อพยพ
คำนำ
หนังสืออพยพเป็นเรื่องเกี่ยวกับที่พระเจ้าใช้โมเสสนำชนชาติอิสราเอลอพยพออกมาจากการเป็นทาสในแผ่นดินอียิปต์ อพยพเป็นหนังสือกฎบัญญัติเล่มที่สองจากหนังสือกฎบัญญัติทั้งหมดห้าเล่ม
บทที่ 1-19 เป็นเรื่องเล่า ต่อจากนั้นจะเป็นเรื่องข้อตกลงที่พระเจ้าทำกับชนชาติอิสราเอลที่ภูเขาซีนาย บัญญัติสิบประการก็เป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงนี้ และมีเรื่องเล่าเข้ามาแทรกไว้เป็นช่วงๆ
หนังสืออพยพมีใจความสำคัญหลายอย่าง เช่น เรื่องที่พระเจ้ากำลังสร้างชื่อเสียงให้กับพระองค์เองผ่านทางเหตุการณ์ต่างๆ เรื่องที่พระองค์อยู่กับคนของพระองค์ และเรื่องที่พระองค์ได้ทำข้อตกลงกับพวกเขา
1ครอบครัวของยาโคบในอียิปต์
1 ยาโคบได้เดินทางไปอียิปต์ พร้อมกับลูกๆ และลูกๆของเขาต่างก็พาครอบครัวของตัวเองไปด้วย ต่อไปนี้เป็นรายชื่อของพวกลูกๆของอิสราเอล 2 รูเบน สิเมโอน เลวี ยูดาห์ 3 อิสสาคาร์ เศบูลุน เบนยามิน 4 ดาน นัฟทาลี กาด และอาเชอร์ 5 ยาโคบมีลูกหลานที่สืบเชื้อสายมาจากเขาทั้งสิ้นเจ็ดสิบคน รวมโยเซฟที่อยู่ในอียิปต์อยู่ก่อนแล้วด้วย
6 โยเซฟ พวกพี่น้องของเขาและทุกคนในรุ่นนั้นตายไปหมด 7 แต่ลูกหลานอิสราเอลก็เพิ่มขึ้นอย่างมากมายเป็นทวีคูณ พวกเขามีจำนวนมากมายมหาศาลจนเต็มบ้านเต็มเมืองไปหมด และมีอำนาจมาก
ความลำบากของชาวอิสราเอล
8 เมื่อกษัตริย์องค์ใหม่ขึ้นปกครองอียิปต์ เขาไม่เคยรู้จักโยเซฟมาก่อน 9 เขาพูดกับประชาชนของเขาว่า “คนอิสราเอลมีจำนวนมากกว่าพวกเราและเข้มแข็งกว่าพวกเราเสียอีก 10 พวกเราต้องวางแผนเพื่อหยุดไม่ให้พวกมันเพิ่มมากขึ้น ไม่อย่างนั้น ตอนมีสงคราม พวกมันอาจจะไปเข้าร่วมกับศัตรู แล้วหันมาโจมตีเรา และหลบหนีไปจากแผ่นดินนี้ก็ได้”
11 พวกชาวอียิปต์จึงได้ส่งผู้คุมทาสให้ไปควบคุมชาวอิสราเอล บีบบังคับพวกเขาให้สร้างเมืองปิธมและราอัมเสสให้กับฟาโรห์ไว้เก็บของ
12 แต่ยิ่งชาวอียิปต์กดขี่ชาวอิสราเอลมากเท่าใด ชาวอิสราเอลกลับยิ่งเพิ่มจำนวนและขยายตัวมากขึ้นเท่านั้น ชาวอียิปต์เริ่มหวาดกลัวชาวอิสราเอล 13 พวกเขาบังคับชาวอิสราเอลให้เป็นทาสและทำงานอย่างหนัก
