตพูดว่าอย่างนั้น
เมียเอเสเคียลตาย
15 คำพูดของพระยาห์เวห์ได้มาถึงผมว่า 16 “เจ้าลูกมนุษย์ ในช่วงเวลาอันสั้น เราจะเอาแก้วตาดวงใจ+ 24:16 แก้วตาดวงใจ คำนี้ในข้อนี้ ข้อ 21 และข้อ 25 แปลตรงๆได้ว่า “ความยินดีแห่งดวงตา”ของเจ้าไปอย่างกระทันหัน อย่าเศร้าโศกหรือร้องไห้หรือให้น้ำตาตกเลย 17 ครวญครางอย่างเงียบๆอย่าไว้ทุกข์ให้กับคนตาย ให้โพกผ้าที่หัว และใส่รองเท้าสานไว้ตามปกติ อย่าเอาผ้าปิดใต้จมูกลงมา+ 24:17 ผ้าปิดใต้จมูกลงมา คนไว้ทุกข์ในอิสราเอลสมัยก่อนนั้น เอาผ้าปิดหน้าไว้ หรือใช้ผ้าคลุมหัวไว้ ดูเพิ่มเติมได้จากหนังสือ 2 ซามูเอล 15:30; 19:4 หรือกินอาหารตามประเพณีของคนไว้ทุกข์”
18 ดังนั้น ในตอนเช้าผมก็พูดกับประชาชนเหมือนเคย พอตกเย็นเมียของผมก็ตาย วันรุ่งขึ้น ผมก็ทำตามที่ได้รับคำสั่งมา 19 แล้วประชาชนก็ถามผมว่า
“ที่ท่านทำอย่างนี้ ท่านจะไม่บอกพวกเราหรือ ว่ามันหมายถึงอะไร”
20 ผมจึงพูดกับพวกเขาว่า “คำพูดของพระยาห์เวห์ได้มาถึงผมว่า 21 ‘ให้บอกกับครอบครัวชาวอิสราเอลว่า นี่คือสิ่งที่พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตพูด “เรากำลังจะทำให้สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของเราเสื่อมไป คือป้อมปราการที่เจ้าภาคภูมิใจนั้น มันเป็นแก้วตาดวงใจของเจ้าและเป็นสิ่งที่เจ้าหลงรัก ส่วนพวกลูกชายลูกสาวของเจ้าที่เจ้าไม่ได้เอามาด้วย จะถูกฆ่าฟันด้วยดาบ
22 แล้วในเวลานั้น พวกเจ้าก็จะทำเหมือนกับที่เอเสเคียลทำ พวกเจ้าจะไม่เอาผ้าปิดใต้จมูกลงมา และจะไม่กินอาหารตามประเพณีของคนไว้ทุกข์
23 เจ้าจะโพกผ้าไว้บนหัว และสวมรองเท้าสานไว้ตามปกติ เจ้าจะไม่ไว้ทุกข์หรือร้องไห้ แต่เจ้าจะเหี่ยวแห้งร่วงโรยไปเพราะบาปต่างๆของเจ้า และเจ้าจะคร่ำครวญอยู่ในหมู่ของพวกเจ้ากันเอง 24 เอเสเคียลจะเป็นตัวอย่างให้แก่พวกเจ้า พวกเจ้าจะทำอย่างที่เขาทำ เมื่อสิ่งนี้เกิดขึ้น แล้วเจ้าจะได้รู้ว่า เราคือยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิต”’”
25 “และเจ้าลูกมนุษย์ ในวันที่เราทำลายป้อมปราการของพวกเขา ที่เป็นความชื่นบานและความภาคภูมิใจของพวกเขา มันเป็นแก้วตาดวงใจของพวกเขา และความปรารถนาของหัวใจพวกเขา และเราจะเอาลูกชายลูกสาวของพวกเขาไปด้วย 26 ในวันนั้นผู้รอดชีวิตคนหนึ่งจากเยรูซาเล็มจะมาบอกข่าวนี้กับเจ้า 27 ในเวลานั้นปากของเจ้าจะเปิดออก เจ้าจะพูดกับเขาและจะไม่เป็นใบ้อีก ดังนั้นเจ้าจะเป็นตัวอย่างให้แก่ประชาชน แล้วพวกเขาจะได้รู้ว่าเราคือยาห์เวห์”
25ชาวอัมโมนจะถูกลงโทษ
1 คำพูดของพระยาห์เวห์ได้มาถึงผมว่า 2 “เจ้าลูกมนุษย์ ให้หันหน้าไปที่ชาวอัมโมนและพูดแทนเราต่อต้านพวกเขา 3 ให้บอกพวกเขาว่า ‘ให้ฟังคำพูดของพระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตให้ดี นี่คือสิ่งที่พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตพูด “พวกเจ้าร้องไชโย ตอนที่สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของเราถูกทำให้เสื่อมความศักดิ์สิทธิ์ไป ตอนที่แผ่นดินอิสราเอลถูกทิ้งร้างและตอนที่ชาวยูดาห์ถูกเนรเทศไป” 4 ดังนั้นเราจะมอบพวกเจ้าให้เป็นสมบัติของพวกคนทางตะวันออก พวกเขาจะตั้งค่ายและปักเต็นท์ไว้ท่ามกลางพวกเจ้า พวกเขาจะกินผลไม้และดื่มนมของพวกเจ้า
5 เราจะเปลี่ยนเมืองรับบาห์ให้เป็นทุ่งหญ้าสำหรับเลี้ยงอูฐ และเปลี่ยนเมืองอัมโมนให้เป็นสถานที่พักผ่อนของแกะ แล้วพวกเจ้าจะได้รู้ว่าเราคือยาห์เวห์’” 6 พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตพูดว่า “พวกเจ้าตบมือและกระทืบเท้าด้วยความรื่นเริงยินดี ด้วยจิตใจที่มุ่งร้ายต่อแผ่นดินอิสราเอล 7 ดังนั้นเราจะยื่นมือของเราออกลงโทษพวกเจ้า และมอบพวกเจ้าให้กับชนชาติต่างๆ เป็นของที่ปล้นมาได้ เราจะตัดเจ้าออกจากชนชาติทั้งหลาย และจะทำลายพวกเจ้าให้หมดไปจากประเทศต่างๆ เราจะทำลายพวกเจ้า แล้วพวกเจ้าจะได้รู้ว่าเราคือยาห์เวห์”
ชาวโมอับและชาวเสอีร์จะถูกลงโทษ
8 นี่คือสิ่งที่พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตพูด “โมอับและเสอีร์ได้พูดว่า ‘ดูสิ ครอบครัวของชาวยูดาห์ก็เหมือนกับชนชาติอื่นๆ’ 9 ดังนั้นเราจะทำให้เมืองหน้าด่านทางปีกขวาของโมอับล้มลง คือ เมืองเบธเยชิโมท เมืองบาอัลเมโอน และเมืองคิริยาธาอิม ที่เป็นศักดิ์ศรีของแผ่นดินนี้ 10 เราจะมอบโมอับพร้อมกับชาวอัมโมนให้เป็นสมบัติแก่ประชาชนทางตะวันออก เพื่อผู้คนจะได้ลืมไปเลยว่าพวกเขาเคยเป็นชนชาติมาก่อน 11 และเราจะลงโทษโมอับ แล้วพวกเขาจะได้รู้ว่าเราคือยาห์เวห์”
ชาวเอโดมจะถูกลงโทษ
12 นี่คือสิ่งที่พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตพูด “เอโดมได้แก้แค้นอย่างโหดเหี้ยมต่อครอบครัวชาวยูดาห์ พวกเขาจึงมีความผิดอย่างร้ายแรง” 13 ดังนั้น นี่คือสิ่งที่พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตพูด “เราจะยื่นมือของเราออกมาลงโทษเอโดม เราจะฆ่าทั้งคนและสัตว์ในประเทศนั้น เราจะทิ้งมันให้รกร้าง ผู้คนจะล้มตายลงด้วยดาบ ตั้งแต่เมืองเทมานไปจนถึงเมืองเดดาน 14 เราจะแก้แค้นเอโดมด้วยมือของชาวอิสราเอล และพวกเขาจะลงโทษเอโดมตามความโกรธและความเดือดดาลของเรา แล้วชาวเอโดมจะได้รู้ว่าเป็นเราเองที่แก้แค้นพวกเขา” พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตพูดว่าอย่างนั้น
ชาวฟีลิสเตียจะถูกลงโทษ
15 นี่คือสิ่งที่พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตพูด “ชาวฟีลิสเตียทำตัวเป็นศัตรูกับยูดาห์มาตลอดตั้งแต่สมัยโบราณ พวกเขาเต็มไปด้วยความโกรธแค้น และได้ทำการแก้แค้นอย่างโหดเหี้ยม ด้วยจิตใจที่มุ่งร้ายหมายทำลาย” 16 ดังนั้น นี่คือสิ่งที่พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตพูด “เราจะยื่นมือของเราออกลงโทษชาวฟีลิสเตีย เราจะตัดชาวเคเรธีออก และทำลายพวกที่ยังหลงเหลืออยู่ตามชายฝั่งทะเล 17 เราจะทำการแก้แค้นอันยิ่งใหญ่ต่อพวกเขา และจะลงโทษพวกเขาด้วยความเดือดดาลของเราและเมื่อเราแก้แค้นพวกเขา พวกเขาจะได้รู้ว่า เราคือยาห์เวห์”
26เมืองไทระจะถูกลงโทษ
1 ในปีที่สิบเอ็ด+ 26:1 ปีที่สิบเอ็ด น่าจะตรงกับฤดูร้อนของปี 586 ก่อนพระเยซูมาเกิด วันที่หนึ่งของเดือน
คำพูดของพระยาห์เวห์ได้มาถึงผมว่า 2 “เจ้าลูกมนุษย์ เมืองไทระได้ร้องไชโยใส่เมืองเยรูซาเล็ม และยังพูดอีกว่า ‘เมืองที่เป็นประตูไปสู่ชนชาติต่างๆได้ถูกทำลายลงแล้ว และมันได้ถูกมอบให้กับข้าแล้ว เนื่องจากเมืองนี้กลายเป็นซากปรักหักพัง ความอยากของข้าก็ได้สมใจแล้ว’”
3 ดังนั้น นี่คือสิ่งที่พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตพูด “เมืองไทระ เราคือศัตรูของเจ้า เราจะทำให้ชนชาติมากมายถาโถมใส่เจ้า อย่างทะเลทำให้คลื่นของมันถาโถมใส่ฝั่ง
4 พวกเขาจะทำลายกำแพงเมืองไทระ และจะพังพวกหอคอยในเมืองลง เราจะขูดทุกสิ่งทุกอย่างในเมืองนี้ออกจนหมดเกลี้ยง กลายเป็นหินโล่งเตียน 5 เมืองไทระจะกลายเป็นเกาะสำหรับตากอวน เราได้ลั่นคำพูดไปแล้ว”
พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตพูดว่า “เมืองนี้จะกลายเป็นของที่ปล้นมาสำหรับชาติต่างๆ 6 และหมู่บ้านทั้งหลายที่ขึ้นกับมัน ที่ตั้งอยู่บนแผ่นดินใหญ่ จะถูกทำลายล้างด้วยดาบ แล้วพวกเขาจะได้รู้ว่าเราคือยาห์เวห์”
กษัตริย์เนบูคัดเนสซาร์จะโจมตีไทระ
7 พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตพูดว่า “เราจะให้เนบูคัดเนสซาร์กษัตริย์ของเมืองบาบิโลน ซึ่งเป็นกษัตริย์เหนือกษัตริย์ทั้งหลาย มาโจมตีเมืองไทระจากทางทิศเหนือ เขาจะมาพร้อมกับม้าและรถรบ ทหารม้าและกองทัพอันยิ่งใหญ่เกรียงไกร 8 เขาจะทำลายหมู่บ้านทั้งหลายที่ขึ้นกับมัน บนแผ่นดินใหญ่ด้วยดาบ เขาจะตั้งป้อมต่อสู้กับเจ้า และสร้างเนินดินขึ้นถึงยอดกำแพงเจ้า และเขาจะยกพวกโล่ขึ้นบังจากการตอบโต้ของเจ้า 9 เขาจะเอาท่อนซุงทะลวงกำแพงเมือง และเอาขวานของเขาฟันหอคอยต่างๆของเจ้าลง 10 ม้าของเขามีมากเสียจนฝุ่นฟุ้งตลบเจ้าไปหมด กำแพงของเจ้าจะสั่นสะเทือนไปด้วยเสียงดังกึกก้องของทหารม้า รถลาก และรถรบ เมื่อเขาผ่านเข้าไปตามประตูเมืองของเจ้า อย่างกับคนที่เข้าเมืองตอนที่กำแพงแตก 11 กีบม้าทั้งหลายของเขาจะเหยียบย่ำถนนทุกสายของเจ้า เขาจะฆ่าประชาชนของเจ้าด้วยดาบ และเสาหลักอันแข็งแกร่งทั้งหลายของเจ้าจะล้มลงกับดิน 12 พวกเขาจะปล้นทรัพย์สมบัติของเจ้าและแย่งชิงสินค้าของเจ้า พวกเขาจะพังกำแพงของเจ้าและทุบบ้านเรือนที่สวยงามทั้งหลายของเจ้าทิ้ง และพวกเขาจะโยนก้อนหิน ท่อนไม้ และซากอิฐ ลงทะเล 13 เราจะทำให้เสียงเพลงของเจ้าที่ดังกึกก้องอยู่นั้นสิ้นสุดลง และจะไม่มีใครได้ยินเสียงพิณของเจ้าอีกต่อไป 14 เราจะทำให้เจ้าเป็นหินโล่งเตียน กลายเป็นที่สำหรับตากอวน เจ้าจะไม่ถูกสร้างขึ้นมาใหม่อีกแล้ว เพราะเรา ยาห์เวห์ได้ลั่นคำพูดไว้แล้ว” พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตพูดว่าอย่างนั้น
ชนชาติอื่นๆจะร้องไห้ให้กับเมืองไทระ
15 นี่คือสิ่งที่พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตพูดกับเมืองไทระ “แผ่นดินตามชายฝั่งทะเลจะต้องสั่นสะเทือนด้วยเสียงล่มสลายของเจ้า ตอนที่ผู้บาดเจ็บร้องคร่ำครวญ ตอนที่ผู้คนถูกฆ่าฟันในเมืองของเจ้า 16 แล้วเจ้าชายทั้งหลายของเมืองตามชายฝั่งทะเลนั้น จะก้าวลงจากบัลลังก์ของพวกเขา และถอดเสื้อคลุมยาวกับเสื้อผ้าที่เย็บปักถักร้อยอย่างสวยงามออก พวกเขาจะเอาความกลัวมานุ่งห่มแทนและนั่งอยู่บนพื้นดิน เขาจะตัวสั่นเทาตลอดเวลา เพราะเรื่องที่เกิดขึ้นกับเจ้านี้ 17 แล้วพวกเขาจะร้องเพลงไว้อาลัยที่เกี่ยวกับเจ้าและพูดกับเจ้าว่า
‘เมืองที่มีชื่อเสียงเลื่องลือเอ๋ย
เจ้าสูญหายไปแล้ว
เจ้าถูกกวาดไปจากทะเล
เจ้าเคยเป็นเมืองมหาอำนาจบนท้องทะเล
เจ้ากับพลเมืองของเจ้า
เคยทำให้ทุกคนที่อาศัยอยู่บนแผ่นดินใหญ่นั้นหวาดกลัว
18 เดี๋ยวนี้ แผ่นดินตามชายฝั่งทะเลต่างสั่นเทิ้มด้วยความกลัวในวันที่เจ้าล้มลง
หมู่เกาะทั้งหลายต่างตกใจกลัวกับการล่มสลายของเจ้า’”
19 นี่คือสิ่งที่พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตพูด “เมื่อเราทำให้เจ้ากลายเป็นเมืองร้าง เหมือนกับเมืองที่ไม่มีผู้คนอาศัยอยู่ เมื่อเรานำความลึกของมหาสมุทรเข้ามาไว้บนเจ้า และน้ำของมันได้ไหลทะลักเข้าท่วมเจ้าแล้ว 20 เราจะกดเจ้าให้จมดิ่งลงไปอยู่กับพวกที่อยู่ในหลุมลึก จะให้ไปอยู่กับพวกคนที่ตายไปนานแล้ว เราจะทำให้เจ้าอาศัยอยู่ในโลกเบื้องล่าง เหมือนซากปรักหักพังของสมัยดึกดำบรรพ์ พร้อมกับพวกที่อยู่ในหลุมลึก จะไม่มีใครอาศัยอยู่ในเจ้าอีก เจ้าจะไม่มีศักดิ์ศรีในแดนของคนเป็น 21 เราจะนำเจ้าไปสู่จุดจบที่น่าสะพรึงกลัว และจะไม่มีเจ้าอีกต่อไป ถึงจะมีคนหา ก็จะไม่พบเจ้าอีกแล้ว” พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตพูดว่าอย่างนั้น
27เมืองไทระ ประตูสู่ทะเล
1 คำพูดของพระยาห์เวห์ได้มาถึงผมว่า 2 “เจ้าลูกมนุษย์ ให้ร้องเพลงไว้อาลัยสำหรับเมืองไทระ
3 ให้พูดกับเมืองไทระที่ตั้งอยู่ที่ทางออกสู่ทะเลและเป็นเมืองค้าขายของชนชาติต่างๆตามชายฝั่งทะเลทั้งหลายว่า
‘นี่คือสิ่งที่พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตพูด
ไทระเอ๋ย เจ้าพูดว่า
“ฉันงามหมดจด”
4 พรมแดนของเจ้าอยู่ที่กลางทะเล
ช่างก่อสร้างได้สร้างเจ้าให้มีความงามหมดจด
5 พวกเขาเอาไม้สนที่มาจากเสนีร์+ 27:5 เสนีร์ คือ “ภูเขาเฮอร์โมน”
มาสร้างเป็นแผ่นกระดานของเจ้า
พวกเขาเอาไม้สนซีดาร์มาจากเลบานอน
มาสร้างเสากระโดงเรือของเจ้า
6 พวกเขาเอาไม้โอ๊กมาจากบาชาน
มาสร้างกรรเชียงของเจ้า
พวกเขาใช้ไม้สนที่มาจากชายฝั่งไซปรัส
มาสร้างดาดฟ้าเรือของเจ้าและฝังด้วยงาช้าง
7 พวกเขาเอาผ้าลินินที่เย็บอย่างสวยงามจากประเทศอียิปต์มาทำใบเรือของเจ้า
และใบเรือนั้นได้ใช้เป็นธงสำหรับเจ้า
กันสาดของเจ้าที่มาจากชายฝั่งเอลีชาห์เป็นสีน้ำเงินและสีม่วง
8 ผู้คนจากไซดอนและอารวัดเป็นคนพายเรือให้เจ้า
ไทระเอ๋ย ต้นหนที่มีความชำนาญทั้งหลายต่างอยู่บนเรือของเจ้า
9 มีช่างผู้ใหญ่ที่ชำนาญงานของเกบาล+ 27:9 เกบาล หรืออีกชื่อหนึ่งว่า “บีบลอส” อยู่บนเรือของเจ้า
พวกเขาคอยชันยาอุดรอยรั่วของเรือ
เรือทุกลำในทะเลและกะลาสีเรือทุกคน
ต่างมาที่นี่เพื่อซื้อขายสินค้ากับเจ้า
10 ชาวเปอร์เซีย ชาวลูดและชาวพูตก็เป็นทหารรับใช้อยู่ในกองทัพของเจ้า
พวกเขาแขวนโล่กับหมวกเหล็กเอาไว้บนกำแพงของเจ้าทำให้เจ้าดูงดงาม
11 ชาวอารวัดและชาวเฮเลคเดินไปเดินมาอยู่บนกำแพงทุกด้านของเจ้า
ชาวกามัดอยู่ตามหอคอยของเจ้า พวกเขาแขวนโล่ไว้รอบๆกำแพงของเจ้า
พวกเขาทำให้เจ้างามหมดจด
12 ทารชิช ไปมาค้าขายกับเจ้า เพราะเจ้ามีทรัพย์สมบัติมากมายมหาศาล
พวกเขาเอาเงิน เหล็ก ดีบุกและตะกั่วมาแลกเปลี่ยนกับสินค้าของเจ้า 13 ประเทศกรีซ
ทูบัลและเมเชคได้มาค้าขายกับเจ้า
พวกเขาเอาทาสและข้าวของเครื่องใช้ที่ทำจากทองสัมฤทธิ์มาแลกเปลี่ยนกับสินค้าของเจ้า
14 ชาวเบธโทการมาห์+ 27:14 เบธโทการมาห์ ตั้งอยู่ทางตะวันออกของเอเชียน้อย ปัจจุบันคือประเทศอาร์เมเนีย เอาม้าใช้งาน ม้าศึกและล่อมาแลกเปลี่ยนกับสินค้าของเจ้า
15 ชาวโรเดส+ 27:15 โรเดส หรืออีกชื่อหนึ่งคือ “เดดาน” ดูข้อ 20 มาค้าขายกับเจ้า และเมืองตามชายฝั่งทะเลต่างก็เป็นลูกค้าของเจ้า
พวกเขาเอางาช้างกับไม้มะเกลือมาจ่ายเป็นค่าสินค้าให้กับเจ้า
16 ชาวอารัม+ 27:16 ชาวอารัม ในสำเนาต้นฉบับภาษาฮีบรูและภาษาซีเรียบางฉบับเขียนว่า “ชาวเอโดม” มาทำการค้ากับเจ้า เป็นเพราะเจ้ามีสินค้ามากมายมหาศาล
พวกเขาเอาพลอยสีน้ำเงินอมเขียว ผ้าสีม่วง ผ้าปักลาย ผ้าลินินอย่างดี ปะการัง และทับทิมมาแลกกับสินค้าของเจ้า
17 ยูดาห์กับอิสราเอลก็มาค้าขายกับเจ้า
พวกเขาเอาข้าวสาลีจากเมืองมินนิทและขนมหวาน+ 27:17 ขนมหวาน ความหมายของคำนี้ในภาษาฮีบรูยังไม่ชัดเจน น้ำเชื่อมผลไม้ น้ำมันและยาสมุนไพร มาแลกกับสินค้าของเจ้า
18 ชาวดามัสกัสมาค้าขายกับเจ้าด้วย เขาเอาเหล้าองุ่นจากเมืองเฮลโบน และขนแกะจากเมืองซาฮาห์มาแลกเปลี่ยนกับสินค้าของเจ้า
เป็นเพราะเจ้ามีสินค้ามากมายมหาศาล
19 ชาวดานและชาวกรีกจากเมืองอุซาลได้ค้าขายกับเจ้า พวกเขาเอาเหล็กหล่อ เครื่องเทศ และอ้อยมาแลกเปลี่ยนกับสินค้าของเจ้า 20 เมืองเดดานค้าขายผ้ารองอานกับเจ้า
21 ชาวอาระเบียและบรรดาเจ้าชายทั้งหลายแห่งเมืองเคดาร์ก็เป็นลูกค้าของเจ้า
พวกเขาเอาลูกแกะ แกะตัวผู้และแพะมาแลกเปลี่ยนกับสินค้าของเจ้า
22 พวกพ่อค้าของเชบาและราอามาห์ก็ค้าขายกับเจ้า
พวกเขาเอาเครื่องเทศชั้นเยี่ยมนานาชนิด พลอยมีค่าต่างๆและทองคำ มาแลกเปลี่ยนกับสินค้าของเจ้า 23 เมืองฮาราน คานเนห์และเอเดน รวมทั้งพ่อค้าของเชบา และของเมืองอัสชูรและคิลมาด ก็ค้าขายกับเจ้า
24 ในตลาดของเจ้า พวกเขาค้าขายเครื่องนุ่งห่มที่สวยงาม ผ้าสีน้ำเงิน งานเย็บปักและพรมหลายหลากสี ที่มีเชือกมัดขมวดเป็นปมไว้อย่างแน่นหนา
25 กองเรือของทารชิชทำหน้าที่ขนสินค้าให้กับเจ้า
ไทระเอ๋ย เจ้าเป็นเหมือนเรือ
ที่เต็มไปด้วยสินค้าจนหนักอึ้งอยู่ใจกลางทะเล
26 ฝีพายของเจ้าพาเจ้าออกไปในทะเลลึก
แต่ลมตะวันออกทำให้เจ้าอับปางที่ใจกลางทะเลนั้น
27 ความร่ำรวยของเจ้า สินค้า และของนำเข้าของเจ้า
พวกลูกเรือ ต้นหน และช่างต่อเรือของเจ้า
พ่อค้าของเจ้ากับทหารทั้งหมดและคนอื่นๆทุกคนบนเรือ
จะจมดิ่งลงใจกลางทะเลในวันที่เจ้าถูกทำลายนั้น
28 เมืองตามชายฝั่งจะสั่นไหว
เมื่อต้นหนของเจ้าร้องตะโกนออกมา
29 ฝีพายที่พายเรือลำอื่นๆอยู่จะสละเรือ
ทั้งลูกเรือและต้นหนจะไปยืนอยู่บนชายฝั่ง
30 พวกเขาจะตะโกนออกมาและร้องไห้อย่างขมขื่นสำหรับเจ้า
พวกเขาจะโปรยดินลงบนหัวและเกลือกกลิ้งในกองขี้เถ้า
31 พวกเขาจะโกนผมออกให้กับเจ้า
และจะสวมเสื้อผ้ากระสอบ
พวกเขาจะร้องไห้ให้กับเจ้าด้วยวิญญาณที่เจ็บปวดรวดร้าว
และด้วยความเศร้าอันขมขื่น
32 ในขณะที่พวกเขาร้องคร่ำครวญให้กับเจ้า พวกเขาจะร้องเพลงไว้อาลัยสำหรับตัวเจ้าว่า
เคยมีใครเป็นเหมือนเมืองไทระบ้าง
ตอนที่เธอเงียบจมหายไปในทะเล
33 เจ้าเคยทำให้ชนชาติต่างๆพึงพอใจเมื่อสินค้าของเจ้าออกสู่ทะเล
เจ้าเคยทำให้กษัตริย์ทั้งหลายในโลกร่ำรวยด้วยทรัพย์สินอันมหาศาลและสินค้ามากมายของเจ้า
34 แต่ตอนนี้ ทะเลได้ทำให้เจ้าแตกอับปางในทะเลลึก
ทั้งสินค้าและลูกเรือทั้งหมดของเจ้าต่างจมลงไปกับเจ้าด้วย
35 ทุกคนที่อาศัยอยู่ในเมืองตามชายฝั่งต่างรู้สึกหวาดกลัวเพราะเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับเจ้า
กษัตริย์ทั้งหลายในเมืองเหล่านี้ต่างก็สะดุ้งตกใจ
และใบหน้าของพวกเขาก็บิดเบี้ยวด้วยความกลัว
36 พวกพ่อค้าที่อยู่ท่ามกลางชนชาติทั้งหลายผิวปากด้วยความตะลึงงัน
เจ้าได้มาถึงจุดจบอันน่าสะพรึงกลัวและจะไม่มีเจ้าอีกต่อไป’”
28ผู้ครอบครองเมืองไทระคิดว่าตัวเองเป็นพระเจ้า
1 คำพูดของพระยาห์เวห์ได้มาถึงผมว่า 2 “เจ้าลูกมนุษย์ ให้พูดกับผู้ครอบครองเมืองไทระว่า ‘นี่คือสิ่งที่พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตพูด
เจ้าพูดด้วยความหยิ่งผยองว่า
“ข้าเป็นพระเจ้า
ข้านั่งอยู่บนบัลลังก์ของพระเจ้า
ที่ใจกลางของทะเล”
แต่เจ้าเป็นแค่มนุษย์ไม่ใช่พระเจ้า
ถึงแม้เจ้าจะคิดว่าเจ้าฉลาดเท่าพระเจ้าก็ตาม
3 เจ้าฉลาดกว่าดาเนียลหรือ
ไม่มีความลับอะไรที่ซ่อนไปจากเจ้าได้เลยหรือ
4 สติปัญญาและความเข้าใจของเจ้าทำให้เจ้าได้ความร่ำรวยมา
และทำให้เจ้ารวบรวมทองคำและเงินไว้ในคลังของเจ้าได้
5 ความชำนาญอย่างยิ่งยวดในด้านการค้าของเจ้าได้เพิ่มพูนทรัพย์สมบัติให้กับเจ้า
และทรัพย์สมบัติของเจ้านั่นเองทำให้จิตใจของเจ้าลำพอง
6 ดังนั้น นี่คือสิ่งที่พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตพูด
“เจ้าคิดว่าตัวเองฉลาดเท่าพระเจ้า”
7 ดังนั้น เรากำลังจะนำชาวต่างชาติมาต่อต้านเจ้า
เป็นชนชาติที่โหดร้ายที่สุด
พวกเขาจะชักดาบของพวกเขาเพื่อทำลายของสวยงามทั้งหลายที่เจ้าได้มาด้วยสติปัญญาของเจ้า
และทำให้สง่าราศีอันรุ่งโรจน์ของเจ้าเสื่อมไป
8 พวกเขาจะนำเจ้าให้ลงไปอยู่ในหลุม
และเจ้าจะตายอย่างโหดเหี้ยมกลางทะเล
9 ตอนที่เจ้าอยู่ต่อหน้าพวกที่จะฆ่าฟันเจ้า
เจ้ายังจะพูดว่า “ข้าเป็นพระเจ้า” หรือ
เมื่อเจ้าตกอยู่ในกำมือของคนที่จะแทงเจ้า
เจ้าจะเป็นแค่มนุษย์คนหนึ่ง ไม่ใช่พระเจ้า
10 เจ้าจะตายอย่างคนที่ยังไม่ได้ขลิบด้วยน้ำมือของคนต่างชาติ
เราได้ลั่นคำพูดออกไปแล้ว’”
พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตพูดว่าอย่างนั้น
บทเพลงไว้อาลัยให้กับกษัตริย์ไทระ
11 คำพูดของพระยาห์เวห์ได้มาถึงผมว่า 12 “เจ้าลูกมนุษย์ ให้ร้องเพลงไว้อาลัยให้กับกษัตริย์เมืองไทระและพูดกับเขาว่า ‘นี่คือสิ่งที่พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตพูด
เจ้าเป็นตัวอย่างของความสมบูรณ์แบบ
ทั้งเต็มไปด้วยสติปัญญาและงามหมดจด
13 เจ้าเคยอยู่ในเอเดนซึ่งเป็นสวนของพระเจ้า+ 28:13 เอเดนซึ่งเป็นสวนของพระเจ้า เป็นที่เจริญรุ่งเรืองและอุดมสมบูรณ์ บางครั้งจะเอามาเปรียบเทียบกับสวนเอเดน ดูเพิ่มเติมได้จากหนังสือปฐมกาล 13:10
พลอยที่มีค่าทุกเม็ดเป็นเครื่องตกแต่งของเจ้า
ทั้งทับทิม บุษราคัม มรกต
พลอยสีเขียวมะกอก หินควอทซ์ และนิล
ไพลิน พลอยสีน้ำเงินอมเขียว และพลอยสีเขียว+ 28:13 ทั้งทับทิม … และพลอยสีเขียว พลอยมีค่าเหล่า นี้บางชนิดยังไม่สามารถชี้ชัดลงไปได้
พลอยเหล่านี้ตั้งและฝังอยู่ในตัวเรือนที่เป็นทองคำ+ 28:13 พลอยเหล่านี้ … ทองคำ ความหมายของข้อความนี้ในภาษาฮีบรูยังไม่ชัดเจน
ของเหล่านี้เตรียมไว้พร้อมแล้วในวันที่เจ้าได้รับการสร้างขึ้นมา
14 เจ้าได้รับการเจิมให้เป็นเหมือนเครูบ ผู้คุ้มกัน
เพราะเราได้มอบหมายให้เจ้าเป็นอย่างนั้น
เจ้าอยู่บนภูเขาศักดิ์สิทธิ์ของพระเจ้า
เจ้าเดินอยู่ท่ามกลางเพชรพลอยที่ส่องประกายเหมือนไฟ
15 การประพฤติทั้งหลายของเจ้าไม่มีที่ติเลยตั้งแต่วันที่เจ้าได้รับการสร้างขึ้นมา
จนถึงเวลาที่ความชั่วถูกพบในตัวเจ้า
16 เจ้าเต็มไปด้วยความรุนแรงถึงแก่น
และได้ทำบาปลงไปผ่านทางการค้าขายของเจ้าที่แผ่กระจายออกไป
ดังนั้นเราได้ไล่เจ้าออกไป อย่างน่าอับอายให้พ้นจากภูเขาของพระเจ้า เราได้ขับไล่เจ้าไป
เครูบผู้คุ้มกันก็ได้ขับเจ้าออกไปจากท่ามกลางเพชรพลอยที่ส่องประกายเหมือนไฟ
17 จิตใจของเจ้านั้นหยิ่งผยองในความงามของเจ้า
และความรุ่งโรจน์ของเจ้าทำให้สติปัญญาของเจ้าเสื่อมทรามลง
ดังนั้นเราจึงโยนเจ้าลงสู่พื้นดิน
เราได้ทำให้กษัตริย์ทั้งหลายจ้องมองเจ้า
18 เจ้าทำให้สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายของเจ้าต้องเสื่อมไป
ด้วยความบาปมากมายและการค้าที่ไม่ซื่อสัตย์ของเจ้า
ดังนั้นเราจึงทำให้ไฟพุ่งออกมาจากตัวเจ้าและเผาผลาญเจ้า
เราทำให้เจ้ากลายเป็นขี้เถ้าบนพื้นดินต่อหน้าต่อตาของผู้ที่กำลังดูเจ้าอยู่
19 ชนชาติทั้งหลายที่รู้จักเจ้าต่างก็ตกใจกลัวกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับเจ้า
เจ้าได้มาถึงจุดจบอันน่าสะพรึงกลัวแล้ว และจะไม่มีเจ้าอีกต่อไป’”
การลงโทษเมืองไซดอน
20 คำพูดของพระยาห์เวห์ได้มาถึงผมว่า 21 “เจ้าลูกมนุษย์ ให้หันหน้าของเจ้าไปทางเมืองไซดอน และพูดแทนเราต่อต้านเมืองนั้น 22 ว่า ‘นี่คือสิ่งที่พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตพูด
เมืองไซดอน เราต่อต้านเจ้า
เราจะได้รับเกียรติ เมื่อเราจัดการกับเจ้า
พวกเขาจะรู้ว่าเราคือยาห์เวห์
เมื่อเราลงโทษเจ้าและแสดงความศักดิ์สิทธิ์ของเราในเจ้า
23 เราจะส่งโรคระบาดมาให้เจ้า
และทำให้เลือดไหลนองบนถนนทั้งหลายของเจ้า
คนจะโดนฆ่าฟันล้มลงภายในเมืองเจ้า
เมื่อดาบรุมเร้าเข้ามาต่อต้านเจ้าจากทุกด้าน
แล้วพวกเขาจะได้รู้ว่าเราคือยาห์เวห์’
24 ชาวอิสราเอลจะได้ไม่มีเพื่อนบ้านที่ใจร้ายที่คอยทิ่มเหมือนพงหนามและแทงเหมือนหนามอีกต่อไป
แล้วพวกเขาจะได้รู้ว่าเราคือยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิต”
เชลยจะได้กลับบ้าน
25 นี่คือสิ่งที่พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตพูด “เมื่อเรารวบรวมชาวอิสราเอลมาจากชนชาติต่างๆที่พวกเขาได้กระจัดกระจายไปอยู่นั้น เราจะแสดงความศักดิ์สิทธิ์ของเราท่ามกลางชาวอิสราเอลต่อหน้าต่อตาชนชาติทั้งหลาย แล้วชาวอิสราเอลจะได้อาศัยอยู่บนแผ่นดินของตัวเอง ซึ่งเราได้มอบให้กับยาโคบผู้รับใช้ของเรา 26 พวกเขาจะอาศัยอยู่อย่างปลอดภัยที่นั่น พวกเขาจะสร้างบ้านเรือน และปลูกสวนองุ่น พวกเขาจะอาศัยอยู่อย่างปลอดภัย เมื่อเราลงโทษเพื่อนบ้านทั้งหลายของเขาที่เกลียดชังพวกเขา แล้วพวกเขาจะได้รู้ว่าเราคือยาห์เวห์พระเจ้าของเขา”
29พระยาห์เวห์ต่อต้านประเทศอียิปต์
1 วันที่สิบสอง เดือนสิบ ปีที่สิบ+ 29:1 วันที่สิบสอง เดือนสิบ ปีที่สิบ คือ วันที่ เจ็ด เดือนมกราคม ตรงกับช่วงฤดูหนาวของปีที่ 586 ก่อนพระเยซูมาเกิด
คำพูดของพระยาห์เวห์ได้มาถึงผมว่า 2 “เจ้าลูกมนุษย์ หันหน้าไปทางกษัตริย์ฟาโรห์แห่งประเทศอียิปต์และให้พูดแทนเราต่อต้านเขากับประเทศอียิปต์ทั้งหมด
3 ให้บอกเขาว่า ‘นี่คือสิ่งที่พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตพูด
เจ้ากษัตริย์ฟาโรห์แห่งอียิปต์ เราต่อต้านเจ้า
เจ้าจระเข้ยักษ์+ 29:3 จระเข้ยักษ์ ในที่นี้เป็นสัญลักษณ์ของประเทศอียิปต์ ซึ่งพระเจ้าเคยเอาชนะพวกเขาตอนที่พระองค์นำอิสราเอลออกจากประเทศอียิปต์ จระเข้ยักษ์ หรือสัตว์ประหลาดตัวนี้ มีชื่อว่า “ราหับ” ดูเพิ่มเติมได้จากหนังสือสดุดี 74:13; อิสยาห์ 51:9-10 เจ้านอนหมอบอยู่ในลำธารทั้งหลายของแม่น้ำไนล์
เจ้าพูดว่า “แม่น้ำไนล์เป็นของข้า
ข้าสร้างมันขึ้นมาเพื่อตัวข้าเอง”
4 แต่เราจะเอาพวกตะขอเกี่ยวขากรรไกรเจ้าไว้
และทำให้ปลาในธารของเจ้าติดอยู่กับเกล็ดของเจ้า
เราจะดึงเจ้าขึ้นมาจากลำธารทั้งหลายของเจ้า
พร้อมกับปลาทั้งหลายที่ติดอยู่ที่เกล็ดของเจ้า
5 เราจะโยนเจ้าออกไปในทะเลทราย
พร้อมกับปลาทั้งหลายที่มาจากลำธารของเจ้า
เจ้าจะถูกทิ้งไว้ที่กลางแจ้งนั้น
และจะไม่ถูกรวบรวมหรือเก็บขึ้นมา
เราจะให้เจ้าเป็นอาหารของพวกสัตว์บนดินและนกในอากาศ
6 แล้วคนทั้งหมดที่อาศัยอยู่ในอียิปต์จะได้รู้ว่าเราคือยาห์เวห์
เจ้าได้เป็นไม้เท้าต้นกก+ 29:6 ไม้เท้าต้นกก ต้นกกสามารถใช้เป็นไม้เท้าได้ แต่ถ้าไปค้ำมัน มันก็แตกหักเป็นอันตรายกับคนถือได้ ให้กับครอบครัวอิสราเอล
7 เมื่อพวกอิสราเอลเอามือฉวยเจ้า เจ้าก็แตกหัก
และไปบาดถูกหัวไหล่ของพวกเขา
เมื่อพวกเขาพิงเจ้า เจ้าก็แตกออก
และทำให้หลังของพวกเขาเคล็ด’”
8 ดังนั้น นี่คือสิ่งที่พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตพูด
“เราจะนำดาบมาต่อต้านเจ้า
และฆ่าคนรวมทั้งสัตว์ทั้งหลายของเจ้า
9 ประเทศอียิปต์จะกลายเป็นซากปรักหักพังที่ถูกทิ้งร้าง
แล้วพวกเขาจะได้รู้ว่าเราคือยาห์เวห์
เจ้าได้พูดว่า ‘แม่น้ำไนล์เป็นของข้า ข้าสร้างมันขึ้นมา’ 10 ดังนั้นเราจะต่อต้านเจ้าและต่อต้านลำธารทั้งหลายของเจ้า และเราจะทำให้แผ่นดินอียิปต์กลายเป็นซากปรักหักพัง และเป็นที่รกร้างตั้งแต่มิกดลไปจนถึงอัสวันและเลยไปถึงเขตแดนของคูช 11 จะไม่มีรอยเท้าของคนหรือสัตว์เดินผ่านไป จะไม่มีใครอาศัยอยู่ที่นั่นเป็นเวลาสี่สิบปี 12 เราจะทำให้แผ่นดินอียิปต์รกร้างอยู่ท่ามกลางดินแดนทั้งหลายที่ถูกทำให้รกร้าง และเมืองต่างๆของอียิปต์จะรกร้างถึงสี่สิบปีท่ามกลางเมืองปรักหักพังทั้งหลาย เราจะทำให้ชาวอียิปต์แตกซ่านไปอยู่ตามชนชาติต่างๆและทำให้พวกเขากระจัดกระจายไปอยู่ตามประเทศอื่นๆ”
13 แต่นี่คือสิ่งที่พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตพูด
“เมื่อครบสี่สิบปีแล้ว เราจะรวบรวมชาวอียิปต์มาจากชนชาติต่างๆที่พวกเขากระจัดกระจายไปอยู่นั้น
14 เราจะทำให้พวกเขากลับมาสู่สภาพเดิม และมอบดินแดนอียิปต์บน+ 29:14 อียิปต์บน หรือ “ปัทโรส” ซึ่งเป็นแผ่นดินของบรรพบุรุษของพวกเขา คืนให้กับพวกเขาที่นั่น พวกเขาจะเป็นอาณาจักรที่ต่ำต้อย
15 มันจะเป็นอาณาจักรที่ต่ำต้อยที่สุด และจะไม่มีวันได้ยกตัวเองขึ้นเหนือชนชาติอื่นๆ เราจะทำให้มันอ่อนแอเสียจนกระทั่งไม่สามารถปกครองชนชาติอื่นได้อีก
16 ประเทศอียิปต์จะไม่มีวันได้เป็นที่พึ่งของชาวอิสราเอลอีกต่อไป แต่จะเป็นสิ่งที่ย้ำเตือนถึงบาปของพวกเขาเอง ที่เคยหันไปขอความช่วยเหลือจากอียิปต์ แล้วพวกเขาจะได้รู้ว่าเราคือยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิต”
บาบิโลนจะบุกอียิปต์
17 ในวันที่หนึ่งของเดือนที่หนึ่ง ปีที่ยี่สิบเจ็ด+ 29:17 ในวันที่หนึ่ง … ยี่สิบเจ็ด ตรงกับวันที่ ยี่สิบหก เดือนเมษายน ตรงกับฤดูใบไม้ผลิของปีที่ 571 ก่อนพระเยซูมาเกิด
คำพูดของพระยาห์เวห์ได้มาถึงผมว่า 18 “เจ้าลูกมนุษย์ กษัตริย์เนบูคัดเนสซาร์แห่งบาบิโลน ทำให้กองทัพของเขาต้องทำงานอย่างหนัก ในการต่อสู้กับเมืองไทระ ทหารทุกคนต้องแบกหินและดิน+ 29:18 หินและดิน ทหารต้องแบกหินและดิน เพื่อเอาไปสร้างป้อมกำบังและสร้างเนินดินไว้บุกขึ้นกำแพงบนหัวจนผมหลุดร่วงหมด และต้องแบกหินและดินบนบ่าจนถลอกไปหมด แต่กษัตริย์บาบิโลนกับกองทัพของเขาก็ไม่ได้รับค่าจ้างจากงานหนักทั้งหมดในการต่อสู้กับไทระ”
19 ดังนั้น นี่คือสิ่งที่พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตพูด
“เราจะมอบแผ่นดินอียิปต์ให้กับกษัตริย์เนบูคัดเนสซาร์แห่งบาบิโลน เขาจะขนเอาทรัพย์สมบัติของมันไป เขาจะเอาข้าวของที่ยึดมาได้นี้แจกจ่ายให้กับกองทัพของเขา+ 29:19 บาบิโลนได้บุกอียิปต์ในปี 568 ก่อนพระเยซูมาเกิด นั่นแหละจะเป็นค่าจ้างของพวกเขา
20 เราได้มอบแผ่นดินอียิปต์ให้กับกษัตริย์ของบาบิโลน เป็นค่าตอบแทนสำหรับงานของเขา เพราะเขากับกองทัพได้ทำสิ่งนี้เพื่อเรา”
พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตพูดว่าอย่างนั้น
21 “ในวันนั้น เราจะทำให้เขาสัตว์งอกขึ้น+ 29:21 เขาสัตว์งอกขึ้น เป็นสัญลักษณ์ของพละกำลัง หรือความแข็งแกร่ง อิสราเอลจะฮึกเหิมขึ้นเมื่อรู้ว่าพระเจ้าลงโทษอียิปต์ เพื่อครอบครัวชาวอิสราเอล ดังนั้น เอเสเคียล เราจะเปิดปากของเจ้าท่ามกลางพวกเขา แล้วพวกเขาจะได้รู้ว่าเราคือยาห์เวห์”
301 คำพูดของพระยาห์เวห์ได้มาถึงผมว่า 2 “เจ้าลูกมนุษย์ ให้พูดแทนเราว่า ‘นี่คือสิ่งที่พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตพูด
ให้ร้องคร่ำครวญและพูดว่า
“ซวยแน่ๆวันนั้น”
3 วันนั้นใกล้เข้ามาแล้ว
วันของพระยาห์เวห์ใกล้มาถึงแล้ว
จะเป็นวันที่เมฆมืดครึ้มไปหมด
จะเป็นเวลาแห่งการตัดสินชนชาติทั้งหลาย
4 ดาบจะมาต่อสู้กับอียิปต์
ความปวดร้าวใจจะมาอยู่ที่คูช
เมื่อเกิดการฆ่าฟันขึ้นในอียิปต์
เมื่อทรัพย์สมบัติของเมืองอียิปต์ถูกขนไป
เมื่อรากฐานของตึกทั้งหลายในเมืองอียิปต์แตกสลาย
5 คูช พูต ลูดและอาระเบียทั้งหมด
ลิเบีย+ 30:5 ลิเบีย ในภาษาฮีบรู คือ “คูบ” กับประชาชนของแผ่นดินที่เข้าเป็นพันธมิตรกับอียิปต์+ 30:5 ประชาชน … อียิปต์ หรือแปลได้อีกอย่างหนึ่งว่า “ชาวอิสราเอล ประชาชนที่ได้ทำข้อตกลงกับพระเจ้า” ซึ่งชาวอิสราเอลบางคนที่ไม่ได้ถูกต้อนไปบาบิโลนได้หนีไปพึ่งอียิปต์ ดูเพิ่มเติมได้จาก 2 พงศ์กษัตริย์ 25:23-26 จะล้มลงด้วยดาบพร้อมกับอียิปต์ด้วย
6 นี่คือสิ่งที่พระยาห์เวห์พูด
“พวกที่อยู่ฝ่ายเดียวกับประเทศอียิปต์จะล้มลง
ความแข็งแกร่งที่พวกเขาลำพองจะล้มครืนลง
ตั้งแต่มิกดลไปจนถึงอัสวัน พวกเขาจะล้มลงด้วยดาบในแผ่นดินอียิปต์”
พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตพูดว่าอย่างนั้น
7 พวกเขาจะถูกทิ้งให้รกร้างท่ามกลางประเทศต่างๆที่รกร้าง
เมืองทั้งหลายของพวกเขาจะอยู่ท่ามกลางซากปรักหักพังของเมืองอื่นๆ
8 เราจะจุดไฟเผาแผ่นดินอียิปต์
และพวกคนที่มาช่วยเมืองนี้จะถูกบดขยี้
แล้วพวกเขาจะได้รู้ว่าเราคือยาห์เวห์
9 ในวันนั้นเราจะส่งพวกผู้ส่งข่าวออกไปทางเรือ เพื่อทำให้พวกคูชที่ตอนนี้คิดว่าปลอดภัย ตื่นตระหนก ความปวดร้าวใจจะมาอยู่กับพวกเขา ในวันที่อียิปต์ถูกลงโทษ เพราะเหตุการณ์นี้กำลังจะเกิดขึ้นแล้ว’”
10 นี่คือสิ่งที่พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตพูด
“เราจะทำให้กองทัพอียิปต์สิ้นสุดลง
ด้วยน้ำมือของกษัตริย์เนบูคัดเนสซาร์แห่งบาบิโลน
11 เขากับกองทัพของเขาเป็นชนชาติที่เหี้ยมโหดที่สุด
เราจะนำพวกเขาเข้ามาเพื่อทำลายแผ่นดินอียิปต์
พวกเขาจะชักดาบต่อสู้อียิปต์
และทำให้แผ่นดินเต็มไปด้วยซากศพ
12 เราจะทำให้น้ำในแม่น้ำไนล์แห้งไป
เราจะขายแผ่นดินอียิปต์ให้กับคนชั่ว
เราจะให้คนต่างชาติมาทำให้แผ่นดินอียิปต์และทุกสิ่งทุกอย่างในมันรกร้างว่างเปล่า
เรา ยาห์เวห์ ได้ลั่นคำพูดออกไปแล้ว”
13 นี่คือสิ่งที่พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตพูด
“เราจะทำลายพวกรูปเคารพ
และกำจัดพวกรูปปั้นพระในเมืองเมมฟิสให้หมดไป
จะไม่มีผู้นำในอียิปต์อีก
เราจะแผ่กระจายความกลัวไปทั่วแผ่นดิน
14 เราจะทิ้งอียิปต์ตอนบน+ 30:14 อียิปต์ตอนบน หรือ “ปัทโรส” ให้ร้าง
เราจะจุดไฟเผาเมืองโศอัน
และลงโทษเมืองเธเบส+ 30:14 เมืองเธเบส เป็นเมืองสำคัญของอียิปต์ ถูกอัสซีเรียทำลาย 663 ปีก่อนพระเยซูมาเกิด
15 เราจะเทความเดือดดาลของเราลงบนเมืองเปลูเซียม+ 30:15 เปลูเซียม ในภาษาฮีบรูเรียกว่า “ศีน” เป็นป้อมแห่งหนึ่งที่อยู่ทางตะวันออกของสามเหลี่ยมแม่น้ำไนล์ ซึ่งเป็นป้อมปราการของอียิปต์
และเราจะตัดชาวเมืองเธเบสออกไป
16 เราจะจุดไฟเผาอียิปต์
เมืองเปลูเซียมจะดิ้นพราดด้วยความเจ็บปวด
เมืองเธเบสจะถูกบุกทะลวงเข้าไป
ส่วนเมืองเมมฟิสจะต้องเผชิญหน้ากับศัตรูตลอดเวลา
17 คนหนุ่มของเมืองเฮลิโอโพลิสและเมืองบูบัสติส+ 30:17 เมืองเฮลิโอโพลิสและเมืองบูบัสติส ในภาษาฮีบรูคือเมืองโอน เมืองพีเบเสท ตั้งอยู่ในประเทศอียิปต์ จะล้มลงด้วยดาบ
และคนในเมืองต่างๆจะถูกกวาดต้อนไปเป็นเชลย
18 ความมืดจะปกคลุมเมืองทาปานเหสในกลางวัน
เมื่อเราทำลายอำนาจการควบคุมของอียิปต์+ 30:18 อำนาจการควบคุมของอียิปต์ หรือแปลตรงๆได้ว่า “แอกของอียิปต์”
ความแข็งแกร่งที่เมืองนั้นลำพองนักหนาจะสิ้นสุดลงที่นั่น
มันจะถูกปกคลุมด้วยเมฆและคนตามหมู่บ้านต่างๆก็จะถูกจับไปเป็นเชลย
19 เราจะลงโทษอียิปต์อย่างนี้แหละ
แล้วพวกเขาจะได้รู้ว่าเราคือยาห์เวห์”
อียิปต์จะอ่อนแอตลอดไป
20 ในวันที่เจ็ดเดือนหนึ่ง ปีที่สิบเอ็ด+ 30:20 ปีที่สิบเอ็ด ตรงกับวันที่ยี่สิบเก้าเดือนเมษายน ปีที่ 586 ก่อนพระเยซูมาเกิด คำพูดของพระยาห์เวห์ได้มาถึงผมว่า 21 “เจ้าลูกมนุษย์ เราได้หักแขนของกษัตริย์ฟาโรห์แห่งอียิปต์ มันยังไม่ได้ต่อกลับคืนหรือเข้าเฝือก เพื่อให้แข็งแรงพอที่จะถือดาบได้”
22 ดังนั้น นี่คือสิ่งที่พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตพูด
“เราต่อต้านกษัตริย์ฟาโรห์แห่งอียิปต์ เราจะหักแขนทั้งสองข้างของเขา
ทั้งแขนข้างที่ดีและข้างที่หักอยู่แล้ว และทำให้ดาบหลุดจากมือของเขา
23 เราจะทำให้ชาวอียิปต์แตกกระจายไปอยู่ตามชนชาติต่างๆและทำให้พวกเขากระเจิดกระเจิงไปอยู่ตามประเทศอื่นๆ
24 เราจะทำให้แขนของกษัตริย์บาบิโลนแข็งแกร่งและวางดาบของเราไว้ในมือของเขา
แต่เราจะหักแขนของกษัตริย์ฟาโรห์
เขาจะร้องครวญครางต่อหน้ากษัตริย์บาบิโลนเหมือนกับคนบาดเจ็บสาหัส
25 เราจะทำให้มือของกษัตริย์บาบิโลนแข็งแกร่ง แต่มือของกษัตริย์ฟาโรห์จะตกลงอย่างอ่อนปวกเปียก
เมื่อเราวางดาบของเราไว้ในมือของกษัตริย์บาบิโลน เขาก็จะยื่นมันออกสู้กับอียิปต์ แล้วพวกเขาจะได้รู้ว่าเราคือยาห์เวห์
26 เราจะทำให้ชาวอียิปต์แตกกระจายไปอยู่ตามชนชาติต่างๆและทำให้พวกเขากระเจิดกระเจิงไปอยู่ตามประเทศอื่นๆ แล้วพวกเขาจะได้รู้ว่าเราคือยาห์เวห์”
31อัสซีเรียเป็นเหมือนกับต้นสนซีดาร์
1 ในวันที่หนึ่งเดือนสาม ปีที่สิบเอ็ด+ 31:1 ปีที่สิบเอ็ด ตรงกับวันที่ยี่สิบเอ็ดมิถุนายน ของปีที่ 586 ก่อนพระเยซูมาเกิด
คำพูดของพระยาห์เวห์ได้มาถึงผมว่า 2 “เจ้าลูกมนุษย์ ให้พูดกับกษัตริย์ฟาโรห์แห่งอียิปต์และประชาชนของเขาว่า
‘เราจะเปรียบเทียบความยิ่งใหญ่ของเจ้ากับใครดี
3 ลองนึกถึงอัสซีเรียสิ แต่ก่อนเคยเป็นต้นสนซีดาร์ในเลบานอนที่มีกิ่งก้านสาขาสวยงาม
มีร่มเงาปกคลุมป่า
มีลำต้นที่สูงมาก
ยอดของมันอยู่ท่ามกลางเมฆ
4 น้ำได้หล่อเลี้ยงมัน
มหาสมุทรใต้ดินได้ทำให้มันเติบโตสูงขึ้น
ลำธารที่ไหลออกจากมหาสมุทรใต้ดินนั้นต่างไหลไปรอบๆที่ที่ต้นนั้นปลูกอยู่
และมหาสมุทรใต้ดินได้ส่งธารน้ำของมันออกไปหล่อเลี้ยงต้นไม้ทั้งหลายของท้องทุ่ง
5 ต้นนั้นจึงเติบโตสูงขึ้น สูงกว่าต้นใดๆในท้องทุ่ง
กิ่งของมันแตกออกมามากมาย
และก้านก็ยาวออกไป
มันแผ่ขยายเพราะมีน้ำมาก
6 นกบนท้องฟ้าทั้งหมดได้มาทำรังอยู่บนกิ่งของมัน
สัตว์ป่าต่างๆในท้องทุ่งได้ออกลูกอยู่ใต้กิ่งก้านสาขาของมัน
ชนชาติที่ยิ่งใหญ่ทั้งหลายได้อาศัยอยู่ภายใต้ร่มเงาของมัน
7 มันงดงามด้วยความยิ่งใหญ่ของมัน
และด้วยกิ่งก้านที่แผ่กระจายออก
เพราะรากของมันได้หยั่งลงไปถึงน้ำมากมาย
8 ต้นสนซีดาร์ทั้งหลายในสวนของพระเจ้ายังไม่อาจแข่งกับมันได้
ทั้งเหล่าต้นสนก็ไม่อาจเทียบกับกิ่งของมันได้
ต้นเปลนก็เปรียบไม่ได้กับกิ่งก้านของมัน
ไม่มีต้นไม้ไหนเลยในสวนของพระเจ้าที่จะสวยสู้มันได้
9 เราได้สร้างมันให้สวยงามด้วยกิ่งก้านมากมาย
ต้นไม้ทั้งหมดในสวนเอเดน ที่เป็นสวนของพระเจ้า ก็ยังอิจฉามันเลย’”
10 ดังนั้น นี่คือสิ่งที่พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตพูด
“เพราะว่ามันสูงลิบลิ่วจนยอดของมันอยู่ท่ามกลางเมฆ
และมันลำพองในความสูงของมัน
11 เราจึงได้มอบมันให้กับผู้ครอบครองของชนชาติทั้งหลาย และคนนั้นได้ลงโทษมันให้สาสมกับความชั่วร้ายของมัน เราได้โยนมันทิ้งไป 12 ชนต่างชาติที่เหี้ยมโหดที่สุดได้โค่นมันลงและทิ้งมันไว้ กิ่งทั้งหลายของมันได้ตกลงตามเทือกเขาและตามหุบเขา ก้านที่แตกหักของมันได้ตกอยู่ตามหุบเขาลึกทั้งหมดในแผ่นดิน ชนชาติทั้งหมดบนโลกได้ออกมาจากภายใต้ร่มเงาของมันและทิ้งมันไว้
13 นกทั้งหลายบนท้องฟ้าได้มาอยู่ตามลำต้นที่ล้มลงของมัน สัตว์ป่าทั้งหมดแห่งท้องทุ่งได้มาอาศัยอยู่ตามกิ่งก้านของมัน