14 พวกเขาทำให้คนอิสราเอลมีชีวิตอยู่อย่างขมขื่น เพราะต้องทำงานหนัก ทั้งทำปูนฉาบ ทำอิฐ และทำงานสารพัดตามท้องทุ่ง พร้อมกับงานอื่นๆ พวกชาวอียิปต์จะบังคับให้ชาวอิสราเอลทำงานเยี่ยงทาสอย่างเหี้ยมโหดทารุณ
หมอตำแยเกรงกลัวพระเจ้า
15 มีหมอตำแยชาวฮีบรูสองคน ชื่อชิฟราห์กับปูอาห์ กษัตริย์ของอียิปต์สั่งหมอตำแยสองคนนี้ว่า 16 “เมื่อไหร่ก็ตามที่เจ้าสองคนทำคลอดให้กับหญิงชาวฮีบรู+ 1:16 ฮีบรู หรือ “อิสราเอล” ชื่อนี้อาจจะหมายถึงเชื้อสายของเอเบอร์ (อ่านเพิ่มจากหนังสือปฐมกาล 10:25-31) เมื่อเด็กคลอดออกมา ถ้าพวกเจ้าเห็นว่าเป็นเด็กผู้ชายก็ให้ฆ่าทิ้งซะ แต่ถ้าเป็นเด็กผู้หญิงก็ให้ไว้ชีวิต”
17 แต่หมอตำแยทั้งสองเกรงกลัว+ 1:17 เกรงกลัว หมายถึง “นับถือ” หรือ “ไว้วางใจ” พระเจ้า และไม่ได้ทำตามที่กษัตริย์ของอียิปต์สั่ง พวกนางไว้ชีวิตเด็กผู้ชายทุกคนที่เกิดมา
18 กษัตริย์ของอียิปต์จึงเรียกหมอตำแยสองคนนี้เข้าพบ และถามว่า “ทำไมพวกเจ้าถึงทำอย่างนี้ ปล่อยให้เด็กผู้ชายพวกนั้นรอด”
19 หมอตำแยสองคนนั้นตอบฟาโรห์ว่า “เพราะผู้หญิงชาวฮีบรูไม่เหมือนผู้หญิงชาวอียิปต์ พวกนางแข็งแรงและคลอดลูกก่อนที่หมอตำแยจะไปถึงเสียอีก” 20 พระเจ้าจึงอวยพรหมอตำแยสองคนนั้น ประชาชนชาวอิสราเอลได้เพิ่มทวีขึ้น และเข้มแข็งมาก 21 พระเจ้าให้หมอตำแยทั้งสองคน มีครอบครัวของพวกนาง เพราะพวกนางเกรงกลัวพระองค์
22 ฟาโรห์+ 1:22 ฟาโรห์ เป็นตำแหน่งที่ประชาชนใช้เรียกกษัตริย์ของอียิปต์ มีความหมายว่า “ครอบครัวที่ยิ่งใหญ่” จึงออกคำสั่งกับประชาชนทั้งหมดของพระองค์ว่า “เด็กผู้ชายทุกคนที่เกิดจากชาวฮีบรู พวกเจ้าต้องเอาไปโยนในแม่น้ำไนล์ แต่เด็กผู้หญิง เจ้าปล่อยให้รอดได้”
2หนูน้อยโมเสส
1 มีชายเผ่าเลวีคนหนึ่งได้ไปแต่งงานกับสาวคนหนึ่งจากเผ่าเลวีด้วยกัน 2 นางตั้งท้องและคลอดลูกชาย ลูกของนางเป็นเด็กที่น่ารักมาก นางจึงซ่อนเด็กคนนี้ไว้ถึงสามเดือน 3 จนกระทั่งนางเห็นว่าไม่สามารถซ่อนเด็กคนนี้ได้อีกต่อไป นางจึงนำต้นกกมาสานเป็นตะกร้าแล้วฉาบด้วยชันและน้ำมันดิน+ 2:3 น้ำมันดิน เป็นน้ำมันชนิดข้นที่ต้องถูกความร้อนถึงจะละลาย นางนำเด็กวางลงในตะกร้า และเอาไปวางไว้ในกอต้นกกที่ขึ้นอยู่ตามริมฝั่งแม่น้ำไนล์ 4 พี่สาวของเด็กคนนี้ คอยเฝ้ามองตะกร้าใบนั้นอยู่ห่างๆเพื่อจะได้รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับน้องชาย