14 เรื่องนี้เกิดขึ้นเพื่อ จะได้ไม่มีต้นไม้อื่นที่ขึ้นอยู่ข้างแม่น้ำ ที่จะเติบโตสูงใหญ่ด้วยความหยิ่งผยอง และมียอดอยู่ท่ามกลางเมฆอย่างนั้นอีก จะไม่มีต้นไม้ใดที่จะมีน้ำหล่อเลี้ยงให้มีลำต้นสูงขนาดนั้นอีก
เพราะพวกมันทั้งหมดถูกกำหนดให้ตายไปอยู่ยังโลกเบื้องล่างท่ามกลางคนตาย และให้ไปอยู่กับพวกที่ลงไปอยู่ในหลุมลึกนั้น”
15 นี้คือสิ่งที่พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตพูด
“ในวันที่มันลงไปอยู่ในแดนคนตาย
เราได้ทำให้มีการไว้ทุกข์เพื่อมัน เรากลบมันด้วยมหาสมุทรใต้ดิน เราได้ทำเขื่อนกั้นแม่น้ำทั้งหลายของมัน เราทำให้เลบานอนไว้ทุกข์ให้กับมัน และต้นไม้ทั้งหมดในท้องทุ่งได้เหี่ยวแห้งไปเพราะมัน 16 เราได้ทำให้ชนชาติต่างๆสั่นสะท้านด้วยเสียงล้มลงของมัน เมื่อเราได้นำมันลงสู่แดนคนตาย ไปอยู่ร่วมกันกับพวกที่ลงไปในหลุมลึกนั้น ต้นไม้ในสวนเอเดนทั้งหมด และต้นไม้ที่ได้รับเลือกมาและดีที่สุดของเลบานอน คือต้นไม้ทั้งหมดที่ได้รับน้ำอย่างอุดม ได้รับการปลอบใจในโลกเบื้องล่าง+ 31:16 ได้รับการปลอบใจในโลกเบื้องล่าง เมื่อชนชาติเหล่านี้ (ต้นไม้เหล่านี้) เห็นศัตรูของพวกเขาต้องลงมาในแดนคนตายเหมือนกับพวกเขา ก็รู้สึกสะใจ
17 พวกที่อาศัยอยู่ภายใต้ร่มเงาของมัน คือชนชาติที่อยู่ฝ่ายเดียวกับมัน ได้ลงไปในแดนผู้ตายกับมันด้วย และไปอยู่ร่วมกับพวกที่ถูกฆ่าด้วยดาบ
18 กษัตริย์ฟาโรห์ เคยมีต้นไม้ต้นไหนในสวนเอเดน ที่ยิ่งใหญ่และมีบารมีเหมือนกับเจ้าไหม
ตอนนี้ เจ้าจะต้องลงไปอยู่กับต้นไม้ของสวนเอเดนเหล่านั้นในโลกเบื้องล่าง และเจ้าจะต้องนอนอยู่ท่ามกลางพวกที่ไม่ได้ทำพิธีขลิบ+ 31:18 พวกที่ไม่ได้ทำพิธีขลิบ ความจริงแล้ว ชาวอียิปต์ทำพิธีขลิบเหมือนกับชาวอิสราเอล และพวกเขาจะไม่ยอมคบกับคนที่ยังไม่ได้ทำพิธีขลิบ และอยู่ท่ามกลางคนเหล่านั้นที่ถูกฆ่าด้วยดาบ
ฟาโรห์และประชาชนทั้งหมดของเขาก็จะเป็นอย่างนั้นแหละ”
พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตพูดว่าอย่างนั้น
32บทเพลงไว้อาลัยให้กับฟาโรห์
1 ในวันที่หนึ่ง เดือนที่สิบสอง ปีที่สิบสอง+ 32:1 ปีที่สิบสอง ตรงกับวันที่สามมีนาคม ปี 585 ก่อนพระเยซูมาเกิด
คำพูดของพระยาห์เวห์ได้มาถึงผมว่า 2 “เจ้าลูกมนุษย์ ให้ร้องเพลงไว้อาลัยบทหนึ่งให้กับกษัตริย์ฟาโรห์แห่งอียิปต์ และพูดกับเขาว่า
‘เจ้าถือว่าตัวเองเป็นสิงโตในหมู่ชนชาติทั้งหลาย
แต่อันที่จริง เจ้าเป็นจระเข้ยักษ์+ 32:2 จระเข้ยักษ์ หรือสัตว์ประหลาดตัวนี้ มีชื่อว่า “ราหับ” ดูคำอธิบายท้ายหน้าของบทที่ 29:3 ในท้องทะเล
ที่ฟาดตัวไปมาตามลำธารของเจ้า
กวนน้ำไปมาด้วยเท้าของเจ้า
ทำให้น้ำขุ่นคลัก’”
3 นี่คือสิ่งที่พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตพูด
“ต่อหน้าชนชาติมากมายเราจะเหวี่ยงตาข่ายของเราเหนือเจ้า
และพวกเขาจะดึงเจ้าขึ้นมาจากน้ำด้วยตาข่ายของเรา
4 เราจะขว้างเจ้าลงบนพื้นดิน
จะโยนเจ้าลงในท้องทุ่งกลางแจ้ง
เราจะปล่อยให้นกในท้องฟ้ามาทำรังบนตัวเจ้า
เราจะให้สัตว์ป่าทั้งหมดในโลกเหยียบย่ำเจ้า
5 เราจะกระจายเนื้อของเจ้าไปตามเทือกเขา
และเอาซากของเจ้าไปถมหุบเขาทั้งหลาย
6 เราจะทำให้แผ่นดินไปจนถึงเทือกเขาเปียกชุ่มไปด้วยเลือดของเจ้า
และหุบเขาลึกทั้งหลายจะเต็มไปด้วยเนื้อของเจ้า
7 เมื่อเราดับเจ้า
เราจะคลุมฟ้าสวรรค์ไว้ เราจะทำให้ดวงดาวมืดลง
เราจะเอาเมฆมาบดบังดวงอาทิตย์ไว้และดวงจันทร์จะไม่ส่องแสงในตอนกลางคืน
8 เราจะทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างที่ส่องแสงอยู่บนฟ้ามืดลงเหนือแผ่นดินเจ้า
เราจะนำความมืดมาสู่แผ่นดินของเจ้า”
พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตพูดว่าอย่างนั้น
9 “เราจะทำให้หลายชนชาติใจฝ่อ เมื่อเราเอาเศษที่แตกเป็นชิ้นๆของเจ้ามาอยู่ท่ามกลางชนชาติต่างๆในดินแดนทั้งหลายที่เจ้าไม่รู้จักนั้น 10 เราจะทำให้ผู้คนมากมายหันมาจ้องเจ้าอย่างตะลึงงัน และบรรดากษัตริย์ของพวกเขาจะหวาดกลัวเพราะเรื่องที่เกิดขึ้นกับเจ้า ในวันที่เจ้าล่มสลาย เมื่อเรากวัดแกว่งดาบของเราต่อหน้าพวกเขา พวกเขาทุกคนจะตัวสั่นเทิ้มเพราะกลัวตายทุกขณะจิต”
11 นี่คือสิ่งที่พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตพูด
“ดาบของกษัตริย์แห่งบาบิโลนจะมาต่อสู้กับเจ้า 12 เราจะทำให้ประชาชนของเจ้าล้มลงด้วยดาบของคนเก่งกล้าเหล่านั้น ซึ่งเป็นชนชาติที่โหดเหี้ยมที่สุดในบรรดาชนชาติทั้งหมด พวกเขาจะทำให้ความหยิ่งผยองของอียิปต์แตกสลาย และทำให้กองทัพทั้งหมดของอียิปต์ย่อยยับไป
13 เราจะทำลายฝูงสัตว์ทั้งหมดที่อยู่ข้างแม่น้ำให้หมดไป จะไม่มีมนุษย์คนใดหรือกีบของสัตว์ตัวใดมากวนให้น้ำขุ่นอีกต่อไป
14 แล้วเราจะปล่อยให้แม่น้ำในดินแดนแห่งนี้ตกตะกอน และทำให้ลำธารทั้งหลายไหลลื่นเหมือนน้ำมันมะกอก 15 ตอนที่เราทำให้แผ่นดินอียิปต์รกร้างว่างเปล่า ตอนที่แผ่นดินนั้นสูญเสียทุกอย่าง ตอนที่เราฟาดฟันทุกคนที่อาศัยอยู่ที่นั่น แล้วเมื่อนั้น พวกเขาจะได้รู้ว่า เราคือยาห์เวห์”
16 “นี่คือบทเพลงไว้อาลัยที่จะใช้ร้องกัน พวกผู้หญิงของชนชาติต่างๆจะร้องเพลงไว้อาลัยนี้ พวกเขาจะร้องเพลงนี้ที่พูดถึงอียิปต์และประชาชนทั้งหมดของมัน”
พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตพูดว่าอย่างนั้น
ประเทศอียิปต์จะถูกทำลาย
17 วันที่สิบห้าของเดือนนั้น ในปีที่สิบสอง+ 32:17 วันที่ … ปีที่สิบสอง ในปีที่สิบสอง ตรงกับวันที่ สิบเจ็ดมีนาคม ปี 585 ก่อนพระเยซูมาเกิด
คำพูดของพระยาห์เวห์ได้มาถึงผมว่า 18 “เจ้าลูกมนุษย์ ให้ร้องคร่ำครวญให้กับประชาชนชาวอียิปต์ ให้ส่งทั้งอียิปต์และพวกผู้หญิงของชาติมหาอำนาจเหล่านั้น ลงไปอยู่ร่วมกับคนเหล่านั้นที่อยู่ในหลุมลึกนั้น
19 ‘เจ้าอียิปต์
เจ้าคิดว่าเจ้าสวยงามกว่าคนอื่นหรือ ลงไป ไปนอนกับพวกที่ไม่ได้ขลิบซะ’
20 พวกเขาจะตกไปอยู่กับพวกที่ถูกฆ่าด้วยดาบ ดาบถูกชักออกจากฝักแล้ว ลากอียิปต์กับประชาชนของมันออกไปซะ
21 จากแดนคนตาย พวกวีรบุรุษที่แข็งแกร่งที่สุด จะพูดเรื่องของอียิปต์และพวกที่อยู่ฝ่ายเดียวกับมันว่า
‘พวกเขาได้ลงมาแล้ว พวกเขาได้นอนอยู่กับพวกที่ไม่ได้ทำพิธีขลิบ+ 32:21 ไม่ได้ทำพิธีขลิบ ชาวต่างชาติ ดูคำอธิบายท้ายหน้า ของบทที่ 31:18 ที่ถูกฆ่าด้วยดาบ’
22 อัสซีเรียกับกองทัพทั้งหมดของเขา+ 32:22 เขา ในที่นี้หมายถึง “อัสซีเรีย” ก็อยู่ที่นั่นด้วย หลุมฝังศพของพวกเขาอยู่ล้อมรอบเขา พวกมันทั้งหมดถูกฆ่าด้วยดาบ
23 หลุมฝังศพของอัสซีเรียอยู่ที่ก้นเหวของหลุมลึกนั้น กองทัพของเขาก็ฝังอยู่รอบๆหลุมฝังศพของเขานั้น ทั้งหมดต่างก็ถูกฆ่าด้วยดาบ พวกนี้เคยสร้างความกลัวไปทั่วแผ่นดินของคนที่ยังมีชีวิตอยู่
24 เอลามก็อยู่ที่นั่นด้วย ชาวเมืองของเขาก็ฝังอยู่รอบๆหลุมฝังศพของเขา พวกเขาทั้งหมดถูกฆ่าด้วยดาบ ทุกคนที่เคยสร้างความหวาดกลัวไปทั่วแผ่นดินของผู้ที่มีชีวิต ต่างก็ลงไปสู่โลกเบื้องล่างท่ามกลางพวกที่ไม่ได้ทำพิธีขลิบ พวกเขาต้องแบกรับความอับอายร่วมกับทุกคนที่ลงไปในหลุมลึกนั้น
25 มีการจัดเตียงหลังหนึ่งให้กับหลายชนชาติเอลามและกองทัพทั้งหมดของเขาที่ถูกฆ่าด้วยดาบ กองทัพทั้งหมดของเอลามถูกฝังอยู่รอบๆหลุมฝังศพของเขา พวกเขาทั้งหมดยังไม่ได้ทำพิธีขลิบและถูกฆ่าด้วยดาบ ทั้งๆที่พวกเขาเคยสร้างความหวาดกลัวไปทั่วแผ่นดินของผู้ที่มีชีวิต
พวกเขาต้องแบกรับความอับอายร่วมกับทุกคนที่ลงไปในหลุมลึกนั้น พวกเขาถูกวางลงท่ามกลางคนที่ถูกฆ่า
26 เมเชคกับทูบัลก็อยู่ที่นั่นด้วย พร้อมกับกองทัพของพวกเขา ซึ่งฝังอยู่รอบๆหลุมฝังศพของเขาทั้งสอง
พวกเขาทั้งหมดยังไม่ได้ทำพิธีขลิบและถูกฆ่าด้วยดาบ ทั้งๆที่พวกเขาเคยสร้างความหวาดกลัวไปทั่วแผ่นดินของผู้ที่มีชีวิต
27 แต่พวกเขาไม่ได้นอนฝังร่วมอยู่กับพวกวีรบุรุษที่ล้มลงในสมัยก่อนนานมาแล้ว ที่ลงไปในแดนผู้ตาย พร้อมกับอาวุธของเขา ที่มีดาบของพวกเขาหนุนหัวอยู่ และมีโล่วางทับอยู่บนกระดูก ทั้งๆที่พวกวีรบุรุษเหล่านี้เคยสร้างความหวาดกลัวไปทั่วแผ่นดินของผู้ที่มีชีวิตอยู่
28 ฟาโรห์ เจ้าก็จะโดนอย่างนั้นเหมือนกัน
เจ้าจะถูกทำลายและจะไปนอนอยู่ท่ามกลางคนเหล่านั้นที่ไม่ได้เข้าพิธีขลิบ ไปอยู่กับพวกนั้นที่ถูกฆ่าด้วยดาบ
29 เอโดมก็อยู่ที่นั่นด้วย พร้อมกับบรรดากษัตริย์และเจ้าชายทั้งหลายของเขา ถึงแม้ว่าพวกเขาเคยมีพลังมาก แต่พวกเขาก็ถูกวางรวมอยู่กับคนที่ถูกฆ่าด้วยดาบ นอนอยู่กับพวกที่ไม่ได้ทำพิธีขลิบ และอยู่กับพวกที่ลงไปอยู่ในหลุมลึกนั้น
30 บรรดาเจ้าชายทุกคนของทางเหนือ และพวกชาวไซดอนทั้งหมดก็อยู่ที่นั่นด้วย
พวกเขาได้ลงไปอย่างอับอาย ไปอยู่ร่วมกับพวกที่ถูกฆ่า ทั้งๆที่แต่ก่อนพวกเขาเคยสร้างความหวาดกลัวให้กับคนอื่น
พวกเขานอนอยู่ที่นั่นยังไม่ได้ทำพิธีขลิบ ไปอยู่กับคนที่ถูกฆ่าด้วยดาบ
และพวกเขาต้องแบกรับความอับอาย ร่วมกับทุกคนที่ลงไปในหลุมลึกนั้น
31 เมื่อฟาโรห์เห็นสิ่งที่ได้เกิดขึ้นกับคนเหล่านั้น เขาก็จะได้ไม่รู้สึกแย่มากนัก ที่เขาและกองทัพทั้งหมดของเขาถูกฆ่าด้วยดาบ”
พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตพูดว่าอย่างนั้น
32 “เราจะทำให้แผ่นดินของผู้ที่มีชีวิตอยู่ยำเกรงเรา ฟาโรห์กับกองทัพทั้งหมดของเขาก็จะถูกวางลงท่ามกลางพวกที่ไม่ได้ทำพิธีขลิบ ที่ถูกฆ่าด้วยดาบ” พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตพูดว่าอย่างนั้น
33พระเจ้าเลือกเอเสเคียลเป็นยามเฝ้าดูเมืองอิสราเอล
(อสค. 3:16-21)
1 คำพูดของพระยาห์เวห์ได้มาถึงผมว่า 2 “เจ้าลูกมนุษย์ ให้พูดกับคนของเจ้าและบอกพวกเขาว่า
‘เมื่อเรานำกองทัพศัตรูมาต่อสู้กับแผ่นดินหนึ่งและประชาชนของแผ่นดินนั้นได้เลือกคนหนึ่งในพวกเขาให้เป็นยามเฝ้าดูเมือง
3 และถ้ายามคนนั้นมองเห็นกองทัพศัตรูบุกเข้ามาโจมตีแผ่นดินนั้น เขาจะเป่าแตรเตือนประชาชน
4 แล้วถ้ามีใครได้ยินเสียงแตรนั้น แต่เมินเฉยต่อเสียงเตือนนั้น กองทัพศัตรูนั้นก็จะมาคร่าเอาชีวิตเขาไป เขาแส่หาที่ตายเอง
5 เขาแส่หาที่ตายเอง เพราะเขาได้ยินเสียงแตร แต่ทำเป็นเมินเฉยไม่สนใจต่อเสียงเตือนนั้น
แต่ถ้าหากเขาฟังเสียงเตือน เขาก็จะรักษาชีวิตของเขาไว้ได้
6 แต่ถ้ายามเห็นกองทัพศัตรูกำลังบุกมา แต่ไม่ยอมเป่าแตรเตือนประชาชน แล้วกองทัพศัตรูบุกมาถึงและได้คร่าเอาชีวิตคนหนึ่งคนใดไป คนเหล่านั้นต้องตายไปเพราะบาปของพวกเขา แต่เราจะให้ยามคนนั้นต้องรับผิดชอบต่อเลือดของพวกเขาด้วย’”
7 “เจ้าลูกมนุษย์ เราได้ให้เจ้าเป็นยามเฝ้าดูครอบครัวอิสราเอล ดังนั้น เมื่อไหร่ก็ตามที่เจ้าได้ยินคำเตือนจากเรา เจ้าจะต้องไปเตือนพวกเขา
8 ถ้าเราพูดกับคนชั่วว่า ‘ไอ้ชาติชั่ว เจ้าจะต้องตายแน่’ แล้วเจ้ากลับไม่เอาสิ่งนี้ไปเตือนเขา เพื่อหันเขาไปจากทางชั่วของเขา คนชั่วนั้นจะต้องตายเพราะบาปของเขา แต่เราจะให้เจ้าต้องรับผิดชอบต่อเลือดของเขาด้วย
9 แต่ถ้าเจ้าเตือนคนชั่วนั้นให้หันไปจากสิ่งที่เขาทำอยู่ แต่เขาไม่ยอมฟังเจ้า เขาจะตายเพราะบาปของเขาเอง แต่เจ้าจะได้รักษาชีวิตของเจ้าไว้”
พระเจ้าไม่ชอบทำลายมนุษย์
(อสค. 18:21-30)
10 “เจ้าลูกมนุษย์ ให้พูดกับครอบครัวอิสราเอลว่า
‘พวกเจ้ากำลังพูดกันว่า “การกบฏและบาปของพวกเรานั้นหนักอึ้งเหลือเกิน พวกเรากำลังซูบผอมลงเพราะบาปเหล่านั้น พวกเราจะมีชีวิตอยู่ต่อไปได้ยังไง”’
11 พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตพูดว่า ‘ให้บอกกับพวกเขาว่า “เรามีชีวิตอยู่แน่ขนาดไหน ก็ให้แน่ใจขนาดนั้นเลยว่า เราไม่ได้ชื่นชมกับความตายของคนชั่วหรอก แต่เราอยากจะให้พวกเขาหันไปจากความชั่วที่พวกเขาทำ และมีชีวิตอยู่ต่อไปมากกว่า กลับใจเสีย ให้หันไปจากทางชั่วทั้งหลายของเจ้า ชาวอิสราเอลเอ๋ย พวกเจ้าจะไปตายกันทำไมเล่า”’
12 ดังนั้น เจ้าลูกมนุษย์ ให้พูดกับคนของเจ้าว่า
‘ความดีของคนดี ไม่อาจช่วยรักษาชีวิตของเขาไว้ได้ ถ้าเขาหันไปทำบาป
ส่วนความชั่วของคนชั่ว ก็จะไม่เป็นเหตุให้เขาล่มสลาย ถ้าเขาหันไปจากความชั่วของเขา
ถ้าคนดีทำบาป เขาจะไม่สามารถรักษาชีวิตของเขาไว้ได้ โดยพึ่งความดีที่พวกเขาเคยทำมา’
13 ถ้าเราบอกกับคนดีว่า เขาจะมีชีวิตอยู่อย่างแน่นอน แต่เขาพึ่งในความดีของเขาและไปทำชั่ว เราจะไม่จดจำสิ่งดีๆที่เขาเคยทำ เขาจะตายเพราะความชั่วที่เขาได้ทำไป
14 และถ้าเราพูดกับพวกคนชั่วว่า ‘เจ้าจะต้องตายอย่างแน่นอน’ แต่แล้วเขาก็หันจากบาปและไปทำสิ่งที่ยุติธรรมและถูกต้อง 15 เช่น เขาคืนของค้ำประกันเงินกู้ คืนสิ่งที่เขาได้ขโมยมา และเดินตามทางทั้งหลายที่ให้ชีวิต และไม่ทำชั่ว เขาคนนั้นจะมีชีวิตแน่ เขาจะไม่ตาย 16 เราจะไม่จดจำบาปที่เขาเคยทำ และเอามันมาฟ้องเขา เขาได้ทำในสิ่งที่ยุติธรรมและถูกต้อง เขาจะมีชีวิตอยู่อย่างแน่นอน
17 แต่คนของเจ้าพูดว่า ‘วิธีการของพระยาห์เวห์ไม่ยุติธรรม’ แต่เป็นวิธีการของพวกเขาต่างหากที่ไม่ยุติธรรม
18 ถ้าคนดีหันไปจากความดีของเขา และไปทำชั่ว เขาจะตายเพราะความชั่วนั้น
19 ถ้าคนชั่วหันไปจากความชั่วของเขา และไปทำสิ่งที่ยุติธรรมและถูกต้อง เขาจะมีชีวิตอยู่ต่อไป เพราะเขาทำอย่างนั้น 20 ครอบครัวอิสราเอล พวกเจ้ายังพูดว่า ‘วิธีการของพระยาห์เวห์ไม่ยุติธรรม’ แต่เราจะตัดสินพวกเจ้าแต่ละคนตามการกระทำของตน”
เมืองเยรูซาเล็มจะถูกทำลาย
21 ในวันที่ห้า เดือนสิบ ของปีที่สิบสองของการเนรเทศ+ 33:21 ปีที่สิบสองของการเนรเทศ ตรงกับวันที่สิบเก้ามกราคม ปีที่ 585 ก่อนพระเยซูมาเกิด
มีชายคนหนึ่งที่รอดจากการล่มสลายของเมืองเยรูซาเล็ม ได้มาพบผมและพูดว่า
“เมืองแตกแล้ว”
22 คืนก่อนที่ชายคนนี้จะมาหา มือของพระยาห์เวห์ได้อยู่กับผมแล้ว แต่พระองค์ได้เปิดปากของผม ก่อนที่ชายคนนั้นจะมาหาผมในตอนเช้า ปากของผมจึงเปิดออกและผมก็ไม่เป็นใบ้อีกต่อไป+ 33:22 ก่อนหน้านั้นพระเจ้าเคยปิดปากไม่ให้เอเสเคียลพูดแทนพระองค์ในที่สาธารณะ ดูเพิ่มเติมได้จาก บทที่ 3:24-27
23 แล้วคำพูดของพระยาห์เวห์ได้มาถึงผมว่า 24 “เจ้าลูกมนุษย์ พวกที่รอดชีวิตที่อาศัยอยู่ท่ามกลางซากปรักหักพังในแผ่นดินอิสราเอลกำลังพูดว่า
‘ขนาดอับราฮัมคนเดียว ก็ยังเป็นเจ้าของแผ่นดินได้ แล้วนี่ พวกเรามีตั้งมากมาย แผ่นดินจะต้องตกเป็นของพวกเราอย่างแน่นอน’
25 ดังนั้นให้พูดกับพวกเขาว่า
‘นี่คือสิ่งที่พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตพูด
พวกเจ้ายังคิดจะเป็นเจ้าของแผ่นดินอย่างนั้นหรือ ในเมื่อเจ้ากินเนื้อสัตว์ที่ยังมีเลือดติดอยู่และมองหาความช่วยเหลือจากพวกรูปเคารพและยังฆ่าคนบริสุทธิ์อีกด้วย 26 พวกเจ้าหากินด้วยดาบ ทำสิ่งที่น่ารังเกียจทั้งหลาย แต่ละคนก็เป็นชู้กับเมียของเพื่อนบ้าน อย่างนี้แล้ว เจ้ายังคิดจะเป็นเจ้าของแผ่นดินอีกหรือ’
27 ให้พูดสิ่งนี้กับพวกเขา
‘นี่คือสิ่งที่พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตพูด
เรามีชีวิตอยู่แน่ขนาดไหน ก็ให้แน่ใจขนาดนั้นเลยว่า พวกที่อาศัยอยู่ท่ามกลางซากปรักหักพังจะล้มลงด้วยดาบ เราจะส่งพวกสัตว์ป่าไปขย้ำพวกที่หนีออกไปอยู่ตามชานเมือง พวกที่ไปอยู่ตามที่ซ่อนและตามถ้ำจะตายด้วยโรคระบาด 28 เราจะทำให้แผ่นดินนี้ถูกทิ้งร้าง และความแข็งแกร่งที่เมืองนี้หยิ่งผยองนักหนาจะสิ้นสุดลง พวกภูเขาของอิสราเอลจะรกร้างจนไม่มีใครเดินทางข้ามพวกมัน
29 เมื่อเราทิ้งแผ่นดินนี้ให้รกร้างเพราะสิ่งน่ารังเกียจทั้งหลายที่พวกเขาได้ทำนั้น แล้วพวกเขาจะได้รู้ว่าเราคือยาห์เวห์’
30 ส่วนเจ้า เจ้าลูกมนุษย์
คนของเจ้ากำลังพูดถึงเจ้าตามกำแพงและประตูบ้านว่า ‘ไป ไปฟังถ้อยคำของพระยาห์เวห์กันเถอะ’
31 ประชาชนของเรามาพบเจ้าอย่างที่เคยทำมา และมานั่งอยู่ต่อหน้าเจ้า เพื่อที่จะฟังคำพูดของเจ้า แต่พวกเขาไม่ทำตาม คำพูดกระตุ้นราคะอยู่ที่ริมฝีปากพวกเขา และใจของพวกเขาละโมบเอาแต่ได้
32 ในสายตาพวกเขา เจ้าก็เป็นแค่นักร้องที่ร้องเพลงกระตุ้นราคะ ด้วยเสียงอันไพเราะ และเล่นดนตรีเก่งเท่านั้นเอง พวกเขาฟังคำพูดของเจ้าแต่ไม่ได้เอาไปทำตาม 33 เมื่อสิ่งต่างๆเหล่านี้เกิดขึ้น (ซึ่งมันจะเป็นไปตามนั้นอย่างแน่นอนอยู่แล้ว)
พวกเขาจะได้รู้ว่ามีผู้พูดแทนพระเจ้าได้มาอยู่ท่ามกลางพวกเขาจริง”
34ผู้เลี้ยงแกะที่เลี้ยงแต่ปากท้องตัวเอง
1 คำพูดของพระยาห์เวห์ได้มาถึงผมว่า 2 “เจ้าลูกมนุษย์ ให้พูดแทนเราต่อต้านพวกผู้เลี้ยงแกะของอิสราเอล ให้บอกกับพวกเขาว่า นี่คือสิ่งที่พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตพูด ‘น่าละอายจริงๆผู้เลี้ยงแกะของอิสราเอลที่เลี้ยงดูแต่ปากท้องตัวเอง ผู้เลี้ยงควรจะเลี้ยงดูปากท้องของฝูงแกะ ไม่ใช่หรือ 3 พวกเจ้ากินนมเปรี้ยวแข็ง นุ่งห่มขนแกะและเลือกแกะตัวอ้วนพีมาฆ่ากินกัน แต่เจ้าไม่เลี้ยงดูปากท้องของฝูงแกะเลย 4 เจ้าไม่ได้เสริมกำลังให้กับตัวที่อ่อนแอ ไม่ได้รักษาตัวที่เจ็บป่วย และเจ้าไม่ได้พันแผลตัวที่บาดเจ็บ เจ้าไม่ได้นำสัตว์ที่หลงทางกลับมา เจ้าไม่ได้ตามหาตัวที่สูญหายไป แล้วพวกเจ้าปกครองพวกที่แข็งแรง+ 34:4 พวกที่แข็งแรง คำนี้อยู่ในฉบับแปลกรีกโบราณ ฉบับฮีบรูที่นิยมใช้กันเขียนว่า พวกมันอย่างโหดเหี้ยมทารุณ
5 ดังนั้นพวกมันจึงกระจัดกระจายไปเพราะไม่มีผู้เลี้ยงคอยนำทางและเมื่อพวกมันแตกกระจายไป ก็ตกเป็นอาหารของพวกสัตว์ป่า 6 ฝูงแกะของเรากระจัดกระจายไป แกะของเราเดินเร่ร่อนไปตามเทือกเขาและตามเนินเขาสูงพวกมันกระจัดกระจายไปทั่วผืนแผ่นดินโลก และไม่มีใครออกไปค้นหา หรือตามพวกมันกลับมา’”
7 ดังนั้น พวกเจ้า พวกผู้เลี้ยงแกะ ให้ฟังคำพูดของพระยาห์เวห์ซะ
8 พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตบอกว่า “เนื่องจากฝูงแกะของเราตกเป็นเหยื่อและกลายเป็นอาหารของสัตว์ป่าทั้งหลาย เพราะพวกมันขาดผู้เลี้ยงคอยนำทาง แล้วพวกผู้เลี้ยงแกะของเราไม่ยอมค้นหาฝูงแกะของเรา แต่กลับสนใจเลี้ยงดูปากท้องของตัวเองมากกว่าของฝูงแกะ ไอ้พวกผู้เลี้ยงแกะ ให้ฟังคำพูดของพระยาห์เวห์ซะ อย่างนั้น นี่คือสิ่งที่พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตพูด
‘เรามีชีวิตอยู่แน่ขนาดไหน ก็ให้แน่ใจขนาดนั้นเลยว่า เราจะต่อต้านพวกคนเลี้ยงแกะ และเราจะเอาผิดกับพวกเขาสำหรับสิ่งที่พวกเขาทำกับลูกแกะของเรา เราจะปลดพวกเขาออกจากการเป็นผู้ดูแลฝูงแกะของเรา เพื่อพวกนี้จะไม่สามารถเลี้ยงตัวเองได้อีก เราจะช่วยฝูงแกะของเราให้พ้นจากปากของพวกเขา และพวกแกะจะไม่เป็นอาหารของพวกเขาอีกต่อไป’”
พระเจ้าจะเลี้ยงดูฝูงแกะเอง
11 นี่คือสิ่งที่พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตพูด “เราเองจะค้นหาแกะของเราและดูแลพวกมัน 12 คนเลี้ยงแกะที่ดีจะค้นหาฝูงแกะที่กระจัดกระจายของเขาเมื่อเขาอยู่กับฝูงแกะ เราก็จะค้นหาฝูงแกะของเราอย่างนั้นด้วย เราจะช่วยพวกมันให้รอดพ้นออกมาจากสถานที่ต่างๆที่พวกมันกระจัดกระจายไปในวันที่มืดมิดที่ปกคลุมไปด้วยเมฆ 13 เราจะนำพวกมันออกมาจากชนชาติต่างๆและรวบรวมพวกมันจากประเทศทั้งหลาย เราจะนำพวกมันเข้าสู่แผ่นดินของพวกมันเอง เราจะเลี้ยงพวกมันด้วยทุ่งหญ้าตามเทือกเขาของอิสราเอล ตามริมลำธารและตามเขตชุมชนในแผ่นดินนี้ 14 เราจะเลี้ยงดูพวกมันด้วยทุ่งหญ้าอย่างดี และบนภูเขาสูงของอิสราเอล จะมีทุ่งหญ้าให้กับพวกมัน ที่นั่นพวกมันจะนอนลงบนทุ่งหญ้าอย่างดี และจะมีหญ้ากินอย่างอุดมสมบูรณ์ตามเทือกเขาของอิสราเอล 15 เราเองจะเลี้ยงดูแกะของเราและให้พวกมันนอนลง” พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตพูดว่าอย่างนั้น
16 “เราจะค้นหาพวกแกะที่หลงหาย เราจะนำพวกที่หลงทางกลับมา เราจะพันแผลตัวที่บาดเจ็บ เราจะเสริมกำลังให้กับตัวที่อ่อนแอ แล้วเราจะเลี้ยงดู+ 34:16 เลี้ยงดู คำนี้อยู่ในฉบับแปลภาษากรีกและภาษาซีเรียโบราณ ฉบับฮีบรูที่นิยมใช้กันเขียนว่า ทำลาย สาเหตุที่พระเจ้าอาจจะทำลายแกะที่แข็งแรงเป็นเพราะพวกมันชอบเอาเปรียบแกะที่อ่อนแอในข้อ 18 ถึง 21พวกแกะที่อ้วนพีและแข็งแรง เราจะเลี้ยงแกะฝูงนี้ด้วยความยุติธรรม
17 ส่วนพวกเจ้า ฝูงแกะของเรา นี่คือสิ่งที่พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตพูด ‘เราจะตัดสินระหว่างแกะตัวนี้กับแกะตัวนั้น และระหว่างพวกแกะตัวผู้กับพวกแพะ 18 เจ้าได้รับการเลี้ยงดูด้วยทุ่งหญ้าอย่างดี แค่นั้นยังไม่พออีกหรือ ทำไมเจ้ายังจะต้องไปเหยียบย่ำทุ่งหญ้าที่เหลือด้วย เจ้าได้ดื่มน้ำที่ใสสะอาด แค่นั้นยังไม่พอหรือยังไง ทำไมเจ้าต้องเอาเท้าไปกวนน้ำที่เหลือจนขุ่นเป็นโคลนด้วย 19 จำเป็นด้วยหรือ ที่ฝูงแกะของเราต้องไปกินสิ่งที่เจ้าเหยียบย่ำ และต้องดื่มสิ่งที่เจ้าใช้เท้ากวนจนขุ่นเป็นโคลน’”
20 ดังนั้น นี่คือสิ่งที่พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตพูดกับพวกแกะตัวอ้วนพีเหล่านั้น “ดูสิ เราเองจะตัดสินโทษระหว่างแกะตัวอ้วนกับแกะที่ผอมแห้ง 21 เพราะเจ้าใช้สีข้างกับไหล่ของเจ้าผลักไสแกะที่อ่อนแอ และใช้เขาของเจ้าขวิดพวกมันจนสามารถไล่พวกมันออกไป 22 เราจะช่วยฝูงแกะของเราให้รอด และพวกมันจะไม่ถูกพวกเจ้าปล้นอีกแล้ว เราจะตัดสินระหว่างแกะตัวนี้กับแกะตัวนั้น 23 เราจะให้ผู้เลี้ยงแกะคนหนึ่งมาปกครองพวกมัน นั่นคือดาวิด+ 34:23 กษัตริย์ดาวิดปกครองอิสราเอลหลายชั่วคนก่อนถึงสมัยเอเสเคียล พระเจ้าเคยให้คำสัญญากับดาวิดว่า เชื้อสายของเขาจะปกครองตลอดไป ในข้อนี้ พระเจ้ากำลังอ้างถึงเชื้อสายของกษัตริย์ดาวิดคนนั้นที่กำลังจะมาถึง ดูเพิ่มเติมได้จากหนังสือ 2 ซามูเอล 7:12-16 ผู้รับใช้ของเราและเขาจะดูแลพวกมันและเป็นผู้เลี้ยงคอยนำทางพวกมัน 24 เรา ยาห์เวห์ จะเป็นพระเจ้าของพวกมัน และดาวิดผู้รับใช้ของเราจะเป็นเจ้าชายในหมู่พวกมัน เรา ยาห์เวห์ลั่นคำพูดออกไปแล้ว
25 เราจะทำข้อตกลงให้พวกมันอยู่เย็นเป็นสุขและกำจัดสัตว์ร้ายออกจากแผ่นดิน เพื่อพวกมันจะได้อาศัยอยู่ในที่โล่งกว้าง และนอนหลับในป่าอย่างปลอดภัย 26 เราจะอวยพรพวกเขา รวมทั้งบริเวณรอบเนินเขาของเรา+ 34:26 ส่วนแรกของข้อนี้แปลได้อีกอย่างหนึ่งว่า “เราจะทำให้พวกเขาและบริเวณรอบเนินเขาของเราเป็นพระพร” เนินเขาในที่นี้หมายถึงเยรูซาเล็ม เราจะส่งฝนให้ตกตามฤดูกาล ฝนแห่งพระพรจะตกลงมา 27 ต้นไม้ตามท้องทุ่งจะเกิดผลและพื้นดินจะให้พืชผลงอกเงยขึ้น พวกเขาจะปลอดภัยอยู่บนแผ่นดินของพวกเขา เมื่อเราทำลายแอกของพวกเขา และช่วยเหลือพวกเขาให้รอดพ้นจากเงื้อมมือของพวกที่ทำให้พวกเขาเป็นทาส เมื่อนั้นพวกเขาจะได้รู้ว่าเราคือยาห์เวห์ 28 พวกเขาจะไม่ถูกชนชาติอื่นๆปล้นอีกต่อไป และจะไม่ถูกสัตว์ป่าเขมือบอีก พวกเขาจะอยู่อย่างปลอดภัย และจะไม่มีใครมาทำให้พวกเขาหวาดกลัวได้อีก 29 เราจะจัดหาดินแดนที่มีพืชผลอุดมสมบูรณ์ให้กับพวกเขา พวกเขาจะไม่ต้องตกเป็นเหยื่อของความอดอยากในดินแดนนั้น แล้วพวกเขาจะไม่ถูกชนชาติอื่นๆพูดเหยียดหยามอีกต่อไป 30 แล้วพวกเขาจะได้รู้ว่า เรา ยาห์เวห์พระเจ้าของพวกเขาอยู่กับพวกเขา และรู้ว่าพวกเขาซึ่งเป็นครอบครัวของอิสราเอลเป็นคนของเรา” พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตพูดว่าอย่างนั้น
31 “พวกเจ้าเป็นแกะของเรา เป็นแกะแห่งทุ่งหญ้าของเรา พวกเจ้าเป็นคนของเรา และเราคือพระเจ้าของพวกเจ้า” พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตพูดว่าอย่างนั้น
35พระยาห์เวห์พูดต่อต้านภูเขาเสอีร์แห่งเอโดม
1 คำพูดของพระยาห์เวห์ได้มาถึงผมว่า 2 “เจ้าลูกมนุษย์ ให้หันหน้าของเจ้าไปทางภูเขาเสอีร์ ให้พูดแทนเราต่อต้านมัน 3 และบอกมันว่า
‘นี่คือสิ่งที่พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตพูด
ภูเขาเสอีร์ เราต่อต้านเจ้า
เราจะยื่นมือของเราออกตีเจ้าและทำให้เจ้ารกร้างว่างเปล่า
4 เราจะเปลี่ยนเมืองต่างๆของเจ้าให้กลายเป็นซากปรักหักพัง
เจ้าจะรกร้าง
แล้วเจ้าจะได้รู้ว่าเราคือยาห์เวห์
5 เพราะเจ้าได้เกลียดอิสราเอลตั้งแต่ยุคโบราณ
และมอบชาวอิสราเอลให้ถูกฆ่า
ในช่วงที่พวกเขาเผชิญกับความหายนะ
ในช่วงที่การลงโทษของพวกเขาได้มาถึงจุดสุดยอด’”
6 พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตพูดว่า “เรามีชีวิตอยู่แน่ขนาดไหน ก็ให้แน่ใจขนาดนั้นเลยว่า เราจะมอบพวกเจ้าไปสู่การนองเลือด และมันจะไล่ตามพวกเจ้าไป พวกเจ้าไม่เกลียดการนองเลือด อย่างนั้นการนองเลือดจะไล่ตามพวกเจ้าไป 7 เราจะทำให้ภูเขาเสอีร์กลายเป็นที่รกร้างว่างเปล่าและจะไม่ให้มีใครเดินทางผ่านไปมาที่นั่น 8 เราจะทำให้เทือกเขาของพวกเจ้าเต็มไปด้วยซากศพที่ถูกฆ่า
พวกที่ถูกฆ่าด้วยดาบจะล้มลงตามพวกเนินเขา หุบเขาและในธารน้ำที่เหือดแห้งของเจ้า 9 เราจะทำให้เจ้าเป็นที่รกร้างตลอดไป เมืองต่างๆของเจ้าจะไม่มีผู้คนอาศัยอยู่ แล้วเจ้าจะได้รู้ว่าเราคือยาห์เวห์
10 เป็นเพราะเจ้าได้พูดว่า ‘ชนชาติอิสราเอลและยูดาห์ ประเทศทั้งสอง+ 35:10 ชนชาติ … ทั้งสอง เอโดมยินดีช่วยเหลือบาบิโลนให้บุกสองประเทศนี้ ในปี 589-586 ก่อนพระเยซูมาเกิด อ่านเพิ่มเติมได้จาก สดุดี 137:7; เพลงคร่ำครวญ 4:21-22; โอบาดียาห์ 10-14 นี้จะตกเป็นของเรา และเราจะยึดพวกมันไว้’ ทั้งๆที่ เรา ยาห์เวห์จะอยู่ที่นั่นก็ตาม” 11 ดังนั้น พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตพูดว่า “เรามีชีวิตอยู่แน่ขนาดไหน ก็ให้แน่ใจขนาดนั้นเลยว่า เราจะทำกับเจ้าให้สาสมกับความโกรธและความอิจฉาที่เจ้าได้แสดงออกด้วยความเกลียดชังต่อพวกเขา การที่เราจัดการกับเจ้าอย่างนี้ เราจะทำให้ตัวเราเป็นที่รู้จักในหมู่คนอิสราเอล 12 แล้วเจ้าจะได้รู้ว่า เรา ยาห์เวห์ได้ยินสิ่งต่างๆที่พวกเจ้าพูดดูถูกเทือกเขาของอิสราเอลไว้ เจ้าพูดว่า ‘พวกมันถูกทิ้งให้ร้างและถูกมอบให้พวกเรากลืนกิน’ 13 เจ้าคุยโม้โอ้อวดทับถมเรา และพูดต่อต้านเราอย่างไม่ยั้งคิด และเราก็ได้ยินสิ่งที่เจ้าพูด”
14 นี่คือสิ่งที่พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตพูด “โลกทั้งโลกจะเฉลิมฉลองรื่นเริงกัน เพราะเราได้ทำให้เจ้ารกร้างว่างเปล่า 15 เพราะเจ้าเฉลิมฉลองรื่นเริงกัน ตอนที่ดินแดนของชาวอิสราเอลกลายเป็นที่รกร้างว่างเปล่า ภูเขาเสอีร์และเอโดมทั้งหมด ทั้งหมดเลย เราจะทำกับเจ้าอย่างนั้น เจ้าจะต้องรกร้างว่างเปล่า แล้วเจ้าจะได้รู้ว่าเราคือยาห์เวห์”
36พระยาห์เวห์พูดให้กำลังใจเทือกเขาของอิสราเอล
1 “เจ้าลูกมนุษย์ ให้พูดแทนเรากับเทือกเขาของอิสราเอล และบอกพวกเขาว่า ‘เทือกเขาแห่งอิสราเอลเอ๋ย ให้ฟังคำพูดของพระยาห์เวห์เถิด 2 นี่คือสิ่งที่พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตพูด “ศัตรูพูดถึงเจ้าไว้ว่า ไชโย เทือกเขาโบราณตกเป็นของพวกเราแล้ว”’”
3 ดังนั้นให้พูดแทนเราต่อเทือกเขาอิสราเอล ให้บอกไปว่า “นี่คือสิ่งที่พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตพูด ‘พวกเขาได้ทำลายล้างและเข้ามาเหยียบย่ำเจ้าจากทุกๆด้าน จนเจ้าตกเป็นสมบัติของชนชาติอื่นๆและตกเป็นขี้ปากให้ชาวบ้านนินทา และถูกใส่ร้ายป้ายสี’”
4 อย่างนั้น เทือกเขาแห่งอิสราเอลเอ๋ย ให้ฟังคำพูดของพระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตเถิด นี่คือสิ่งที่พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตพูดกับเทือกเขา เนินเขาทั้งหลาย ลำธารที่เหือดแห้ง หุบเขา กับที่รกร้างว่างเปล่า และเมืองร้างต่างๆที่ถูกปล้นและถูกคนชาติอื่นที่อยู่รอบๆเยาะเย้ย 5 นี่คือสิ่งที่พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตพูด “แน่นอน เรากำลังพูดต่อต้านชนชาติอื่นๆที่เหลือ และต่อต้านเอโดมทั้งหมด ด้วยความเร่าร้อนที่จะปกป้องเกียรติของเรา เพราะพวกมันได้ริบเอาแผ่นดินของเราไปเป็นของพวกมันเอง ด้วยความดีอกดีใจ พวกมันปล้นชิงดินแดนไปเป็นทุ่งหญ้าของพวกมัน”
6 “ดังนั้นให้พูดแทนเราเกี่ยวกับแผ่นดินอิสราเอล และพูดกับบรรดาเทือกเขา เนินเขา ลำธารที่เหือดแห้ง และหุบเขาทั้งหลายว่า ‘นี่คือสิ่งที่พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตพูด เราพูดด้วยความเร่าร้อนที่จะปกป้องเกียรติของเรา เพราะเจ้าถูกชนชาติอื่นๆรังเกียจ’”
7 ดังนั้น นี่คือสิ่งที่พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตพูด “เรายกมือขึ้นสาบานว่า ‘ชนชาติทั้งหลายที่อยู่ล้อมรอบเจ้าจะถูกรังเกียจด้วย’”
8 “แต่เจ้า เทือกเขาแห่งอิสราเอลเอ๋ย เจ้าจะแตกกิ่งก้านและออกผลให้กับชาวอิสราเอลของเราเพราะพวกเขาจะกลับบ้านในเร็ววันนี้ 9 เราอยู่ฝ่ายเจ้า และจะหันมาสนใจเจ้า เจ้าจะได้รับการไถหว่าน 10 และเราจะให้ประชากรของเจ้าทวีคูณ คือครอบครัวชาวอิสราเอลทั้งหมด เมืองต่างๆจะเต็มไปด้วยผู้คน และซากปรักหักพังทั้งหลายจะได้รับการสร้างขึ้นมาใหม่ 11 เราจะให้จำนวนคนและสัตว์บนเจ้าทวีคูณ และพวกเขารวมทั้งพวกสัตว์เหล่านั้นจะออกลูกหลานและจะมีจำนวนมากมาย เราจะให้ผู้คนมาตั้งถิ่นฐานลงบนเจ้าเหมือนในอดีตและเราจะอวยพรเจ้ามากกว่าแต่ก่อน แล้วเจ้าจะได้รู้ว่าเราคือยาห์เวห์ 12 เราจะทำให้ประชาชน คือประชาชนชาวอิสราเอลของเรา เดินบนเจ้า พวกเขาจะเป็นเจ้าของเจ้า และเจ้าจะเป็นของที่พวกเขามีสิทธิ์ใช้ได้ เจ้าจะไม่มีวันพรากลูกหลานของพวกเขาไปจากพวกเขาได้อีก”
13 นี่คือสิ่งที่พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตพูด “ประชาชนพูดกับเจ้าว่า ‘เจ้าเขมือบผู้คนและเอาลูกหลานไปเสียจากชนชาติของเจ้าเอง’ 14 แต่ต่อไปนี้ เจ้าจะไม่ได้เขมือบผู้คนหรือเอาลูกหลานไปจากชนชาติเจ้าอีกต่อไป” พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตพูดว่าอย่างนั้น 15 “เราจะทำให้เจ้าไม่ต้องฟังคำเยาะเย้ยจากชนชาติอื่นๆอีกแล้ว และไม่ต้องถูกเชื้อชาติอื่นๆรังเกียจ และไม่ต้องเป็นเหตุทำให้ชนชาติตัวเองต้องล่มสลายอีกต่อไปแล้ว” พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตพูดว่าอย่างนั้น
พระเจ้าจะปกป้องชื่อเสียงของพระองค์
16 คำพูดของพระยาห์เวห์ได้มาถึงผมอีกว่า 17 “เจ้าลูกมนุษย์ เมื่อชาวอิสราเอลได้อาศัยอยู่ในแผ่นดินของพวกเขาเอง พวกเขาได้ทำให้แผ่นดินนี้สกปรก ด้วยความประพฤติและสิ่งต่างๆที่พวกเขาทำ การกระทำของพวกเขาไม่บริสุทธิ์ในสายตาเราเหมือนผู้หญิงที่มีประจำเดือน+ 36:17 ผู้หญิงที่มีประจำเดือน ในช่วงนี้ผู้หญิงไม่มีสิทธิเข้าร่วมทำพิธีต่างๆทางศาสนา เพราะถือว่าไม่บริสุทธิ์18 เราจึงเทความเดือดดาลของเราลงบนพวกเขา เพราะพวกเขาได้ทำให้แผ่นดินนี้เปื้อนเลือดเหมือนกัน ด้วยการฆ่าคนบริสุทธิ์ และทำให้แผ่นดินนี้สกปรกด้วยรูปเคารพขี้ๆเหล่านั้น 19 เราเคยให้พวกเขากระเจิดกระเจิงไปอยู่ท่ามกลางชนชาติทั้งหลาย พวกเขาได้กระจัดกระจายไปอยู่ตามประเทศต่างๆ เราได้ตัดสินพวกเขาตามความประพฤติและการกระทำของพวกเขาแล้ว 20 และพวกเขาไปที่ไหนก็ตามในท่ามกลางชนชาติต่างๆ พวกเขาได้ทำให้ชื่ออันศักดิ์สิทธิ์ของเราถูกลบหลู่ เพราะคนเหล่านั้นพูดถึงพวกเขาไว้ว่า ‘คนพวกนี้เป็นคนของพระยาห์เวห์ แต่ก็ยังต้องออกไปจากแผ่นดินของตัวเองอยู่ดี’+ 36:20 คนพวกนี้ … อยู่ดี คำพูดนี้ เป็นการลบหลู่พระยาห์เวห์ ที่พระองค์ไม่สามารถปกป้องคนของพระองค์ได้
21 แต่เรารู้สึกเป็นห่วงชื่ออันศักดิ์สิทธิ์ของเรา ที่ครอบครัวชาวอิสราเอลได้ทำให้เสื่อมไปในหมู่ชนชาติที่พวกเขาไปอยู่นั้น 22 ดังนั้นให้บอกกับครอบครัวชาวอิสราเอลว่า นี่คือสิ่งที่พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตพูด ‘ครอบครัวชาวอิสราเอลเอ๋ย เรื่องที่เราจะทำต่อไปนี้ อย่าเข้าใจว่าเราเห็นแก่พวกเจ้านะ จริงๆแล้วเราเห็นแก่ชื่ออันศักดิ์สิทธิ์ของเรา ที่พวกเจ้าได้ทำให้เสื่อมเสียไปแล้วในหมู่ชนชาติที่เจ้าไปอยู่นั้น 23 เราจะกู้ชื่ออันยิ่งใหญ่ที่ศักดิ์สิทธิ์ของเรานั้นกลับมา ชื่อที่เสื่อมเสียไปแล้วในท่ามกลางชนชาติต่างๆเป็นชื่อที่เจ้าได้ทำให้เสื่อมเสียไปแล้วในหมู่พวกเขา แล้วชนชาติเหล่านั้นจะได้รู้ว่าเราคือยาห์เวห์ เมื่อเราแสดงความศักดิ์สิทธิ์ของเราต่อหน้าต่อตาพวกเขา ตอนนำเจ้ากลับมา’” พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตพูดว่าอย่างนั้น
24 “เพราะเราจะพาเจ้าออกจากชนชาติต่างๆ เราจะรวบรวมเจ้ามาจากทุกประเทศ และนำเจ้ากลับสู่แผ่นดินของเจ้าเอง 25 เราจะประพรมน้ำสะอาดลงบนเจ้า และเจ้าก็จะสะอาด เราจะชำระเจ้าจากความไม่บริสุทธิ์ทั้งหลาย และจากพวกรูปเคารพขี้ๆของเจ้า 26 เราจะให้หัวใจดวงใหม่แก่เจ้า และเอาวิญญาณใหม่วางไว้ในตัวเจ้า เราจะเอาหัวใจหิน+ 36:26 หัวใจหิน คือหัวใจที่ดื้อดึงแข็งกระด้างออกจากเจ้า และให้หัวใจที่มีเลือดเนื้อ+ 36:26 หัวใจที่มีเลือดเนื้อ คือหัวใจที่ตอบสนองได้แก่เจ้าแทน 27 เราจะใส่พระวิญญาณของเราไว้ในเจ้า+ 36:27 เราจะใส่ … ไว้ในเจ้า หรือแปลได้อีกอย่างหนึ่งว่า “เราจะทำให้พระวิญญาณของเราอาศัยอยู่ท่ามกลางพวกเจ้า” และทำให้เจ้ามาทำตามกฎระเบียบต่างๆของเรา และรักษากฎทั้งหลายของเราอย่างเคร่งครัด 28 เจ้าจะอาศัยอยู่ในแผ่นดินที่เราได้ให้ไว้กับบรรพบุรุษของเจ้า เจ้าจะเป็นคนของเราและเราจะเป็นพระเจ้าของเจ้า 29 เราจะช่วยเจ้าให้พ้นจากความไม่บริสุทธิ์ทั้งหลายของเจ้า เราจะให้เมล็ดข้าวงอกงามและเพิ่มขึ้นมากมาย และเราจะไม่นำความอดอยากมาให้กับเจ้าอีก 30 เราจะเพิ่มจำนวนผลไม้บนต้นและพืชพันธุ์ในท้องทุ่ง เพื่อเจ้าจะไม่ต้องอับอายท่ามกลางชนชาติต่างๆเพราะอดอยาก 31 แล้วเจ้าจะได้รู้สึกตัวถึงวิถีทางอันเลวทรามและการกระทำที่ชั่วร้ายของเจ้า เจ้าจะรู้สึกขยะแขยงตัวเองเพราะบาปเหล่านั้นกับการทำตัวที่น่ารังเกียจนั้น”
32 พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตพูดว่า “ครอบครัวชาวอิสราเอลเอ๋ย เราอยากให้เจ้ารู้ว่า เราไม่ได้ทำสิ่งนี้เพราะเห็นแก่เจ้าหรอก ให้ละอายใจและอับอายต่อการกระทำของเจ้าเถิด”
33 นี่คือสิ่งที่พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตพูด “ในวันที่เราชำระเจ้าจากบาปทั้งหลายของเจ้า เราจะตั้งรกรากให้พวกเจ้าใหม่ตามเมืองต่างๆและเราจะสร้างซากปรักหักพังทั้งหลายขึ้นมาใหม่ 34 ที่ดินที่รกร้างจะได้รับการไถหว่านแทนที่จะถูกทิ้งร้างอยู่อย่างนั้น ต่อหน้าผู้คนที่เดินผ่านไปมา 35 พวกเขาจะพูดว่า ‘แผ่นดินที่เคยถูกทิ้งร้างนี้กลายเป็นเหมือนสวนเอเดน เมืองต่างๆที่เคยเป็นซากปรักหักพัง รกร้างว่างเปล่า เดี๋ยวนี้กลับมีกำแพงล้อมรอบอย่างแน่นหนาและมีผู้คนอาศัยอยู่’
36 แล้วชาติต่างๆที่อยู่ล้อมรอบเจ้าที่ยังเหลือรอด จะได้รู้ว่า เรา ยาห์เวห์ได้สร้างสิ่งที่เคยถูกทำลายไปแล้วให้กลับคืนมาใหม่ และได้เพาะปลูกลงในที่ที่เคยรกร้างมาแล้วขึ้นใหม่ เรายาห์เวห์ได้ลั่นคำพูดออกไปแล้ว และเราก็จะทำให้สำเร็จ”
37 นี่คือสิ่งที่พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตพูด “เราจะยอมฟังคำอ้อนวอนของครอบครัวชาวอิสราเอลอีก และจะทำสิ่งเหล่านี้เพื่อพวกเขา เราจะทำให้ประชาชนของพวกเขาทวีคูณเหมือนฝูงแกะ 38 พวกเขาจะมีจำนวนมากมายเหมือนฝูงแพะแกะที่นำมาอยู่รวมกันในเมืองเยรูซาเล็ม เพื่อเป็นเครื่องบูชา ในช่วงเทศกาลต่างๆที่กำหนดไว้ แล้วเมืองต่างๆที่เคยพังทลายไป จะเต็มไปด้วยฝูงชน แล้วพวกเขาจะได้รู้ว่า เราคือยาห์เวห์”
37นิมิตเกี่ยวกับกระดูกแห้ง
1 ฤทธิ์อำนาจ+ 37:1 ฤทธิ์อำนาจ หรือ แปลตรงๆได้ว่า “มือ”ของพระยาห์เวห์ ได้มาอยู่บนตัวผม พระองค์ได้นำตัวผมออกมาจากในเมืองด้วยพระวิญญาณ+ 37:1 พระวิญญาณ หรือแปลได้อีกอย่างหนึ่งว่า “ลม” ของพระยาห์เวห์ และวางผมลงกลางหุบเขา+ 37:1 หุบเขา อาจจะเป็นหุบเขายีสเรเอลซึ่งเป็นพื้นที่อันอุดมสมบูรณ์มีการสู้รบเกิดขึ้นที่หุบเขานี้หลายครั้ง สถานที่แห่งนี้มักเรียกกันสั้นๆว่า “หุบเขา” แห่งนั้น ที่มีกระดูกคนเต็มไปหมด 2 พระองค์พาผมเดินไปรอบๆกองกระดูกเหล่านั้น ผมได้เห็นกระดูกมากมายมหาศาลในหุบเขานั้น ล้วนแต่เป็นกระดูกที่แห้งกรัง
3 พระองค์ถามผมว่า “เจ้าลูกมนุษย์ กระดูกเหล่านี้จะมีชีวิตขึ้นมาอีกได้ไหม”
ผมตอบว่า “ข้าแต่พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิต มีแต่พระองค์เท่านั้นที่รู้คำตอบ”
4 แล้วพระองค์พูดกับผมว่า “ให้พูดแทนเรากับกระดูกเหล่านั้น ให้พูดกับพวกมันว่า ‘กระดูกแห้งเอ๋ย ฟังคำพูดของพระยาห์เวห์ให้ดี’ 5 นี่คือสิ่งที่พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตพูดกับกระดูกเหล่านี้ ‘เราจะระบายลมหายใจ+ 37:5 ลมหายใจ หรือแปลได้อีกอย่างหนึ่งว่า “ลม” หรือ “วิญญาณ” เข้าไปในตัวเจ้า และเจ้าจะมีชีวิตขึ้น 6 เราจะติดเส้นเอ็นเข้ากับเจ้า และเอากล้ามเนื้อมาใส่ให้กับเจ้า และเอาผิวหนังมาห่อหุ้มเจ้าไว้ เราจะใส่ลมหายใจไว้ในตัวเจ้า และเจ้าจะกลับมีชีวิตขึ้นมา แล้วเจ้าจะได้รู้ว่าเราคือยาห์เวห์’”
7 ผมจึงทำตามคำสั่งที่ผมได้รับมา ในขณะที่ผมกำลังพูดแทนพระเจ้าอยู่นั้น ก็มีเสียงดัง “กรอกแกรกกรอกแกรก” ขึ้น และกระดูกทั้งหลายก็ต่อเข้าด้วยกันทีละชิ้นๆ 8 ผมมองดู และเห็นเส้นเอ็นกับกล้ามเนื้อเริ่มปรากฏขึ้นบนกระดูกเหล่านั้น แล้วมีผิวหนังมาห่อหุ้มพวกมัน แต่พวกมันยังไม่มีลมหายใจ 9 แล้วพระองค์พูดกับผมว่า “เจ้าลูกมนุษย์ ให้พูดแทนเราให้กับลมว่า ‘นี่คือสิ่งที่พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตพูด “ลมเอ๋ย+ 37:9 ลมเอ๋ย คำนี้ มีสามถึงสี่ความหมายในภาษาฮีบรู คือ “ลมหายใจ” หรือ “ลม” หรือ “วิญญาณ” หรือ “พระวิญญาณ” พัดมาจากทั้งสี่ทิศเถิด ลมเอ๋ย ให้ลมหายใจกับผู้ที่ถูกฆ่าตายเหล่านี้เถิด เพื่อพวกเขาจะได้มีชีวิต”’”
10 ผมจึงพูดตามที่พระองค์สั่งผม และลมหายใจก็เข้าสู่ร่างของคนเหล่านั้น พวกเขามีชีวิตและยืนขึ้นมาเป็นกองทัพขนาดใหญ่มหึมา
11 พระองค์พูดกับผมว่า “เจ้าลูกมนุษย์ กระดูกเหล่านี้คือครอบครัวของชาวอิสราเอลทั้งหมด ชาวอิสราเอลชอบพูดว่า ‘กระดูกของพวกเราแห้งกรังไปแล้ว พวกเราสิ้นหวัง พวกเราโดนตัดขาดแล้ว’ 12 ดังนั้น ให้พูดแทนเรากับพวกเขาว่า ‘นี่คือสิ่งที่พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตพูด “ประชาชนของเราเอ๋ย เรากำลังจะเปิดหลุมฝังศพของพวกเจ้าและนำพวกเจ้าออกมา เราจะนำพวกเจ้ากลับคืนสู่แผ่นดินอิสราเอล 13 ประชาชนของเราเอ๋ย เมื่อเราเปิดหลุมฝังศพของพวกเจ้าและนำพวกเจ้าออกมาจากหลุมเหล่านั้น เจ้าจะได้รู้ว่าเราคือยาห์เวห์ 14 เราจะใส่พระวิญญาณของเราไว้ในพวกเจ้าและพวกเจ้าจะมีชีวิต เราจะวางพวกเจ้าไว้ในแผ่นดินของพวกเจ้าเอง แล้วพวกเจ้าจะได้รู้ว่า เรา คือ ยาห์เวห์ เราได้ลั่นคำพูดไปแล้ว และเราก็จะทำตามนั้น”’” พระยาห์เวห์พูดว่าอย่างนั้น
ยูดาห์กับอิสราเอลจะรวมกันเป็นหนึ่งอีกครั้ง
15 คำพูดของพระยาห์เวห์ได้มาถึงผมว่า 16 “เจ้าลูกมนุษย์ ให้หยิบกิ่งไม้มากิ่งหนึ่งและเขียนลงบนมันว่า ‘ยูดาห์และชาวอิสราเอลที่อยู่ร่วมกับเขา’ แล้วหยิบกิ่งไม้มาอีกกิ่งหนึ่ง และเขียนลงบนมันว่า ‘โยเซฟ (เอฟราอิม) และครอบครัวของชาวอิสราเอลทั้งหมดที่อยู่ร่วมกับเขา’ 17 ให้เอาสองกิ่งนี้มาติดเป็นท่อนเดียวกันในมือเจ้า
18 เมื่อคนของเจ้าถามว่า ‘ท่านจะไม่บอกพวกเราหรือว่า ที่ท่านทำนี้หมายถึงอะไร’ 19 ให้บอกกับพวกเขาว่า ‘นี่คือสิ่งที่พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตพูด “เราจะเอากิ่งไม้ที่เป็นตัวแทนของโยเซฟ ที่เป็นของเอฟราอิมและเผ่าทั้งหลายของอิสราเอลที่อยู่ร่วมกับเขานั้น มาติดไว้กับกิ่งไม้ที่เป็นตัวแทนของยูดาห์ และทำให้มันเป็นท่อนเดียวกัน แล้วพวกเขาจะได้กลายเป็นไม้ท่อนเดียวกันในมือของเรา”’
20 ให้ยกกิ่งไม้ที่เจ้าเขียนลงนั้น ไว้ต่อหน้าต่อตาพวกเขา 21 และเราจะพูดกับพวกเขาว่า ‘นี่คือสิ่งที่พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตพูด “เราจะเอาชาวอิสราเอลออกจากชนชาติต่างๆที่พวกเขาไปอยู่นั้น เราจะรวบรวมพวกเขามาจากทั่วทุกหนแห่ง และนำพวกเขากลับมายังแผ่นดินของพวกเขาเอง 22 เราจะทำให้พวกเขากลายเป็นชนชาติเดียวในแผ่นดินที่อยู่ท่ามกลางเนินเขาทั้งหลายของอิสราเอล และพวกเขาจะได้มีกษัตริย์องค์เดียวปกครองอยู่เหนือพวกเขาทั้งหมด พวกเขาจะไม่มีวันแตกแยกออกเป็นสองชาติหรือเป็นสองอาณาจักรได้อีก 23 พวกเขาจะไม่ทำตัวเองให้แปดเปื้อนด้วยพวกรูปเคารพขี้ๆและสิ่งอันน่าสะอิดสะเอียนของพวกเขา หรือการละเมิดอื่นๆทั้งหมดของพวกเขา เพราะเราจะช่วยให้พวกเขารอดพ้นจากการหันเหไปจากเราซึ่งเป็นความบาป เราจะชำระพวกเขา พวกเขาจะเป็นคนของเราและเราจะเป็นพระเจ้าของพวกเขา
24 ดาวิดผู้รับใช้ของเราจะเป็นกษัตริย์เหนือพวกเขา พวกเขาทุกคนจะมีผู้เลี้ยงแค่คนเดียว พวกเขาจะทำตามกฎต่างๆของเรา และรักษาข้อบังคับทั้งหลายของเราอย่างเคร่งครัด 25 พวกเขาจะอาศัยอยู่ในแผ่นดินที่เราได้ให้ไว้กับยาโคบผู้รับใช้ของเรา เป็นแผ่นดินที่บรรพบุรุษของพวกเจ้าเคยอาศัยอยู่ พวกเขากับลูกๆรวมทั้งลูกหลานของพวกเขาจะอาศัยอยู่ที่นั่นตลอดไป และดาวิดผู้รับใช้ของเราจะเป็นผู้นำของพวกเขาตลอดไป 26 เราจะทำข้อตกลงให้พวกเขาอยู่เย็นเป็นสุข เป็นข้อตกลงชั่วนิรันดร์ เราจะทำให้พวกเขามั่นคงและจะเพิ่มจำนวนพวกเขา เราจะวางสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของเราไว้ในหมู่พวกเขาตลอดไป 27 ที่อยู่อาศัยของเราจะอยู่เหนือพวกเขา เราจะเป็นพระเจ้าของพวกเขา และพวกเขาจะเป็นคนของเรา 28 แล้วชนชาติต่างๆจะได้รู้ว่าเรายาห์เวห์ได้ทำให้อิสราเอลเป็นของเราโดยเฉพาะ ด้วยการตั้งสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของเราอยู่ท่ามกลางพวกเขาตลอดไป”’”
38พระยาห์เวห์ต่อต้านโกก
1 คำพูดของพระยาห์เวห์ได้มาถึงผมว่า 2 “เจ้าลูกมนุษย์ ให้หันหน้าไปทางโกก ซึ่งเป็นดินแดนของมาโกก ผู้นำที่สำคัญที่สุด+ 38:2 ผู้นำที่สำคัญที่สุด หรือ แปลได้อีกอย่างหนึ่งว่า “เจ้าชายแห่งโรช” ของเมเชคกับทูบัล ให้พูดแทนเราต่อต้านเขา 3 ให้บอกเขาว่า ‘นี่คือสิ่งที่พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตพูด “ไอ้โกก ผู้นำคนสำคัญที่สุดของเมเชคและทูบัล เราต่อต้านเจ้า 4 เราจะให้เจ้าหันกลับ เราจะเอาตะขอเกี่ยวไว้ที่กรามของเจ้า และนำเจ้าออกไปพร้อมกับกองทัพทั้งหมดของเจ้า ที่มีม้า มีทหารม้าที่ติดอาวุธเต็มอัตราศึก มีกองทัพใหญ่ที่ถือโล่ขนาดใหญ่และขนาดเล็ก ทหารแต่ละคนถือดาบอยู่ 5 มีชาวเปอร์เซีย ชาวเอธิโอเปีย+ 38:5 ชาวเอธิโอเปีย หรือ ชาวคูช เป็นดินแดนที่อยู่ทางตอนบนของแม่น้ำไนล์ และชาวพูตอยู่กับพวกเขาด้วย ทุกคนถือโล่และสวมหมวกเหล็ก 6 ยังมีชนชาติโกเมอร์กับกองทัพทั้งหมดของเขา มีชนชาติเบธโทการมาห์+ 38:6 ชนชาติเบธโทการมาห์ หรือแปลได้อีกอย่างหนึ่งว่า “ชนชาติโทการมาห์” ที่มาจากทางเหนือที่ไกลโพ้นพร้อมกับกองทัพทั้งหมดของเขา ซึ่งคนเหล่านี้ได้อยู่ในกองทัพกับเจ้า
7 ให้เตรียมตัว และพร้อมอยู่เสมอ ทั้งเจ้ากับกองทัพทั้งหมดที่มาอยู่ร่วมกับเจ้า ให้ทุกคนพร้อมที่จะรับคำสั่งของเจ้า 8 หลังจากผ่านพ้นไปนาน เจ้าจะถูกเรียกให้ออกรบ ในอนาคตอันไกลโพ้น เจ้าจะบุกรุกเข้าไปในแผ่นดินที่ได้ฟื้นตัวขึ้นจากสงคราม ประชาชนในดินแดนแห่งนั้นถูกรวบรวมมาจากหลายชนชาติ เพื่อจะไปที่เทือกเขาแห่งอิสราเอล ซึ่งเคยถูกทิ้งร้างมาเป็นเวลานาน พวกเขาถูกพาออกมาจากชนชาติต่างๆ ในเวลานั้นพวกเขาทั้งหมดก็ได้อยู่กันอย่างปลอดภัย 9 เจ้ากับกองทัพทั้งหมดของเจ้าและชาติอื่นๆที่อยู่กับเจ้า จะขึ้นไปโจมตีพวกเขา พวกเจ้าจะบุกขึ้นไปเหมือนกับพายุลูกหนึ่ง เจ้าจะเป็นเหมือนกับเมฆที่ปกคลุมแผ่นดินแห่งนั้น”’”
10 นี่คือสิ่งที่พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตพูด “ในวันนั้น ความคิดมากมายจะแล่นเข้ามาในหัวของเจ้า และเจ้าจะคิดแผนการชั่วร้ายขึ้น 11 เจ้าจะพูดว่า ‘เราจะบุกดินแดนแห่งหนึ่งซึ่งมีหมู่บ้านต่างๆที่ไม่มีกำแพงล้อมรอบ ไม่มีประตูเมือง หรือสลักประตูเลย 12 เราจะปล้นและขนเอาทรัพย์สินของพวกเขาไป เราจะสู้รบต่อสถานที่ต่างๆซึ่งเคยเป็นซากปรักหักพังแต่ตอนนี้กลับมีผู้คนอาศัยอยู่ เราจะสู้รบกับชนชาติที่ถูกรวบรวมมาจากหลายชนชาติ เป็นชนชาติที่ได้ฝูงสัตว์เลี้ยงและข้าวของ และอาศัยอยู่ในใจกลางแผ่นดินโลก’
13 เชบาและเดดานกับบรรดาพ่อค้าแห่ง ทารชิช รวมทั้งนักธุรกิจที่ร่ำรวยทั้งหลายของมัน จะพูดกับเจ้าว่า ‘ที่ท่านมานี่ เพื่อมาปล้นพวกเขาหรือ ที่ท่านรวบรวมคนของท่านมาเพื่อมาขนข้าวของและขนเอาเงินทองของพวกเขาอย่างนั้นหรือ เพื่อมาเอาฝูงสัตว์เลี้ยงและบรรดาสินค้าของพวกเขาหรือ เพื่อจะยึดของๆพวกเขาหรือ’
14 ดังนั้น เจ้าลูกมนุษย์ ให้พูดกับโกกแทนเราว่า ‘นี่คือสิ่งที่พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตพูด ในเวลานั้นพวกเจ้าจะสังเกตเห็นว่าประชาชนชาวอิสราเอลของเราอยู่กันอย่างปลอดภัย 15 แล้วพวกเจ้าจะลงมาจากบ้านเมืองของเจ้าที่อยู่ทางเหนืออันไกลโพ้นนั้น ทั้งเจ้าและชนชาติมากมายที่อยู่กับเจ้า ทุกคนล้วนขี่ม้า เป็นฝูงชนมหึมา เป็นกองทัพที่ยิ่งใหญ่เกรียงไกร 16 เจ้าจะลุยไปข้างหน้าเพื่อสู้รบกับประชาชนชาวอิสราเอลของเรา เหมือนกับเมฆที่เข้าปกคลุมแผ่นดินนี้ ไอ้โกก ในอนาคตอันไกลโพ้นนั้น เราจะนำเจ้ามาสู้รบกับแผ่นดินของเรา แล้วเราจะได้แสดงความศักดิ์สิทธิ์ของเรา ด้วยการเอาชนะเจ้าต่อหน้าต่อตาชนชาติทั้งหลาย เพื่อพวกเขาจะได้รู้จักเรา’”
17 นี่คือสิ่งที่พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตพูด “ไอ้โกก เจ้าก็เป็นคนนั้นแหละ ที่เราเคยพูดถึงก่อนหน้านี้ ผ่านทางพวกผู้พูดแทนพระเจ้าชาวอิสราเอลคนรับใช้ของเรา ในตอนนั้น พวกเขาได้ทำนายเป็นเวลาหลายปีว่า เราจะนำเจ้ามาต่อสู้กับพวกเขา”
18 พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตพูดว่า “นี่คือสิ่งที่จะเกิดขึ้นในวันนั้น เมื่อโกกเข้าโจมตีแผ่นดินอิสราเอล ความโกรธของเราจะพลุ่งพล่านขึ้น
19 เราขอประกาศด้วยความรู้สึกอันแรงกล้าและด้วยความโกรธที่พลุ่งขึ้น ว่าในวันนั้นจะเกิดแผ่นดินไหวครั้งรุนแรงขึ้นในแผ่นดินอิสราเอล 20 ปลาในทะเล นกบนท้องฟ้า สัตว์ป่าในท้องทุ่ง รวมทั้งสัตว์เล็กๆทั้งหมดที่เลื้อยคลานอยู่บนพื้นดิน และผู้คนทั้งหมดบนผืนแผ่นดินนี้ จะสั่นเทิ้มอยู่ต่อหน้าเรา ภูเขาจะถูกคว่ำลง หน้าผาจะแตกกระจายและกำแพงทั้งหมดจะล้มลงมาบนดิน”
21 พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตประกาศว่า “เราจะเรียกดาบ+ 38:21 ดาบ คำนี้มาจากฉบับภาษาฮีบรู ในฉบับแปลกรีกโบราณเขียนว่า “ความน่าสะพรึงกลัวทุกประเภท” มาต่อสู้กับโกกบนเทือกเขาทุกลูกของเรา แล้วพวกโกกก็จะต่อสู้กันเองด้วยดาบ 22 เราจะตัดสินลงโทษโกกด้วยโรคระบาดและการฆ่าฟัน เราจะเทฝนลงมาอย่างบ้าคลั่ง จะมีลูกเห็บและไฟกำมะถัน ตกลงมาบนเขาและกองทัพของเขา รวมทั้งชนชาติมากมายที่มากับเขาด้วย 23 เราจะได้แสดงความยิ่งใหญ่และความศักดิ์สิทธิ์ของเราผ่านทางเหตุการณ์เหล่านี้ เราจะทำให้ตัวเราเป็นที่รู้จักในสายตาของชนชาติทั้งหลาย แล้วพวกเขาจะได้รู้ว่าเราคือยาห์เวห์”
39ความตายของโกกกับกองทัพของเขา
1 เจ้าลูกมนุษย์ ให้พูดต่อต้านโกกแทนเราว่า “นี่คือสิ่งที่พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตพูด ‘เราต่อต้านเจ้า ไอ้โกก ผู้นำที่สำคัญที่สุด+ 39:1 ผู้นำที่สำคัญที่สุด หรือ แปลได้อีกอย่างหนึ่งว่า “เจ้าชายแห่งโรช” แห่งเมเชคและทูบัล 2 เราจะทำให้เจ้าหันกลับและจะผลักเจ้าไป เราจะนำเจ้ามาจากทางเหนืออันไกลโพ้น และส่งเจ้าไปยังเทือกเขาของอิสราเอล 3 แล้วเราจะตีให้คันธนูหลุดจากมือซ้ายของเจ้า และทำให้ลูกธนูตกลงจากมือขวาของเจ้า 4 ทั้งเจ้าและกองทัพทั้งหมดของเจ้า รวมทั้งชนชาติทั้งหลายที่มากับเจ้า จะล้มลงบนเทือกเขาแห่งอิสราเอล เราจะให้เจ้าเป็นอาหารของนกที่กินซากและพวกสัตว์ป่า 5 เจ้าจะล้มตายกลางทุ่ง เพราะเราได้ลั่นคำพูดไว้แล้ว’” พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตพูดว่าอย่างนั้น
6 “เราจะส่งไฟลงมาบนมาโกก และบนพวกที่อาศัยอยู่อย่างปลอดภัยตามเมืองชายฝั่งทะเล และพวกเขาจะได้รู้ว่าเราคือยาห์เวห์ 7 เราจะทำให้ชื่ออันศักดิ์สิทธิ์ของเราเป็นที่รู้จักในหมู่ประชาชนชาวอิสราเอลของเรา เราจะไม่ปล่อยให้ชื่ออันศักดิ์สิทธิ์ของเราถูกลบหลู่อีก และชนชาติต่างๆจะได้รู้ว่า เรา ยาห์เวห์คือผู้ศักดิ์สิทธิ์ในอิสราเอล” 8 พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตประกาศว่า “มันกำลังจะมาถึงแล้ว มันจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน วันนี้ก็เป็นวันที่เราได้พูดถึงแล้ว”
9 “แล้วคนเหล่านั้นที่อาศัยอยู่ตามหัวเมืองต่างๆของอิสราเอลจะออกไปเก็บอาวุธทั้งหลายมาเป็นเชื้อเพลิง และเผาพวกมัน มีทั้งโล่เล็ก โล่ใหญ่ คันธนู ลูกธนู กระบอง หรือหอก พวกเขาจะใช้ของพวกนี้เป็นเชื้อเพลิงได้ถึงเจ็ดปี 10 โดยไม่จำเป็นต้องไปหาฟืนตามทุ่ง หรือไปตัดไม้ในป่าเลย เพราะพวกเขาจะใช้อาวุธพวกนี้เป็นเชื้อเพลิง พวกเขาจะหยิบของจากซากศพของคนที่เคยปล้นพวกเขามา และขนเอาสิ่งของจากพวกที่เคยมาขนของจากพวกเขา” พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตพูดว่าอย่างนั้น
11 “ในวันนั้นเราจะจัดหลุมฝังศพให้กับโกกในอิสราเอล ในแถวหุบเขาของคนเหล่านั้นที่เดินผ่านไปมา ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกของทะเลตาย หลุมฝังศพนั้นจะไปขวางกั้นทางของพวกที่เดินทางผ่านไปมา เพราะโกกและฝูงชนมหึมาทั้งหมดของเขาจะถูกฝังอยู่ที่นั่น ดังนั้นมันจะมีชื่อว่าหุบเขาฝูงชนของโกก+ 39:11 หุบเขาฝูงชนของโกก หรือ “ฮาโมนโกก”12 ครอบครัวชาวอิสราเอลจะใช้เวลาฝังศพพวกเขาถึงเจ็ดเดือน เพื่อที่จะชำระล้างแผ่นดินนั้น 13 ชาวบ้านทุกคนในแผ่นดินจะต้องช่วยกันฝังศพของพวกเขา และมันจะนำเกียรติมาให้กับคนอิสราเอล ในวันที่เราได้แสดงความยิ่งใหญ่ของเรา” พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตพูดว่าอย่างนั้น
14 “พวกผู้ชายจะถูกจ้างเต็มเวลาให้ออกไปเก็บศพทั่วแผ่นดินและฝังมัน เพื่อชำระล้างแผ่นดิน มันจะใช้เวลาตั้งเจ็ดเดือน ที่จะค้นหาและฝังกระดูกเหล่านั้น 15 ในขณะที่พวกเขาค้นหาไปทั่วแผ่นดินนั้น เมื่อพบโครงกระดูกมนุษย์ ก็จะทำเครื่องหมายไว้ข้างๆและเครื่องหมายนั้นจะอยู่จนกว่าโครงกระดูกเหล่านั้นจะถูกฝังในหุบเขาฮาโมนโกก 16 (จะมีเมืองหนึ่งที่ชื่อฮาโมนาห์+ 39:16 ฮาโมนาห์ หมายถึง “ฝูงชน” อยู่ที่นั่นด้วย) นี่แหละเป็นวิธีที่พวกเขาจะชำระล้างแผ่นดิน”
17 นี่คือสิ่งที่พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตพูด “เจ้าลูกมนุษย์ เรียกนกทุกชนิดและสัตว์ป่าทั้งหมดออกมา ให้บอกพวกมันว่า ‘มาชุมนุมกันเถอะ มารวมกันจากทั่วสารทิศ เพื่อมาร่วมกินกันในงานเซ่นไหว้ที่เราได้เตรียมไว้ให้กับเจ้านี้ เป็นการเซ่นไหว้เฉลิมฉลองอันยิ่งใหญ่บนเทือกเขาของอิสราเอล ที่นั่นเจ้าจะได้กินเนื้อและดื่มเลือด 18 เจ้าจะได้กินเนื้อของคนที่เก่งกล้า และดื่มเลือดของบรรดาเจ้าชายแห่งโลก ราวกับว่าพวกเขาเป็นแกะผู้และลูกแกะ เป็นแพะและวัวตัวผู้ พวกเขาทั้งหมดเป็นสัตว์ที่ได้รับการขุนจนอ้วนพีมาจากบาชาน 19 ในงานเซ่นไหว้ที่เราได้จัดเตรียมให้กับเจ้านี้ เจ้าจะได้กินไขมันจนอิ่มหนำและดื่มเลือดจนเมามาย 20 จากโต๊ะของเรา เจ้าจะได้กินทั้งม้าและคนขับรถม้า คนที่เก่งกล้าและทหารทุกประเภท จนกว่าเจ้าจะอิ่มหนำสำราญ’” พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตพูดว่าอย่างนั้น
21 “เราจะแสดงความยิ่งใหญ่ของเราท่ามกลางชนชาติทั้งหลาย และทุกชนชาติจะได้เห็นการลงโทษที่เรานำมาและเห็นมือที่เราวางลงบนพวกเขา 22 จากวันนั้นเป็นต้นไป ครอบครัวชาวอิสราเอลจะได้รู้ว่า เราคือยาห์เวห์พระเจ้าของพวกเขา 23 และชนชาติทั้งหลายจะรู้ว่า ที่ประชาชนชาวอิสราเอลต้องถูกเนรเทศนั้น เป็นเพราะบาปของพวกเขาเอง เราจึงได้หลบหน้าของเราจากพวกเขา และได้มอบพวกเขาไว้กับศัตรูทั้งหลายของพวกเขา และพวกเขาทั้งหมดต้องล้มตายด้วยดาบ เพราะพวกเขาไม่ซื่อสัตย์ต่อเรา 24 เราได้ลงโทษพวกเขาอย่างสาสมกับความไม่บริสุทธิ์และการกบฏทั้งหลายของพวกเขา และเราได้หลบหน้าไปจากพวกเขา”
25 ดังนั้น นี่คือสิ่งที่พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตพูด “ตอนนี้เราจะทำให้ยาโคบกลับมาเจริญรุ่งเรืองเหมือนเดิม+ 39:25 ตอนนี้เรา … เหมือนเดิม หรืออาจจะแปลได้อีกอย่างหนึ่งว่า “นำพวกเขากลับมาจากการเป็นเชลย” เราจะเมตตาประชาชนชาวอิสราเอลทั้งหมด และเราจะมีใจร้อนรนที่จะกู้ชื่ออันศักดิ์สิทธิ์ของเรากลับมา 26 เมื่อพวกเขาได้ใช้ชีวิตอยู่อย่างปลอดภัยในแผ่นดินของพวกเขา และไม่ต้องกลัวใครอีก พวกเขาจะได้ลืมความอับอายและความไม่ซื่อสัตย์ที่พวกเขาได้ทำกับเรา 27 เมื่อเราได้นำพวกเขาออกมาจากชนชาติทั้งหลาย และได้รวบรวมพวกเขามาจากประเทศของศัตรูพวกเขา นี่เป็นการแสดงความศักดิ์สิทธิ์ของเราผ่านทางพวกเขา ต่อหน้าต่อตาของประชาชนมากมาย 28 แล้วพวกเขาจะได้รู้ว่า เราคือยาห์เวห์พระเจ้าของพวกเขา เพราะถึงแม้ว่าเราได้เนรเทศพวกเขาไปอยู่ท่ามกลางชาติต่างๆเราก็จะรวบรวมพวกเขากลับมาสู่แผ่นดินของพวกเขา เราจะไม่ทอดทิ้งพวกเขาสักคนเดียวไว้ที่นั่น 29 เราจะไม่หลบหน้าของเราไปจากพวกเขาอีก เพราะเราจะเทพระวิญญาณของเราลงบนครอบครัวชาวอิสราเอล”
พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตพูดว่าอย่างนั้น
40วิหารหลังใหม่
1 ในปีที่ยี่สิบห้าหลังจากที่พวกเราถูกกวาดต้อนไปเป็นเชลย+ 40:1 ยี่สิบห้าหลัง … ไปเป็นเชลย กษัตริย์เยโฮยาชินและพวกผู้ดีทั้งหลายของยูดาห์ถูกกวาดต้อนไปเป็นเชลยที่บาบิโลน ในปี 597 ก่อนพระเยซูมาเกิด ในช่วงต้นปี ตรงกับวันที่สิบของเดือน+ 40:1 วันที่สิบของเดือน คงจะตรงกับวันจัดการกับบาป ในที่นี้คือ วันที่ 28 เมษายน ในปี 573 ก่อนพระเยซูมาเกิด ดูใน เลวีนิติ 25:9; 36:24 ซึ่งเป็นสิบสี่ปีหลังจากที่เมืองเยรูซาเล็มล่มสลาย ในวันนั้นเองมือของพระยาห์เวห์ได้มาอยู่บนตัวผม และพระองค์ได้พาผมไปที่นั่น
2 ในนิมิตจากพระเจ้า พระองค์ได้พาผมไปที่แผ่นดินอิสราเอล และวางผมลงบนภูเขาที่สูงลิบลิ่ว มีหมู่ตึกตั้งอยู่ทางทิศใต้ของภูเขานั้น ซึ่งดูเหมือนกับเป็นเมืองเมืองหนึ่ง 3 พระองค์พาผมไปที่นั่น และผมได้เห็นชายผู้หนึ่ง เขาดูเหมือนทองสัมฤทธิ์ เขายืนอยู่ที่ประตู ในมือถือเชือกลินินไว้เส้นหนึ่ง กับไม้สำหรับวัดความยาว 4 ชายคนนั้นพูดกับผมว่า “เจ้าลูกมนุษย์ ให้มองดูด้วยตาของเจ้า ฟังด้วยหูของเจ้า และให้ความสนใจกับทุกสิ่งทุกอย่างที่เรากำลังจะแสดงให้เจ้าดูนี้ เพราะที่เอาตัวเจ้ามาก็เพื่อให้เห็นสิ่งเหล่านี้ ให้บอกกับครอบครัวของชาวอิสราเอลทุกสิ่งทุกอย่างที่เจ้าเห็น”