5 ขณะนั้น ลูกสาวของฟาโรห์ได้ลงมาอาบน้ำที่แม่น้ำไนล์ ขณะที่คนรับใช้กำลังเดินไปตามริมฝั่งแม่น้ำไนล์ ลูกสาวของฟาโรห์ก็เห็นตะกร้าใบนั้นในกอต้นกก นางจึงสั่งให้คนรับใช้ไปเอามา 6 เมื่อนางเปิดดู ก็เห็นเด็กผู้ชายกำลังร้องไห้อยู่ นางเกิดความสงสาร และพูดขึ้นว่า “นี่คงเป็นเด็กชายชาวฮีบรู+ 2:6 ฮีบรู คือ “คนอิสราเอล” คนหนึ่ง”
7 พี่สาวของเด็กนั้นได้พูดกับลูกสาวฟาโรห์ว่า “จะให้หนูไปหาแม่นมชาวฮีบรูสักคน มาเลี้ยงเด็กคนนี้ให้กับท่านไหมคะ”
8 นางจึงตอบว่า “ไปสิ”
เด็กผู้หญิงคนนั้นจึงไปเรียกแม่ของเด็กชายคนนั้นมา
9 ลูกสาวฟาโรห์พูดกับนางว่า “ให้เอาเด็กคนนี้ไปเลี้ยงดูให้กับฉัน แล้วฉันจะจ่ายค่าจ้างให้”
หญิงคนนั้นจึงได้เอาเด็กนั้นไปเลี้ยงดู 10 เมื่อเด็กคนนั้นโตจนหย่านมได้แล้ว นางได้นำตัวเขาไปให้ลูกสาวฟาโรห์ แล้วเขาก็กลายเป็นลูกของลูกสาวฟาโรห์ นางตั้งชื่อเขาว่าโมเสส+ 2:10 โมเสส ออกเสียงเหมือนคำในภาษาฮีบรูที่มีความหมายว่า “ดึงขึ้น” หรือ “ลากขึ้น” เพราะนางบอกว่า “ฉันได้ดึงเขาขึ้นมาจากน้ำ”
โมเสสช่วยเหลือคนของตน
11 เมื่อโมเสสโตขึ้น เขาได้ออกไปเห็นชาวฮีบรูพี่น้องของเขาต้องทำงานอย่างหนัก เมื่อเขาเห็นชายอียิปต์คนหนึ่งกำลังเฆี่ยนตีชายฮีบรูคนหนึ่ง ซึ่งเป็นพี่น้องของเขา 12 โมเสสมองไปรอบๆ ไม่เห็นใคร เขาจึงฆ่าชาวอียิปต์คนนั้น แล้วฝังศพไว้ในทราย
13 วันต่อมา เมื่อโมเสสออกไปอีก เขาเห็นชายฮีบรูสองคนกำลังต่อสู้กันอยู่ โมเสสจึงพูดกับคนที่ทำผิดว่า “เจ้าทำร้ายชาวฮีบรูด้วยกันทำไม”
14 แต่ชายคนนั้นกลับตอบว่า “ใครตั้งให้แกเป็นเจ้าชายและเป็นผู้ตัดสินพวกเราหรือ แกคงคิดจะฆ่าเราเหมือนกับที่แกฆ่าคนอียิปต์เมื่อวาน+ 2:14 เมื่อวาน คำนี้อยู่ในฉบับกรีกโบราณ นี้สินะ”
โมเสสตกใจกลัวและคิดในใจว่า “เรื่องนี้คงรู้กันไปทั่วแล้วแน่ๆ”
15 เมื่อฟาโรห์ได้ยินเรื่องนี้ พระองค์หาทางที่จะฆ่าโมเสส โมเสสจึงหนีฟาโรห์ไปอาศัยอยู่ในแผ่นดินมีเดียน
โมเสสในแผ่นดินมีเดียน