5 ผมได้เห็นกำแพงที่ล้อมรอบบริเวณวิหาร
ไม้วัดในมือของชายผู้นั้นมีความยาวหกศอก
แต่ละศอกยาวเท่ากับหนึ่งศอกกับอีกหนึ่งฝ่ามือ+ 40:5 หนึ่งศอกกับอีกหนึ่งฝ่ามือ เท่ากับ 52.5 เซนติเมตร เขาได้วัดกำแพงนั้น มันมีความหนาเท่ากับหนึ่งไม้วัดและสูงหนึ่งไม้วัด+ 40:5 หนึ่งไม้วัด เท่ากับ 6 ศอก หรือ 3.15 เมตร
6 แล้วชายผู้นั้นได้ไปที่ประตูที่หันหน้าไปทางทิศตะวันออก เขาขึ้นบันไดและไปวัดธรณีประตู มันลึกเข้าไปหนึ่งไม้วัด 7 ห้องทั้งหลายของยาม มีความยาวหนึ่งไม้วัดและกว้างหนึ่งไม้วัด และพวกผนังที่กั้นระหว่างห้องยามแต่ละห้องมีความหนาห้าศอก และธรณีประตูที่อยู่ถัดจากระเบียงด้านหน้า ที่หันหน้าไปทางวิหาร มีความลึกเท่ากับหนึ่งไม้วัด 8 แล้วเขาก็วัดระเบียงหอประตู+ 40:8 ประตู ฉบับแปลภาษากรีกโบราณ ภาษาซีเรียโบราณ และภาษาละตินโบราณ และฉบับฮีบรูบางฉบับเขียนไว้แค่นี้ ฉบับฮีบรูที่นิยมใช้กันเสริมว่า ประตูที่หันไปทางพระวิหาร มันลึกหนึ่งไม้วัด แล้วเขาก็วัดระเบียงหอประตู9 มันลึกแปดศอก และผนังที่ติดกับประตูมีความหนาสองศอก+ 40:9 สองศอก เท่ากับ 1 เมตร ระเบียงด้านหน้าของประตูทางเข้านั้นหันหน้าเข้าหาวิหาร 10 ข้างในประตูด้านตะวันออก มีห้องยามอยู่สามห้องเรียงกันอยู่ทั้งสองฝั่ง ทั้งสามห้องมีขนาดเท่ากัน และผนังที่กั้นแต่ละห้องก็มีขนาดเดียวกัน 11 แล้วเขาก็วัดความกว้างของทางเข้าประตู มันกว้างสิบศอก และทางเดินข้างในประตูกว้างสิบสามศอก 12 ที่หน้าห้องยามแต่ละห้องนั้นมีขอบกั้นลึกเข้าไปหนึ่งศอก ห้องยามเป็นรูปสี่เหลี่ยมด้านเท่า ขนาดกว้างยาวหกศอก
13 แล้วเขาก็วัดระยะจากส่วนบนสุดของผนังหลังห้องหนึ่งไปสุดส่วนบนสุดของผนังหลังของอีกห้องหนึ่งที่อยู่ตรงข้าม ยาวเท่ากับยี่สิบห้าศอก 14 เขาวัดไปจนถึงระเบียง ได้ห้าสิบศอก+ 40:14 เขาวัด … ห้าสิบศอก ภาษาฮีบรูในข้อนี้เข้าใจยากมาก15 ระยะทางจากทางเข้าประตูไปจนสุดระเบียงด้านหน้ายาวห้าสิบศอก 16 มีหน้าต่างแคบๆ+ 40:16 หน้าต่างแคบๆ หน้าต่างเหล่านี้จะมีส่วนที่แคบอยู่ด้านนอก เพื่อไม่ให้ศัตรูยิงลูกธนูเข้ามาในตึกได้ง่ายๆ แต่ด้านในจะกว้างเพื่อคนข้างในจะเลือกยิงด้านนอกได้ง่ายขึ้นอยู่ตามห้องยามแต่ละห้องอยู่ตรงผนังด้านนอก และตรงระเบียงด้วย ด้านกว้างของหน้าต่างอยู่ด้านในของทางเข้า ด้านแคบอยู่ด้านนอก บนผนังมีการสลักลายต้นปาล์มมากมาย
ลานด้านนอก
17 แล้วเขาก็นำผมออกมาที่ลานด้านนอก ที่นั่นผมได้เห็นห้องมากมายและพื้นหินที่ทำไว้รอบๆลานนั้น มีห้องอยู่สามสิบห้องเรียงรายไปรอบๆพื้นหินนั้น 18 พื้นหินนั้นเลียบไปตามด้านข้างของพวกประตูและด้านกว้างกับด้านยาวเท่ากัน นี่คือพื้นหินด้านล่าง 19 แล้วชายผู้นั้นก็วัดระยะจากด้านในของประตูด้านล่างไปถึงด้านนอกของลานด้านใน ทางด้านตะวันออกมีความยาวหนึ่งร้อยศอก ซึ่งเท่ากับทางด้านเหนือ
20 แล้วเขาก็วัดความยาวและความกว้างของประตูที่หันหน้าไปทางทิศเหนือ ซึ่งเป็นทางที่จะไปสู่ลานด้านนอก 21 ที่ประตูนี้ มีห้องยามอยู่ด้านละสามห้อง ผนังกั้นห้องแต่ละด้านและระเบียงนั้นมีขนาดเท่ากับของประตูแรกคือลึกเข้าไปห้าสิบศอก กว้างยี่สิบห้าศอก 22 พวกหน้าต่างของมัน รวมทั้งระเบียงของมัน กับลายต้นปาล์มนั้น มีขนาดเดียวกับของประตูด้านตะวันออก ด้านนอกของประตูมีบันไดเจ็ดขั้นขึ้นสู่ประตู และสุดทางอีกด้านหนึ่งของบันไดมีระเบียงอยู่ 23 ตรงข้ามลานด้านนอกจากประตูทิศเหนือ มีประตูเข้าสู่ลานด้านใน เหมือนกับประตูด้านตะวันออก ชายผู้นั้นวัดระยะทางจากประตูหนึ่งไปถึงอีกประตูหนึ่งที่ด้านตรงข้ามได้หนึ่งร้อยศอก
24 แล้วเขาได้นำผมไปทางทิศใต้ และผมได้เห็นประตูหนึ่งที่หันหน้าไปทางทิศใต้ เขาวัดขนาดของพวกผนังกั้นและระเบียงของประตูด้านใต้ได้ขนาดเท่ากับของสองประตูทางด้านเหนือกับด้านตะวันออก 25 ที่ประตูทางเข้ากับระเบียงนั้นมีหน้าต่างโดยรอบเหมือนกับประตูอื่นๆ ประตูลึกเข้าไปห้าสิบศอกและกว้างยี่สิบห้าศอก 26 มีบันไดเจ็ดขั้นขึ้นสู่ประตูนี้ และสุดทางอีกด้านหนึ่งของบันไดมีระเบียงอยู่ พวกผนังกั้นทั้งสองด้านของประตูนั้นมีลวดลายต้นปาล์มประดับอยู่ 27 ที่ลานด้านในก็มีประตูที่หันหน้าไปทางทิศใต้เหมือนกัน และชายผู้นี้ได้วัดระยะทางจากประตูด้านในนี้ไปถึงประตูด้านนอกที่อยู่ทางทิศใต้มีความยาวหนึ่งร้อยศอก
ลานด้านใน
28 แล้วชายผู้นั้นได้พาผมเข้าไปที่ลานด้านในผ่านทางประตูทิศใต้ เขาวัดขนาดประตูทิศใต้ได้ขนาดเดียวกันกับประตูอื่น 29 ห้องยามทั้งหลาย ผนังกำแพง และระเบียงของประตูนี้ ก็มีขนาดเดียวกันกับของประตูอื่นๆ มีช่องหน้าต่างอยู่รอบๆประตู และตรงระเบียงด้วย ประตูทางเข้าลึกเข้าไปห้าสิบศอก กว้างยี่สิบห้าศอก 30+ 40:30 ข้อนี้ สำเนาฮีบรูส่วนใหญ่เพิ่มข้อนี้ว่า “ระเบียงของประตูทางเข้านั้นกว้างยี่สิบห้าศอกลึกห้าศอก” แต่ประโยคนี้จะไม่มีในฉบับแปลกรีกโบราณและในสำเนาฮีบรูบางฉบับ31 ระเบียงหันไปทางลานด้านนอก พวกผนังที่กั้นอยู่ข้างในประตูมีลวดลายต้นปาล์มประดับอยู่ และที่ปลายอีกด้านหนึ่งมีบันไดแปดขั้นขึ้นสู่ประตูนี้
32 แล้วชายผู้นั้นได้นำผมเข้าไปที่ลานด้านในและเดินไปทางทิศตะวันออกของลานนั้น เขาวัดขนาดของประตู มันมีขนาดเดียวกันกับประตูของด้านอื่นๆ 33 พวกห้องยาม รวมทั้งพวกผนังกั้น และระเบียงก็มีขนาดเดียวกันกับด้านอื่นๆ มีช่องหน้าต่างอยู่รอบๆประตู และตรงระเบียงด้วย ประตูทางเข้านี้ลึกห้าสิบศอก กว้างยี่สิบห้าศอก 34 ระเบียงหันไปทางลานด้านนอก พวกผนังที่กั้นอยู่ข้างในประตูทั้งสองด้านมีลวดลายต้นปาล์มประดับอยู่ และที่ปลายอีกด้านหนึ่งมีบันไดแปดขั้นขึ้นสู่ประตูนี้
35 แล้วชายผู้นั้นได้นำผมไปที่ประตูทางทิศเหนือ เขาวัดขนาดของประตู มันมีขนาดเดียวกับประตูอื่นๆ 36 ห้องยามทั้งหลาย พวกผนังกั้น และระเบียงก็มีขนาดเดียวกันกับด้านอื่นๆ และมีช่องหน้าต่างอยู่รอบๆประตู และตรงระเบียงด้วย ประตูนี้ลึกห้าสิบศอก กว้างยี่สิบห้าศอก 37 ระเบียงหันไปทางลานด้านนอก พวกผนังที่กั้นอยู่ข้างในประตูทั้งสองด้านมีลายต้นปาล์มประดับอยู่ และที่ปลายอีกด้านหนึ่งมีบันไดแปดขั้นขึ้นสู่ประตูนี้
ห้องสำหรับจัดเตรียมเครื่องบูชา
38 ที่ระเบียงของประตู มีประตูที่นำไปสู่ห้องๆหนึ่ง ที่ใช้สำหรับชำระล้างสัตว์ ที่จะเป็นเครื่องเผาบูชาทั้งตัว 39 แต่ละด้านของระเบียง มีโต๊ะตั้งอยู่ด้านละสองตัว เป็นโต๊ะสำหรับฆ่าสัตว์ที่เอามาเป็นเครื่องเผาบูชาทั้งตัว เป็นเครื่องบูชาชำระล้าง และเป็นเครื่องบูชาชดเชย 40 ที่ผนังด้านนอกของระเบียง ตรงบันไดที่นำขึ้นไปสู่ประตูเหนือนั้น มีโต๊ะตั้งอยู่ข้างละสองตัว 41 รวมเป็นโต๊ะสี่ตัวอยู่ที่ด้านในของประตูทางเข้า และอีกสี่ตัวอยู่ด้านนอก รวมทั้งหมดแปดตัว โต๊ะพวกนี้ใช้สำหรับฆ่าสัตว์ที่เอามาเป็นเครื่องบูชา 42 ยังมีโต๊ะอีกสี่ตัวที่ทำจากหินที่สกัดแล้วที่ใช้ในการเตรียมเครื่องเผาบูชาทั้งตัว โต๊ะแต่ละตัวยาวหนึ่งศอกครึ่ง กว้างหนึ่งศอกครึ่ง และสูงหนึ่งศอก บนนั้นมีอุปกรณ์ที่ใช้ฆ่าเครื่องเผาบูชาทั้งตัว และฆ่าสัตว์บูชาอื่นๆ 43 มีตะขอสองง่ามจำนวนหนึ่งแขวนติดอยู่รอบๆกำแพง แต่ละอันยาวหนึ่งฝ่ามือ+ 40:43 มีตะขอสองง่าม … หนึ่งฝ่ามือ หรือแปลได้อีกอย่างหนึ่งว่า “ชั้นคู่สำหรับวางของอยู่จำนวนหนึ่งติดอยู่บนกำแพง แต่ละอันกว้างหนึ่งฝ่ามือ” โต๊ะเหล่านี้ใช้สำหรับวางเนื้อของเครื่องบูชา
ห้องนักบวช
44 หลังจากออกมาจากประตูด้านใน มีห้องอยู่สองห้อง+ 40:44 สองห้อง คำนี้มาจากสำเนากรีกโบราณ ในฉบับสำเนาฮีบรู เขียนว่า “เป็นห้องสำหรับพวกนักร้อง” อยู่ที่ลานด้านใน ห้องหนึ่งอยู่ฝั่งประตูทิศเหนือหันหน้าไปทางใต้ อีกห้องหนึ่งอยู่ฝั่งประตูทิศใต้+ 40:44 ทิศใต้ มาจากฉบับแปลกรีกโบราณ-ในฉบับภาษาฮีบรูเขียนว่า “ทิศตะวันออก” หันหน้าไปทางทิศเหนือ 45 ชายผู้นั้นพูดกับผมว่า “ห้องที่หันหน้าไปทางทิศใต้นั้น เป็นห้องสำหรับนักบวชที่ทำหน้าที่เป็นยามสำหรับวิหาร 46 ส่วนห้องที่หันหน้าไปทางทิศเหนือนั้น เป็นห้องสำหรับนักบวชที่ทำหน้าที่เป็นยามสำหรับแท่นบูชา พวกนักบวชเหล่านี้ทุกคนเป็นลูกหลานของศาโดก พวกเขาเป็นลูกหลานของเลวีเพียงกลุ่มเดียวที่ได้รับอนุญาตให้เข้าใกล้พระยาห์เวห์ เพื่อรับใช้อยู่ต่อหน้าพระองค์+ 40:46 ได้รับ … ต่อหน้าพระองค์ หรือแปลได้อีกอย่างหนึ่งว่า “ที่มีสิทธิถือเครื่องบูชาไปถวายพระยาห์เวห์ที่แท่นบูชาได้”” 47 แล้วชายผู้นั้นได้วัดขนาดของลานด้านใน ลานนี้เป็นรูปสี่เหลี่ยมด้านเท่า ยาวหนึ่งร้อยศอก กว้างหนึ่งร้อยศอก และมีแท่นบูชาตั้งอยู่ด้านหน้าวิหาร
ระเบียงของวิหาร
48 ชายผู้นั้นได้พาผมไปที่ระเบียงของวิหารและเขาได้วัดขนาดของผนังทั้งสองด้านของระเบียงนั้น แต่ละด้านหนาห้าศอก และกว้างสามศอก ทางเข้ากว้างสิบสี่ศอก 49 ระเบียงนี้กว้างยี่สิบศอก มีระยะจากด้านหน้าถึงด้านหลังสิบสองศอก มีบันไดสิบขั้นขึ้นสู่ระเบียงนี้ และมีเสาสองต้นตั้งอยู่ที่ข้างประตูของระเบียงนี้ ด้านละต้น
41ห้องโถงอันศักดิ์สิทธิ์ของวิหาร
1 แล้วชายผู้นั้นได้พาผมเข้าไปยังห้องโถงอันศักดิ์สิทธิ์ และเขาได้วัดขนาดของผนังทั้งสองด้านที่ติดกับทางเข้าออก แต่ละด้านกว้างหกศอก
2 ทางเข้าออกนี้กว้างสิบศอก และผนังแต่ละด้านที่ติดกับทางเข้าออกนี้ กว้างห้าศอก
เขาได้วัดพื้นที่ของห้องโถงอันศักดิ์สิทธิ์นี้ มันยาวสี่สิบศอก และกว้างยี่สิบศอก
ห้องที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดในวิหาร
3 แล้วชายผู้นี้ได้เข้าไปในห้องที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุด และเขาได้วัดขนาดของผนังด้านที่ติดกับทางเข้าออก แต่ละด้านหนาสองศอก กว้างเจ็ดศอก ทางเข้าออกกว้างหกศอก
4 และเขายังได้วัดความยาวของห้องศักดิ์สิทธิ์ที่สุดนี้ด้วย มันยาวยี่สิบศอก และกว้างยี่สิบศอก ไปจดกับห้องโถงศักดิ์สิทธิ์
ชายผู้นั้นพูดกับผมว่า “นี่คือห้องที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุด”
ห้องอื่นๆที่อยู่รอบวิหาร
5 ชายผู้นี้ได้วัดผนังของวิหาร มันหนาหกศอก และห้องแต่ละห้องที่อยู่รายรอบวิหารนั้นกว้างสี่ศอก 6 ห้องด้านข้างนี้ มีอยู่สามชั้น ซ้อนกันอยู่ แต่ละชั้นมีสามสิบห้อง พวกคานที่ค้ำห้องชั้นบนนั้นวางอยู่บนส่วนที่ยื่นออกมาจากกำแพงโดยรอบ อย่างนี้ คานเหล่านี้ไม่ได้เสียบเข้าไปในกำแพงของวิหาร
7 ห้องด้านข้างรอบๆวิหารนี้ พื้นชั้นบนกว้างกว่าชั้นที่อยู่ถัดลงมา ลักษณะโครงสร้างโดยรอบจึงเหมือนกับเวทีที่ยกสูงขึ้นไปเป็นขั้นทางด้านข้าง ห้องที่อยู่ด้านบนจึงกว้างขึ้น มีบันไดทอดยาวจากชั้นล่างสุดขึ้นไปจนถึงชั้นบนสุดโดยผ่านชั้นสอง 8 ผมเห็นว่าวิหารมีส่วนที่ยื่นออกมาโดยรอบ ซึ่งเป็นฐานของพวกห้องข้างๆ วัดความสูงของส่วนที่ยื่นออกมานั้นได้หนึ่งไม้วัดซึ่งก็คือหกศอก 9 ผนังด้านนอกของห้องด้านข้าง หนาห้าศอก บริเวณที่เปิดโล่งที่อยู่ระหว่างห้องด้านข้างของวิหาร 10 กับห้องนักบวชนั้นกว้างยี่สิบศอก โดยรอบวิหารทุกด้าน 11 มีทางเข้าสู่ห้องด้านข้างจากบริเวณที่เปิดโล่งนั้น โดยทางหนึ่งอยู่ทิศเหนือและอีกทางหนึ่งอยู่ทิศใต้ และส่วนที่ยื่นออกมานั้นที่ติดกับบริเวณที่เปิดโล่งนั้น กว้างห้าศอกโดยรอบวิหาร
12 ตึกที่หันไปทางลานของวิหารที่อยู่ทางทิศตะวันตก กว้างเจ็ดสิบศอก กำแพงของตึกนั้นหนาห้าศอกโดยรอบ และลึกเข้าไปเก้าสิบศอก 13 แล้วชายผู้นั้นวัดขนาดวิหาร ได้ความลึกหนึ่งร้อยศอก และบริเวณลานในเขตหวงห้ามของวิหารกับตึก รวมทั้งพวกผนัง ยาวหนึ่งร้อยศอกเหมือนกัน 14 ลานทางตะวันออกของวิหาร รวมทั้งส่วนหน้าของวิหารกว้างหนึ่งร้อยศอก
15+ 41:15 ข้อ 15-17 ในสำเนาฮีบรู เข้าใจยากมาก แล้วชายผู้นั้นได้วัดความยาวของตึกที่หันไปทางเขตหวงห้ามด้านหลัง รวมกับระเบียงทั้งสองข้างของมัน ได้ยาวหนึ่งร้อยศอก ข้างในห้องโถงศักดิ์สิทธิ์ และระเบียงที่หันหน้าไปที่ลานด้านใน 16 รวมทั้งธรณีประตูกับหน้าต่างแคบๆและระเบียงที่ล้อมรอบทั้งสามด้าน ตรงข้ามธรณีประตู ล้วนปูไม้ทับอยู่ ตั้งแต่พื้นผนังตลอดแนวไปจนถึงหน้าต่าง และหน้าต่างก็มีไม้ปิดทับด้วยเหมือนกัน 17 และปูขึ้นไปถึงด้านบนสุดของประตูของห้องโถงศักดิ์สิทธิ์ และของระเบียงด้านนอก และบนผนังทั้งหมดที่อยู่รอบข้างทั้งในและนอก ออกแบบอย่างประณีต 18 และถูกแกะสลักรูปเครูบและต้นปาล์มไว้มากมาย โดยแกะลายต้นปาล์มสลับกับลายเครูบ เครูบแต่ละองค์มีสองหน้า 19 ใบหน้าหนึ่งเป็นหน้าคนหันไปทางต้นปาล์มด้านหนึ่ง และอีกใบหน้าหนึ่งเป็นสิงโตหันไปทางต้นปาล์มอีกด้านหนึ่ง มีรูปเหล่านี้แกะสลักอยู่รอบวิหาร 20 มีรูปของเครูบกับต้นปาล์มเหล่านั้น แกะสลักอยู่บนผนังของห้องโถงศักดิ์สิทธิ์ ตั้งแต่พื้นไปจนถึงบริเวณเหนือทางเข้า
21 ห้องโถงศักดิ์สิทธิ์ มีพวกกรอบประตูรูปสี่เหลี่ยม และตรงด้านหน้าห้องศักดิ์สิทธิ์ที่สุดนั้น มีสิ่งที่ดูเหมือนกับ 22 แท่นบูชาทำจากไม้อยู่แท่นหนึ่ง สูงสามศอก กว้างและยาวสองศอกเท่ากัน ที่มุมทั้งสี่มุม รวมทั้งที่ฐานและด้านข้างของแท่นนั้นเป็นไม้
ชายคนนั้นพูดกับผมว่า “นี่คือโต๊ะที่ตั้งอยู่ตรงหน้าของพระยาห์เวห์”
23 ทั้งห้องโถงศักดิ์สิทธิ์ และห้องศักดิ์สิทธิ์ที่สุด มีประตูอยู่สองบาน
24 แต่ละประตูมีบานเหวี่ยงสองบาน
25 และบนประตูของห้องโถงศักดิ์สิทธิ์ แกะสลักลายเครูบและต้นปาล์มเหมือนกับที่แกะไว้บนผนัง และมีที่กันแดดยื่นอยู่บนด้านหน้าของระเบียง
26 มีหน้าต่างแคบๆที่มีลายต้นปาล์มแกะสลักอยู่บนผนังทั้งสองข้างของระเบียง และมีห้องต่างๆอยู่ด้านข้างที่มีที่กันแดดด้วย
42ห้องนักบวช
1 แล้วชายผู้นั้นก็นำผมไปทางทิศเหนือ
ออกไปที่ลานด้านนอก และนำผมไปยังพวกห้องที่อยู่อีกฝากหนึ่งของลานที่อยู่หลังวิหาร และตรงข้ามกับตึกทางทิศเหนือ
2 ตึกที่มีห้องพวกนี้ มีประตูออกไปสู่ทิศเหนือนั้น ยาวหนึ่งร้อยศอก กว้างห้าสิบศอก
3 ตึกนี้สูงสามชั้นและมีพวกระเบียงทางเดินอยู่ทั้งสามชั้นระหว่างตึกนี้กับวิหารนั้น มีลานด้านในขั้นอยู่ กว้างยี่สิบศอก อีกฝากหนึ่งของตึกนี้ หันไปทางพื้นหินของลานด้านนอก
4 ที่ด้านหน้าห้องต่างๆที่หันหน้าเข้ามาด้านใน มีเฉลียงกว้างสิบศอก ยาวหนึ่งร้อยศอก แล้วมีประตูอยู่ทางทิศเหนือ
5 ตึกนี้ ห้องข้างบนแคบกว่าข้างล่าง
เพราะระเบียงทางเดินเหล่านั้นไปกินที่ของห้องชั้นบน มากกว่าที่ชั้นกลางและชั้นล่างของตึก
6 ทั้งสามชั้นไม่มีเสาหลักเหมือนกับที่มีในลานข้างนอก ดังนั้นห้องชั้นบนพวกนี้จึงมีพื้นที่ว่างน้อยกว่าชั้นล่างและชั้นกลาง
7 ด้านนอกของตึกนี้ มีกำแพงขนานไปกับห้องพวกนี้และลานด้านนอก กำแพงนี้ทอดยาวไปตามด้านหน้าของห้อง มีขนาดยาวห้าสิบศอก
8 แถวของห้องที่ขนานไปกับลานด้านนอกนั้นยาวห้าสิบศอก
แถวของห้องที่อยู่ใกล้กับห้องศักดิ์สิทธิ์นั้นยาวหนึ่งร้อยศอก
9 มีทางเข้าจากลานด้านนอก เข้ามายังห้องพวกนี้จากทางทิศตะวันออก
10 ตรงจุดเริ่มต้นของกำแพงลานของลานวิหาร ทางทิศใต้เลาะไปตามแนวกำแพงลานด้านนอก มีห้องหลายห้องติดกับลานของวิหารและอยู่ตรงข้ามกับตึก
11 มีเฉลียงอยู่หน้าห้องเหล่านั้น ห้องทางทิศใต้พวกนี้เหมือนกับห้องต่างๆทางทิศเหนือ มีความกว้างและยาวเท่ากัน มีพวกทางออกและความลึกเหมือนกันด้วย 12 ที่จุดเริ่มต้นของเฉลียงที่ขนานไปกับผนัง มีทางเข้าอันหนึ่งที่ผู้คนสามารถใช้เข้าออกห้องต่างๆเหล่านั้นได้ จากทางทิศตะวันออก
13 แล้วชายผู้นั้นได้พูดกับผมว่า
“ห้องทางทิศเหนือและห้องทางทิศใต้ที่หันหน้าไปที่ลานหลังวิหารนั้น คือห้องของพวกนักบวช เป็นห้องสำหรับพวกนักบวชที่รับใช้อยู่ใกล้ชิดพระยาห์เวห์ จะใช้กินเครื่องบูชาอันศักดิ์สิทธิ์ที่สุด พวกเขาจะวางเครื่องบูชาเหล่านี้ไว้ในห้องเหล่านั้น คือเครื่องบูชาจากเมล็ดพืช เครื่องบูชาชำระล้าง และเครื่องบูชาชดเชย เพราะห้องพวกนั้นเป็นห้องศักดิ์สิทธิ์
14 พวกนักบวชที่เข้าไปในพวกบริเวณที่ศักดิ์สิทธิ์ของวิหารนั้น จะต้องไม่ออกมาที่ลานด้านนอก จนกว่าพวกเขาจะได้ถอดชุดที่ใส่รับใช้พระยาห์เวห์ไว้ในห้องทั้งหลายของนักบวชก่อน เพราะชุดเหล่านั้นเป็นของศักดิ์สิทธิ์
พวกเขาต้องสวมเสื้อผ้าอื่น ก่อนที่จะออกไปยังบริเวณด้านนอกที่คนทั่วไปอยู่กัน”
ลานด้านนอก
15 เมื่อชายผู้นั้นวัดขนาดสิ่งต่างๆภายในบริเวณวิหารเสร็จแล้ว เขาได้นำผมออกมาทางประตูด้านตะวันออก และเขาได้วัดบริเวณรอบๆวิหารทั้งหมด
16 เขาเอาไม้วัด วัดด้านตะวันออกได้ขนาดความยาวห้าร้อยศอก
17 เขาเอาไม้วัด วัดด้านเหนือได้ขนาดความยาวห้าร้อยศอก
18 เขาเอาไม้วัด วัดด้านใต้ ได้ขนาดความยาวห้าร้อยศอก
19 แล้วเขาก็หันไปทางด้านตะวันตกและวัดด้านนั้นได้ความยาวห้าร้อยศอกเหมือนกัน
20 เขาจึงใช้ไม้วัด วัดทั้งสี่ด้านซึ่งมีกำแพงล้อมรอบอยู่ ได้ขนาดยาวห้าร้อยศอก กว้างห้าร้อยศอก กำแพงนี้แยกบริเวณที่ศักดิ์สิทธิ์ออกจากบริเวณทั่วๆไป
43สง่าราศีของพระยาห์เวห์กลับคืนสู่วิหารของพระองค์
1 แล้วชายผู้นั้นได้พาผมไปที่ประตูที่หันหน้าไปทางทิศตะวันออก 2 และผมได้เห็นรัศมีของพระเจ้าของชาวอิสราเอล ส่องออกมาจากทางทิศตะวันออกนั้น เสียงดังเหมือนน้ำที่ไหลเชี่ยวกราก และพื้นดินได้สว่างจ้าไปด้วยแสงจากรัศมีของพระองค์
3 นิมิตที่ผมเห็นนั้นเหมือนกับนิมิตที่ผมเคยเห็นเมื่อครั้งที่พระองค์ได้มาเพื่อทำลายเมือง และเหมือนกับนิมิตที่ผมเคยเห็นที่คลองเคบาร์ และผมก็ซบหน้าลงกับดิน
4 รัศมีของพระยาห์เวห์ได้เข้าสู่วิหารทางประตูที่หันหน้าไปทางทิศตะวันออก
5 แล้วพระวิญญาณ+ 43:5 พระวิญญาณ หรือแปลได้อีกอย่างหนึ่งว่า “ลม” ได้ยกผมขึ้น และนำผมเข้าสู่ลานด้านใน และรัศมีของพระยาห์เวห์ได้แผ่ไปทั่ววิหาร 6 ในขณะที่ชายผู้นั้นยืนอยู่ข้างๆผม ผมได้ยินเสียงของผู้หนึ่งดังออกมาจากภายในวิหารพูดกับผม
7 พระองค์พูดกับผมว่า “เจ้าลูกมนุษย์
นี่คือที่ตั้งบัลลังก์ของเรา และเป็นที่วางฝ่าเท้าของเรา
นี่คือที่ที่เราจะอาศัยอยู่ท่ามกลางชาวอิสราเอลตลอดไป ทั้งครอบครัวชาวอิสราเอลกับพวกกษัตริย์ของพวกเขา จะไม่ทำให้ชื่ออันศักดิ์สิทธิ์ของเราต้องเสื่อมเสียอีก ด้วยการขายตัว+ 43:7 การขายตัว สิ่งนี้หมายถึง การหันเหไปจากพระเจ้าและไม่ซื่อสัตย์ต่อพระองค์ ของพวกเขา และด้วยการถวายของขวัญให้กับพวกวิญญาณของกษัตริย์ทั้งหลายของพวกเขาในงานศพของกษัตริย์เหล่านั้น
8 กษัตริย์ของพวกเขาสร้างธรณีประตูวังและเสาประตูวังของพวกเขาติดกับของเราเลย มีแค่ผนังกั้นระหว่างเรากับพวกเขาเท่านั้น ดังนั้น เมื่อพวกเขาทำตัวน่ารังเกียจ พวกเขาก็ได้ทำให้ชื่ออันศักดิ์สิทธิ์ของเราเสื่อมเสียไป เราถึงได้ทำลายพวกเขาตอนที่เราโกรธ 9 ให้พวกเขาหยุดขายตัว และให้หยุดถวายของขวัญให้กับพวกกษัตริย์ที่ตายแล้วของพวกเขา แล้วเราจะอาศัยอยู่ท่ามกลางพวกเขาตลอดไป
10 เจ้าลูกมนุษย์เอ๋ย ให้บรรยายเรื่องวิหารนี้ให้กับประชาชนชาวอิสราเอลฟัง เพื่อพวกเขาจะได้อับอายในบาปทั้งหลายของพวกเขา และให้พวกเขาพิจารณาถึงแผนผังของวิหารนี้ 11 แล้วพวกเขาจะได้ละอายต่อสิ่งทั้งหมดที่พวกเขาได้ทำไป ให้พวกเขารู้จักรูปแบบของวิหารนี้ ทั้งการจัดวาง พวกทางออกและทางเข้า รวมทั้งกฎระเบียบและคำสั่งทั้งหมดของมัน ให้เขียนสิ่งเหล่านี้ไว้ต่อหน้าพวกเขา เพื่อพวกเขาจะได้รักษากฎทั้งหลายของเรา และทำตามกฎเกณฑ์ทั้งหมดของเรา
12 นี่คือกฎของวิหาร คือบริเวณรอบๆวิหารทั้งหมดบนยอดเขา จะเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุด นั่นคือกฎของวิหาร
แท่นบูชา
13 ต่อไปนี้คือขนาดของแท่นบูชา โดยวัดเป็นศอก ให้หนึ่งศอกยาวเท่ากับหนึ่งศอกกับอีกหนึ่งฝ่ามือ
แท่นบูชานี้มีร่องน้ำอยู่รอบๆฐานของมัน ลึกหนึ่งศอก กว้างหนึ่งศอก
ตรงริมของร่องน้ำ มีขอบสูงขึ้นมาหนึ่งคืบ และต่อไปนี้คือความสูงของแท่นบูชา
14 จากก้นของร่องน้ำ ขึ้นมาถึงส่วนบนสุดของที่กั้นอันต่ำ สูงสองศอก หนาหนึ่งศอก จากที่กั้นอันต่ำสุดนี้ขึ้นไปถึงที่กั้นอันสูงสุด สูงสี่ศอก หนาหนึ่งศอก
15 เตาไฟของแท่นบูชาสูงสี่ศอก
และที่มุมทั้งสี่ของเตาไฟนั้น มีเชิงงอนสี่อันยื่นขึ้นมา
16 เตาไฟของแท่นบูชานั้นเป็นรูปสี่เหลี่ยมด้านเท่า กว้าง ยาวสิบสองศอก
17 ที่กั้นอันสูงนั้นเป็นรูปสี่เหลี่ยมด้านเท่า กว้าง ยาวสิบสี่ศอก มีขอบสูงครึ่งศอก มีรางน้ำขนาดหนึ่งศอกอยู่รอบๆฐานของแท่น บันไดของแท่นบูชาหันหน้าไปทางทิศตะวันออก”
18 แล้วพระองค์พูดกับผมว่า “เจ้าลูกมนุษย์
นี่คือสิ่งที่พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตพูด
นี่คือกฎระเบียบต่างๆสำหรับแท่นบูชา เมื่อเจ้าสร้างมันเสร็จแล้ว เพื่อเจ้าจะได้ถวายพวกเครื่องเผาบูชาบนมัน และซัดเลือดใส่ข้างแท่นบูชา
19 เจ้าต้องใช้วัวหนุ่มหนึ่งตัว เป็นเครื่องบูชาชำระล้าง เจ้าต้องนำมันมาให้กับนักบวชชาวเลวี ซึ่งเป็นคนในครอบครัวของศาโดก พวกเขามีสิทธิ์ที่จะเข้าใกล้เรา เพื่อทำพิธีอยู่ต่อหน้าเรา” พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตพูดว่าอย่างนั้น
20 “เจ้าต้องเอาเลือดของมันมาส่วนหนึ่ง มาใส่ที่เชิงงอนทั้งสี่ของแท่นบูชา และที่มุมทั้งสี่ของที่กั้นชั้นบนสุดที่ถัดจากเตาลงมา และขอบที่อยู่รอบมัน อย่างนี้เจ้าจะทำให้แท่นบูชานั้นบริสุทธิ์และชำระมัน
21 เจ้าต้องเอาวัวหนุ่มที่ถูกถวายเป็นเครื่องบูชา และให้เอาไปเผาในที่ที่ได้กำหนดไว้ภายในบริเวณวิหาร ที่อยู่นอกตึกของวิหาร
22 ในวันที่สอง เจ้าต้องถวายแพะผู้ตัวหนึ่งที่ไม่มีตำหนิใดๆเพื่อเป็นเครื่องบูชาชำระล้าง และเจ้าต้องทำให้แท่นบูชาบริสุทธิ์ อย่างที่ทำตอนถวายวัวหนุ่มนั้น
23 เมื่อเจ้าทำพิธีชำระแท่นบูชาเสร็จแล้ว
เจ้าต้องถวายวัวหนุ่มตัวหนึ่งกับแกะผู้ตัวหนึ่งที่มาจากฝูง ทั้งสองตัวต้องไม่มีตำหนิใดๆ
24 เจ้าต้องถวายพวกมันต่อหน้าพระยาห์เวห์ และพวกนักบวชต้องโรยเกลือลงบนพวกมัน และนำพวกมันไปถวายเป็นเครื่องเผาบูชาให้แก่พระยาห์เวห์
25 เจ้าจะต้องจัดหาแพะตัวผู้ตัวหนึ่งมาเป็นเครื่องบูชาชำระล้าง ทุกๆวันเป็นเวลาเจ็ดวัน และเจ้ายังต้องจัดหาวัวหนุ่มตัวหนึ่ง กับแกะผู้ตัวหนึ่งจากฝูง สัตว์ทั้งหมดต้องไม่มีตำหนิใดๆ
26 พวกนักบวชต้องชำระแท่นบูชา และทำให้มันบริสุทธิ์ เป็นเวลาเจ็ดวัน อย่างนี้พวกเขาจะได้อุทิศแท่นบูชานี้ให้กับพระยาห์เวห์โดยเฉพาะ 27 เมื่อพวกเขาทำจนครบเจ็ดวันแล้ว ตั้งแต่วันที่แปดเป็นต้นไป พวกนักบวชต้องถวายเครื่องเผาบูชาของเจ้า และเครื่องสังสรรค์บูชาบนแท่นบูชานั้น แล้วเราจะยอมรับเจ้า” พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตพูดว่าอย่างนั้น
44ประตูด้านนอกทางทิศตะวันออก
1 แล้วชายผู้นั้นได้พาผมกลับไปที่ประตูด้านนอกของบริเวณวิหารศักดิ์สิทธิ์ ประตูนี้หันหน้าไปทางทิศตะวันออก และมันก็ปิดอยู่
2 พระยาห์เวห์พูดกับผมว่า “ประตูนี้ต้องปิดอยู่เสมอ ไม่มีใครมีสิทธิ์เปิดมัน ไม่มีใครได้รับอนุญาตให้เข้าออกทางประตูนี้ มันต้องปิดอยู่เสมอ เพราะพระยาห์เวห์พระเจ้าแห่งอิสราเอลได้เข้ามาทางประตูนี้
3 มีแต่ผู้นำของอิสราเอลเพียงคนเดียวเท่านั้นที่ได้รับอนุญาตให้นั่งอยู่ที่ในประตูนี้ เพื่อจะกินอาหารต่อหน้าพระยาห์เวห์ เขาต้องเข้ามาทางระเบียงของประตูและออกไปทางเดียวกัน”
ความศักดิ์สิทธิ์ของวิหาร
4 แล้วชายผู้นั้นได้นำผมผ่านเข้าไปทางประตูทิศเหนือ ไปถึงด้านหน้าของวิหาร ผมมองดูและเห็นรัศมีของพระยาห์เวห์เต็มวิหารของพระองค์ และผมได้ซบหน้าลงกับดิน
5 พระยาห์เวห์พูดกับผมว่า
“เจ้าลูกมนุษย์ สนใจดีๆ ดูดีๆและฟังดีๆถึงทุกสิ่งที่เราบอกกับเจ้า ที่เกี่ยวกับกฎระเบียบของวิหารของพระยาห์เวห์ ให้สังเกตทางเข้าและทางออกทั้งหมดของบริเวณวิหารศักดิ์สิทธิ์นี้ให้ดี
6 ให้พูดกับครอบครัวอิสราเอลที่ชอบกบฏว่า ‘นี่คือสิ่งที่พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตพูด “ครอบครัวอิสราเอล ให้หยุดการประพฤติอันน่ารังเกียจทั้งหมดของพวกเจ้าซะ 7 นอกจากการกระทำที่น่ารังเกียจอย่างอื่นของพวกเจ้าแล้ว พวกเจ้ายังได้นำพวกชาวต่างชาติที่ไม่ได้ขลิบทั้งใจและกาย เข้ามาในบริเวณวิหารศักดิ์สิทธิ์ของเรา ทำให้วิหารของเราเสื่อมไป ในขณะที่เจ้าถวายอาหารให้กับเราซึ่งก็คือไขมันและเลือดนั้น อย่างนี้พวกเจ้าได้ละเมิดข้อตกลงที่มีต่อเรา
8 แทนที่พวกเจ้าจะทำหน้าที่ของเจ้า ในการเฝ้ายามพวกของศักดิ์สิทธิ์ เจ้ากลับให้คนต่างชาติเข้ามาเฝ้ายามแทนในบริเวณวิหารศักดิ์สิทธิ์ของเรา”’”
9 นี่คือสิ่งที่พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตพูด
“ห้ามพวกคนต่างชาติที่ยังไม่ได้ขลิบทั้งใจและกายเข้ามาในบริเวณวิหารศักดิ์สิทธิ์ของเรา ถึงจะเป็นชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ท่ามกลางชาวอิสราเอลก็ตาม
10 แต่พวกชาวเลวีจะเข้ามา คือคนเหล่านั้นที่ปลีกตัวห่างไปจากเราตอนที่ชาวอิสราเอลหลงทางไป พวกชาวเลวีที่หันไปจากเราและไปติดตามพวกรูปเคารพ จะต้องรับผลกรรมจากบาปที่พวกเขาทำไปนั้น
11 พวกเขาจะยังทำหน้าที่ยามในบริเวณวิหารศักดิ์สิทธิ์ของเรา รับใช้อยู่ที่ประตูวิหาร และฆ่าเครื่องเผาบูชาและเครื่องบูชาต่างๆสำหรับประชาชน และยืนอยู่ต่อหน้าประชาชนเพื่อรับใช้พวกเขา 12 แต่เราได้ยกมือสาบานไว้ว่า พวกเขาต้องรับผลกรรมจากบาปที่พวกเขาทำไปนั้น เพราะพวกเขาเคยไปรับใช้คนเหล่านั้นต่อหน้าพวกรูปเคารพของพวกเขา และทำให้ครอบครัวชาวอิสราเอลทำบาป” พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตพูดว่าอย่างนั้น
13 “อย่างนี้ พวกเขาจะต้องไม่เข้าใกล้เพื่อรับใช้เราในฐานะนักบวช หรือเข้าใกล้ของศักดิ์สิทธิ์ใดๆก็ตาม หรือเข้าใกล้เครื่องบูชาอันศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของเรา พวกเขาต้องทนรับความอับอายจากการทำตัวที่น่ารังเกียจของพวกเขา
14 แต่เราจะตั้งให้พวกเขาทำหน้าที่เป็นยาม และจัดการกับภาระทั้งหลายที่จะต้องทำในวิหารนั้น
15 แต่พวกนักบวชที่เป็นชาวเลวี และเป็นลูกหลานของศาโดก ที่เคยทำหน้าที่อยู่ภายในบริเวณวิหารศักดิ์สิทธิ์ของเราอย่างซื่อสัตย์ เมื่อครั้งที่ชาวอิสราเอลหันเหไปจากเรานั้น พวกเขามีสิทธิ์เข้ามาใกล้เพื่อทำพิธีอยู่ต่อหน้าเรา พวกเขามีสิทธิ์ยืนอยู่ต่อหน้าเรา เพื่อถวายเครื่องบูชาที่เป็นส่วนไขมันและเลือดนั้นให้กับเรา” พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตพูดว่าอย่างนั้น
16 “พวกเขาเท่านั้นที่มีสิทธิ์เข้ามาในบริเวณวิหารศักดิ์สิทธิ์ของเรา และเข้ามาใกล้โต๊ะของเรา เพื่อทำพิธีอยู่ต่อหน้าเรา และพวกเขาจะทำหน้าที่เฝ้ายามสำหรับเรา
17 เมื่อพวกนักบวชนี้เข้าสู่ประตูลานด้านใน พวกเขาต้องสวมเสื้อลินิน พวกเขาต้องไม่สวมเสื้อผ้าที่ทำจากขนแกะ ในขณะที่ทำพิธีอยู่ที่ประตูลานด้านในหรือภายในวิหาร
18 พวกเขาต้องสวมผ้าโพกหัวที่ทำจากลินินและใส่ผ้าชั้นในที่ทำจากลินินไว้รอบเอวของพวกเขา พวกเขาต้องไม่สวมสิ่งใดๆก็ตามที่จะทำให้มีเหงื่อ 19 เมื่อพวกเขาออกไปสู่ลานด้านนอกที่ประชาชนอยู่ พวกเขาต้องถอดเสื้อผ้าที่ใส่ในขณะทำพิธีออก และต้องทิ้งเสื้อผ้าชุดนั้นไว้ในพวกห้องศักดิ์สิทธิ์ และสวมเสื้อผ้าชุดอื่นแทน อย่างนั้น จะได้ไม่มีใครไปถูกเสื้อผ้าศักดิ์สิทธิ์ของเขา และเป็นอันตราย+ 44:19 จะได้ไม่มีใคร … เป็นอันตราย คนธรรมดาทั่วไปห้ามแตะต้องของศักดิ์สิทธิ์ ถ้าเขาทำอย่างนั้น เชื่อว่าเขาจะได้รับอันตราย
20 พวกเขาต้องไม่โกนหัวหรือปล่อยให้ผมยาว แต่พวกเขาต้องเล็มผมอยู่เป็นประจำ
21 ห้ามนักบวชดื่มเหล้าองุ่นเมื่อเข้าไปในลานด้านใน
22 พวกเขาต้องไม่แต่งงานกับแม่หม้าย หรือกับหญิงที่หย่ากับสามีมาแล้ว
พวกเขาจะต้องแต่งงานกับหญิงพรหมจรรย์ที่เป็นลูกหลานของชาวอิสราเอล หรือแต่งกับแม่หม้ายของนักบวชเท่านั้น
23 พวกเขาต้องสอนประชาชน ให้รู้ถึงความแตกต่างระหว่างความศักดิ์สิทธิ์กับของธรรมดาทั่วๆไป และสอนให้พวกเขารู้จักวิธีแยกแยะว่าอะไรบริสุทธิ์และอะไรไม่บริสุทธิ์
24 เมื่อมีเรื่องทะเลาะวิวาทเกิดขึ้น
พวกนักบวชต้องทำหน้าที่เป็นผู้ตัดสิน และต้องตัดสินเรื่องนั้นตามกฎระเบียบของเรา
พวกเขาต้องรักษากฎทุกข้อและข้อบังคับต่างๆที่เกี่ยวกับงานเทศกาลต่างๆที่เราได้กำหนดขึ้น และพวกเขาจะต้องรักษาความศักดิ์สิทธิ์ของวันหยุดทางศาสนาของเราไว้
25 พวกนักบวชต้องไม่ทำตัวเองให้ไม่บริสุทธิ์ ด้วยการเข้าใกล้คนตาย แต่ถ้าคนตายเป็นพ่อหรือแม่ ลูกชายหรือลูกสาว พี่ชายหรือน้องชาย พี่สาวหรือน้องสาวของเขาที่ยังไม่ได้แต่งงาน เขาจะได้รับอนุญาตให้ทำตัวเองให้ไม่บริสุทธิ์ได้ 26 หลังจากที่เขาได้รับการชำระตัวแล้ว เขาต้องรออยู่เจ็ดวันก่อนที่จะกลับไปทำหน้าที่ในวิหาร
27 ในวันที่เขาเข้าในบริเวณวิหารศักดิ์สิทธิ์ ถึงลานด้านในเพื่อจะรับใช้ในบริเวณศักดิ์สิทธิ์นั้น เขาจะต้องถวายเครื่องบูชาชำระล้างให้กับตัวเองก่อน” พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตพูดว่าอย่างนั้น
28 นี่จะเป็นมรดกที่พวกนักบวชจะได้รับ คือเราเองเป็นมรดกของพวกเขา เจ้าต้องไม่ให้เขาถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินใดๆในอิสราเอล เราเองเป็นกรรมสิทธิ์ของพวกเขา
29 พวกเขาจะกินเครื่องบูชาจากเมล็ดพืช เครื่องบูชาชำระล้าง และเครื่องบูชาชดเชย และทุกสิ่งทุกอย่างที่ชาวอิสราเอลนำมาถวายให้แก่พระยาห์เวห์จะเป็นของพวกเขา
30 ผลผลิตชุดแรกของพืชทุกชนิด และของถวายพิเศษทุกชนิด จะเป็นของพวกนักบวช เจ้าต้องให้ส่วนที่ดีที่สุดของแป้งดิบของเจ้ากับพวกเขา เพื่อเจ้ากับครอบครัวจะได้รับพร
31 แล้วพวกนักบวชต้องไม่กินอะไรก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นนกหรือสัตว์อื่นๆที่ตายเองหรือถูกสัตว์ป่าฉีกทึ้งจนตาย
45กฎระเบียบเรื่องการแบ่งที่ดินสำหรับใช้ในงานศักดิ์สิทธิ์
1 เมื่อเจ้าแบ่งที่ดินเพื่อให้เป็นมรดกนั้น
เจ้าต้องถวายที่ดินส่วนหนึ่งให้แก่พระยาห์เวห์เพื่อให้เป็นเขตศักดิ์สิทธิ์ โดยให้มีขนาดยาวสองหมื่นห้าพันศอก+ 45:1 สองหมื่นห้าพันศอก หรือ ประมาณสิบสามกิโลเมตร กว้างสองหมื่นศอก+ 45:1 สองหมื่นศอก หรือประมาณสิบกิโลเมตรครึ่ง ข้อความนี้มาจากฉบับแปลภาษากรีก ในภาษาฮีบรูเขียนว่า หนึ่งหมื่นศอก (หรือ ประมาณห้ากิโลเมตร) พื้นที่ทั้งหมดนี้จะเป็นเขตศักดิ์สิทธิ์ 2 จากเขตศักดิ์สิทธิ์นี้ ให้แบ่งพื้นที่ออกมาส่วนหนึ่งเป็นรูปสี่เหลี่ยมด้านเท่ามีขนาดด้านละห้าร้อยศอก เพื่อให้เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ และให้กันพื้นที่รอบๆส่วนนี้ออกมาอีกห้าสิบศอก เพื่อเป็นพื้นที่เปิดโล่ง
3 ในเขตศักดิ์สิทธิ์ที่มีขนาดยาวสองหมื่นห้าพันศอก กว้างหนึ่งหมื่นศอกนี้ จะเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งในเขตนี้จะมีสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดตั้งอยู่
4 ในที่ดินทั้งหมด เขตนี้จะเป็นเขตศักดิ์สิทธิ์สำหรับพวกนักบวชอยู่กัน คือพวกนักบวชที่รับใช้อยู่ในบริเวณวิหารศักดิ์สิทธิ์ ที่เข้าใกล้พระยาห์เวห์เพื่อรับใช้อยู่ต่อหน้าพระองค์ มันจะเป็นที่ตั้งสำหรับบ้านของพวกเขา และเป็นที่ตั้งของสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ด้วย
5 พื้นที่ขนาดยาวสองหมื่นห้าพันศอก กว้างหนึ่งหมื่นศอกนี้ จะเป็นที่ตั้งของพวกเมืองที่เป็นสมบัติของพวกชาวเลวีที่รับใช้อยู่ในวิหาร เพื่อให้พวกเขาใช้อยู่อาศัย
6 เจ้าต้องกำหนดบริเวณหนึ่ง มีขนาดกว้างห้าพันศอก ยาวสองหมื่นห้าพันศอก อยู่ถัดจากส่วนที่ศักดิ์สิทธิ์ออกมา ที่ตรงนี้ให้เป็นที่อยู่ของชาวอิสราเอลทั้งหมด รวมทั้งเป็นที่ตั้งของเมืองเยรูซาเล็มด้วย
กฎระเบียบเรื่องการแบ่งที่ดินสำหรับผู้นำอิสราเอล
7 เขตที่ติดกับเขตศักดิ์สิทธิ์ และติดกับเมืองเยรูซาเล็มไปทางตะวันตกและตะวันออก จะเป็นของผู้นำอิสราเอล
เขตนี้จะทอดยาวไปจากสุดเขตแดนทางทิศตะวันตก ไปถึงสุดเขตแดนทิศตะวันออก ขนานไปกับเขตแดนที่เป็นของแต่ละเผ่า 8 ที่ดินนี้จะเป็นสมบัติของผู้นำอิสราเอล และผู้นำของเราจะไม่กดขี่ประชาชนของเราอีกต่อไป แต่จะยินยอมให้ชาวอิสราเอลเป็นเจ้าของที่ดินได้ตามเผ่าพันธุ์ของพวกเขา
9 นี่คือสิ่งที่พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตพูด
“พวกผู้นำของอิสราเอล พวกเจ้าได้ปล้นและโกงคนของเรามานานพอแล้ว หยุดความรุนแรงและการกดขี่ข่มเหงซะ แล้วหันมาทำในสิ่งที่เที่ยงธรรมและถูกต้อง หยุดขับไล่ประชาชนของเราไปจากบ้านของพวกเขาได้แล้ว”
พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตพูดว่าอย่างนั้น
กฎระเบียบเรื่องน้ำหนักและเครื่องตวง
10 “เจ้าต้องใช้เครื่องชั่งที่เที่ยงตรง ใช้เอฟาห์+ 45:10 เอฟาห์ หน่วยการตวงของแห้ง มีปริมาณเท่ากับ 22 ลิตร (เหมือนข้อ 24) และใช้บัท+ 45:10 บัท เป็นหน่วยในการตวงของเหลว ที่เที่ยงตรง 11 เอฟาห์กับบัทนั้นต้องมีขนาดเดียวกัน หนึ่งบัทต้องบรรจุได้หนึ่งส่วนสิบโฮเมอร์+ 45:11 โฮเมอร์ เป็นหน่วยในการตวงของแห้ง และหนึ่งเอฟาห์ต้องบรรจุได้หนึ่งส่วนสิบโฮเมอร์เหมือนกัน
โฮเมอร์ต้องเป็นเครื่องวัดที่มาตรฐานสำหรับทั้งเอฟาห์และบัท
12 หนึ่งเชเขล+ 45:12 เชเขล หนึ่งเชเขลมีน้ำหนักประมาณ 11.5 กรัม ต้องเท่ากับยี่สิบเกราห์
ยี่สิบเชเขลบวกยี่สิบห้าเชเขลบวกสิบห้าเชเขลต้องเท่ากับหนึ่งมินา+ 45:12 มินา ในที่นี้ เท่ากับหกสิบเชเขล แต่มินาทั่วๆไปจะเท่ากับห้าสิบเชเขล
กฎระเบียบเรื่องของถวาย
13 ต่อไปนี้คือของขวัญพิเศษที่เจ้าต้องนำมาถวาย
จากแต่ละโฮเมอร์ของข้าวสาลีหรือข้าวบาร์เลย์ เจ้าต้องถวายหนึ่งส่วนหกเอฟาห์
14 ให้ถวายน้ำมันตามที่ได้กำหนดไว้โดยตวงเป็นบัท
จากน้ำมันแต่ละโคระ ให้แบ่งถวายหนึ่งส่วนสิบบัท+ 45:14 หนึ่งส่วนสิบบัท เท่ากับ 2.2 ลิตร
(หนึ่งโคระเท่ากับสิบบัทหรือหนึ่งโฮเมอร์)
15 จากฝูงแกะทุกๆสองร้อยตัวที่ได้รับการเลี้ยงดูในทุ่งหญ้าของอิสราเอลที่มีน้ำอุดมสมบูรณ์ ให้เลือกออกมาถวายหนึ่งตัว
ของพวกนี้ทั้งหมด จะเอามาเป็น เครื่องบูชาจากเมล็ดพืช เครื่องเผาบูชา และเครื่องสังสรรค์บูชา เพื่อขจัดบาปต่างๆให้กับประชาชน” พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตพูดว่าอย่างนั้น
16 ประชาชนทั้งหมดในแผ่นดินต้องมอบของถวายต่างๆนี้ให้กับผู้นำอิสราเอล
17 ผู้นำอิสราเอลจะมีหน้าที่จัดหาเครื่องเผาบูชา เครื่องบูชาจากเมล็ดพืช และเครื่องดื่มบูชา สำหรับงานเทศกาลวันพระจันทร์ใหม่ วันหยุดทางศาสนา รวมทั้งงานเทศกาลทั้งหลายที่ได้กำหนดไว้ของครอบครัวชาวอิสราเอล
ผู้นำอิสราเอลจะจัดหาเครื่องบูชาชำระล้าง เครื่องบูชาจากเมล็ดพืช เครื่องเผาบูชา และเครื่องสังสรรค์บูชา เพื่อใช้ขจัดบาปต่างๆสำหรับครอบครัวอิสราเอล
กฎระเบียบเรื่องเทศกาลต่างๆ
(อพย. 12:1-20; ลนต. 23:33-43)
18 นี่คือสิ่งที่พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตพูด
ในวันที่หนึ่งของเดือนที่หนึ่ง เจ้าต้องนำวัวหนุ่มที่ไม่มีตำหนิใดๆมา และใช้มันทำพิธีเพื่อทำให้บริเวณวิหารศักดิ์สิทธิ์นั้นบริสุทธิ์
19 นักบวชต้องเอาเลือดของเครื่องบูชาชำระล้าง มาใส่ไว้ที่เสาประตูของวิหาร และใส่ตรงขอบด้านบนของทั้งสี่มุมของแท่นบูชา และใส่บนเสาประตูของลานด้านใน
20 เจ้าต้องทำพิธีนี้เหมือนกัน ในวันที่เจ็ดของเดือนนั้น สำหรับคนที่ทำบาปไปโดยไม่ได้ตั้งใจหรือไม่รู้ โดยวิธีนี้เจ้าจะชำระวิหารให้บริสุทธิ์
21 ในวันที่สิบสี่ของเดือนนั้น เจ้าต้องจัดงานเทศกาลปลดปล่อยขึ้น งานเลี้ยงจะมีขึ้นเป็นเวลาเจ็ดวัน ในระหว่างนี้ เจ้าจะต้องกินขนมปังที่ไม่ได้ใส่เชื้อฟู 22 ช่วงนี้ ผู้นำจะจัดหาวัวผู้มาตัวหนึ่ง เอามาเป็นเครื่องบูชาชำระล้าง ให้กับทั้งตัวเขาและประชาชนทั้งหมดของแผ่นดิน
23 ตลอดทั้งเจ็ดวันของงานเลี้ยงนี้
ผู้นำต้องเป็นผู้จัดหาวัวตัวผู้เจ็ดตัว และแกะตัวผู้เจ็ดตัว ที่ไม่มีตำหนิใดๆมาถวายเป็นเครื่องเผาบูชาให้แก่พระยาห์เวห์
และจัดหาแพะตัวผู้มาวันละตัว เอามาถวายเป็นเครื่องบูชาชำระล้าง
24 เมื่อถวายวัวตัวผู้แต่ละตัว ผู้นำจะต้องถวายเครื่องบูชาจากเมล็ดพืชจำนวนหนึ่งเอฟาห์+ 45:24 เอฟาห์ หน่วยการตวงของแห้ง มีปริมาณเท่ากับ 22 ลิตรด้วย
และเมื่อถวายแกะตัวผู้แต่ละตัว เขาต้องถวายเมล็ดพืชจำนวนหนึ่งเอฟาห์ พร้อมกับถวายน้ำมันหนึ่งฮิน+ 45:24 ฮิน หน่วยในการตวงของเหลว 1 ฮิน มีปริมาณเท่ากับ 3.2 ลิตร สำหรับเมล็ดพืชแต่ละเอฟาห์
25 ในวันที่สิบห้าของเดือนที่เจ็ด และในช่วงเจ็ดวันของเทศกาลอยู่เพิง ผู้นำต้องจัดหาเครื่องบูชาเหล่านี้ไว้ด้วย คือพวกเครื่องบูชาชำระล้าง เครื่องเผาบูชา เครื่องบูชาจากเมล็ดพืชและน้ำมัน
46กฎระเบียบต่างๆสำหรับผู้ครอบครองและประชาชน
1 นี่คือสิ่งที่พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตพูด
“ประตูลานด้านในที่หันหน้าไปทางทิศตะวันออกนั้น ให้ปิดมันไว้ตลอดหกวันทำงานนั้น แต่ในวันหยุดทางศาสนาและวันพระจันทร์ใหม่ ให้เปิดมันไว้ 2 ผู้ครอบครองอิสราเอลจะต้องเข้ามาจากด้านนอกโดยผ่านทางระเบียงของประตูทางเข้า และมายืนอยู่ข้างเสาประตู พวกนักบวชต้องเอาเครื่องเผาบูชาของผู้ครอบครอง และพวกเครื่องสังสรรค์บูชาของเขา มาถวายให้กับเรา ผู้ครอบครองต้องกราบไหว้อยู่ที่ธรณีประตูทางเข้า แล้วถึงค่อยออกไป แต่อย่าเพิ่งปิดประตูจนกว่าจะถึงตอนเย็น 3 ทุกๆวันหยุดทางศาสนาและทุกๆวันพระจันทร์ใหม่ ประชาชนในแผ่นดินต้องมากราบไหว้อยู่ต่อหน้าพระยาห์เวห์ ที่ทางเข้าของประตูนั้น
4 เครื่องเผาบูชาที่ผู้ครอบครอง นำมาถวายให้กับพระยาห์เวห์ในวันหยุดทางศาสนานั้น จะต้องประกอบไปด้วย ลูกแกะผู้หกตัว และแกะผู้หนึ่งตัว ทุกตัวต้องไม่มีตำหนิใดๆ
5 เขาต้องถวายเครื่องบูชาจากเมล็ดพืชหนึ่งเอฟาห์+ 46:5 เอฟาห์ หน่วยการตวงของแห้ง มีปริมาณเท่ากับ 22 ลิตร พร้อมกับแกะผู้ตัวนั้น และถวายเครื่องบูชาจากเมล็ดพืชเท่าที่อยากจะถวาย พร้อมกับลูกแกะเหล่านั้น แต่เขาต้องถวายน้ำมันหนึ่งฮินสำหรับเมล็ดพืชแต่ละเอฟาห์
6 ในวันพระจันทร์ใหม่นั้น เขาต้องถวายวัวหนุ่มหนึ่งตัว พร้อมกับลูกแกะหกตัว และแกะผู้หนึ่งตัว ทุกตัวต้องไม่มีตำหนิใดๆ
7 เขาต้องจัดหาเครื่องบูชาจากเมล็ดพืชหนึ่งเอฟาห์ถวายพร้อมกับวัวผู้ตัวนั้น และถวายเมล็ดพืชหนึ่งเอฟาห์ไปพร้อมกับแกะผู้ตัวนั้นด้วย และให้ถวายเมล็ดพืชเท่าที่เขาอยากจะถวาย พร้อมกับพวกลูกแกะ แต่เขาต้องถวายน้ำมันหนึ่งฮิน+ 46:7 ฮิน หน่วยในการตวงของเหลว 1 ฮิน มีปริมาณเท่ากับ 3.2 ลิตร สำหรับเมล็ดพืชแต่ละเอฟาห์
8 เมื่อผู้ครอบครองเข้ามา เขาต้องเดินผ่านระเบียงของประตูทางเข้า และต้องออกไปทางประตูเดียวกัน
9 เมื่อประชาชนในแผ่นดินนั้น มาอยู่ต่อหน้าพระยาห์เวห์ ในงานเทศกาลต่างๆที่ได้กำหนดไว้ คนที่เข้ามาทางประตูทิศเหนือเพื่อมานมัสการเรา จะต้องออกไปทางประตูทิศใต้ และคนที่เข้ามาทางประตูทิศใต้จะต้องออกไปทางประตูทิศเหนือ ห้ามเข้าออกโดยใช้ประตูเดียวกัน แต่ต้องเข้าออกโดยใช้ประตูที่อยู่ตรงข้ามกัน
10 ผู้ครอบครองจะต้องอยู่ท่ามกลางประชาชน ประชาชนเข้าออกตอนไหน ผู้ครอบครองก็ต้องเข้าออกตอนนั้นด้วย
11 ทั้งงานเทศกาลและงานเลี้ยงทั้งหลายที่ได้กำหนดขึ้น ต้องมีเครื่องบูชาจากเมล็ดพืช หนึ่งเอฟาห์ถวายพร้อมกับวัวผู้หนึ่งตัว
และเมล็ดพืชอีกหนึ่งเอฟาห์ถวายพร้อมกับแกะผู้หนึ่งตัว
และถวายเมล็ดพืชเท่าที่เขาอยากจะถวาย พร้อมกับพวกลูกแกะ พร้อมกับน้ำมันหนึ่งฮินสำหรับเมล็ดพืชแต่ละเอฟาห์
12 เมื่อผู้ครอบครองจัดหาเครื่องบูชาด้วยความสมัครใจมาให้กับพระยาห์เวห์ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องเผาบูชาหรือเครื่องสังสรรค์บูชาก็ตาม จะต้องเปิดประตูที่หันหน้าไปทางทิศตะวันออกให้กับเขา เขาจะถวายเครื่องเผาบูชาหรือเครื่องสังสรรค์บูชา เหมือนกับที่เขาถวายในวันหยุดทางศาสนา แล้วเขาจะออกไป และหลังจากที่เขาออกไปแล้ว ให้ปิดประตู
กฎระเบียบเรื่องเครื่องบูชาประจำวัน
13 ทุกๆเช้า ผู้ครอบครองต้องจัดหาลูกแกะอายุหนึ่งปีที่ไม่มีตำหนิใดๆมาเป็นเครื่องเผาบูชาให้แก่พระยาห์เวห์
14 ผู้ครอบครองยังต้องจัดหาเครื่องบูชาจากเมล็ดพืชหนึ่งส่วนหกเอฟาห์ กับน้ำมันหนึ่งส่วนสามฮิน เพื่อทำให้แป้งนุ่ม ร่วมกับการถวายเครื่องเผาบูชานี้ การถวายเครื่องบูชาจากเมล็ดพืชให้แก่พระยาห์เวห์นั้น เป็นกฎที่ต้องทำตลอดไป
15 เขาจะต้องถวายลูกแกะ เครื่องบูชาจากเมล็ดพืชและน้ำมัน ให้กับเราในทุกๆเช้า นี่เป็นกฎสำหรับเครื่องเผาบูชาที่ทำกันตามปกติทุกๆวัน”
กฎระเบียบเรื่องการยกมรดกของผู้ครอบครองแผ่นดิน
16 นี่คือสิ่งที่พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตพูด
“ถ้าผู้ครอบครองมอบของขวัญจากกองมรดกให้กับลูกชายคนหนึ่งคนใดของเขา มรดกนั้นจะตกเป็นของลูกหลานของลูกชายคนนั้นด้วย มันจะเป็นสมบัติที่ตกทอดกันต่อๆไป
17 แต่ ถ้าผู้ครอบครองมอบของขวัญจากกองมรดกให้กับคนรับใช้คนหนึ่งคนใดของเขา คนรับใช้คนนั้นจะเก็บของนั้นไว้ได้จนถึงปีแห่งการปลดปล่อยแล้วของนั้นก็จะกลับไปสู่ผู้ครอบครองคนนั้นเหมือนเดิม มรดกของผู้ครอบครองจะตกทอดไปสู่ลูกชายของผู้ครอบครองเท่านั้น มันเป็นสมบัติของลูกหลานของเขา
18 ผู้ครอบครองต้องไม่ไปแย่งชิงมรดกของประชาชน
หรือขับไล่ประชาชนออกจากที่ดินของพวกเขา
ผู้ครอบครองต้องยกมรดกที่เป็นของเขาเองให้กับพวกลูกชายของเขา เพื่อประชาชนของเราจะได้ไม่ต้องถูกไล่ออกจากที่ดินของพวกเขา”
กฎระเบียบเรื่องครัวของวิหาร
19 แล้วชายผู้นั้นได้นำผมผ่านไปที่ทางเข้าที่อยู่ด้านข้างของประตูที่จะไปสู่บรรดาห้องศักดิ์สิทธิ์ซึ่งหันหน้าไปทางทิศเหนือ ห้องเหล่านั้นคือห้องของพวกนักบวช เขาได้พาผมไปดูสถานที่แห่งหนึ่ง ที่อยู่ปลายสุดทางด้านทิศตะวันตก 20 เขาพูดกับผมว่า “นี่คือสถานที่ที่พวกนักบวชจะใช้ต้มเครื่องบูชาชดเชย และเครื่องบูชาชำระล้าง และอบเครื่องบูชาจากเมล็ดพืช เพื่อพวกเขาจะได้ไม่ต้องเอาเครื่องบูชาศักดิ์สิทธิ์เหล่านี้ออกไปที่ลานด้านนอก ซึ่งอาจจะเป็นอันตรายต่อประชาชนได้”+ 46:20 อาจจะเป็นอันตรายต่อประชาชนได้ หมายถึง พระเจ้าจะลงโทษคนที่ไม่ใช่นักบวชที่มาแตะต้องถูกเครื่องบูชาศักดิ์สิทธิ์พวกนี้
21 แล้วเขาได้นำผมไปที่ลานด้านนอก และพาผมเดินผ่านไปทั้งสี่มุมของลาน และแต่ละมุมก็มีลานเล็กอีกลานหนึ่ง
22 ลานเล็กที่อยู่ตามมุมทั้งสี่ของลานด้านนอกนี้ มีขนาดยาวสี่สิบศอกและกว้างสามสิบศอก ลานเล็กที่อยู่ติดกับทั้งสี่มุมนี้มีขนาดเท่ากันหมด
23 บริเวณโดยรอบด้านในของลานเล็กทั้งสี่ลานนั้น มีส่วนที่ยื่นออกมาจากกำแพง ส่วนที่ยื่นออกมานั้นก่อขึ้นจากหิน และมีที่ก่อไฟอยู่ด้านล่างโดยรอบ
24 ชายผู้นั้นได้พูดกับผมว่า “สถานที่เหล่านี้คือพวกครัวที่พวกผู้ที่รับใช้อยู่ในวิหาร ใช้ต้มพวกเครื่องบูชาของประชาชน”
47แม่น้ำที่ ไหลมาจากวิหาร
1 ชายผู้นั้นได้พาผมกลับมาที่ประตูทางเข้าวิหาร
และผมได้เห็นน้ำไหลออกมาจากใต้ธรณีประตูของวิหาร ไหลไปทางทิศตะวันออก (เพราะวิหารหันหน้าไปทางทิศตะวันออก) น้ำไหลลงมาจากทางด้านทิศใต้ของธรณีประตูของวิหาร และไหลผ่านทางด้านทิศใต้ของแท่นบูชา
2 แล้วชายผู้นั้นได้นำผมออกมา โดยใช้ประตูทิศเหนือ และพาผมอ้อมไปทางด้านนอกไปถึงประตูด้านนอกที่หันหน้าไปทางทิศตะวันออก และน้ำนั้นได้ไหลออกมาจากทางทิศใต้ของประตูนั้น
3 ชายผู้นั้นเดินไปทางทิศตะวันออกพร้อมกับถือสายวัดเส้นหนึ่งในมือ เขาวัดสายน้ำได้หนึ่งพันศอก แล้วเขาพาผมลุยน้ำที่ลึกถึงตาตุ่ม
4 เขาวัดสายน้ำได้อีกหนึ่งพันศอก และเขาพาผมเดินลุยน้ำที่ลึกถึงหัวเข่า
เขาวัดสายน้ำได้อีกหนึ่งพันศอก และเขาพาผมเดินลุยน้ำที่ลึกถึงเอว
5 เขาวัดสายน้ำได้อีกหนึ่งพันศอก แต่ตอนนี้มันคือแม่น้ำสายหนึ่งที่ผมลุยข้ามไปไม่ได้ เพราะน้ำขึ้นสูงและลึกมากจนไม่มีใครลุยข้ามไปได้นอกจากจะว่ายน้ำข้ามไป
6 ชายผู้นั้นถามผมว่า “เจ้าลูกมนุษย์ เจ้าได้สังเกตเรื่องเหล่านี้หรือเปล่า”
แล้วเขาก็พาผมกลับไปที่ริมฝั่งแม่น้ำ
7 เมื่อผมมาถึงที่นั้น
ผมได้เห็นต้นไม้จำนวนมากขึ้นอยู่ริมแม่น้ำทั้งสองฝั่ง
8 ชายผู้นั้นได้พูดกับผมว่า
“แม่น้ำสายนี้ไหลไปที่แคว้นทางทิศตะวันออกและไหลไปที่อาราบา+ 47:8 อาราบา คือ หุบเขาจอร์แดน และไหลลงสู่ทะเลตายและทำให้ทะเลตายกลายเป็นน้ำจืด
9 แม่น้ำนี้ไหลผ่านที่ไหน ก็จะมีสิ่งมีชีวิตมาอาศัยอยู่ที่นั่น จะมีปลาอยู่มากมาย เพราะเมื่อน้ำนี้ไหลลงทะเล มันจะทำให้น้ำเค็มกลายเป็นน้ำจืด ดังนั้น ไม่ว่าแม่น้ำสายนี้จะไหลผ่านที่ใด ก็จะมีสิ่งมีชีวิตทุกชนิดมาอาศัยอยู่ที่นั่น
10 ชาวประมงจะยืนอยู่ตามริมฝั่ง ตั้งแต่เอนเกดีไปจนถึงเอนเอกลาอิม จะมีที่มากมายให้ทอดแห จะมีปลามากมายหลายชนิดเหมือนกับปลาที่มีอยู่ในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน
11 แต่น้ำตามหนองตามบึงจะไม่เป็นน้ำจืด มันจะถูกทิ้งไว้ให้เป็นเกลือ 12 ต้นไม้ทุกชนิดที่ให้ผล จะเจริญเติบโตอยู่สองฟากฝั่งแม่น้ำ ใบไม้ของมันจะไม่แห้งเหี่ยว และจะออกผลไม่หยุดหย่อน มันจะออกผลให้ทุกๆเดือน เพราะน้ำจากสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ไหลผ่านพวกมัน ผลของมันจะใช้เป็นอาหาร และใบของมันจะใช้เป็นยารักษา”
การแบ่งที่ดินให้กับสิบสองเผ่าของอิสราเอล
13 นี่คือสิ่งที่พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตพูด
“ต่อไปนี้คือเขตแดนที่ดินที่เจ้าต้องแบ่งไว้เป็นมรดกให้กับสิบสองเผ่าของอิสราเอล โยเซฟจะได้สองส่วน
14 เจ้าต้องแบ่งมันให้กับพวกเขาอย่างเท่าเทียมกัน
เพราะเราได้ยกมือสาบานไว้ว่าจะให้มันกับบรรพบุรุษของเจ้า ที่ดินนี้จะเป็นมรดกของเจ้า
15 ต่อไปนี้จะเป็นเขตแดนของที่ดิน
เขตแดนทางทิศเหนือ เริ่มจากทะเลเมดิเตอร์เรเนียนไปตามถนนเฮทโลน ผ่านทางเข้าเมืองฮามัทจนถึงเศดัด 16 ต่อไปจนถึงเบโรธาห์และสิบราอิม (ซึ่งติดอยู่กับเขตแดนของดามัสกัสกับฮามัท) ไปจบที่ฮาเซอร์ฮัททิโคน ซึ่งติดกับเขตแดนของเฮาราน
17 ดังนั้นเขตแดนทางทิศเหนือ เริ่มจากทะเลเมดิเตอร์เรเนียนไปจนถึงฮาซาเรโนน (ซึ่งอยู่เหนือเขตแดนของเมืองดามัสกัส และอยู่ใต้เขตแดนของฮามัท)
18 เขตแดนทางทิศตะวันออก จะทอดยาวไประหว่างเฮารานกับเมืองดามัสกัส และเรียบแม่น้ำจอร์แดนลงไปทางใต้ ซึ่งแยกระหว่างเขตแดนของกิเลอาดกับแผ่นดินของชาวอิสราเอล และจะเลยทะเลตายไปทางใต้ไกลถึงเมืองทามาร์
19 เขตแดนทางทิศใต้ เส้นเขตแดนจะเริ่มจากเมืองทามาร์ทอดยาวไปจนถึงพวกตาน้ำแห่งเมรีบาห์คาเดช แล้วเลาะไปตามลำธารของอียิปต์ ไปจบที่ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน
20 เขตแดนทางทิศตะวันตก จะขนานไปกับชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียนขึ้นไปทางเหนือ ไปจนถึงจุดที่อยู่ตรงข้ามกับทางเข้าเมืองฮามัท
21 เจ้าต้องแบ่งที่ดินในหมู่พวกเจ้า ตามเผ่าต่างๆของอิสราเอล 22 เจ้าต้องแบ่งมันให้เป็นมรดกกับตัวพวกเจ้าเอง และกับชาวต่างชาติที่มาตั้งรกรากอยู่ในหมู่พวกเจ้า และมีลูกหลาน เจ้าต้องถือว่าพวกเขาเป็นชาวอิสราเอลโดยกำเนิด พวกเจ้าต้องจัดแบ่งมรดกให้กับพวกเขาในท่ามกลางชนเผ่าของอิสราเอลด้วย 23 พวกเจ้าจะต้องแบ่งมรดกให้กับเขา ไม่ว่าพวกเขาจะตั้งรกรากอยู่ท่ามกลางชนเผ่าใดของอิสราเอลก็ตาม”
พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตพูดว่าอย่างนั้น
48ที่ดินสำหรับเผ่าต่างๆของอิสราเอล
1 “ต่อไปนี้คือรายชื่อของเผ่าต่างๆของอิสราเอลกับที่ดินที่พวกเขาจะได้รับ
เริ่มจากทางทิศเหนือ ชนเผ่าดานจะได้รับส่วนหนึ่ง คือส่วนที่เลียบไปตามถนนเฮทโลนไปจนถึงทางเข้าเมืองฮามัท ไปจนถึงฮาซาเรโนน (ซึ่งติดกับเขตแดนทางด้านเหนือของเมืองดามัสกัส ที่อยู่ถัดจากเมืองฮามัท) เริ่มจากเขตแดนด้านตะวันออกยาวไปจนถึงด้านตะวันตก
2 ชนเผ่าอาเชอร์จะได้รับส่วนหนึ่ง
คือส่วนที่ถัดจากเขตแดนของดาน
ทอดยาวจากทางทิศตะวันออกไปถึงทิศตะวันตก
3 ชนเผ่านัฟทาลีได้รับส่วนหนึ่ง
คือส่วนที่ถัดจากเขตแดนของอาเชอร์
ทอดยาวจากทางทิศตะวันออกไปถึงทิศตะวันตก
4 ชนเผ่ามนัสเสห์จะได้รับส่วนหนึ่ง
คือส่วนที่ถัดจากเขตแดนของนัฟทาลี
ทอดยาวจากทางทิศตะวันออกไปถึงทิศตะวันตก
5 ชนเผ่าเอฟราอิมจะได้รับส่วนหนึ่ง
คือส่วนที่ถัดจากเขตแดนของมนัสเสห์
ทอดยาวจากทางทิศตะวันออกไปถึงทิศตะวันตก
6 ชนเผ่ารูเบนจะได้รับส่วนหนึ่ง
คือส่วนที่ถัดจากเขตแดนของเอฟราอิม
ทอดยาวจากทางทิศตะวันออกไปถึงทิศตะวันตก
7 ชนเผ่ายูดาห์จะได้รับส่วนหนึ่ง
คือส่วนที่ถัดจากเขตแดนของรูเบน
ทอดยาวจากทางทิศตะวันออกไปถึงทิศตะวันตก
เขตพิเศษ
8 ส่วนที่ถัดจากเขตแดนของยูดาห์ลงมา จากทางทิศตะวันออกไปถึงทิศตะวันตก จะเป็นส่วนของแผ่นดินที่เจ้าต้องแยกออกมาเป็นพิเศษ ซึ่งมีความกว้างสองหมื่นห้าพันศอกและมีความยาวจากทางตะวันออกไปถึงตะวันตกเท่ากับส่วนแบ่งของแต่ละเผ่า จะมีสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ตั้งอยู่ตรงกลางของที่ดินแปลงนี้
9 เขตพิเศษที่เจ้าต้องถวายให้กับพระยาห์เวห์ จะมีความยาวสองหมื่นห้าพันศอกและกว้างสองหมื่นศอก+ 48:9 สองหมื่นศอก คำนี้อยู่ในฉบับแปลกรีกโบราณฉบับหนึ่ง และมันตรงกับสิ่งที่ฉบับแปลกรีกเขียนในบทที่ 45 ข้อ 1 ฉบับฮีบรูที่นิยมใช้กันเขียนว่า หนึ่งหมื่นศอก
10 ส่วนแบ่งที่ศักดิ์สิทธิ์นี้ที่เจ้าได้แยกออกไว้ต่างหาก จะถูกจัดสรรให้กับกลุ่มต่อไปนี้ สำหรับพวกนักบวช จะได้รับเขตที่ดินที่มีความยาวสองหมื่นห้าพันศอกทางด้านเหนือและด้านใต้และกว้างหนึ่งหมื่นศอกทางด้านตะวันตกและตะวันออก และมีที่ตั้งของสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของพระยาห์เวห์อยู่ตรงกลาง
11 เฉพาะพวกนักบวชที่เป็นลูกหลานของศาโดกเท่านั้น ที่จะได้รับส่วนแบ่งอันศักดิ์สิทธิ์นี้ เพราะ พวกนี้ได้รับการเลือกให้มาเป็นนักบวชที่ศักดิ์สิทธิ์ ทำหน้าที่เฝ้ายามให้กับเรา และไม่ได้หันเหไปจากเรา ตอนที่พวกชาวเลวีอื่นๆและชาวอิสราเอลหลงไปจากเรา
12 ที่ดินส่วนนี้จะเป็นของขวัญพิเศษที่มอบให้แก่พวกนักบวชนี้ ส่วนนี้เป็นส่วนหนึ่งของเขตศักดิ์สิทธิ์ เป็นส่วนที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุด ที่อยู่ถัดจากเขตของชาวเลวีขึ้นไป
13 ติดกับเขตแดนของนักบวชนั้น ชาวเลวีจะได้รับส่วนแบ่ง ขนาดยาวสองหมื่นห้าพันศอกและกว้างหนึ่งหมื่นศอก
รวมขนาดทั้งหมดของเขตแดนนั้นยาวสองหมื่นห้าพันศอก กว้างสองหมื่นศอก
14 พวกเขาต้องไม่ขายหรือเอามันไปแลกเปลี่ยนไม่ว่าจะเป็นส่วนใดก็ตาม มันเป็นที่ดินส่วนที่ดีที่สุดและต้องไม่ตกไปอยู่ในมือของคนกลุ่มอื่น เพราะมันเป็นส่วนศักดิ์สิทธิ์ของพระยาห์เวห์
ส่วนที่เป็นที่ดินของเมือง
15 พื้นที่ส่วนที่เหลือที่กว้างห้าพันศอก ยาวสองหมื่นห้าพันศอกนั้น จะไว้สำหรับใช้ประโยชน์ทั่วไปของชุมชน คือใช้เป็นที่อยู่อาศัย และใช้เป็นทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ ตัวเมืองจะตั้งอยู่ตรงกลางของส่วนนี้ 16 เมืองนี้จะเป็นสี่เหลี่ยมด้านเท่า คือทั้งทิศเหนือใต้ออกตก มีความยาวสี่พันห้าร้อยศอกเท่ากันหมด
17 ทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์จะยื่นออกไปจากเมืองสองร้อยห้าสิบศอกทั้งทิศเหนือใต้ออกตก
18 ส่วนพื้นที่ที่เหลือทางด้านตะวันออกและตะวันตกของเมือง ที่ติดกับเขตแดนของส่วนศักดิ์สิทธิ์ มีขนาดยื่นออกไปหนึ่งหมื่นศอกทั้งสองด้าน
พื้นที่ส่วนนี้จะใช้สำหรับปลูกพืชผลเพื่อเป็นอาหารให้กับพวกคนงานในเมือง
19 พวกคนงานที่อยู่ในเมือง จะมาเพาะปลูกในพื้นที่นี้ พวกเขาจะมาจากเผ่าทั้งหลายของอิสราเอล
20 ดังนั้นจุดศูนย์กลางของเขตศักดิ์สิทธิ์นี้ จะเป็นสี่เหลี่ยมด้านเท่าขนาดสองหมื่นห้าพันศอก เจ้าจะต้องแยกส่วนนี้ออกมาให้กับเรา และให้เป็นที่ตั้งของเมืองด้วย
21 ส่วนที่เหลือทางทิศตะวันออกและทิศตะวันตก ที่ถัดจากส่วนศักดิ์สิทธิ์และที่ดินของเมืองออกไปนั้นจะตกเป็นของผู้นำของอิสราเอล มันจะยื่นออกไปสองหมื่นห้าพันศอกทั้งสองด้าน พื้นที่ทั้งสองแห่งนี้ที่ขนานกับเขตแดนของเผ่าอื่น จะตกเป็นของผู้นำอิสราเอล และจะมีส่วนศักดิ์สิทธิ์กับวิหารศักดิ์สิทธิ์อยู่ตรงกลางระหว่างสองแปลงนี้ 22 ดังนั้นที่ดินของชาวเลวีและที่ดินของเมืองจะขั้นกลางระหว่างที่สองแปลงของผู้นำอิสราเอล ที่ดินของผู้นำอิสราเอลจะตั้งอยู่ระหว่างเขตแดนของเผ่ายูดาห์และเผ่าเบนยามิน
23 ส่วนชนเผ่าที่เหลือมีเขตแดนดังนี้คือ
ชนเผ่าเบนยามินจะได้รับส่วนถัดลงมา
ทอดยาวจากด้านตะวันออกไปถึงด้านตะวันตก
24 ชนเผ่าสิเมโอนจะได้รับส่วนหนึ่ง
คือส่วนที่ถัดจากเขตแดนของเผ่าเบนยามินลงมา
ทอดยาวจากทิศตะวันออกไปถึงทิศตะวันตก
25 ชนเผ่าอิสสาคาร์จะได้รับส่วนหนึ่ง
คือส่วนที่ถัดจากเขตแดนของเผ่าสิเมโอนลงมา
ทอดยาวจากทิศตะวันออกไปถึงทิศตะวันตก
26 ชนเผ่าเศบูลุนจะได้รับส่วนหนึ่ง
คือส่วนที่ถัดจากเขตแดนของเผ่าอิสสาคาร์ลงมา
ทอดยาวจากทิศตะวันออกไปถึงทิศตะวันตก
27 ชนเผ่ากาดจะได้รับส่วนหนึ่ง
คือส่วนที่ถัดจากเขตแดนของเผ่าเศบูลุนลงมา
ทอดยาวจากทิศตะวันออกไปถึงทิศตะวันตก
28 พรมแดนทางใต้ของชนเผ่ากาดจะทอดยาวจากเมืองทามาร์ไปจนถึงพวกตาน้ำแห่งเมรีบาห์คาเดช แล้วเลาะไปตามลำธารแห้งของอียิปต์ไปจบที่ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน
29 นี่คือที่ดินที่เจ้าต้องจัดแบ่งเพื่อให้เป็นมรดกแก่ชนเผ่าต่างๆของอิสราเอล และนั่นคือสัดส่วนที่พวกเขาจะได้รับ”
พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตพูดว่าอย่างนั้น
พวกประตูเมืองของเยรูซาเล็ม
30 ต่อไปนี้จะเป็นพวกประตูของเมืองเยรูซาเล็ม
เริ่มต้นจากทิศเหนือซึ่งยาวสี่พันห้าร้อยศอก
31 ประตูสามประตูทางทิศเหนือ ตั้งชื่อตามเผ่าของรูเบน ยูดาห์และเลวี
32 ทางทิศตะวันออกซึ่งยาวสี่พันห้าร้อยศอก จะมีสามประตูที่ตั้งชื่อตามเผ่าของโยเซฟ เบนยามินและดาน
33 ทางทิศใต้ซึ่งยาวสี่พันห้าร้อยศอก จะมีสามประตูที่ตั้งชื่อตามเผ่าของสิเมโอน อิสสาคาร์และเศบูลุน
34 ทางทิศตะวันตกซึ่งยาวสี่พันห้าร้อยศอก จะมีสามประตูที่ตั้งชื่อตามเผ่ากาด อาเชอร์และนัฟทาลี
35 รวมระยะทางโดยรอบของกำแพงเมือง จะมีความยาวหนึ่งหมื่นแปดพันศอก และนับตั้งแต่เวลานี้เป็นต้นไป เมืองนี้จะมีชื่อว่า “พระยาห์เวห์อยู่ที่นั่น”+ 48:35 พระยาห์เวห์อยู่ที่นั่น ในภาษาฮีบรูชื่อนี้ออกเสียงเหมือนกับ “เยรูซาเล็ม”