โมเสสได้มานั่งพักอยู่ใกล้บ่อน้ำแห่งหนึ่ง 16 มีนักบวชชาวมีเดียนคนหนึ่งมีลูกสาวเจ็ดคน ในขณะนั้นลูกสาวทั้งเจ็ดคนของเขาได้ออกมาตักน้ำที่บ่อและเอาไปเติมรางน้ำเพื่อเลี้ยงแกะของพ่อ 17 แต่มีคนเลี้ยงแกะกลุ่มหนึ่งมาถึงและขับไล่พวกนาง โมเสสจึงลุกขึ้นมาช่วยพวกนาง และยังช่วยตักน้ำให้แกะของพวกนางดื่มอีกด้วย
18 เมื่อพวกนางกลับไปหาเรอูเอล+ 2:18 เรอูเอล มีอีกชื่อหนึ่งว่า “เยโธร” ผู้เป็นพ่อ เรอูเอลถามลูกๆว่า “ทำไมวันนี้ลูกๆถึงได้กลับมาเร็วนัก”
19 พวกนางตอบว่า “ชายชาวอียิปต์คนหนึ่งได้ช่วยเราให้พ้นจากกำมือของพวกคนเลี้ยงแกะ เขายังช่วยตักน้ำแทนเราให้แกะของเราดื่มด้วย”
20 เขาจึงถามพวกลูกสาวว่า “แล้วตอนนี้เขาอยู่ที่ไหน ทำไมลูกๆทิ้งเขาไว้ข้างนอก ไปเชิญเขามากินอาหารร่วมกับพวกเราสิ”
21 โมเสสตกลงที่จะอยู่กับเขา เรอูเอลยกลูกสาวชื่อศิปโปราห์ให้เป็นเมียโมเสส 22 นางตั้งท้องและคลอดลูกชายคนหนึ่ง โมเสสพูดว่า “ตอนนี้เราเป็นคนแปลกหน้าบนแผ่นดินของคนต่างชาติ” เขาจึงตั้งชื่อลูกชายว่าเกอร์โชม+ 2:22 เกอร์โชม ชื่อนี้เหมือนคำในภาษาฮีบรู หมายถึง “คนแปลกหน้าที่นั่น”
พระเจ้าตัดสินใจช่วยชาวอิสราเอล
23 โมเสสได้อาศัยอยู่ในที่เปล่าเปลี่ยวแห้งแล้งนั้นเป็นเวลาหลายปี ในช่วงเวลานั้น กษัตริย์ของอียิปต์ได้ตายไป ประชาชนชาวอิสราเอลยังคงร้องไห้คร่ำครวญ เพราะถูกบังคับให้ทำงานอย่างหนัก พวกเขาจึงร้องขอความช่วยเหลือต่อพระเจ้า เสียงร่ำร้องให้ช่วยปลดปล่อยพวกเขาจากงานหนักนี้ได้ดังไปถึงหูของพระเจ้า 24 พระองค์ได้ยินเสียงร้องคร่ำครวญของพวกเขาและระลึกถึงคำสัญญาของพระองค์ที่ให้ไว้กับอับราฮัม อิสอัค และยาโคบ 25 พระองค์มองไปยังลูกหลานของอิสราเอล แล้วพระองค์ก็รู้ว่าพระองค์จะทำอะไร+ 2:25 พระองค์ก็รู้ว่าพระองค์จะทำอะไร หรือแปลได้อีกอย่างหนึ่งว่า “พระองค์รู้สึกเป็นห่วงพวกเขา” หรือ “พระองค์รับรู้ถึงความเจ็บปวดของพวกเขา”
3พุ่มไม้ที่ลุกเป็นไฟ
1 เยโธร+ 3:1 เยโธร หรือมีอีกชื่อหนึ่งว่า “เรอูเอล”พ่อตาของโมเสสเป็นนักบวชของชาวมีเดียน ครั้งหนึ่งเมื่อโมเสสกำลังเลี้ยงแกะของเยโธรอยู่ เขาต้อนแกะไปด้านหลังของที่เปล่าเปลี่ยวแห้งแล้ง จนไปถึงภูเขาโฮเรบ ซึ่งเป็นภูเขาที่พระเจ้ามาปรากฏให้ประชาชนเห็น 2 ทูตสวรรค์ของพระยาห์เวห์ได้มาปรากฏให้เขาเห็น ในเปลวไฟที่กำลังลุกไหม้กลางพุ่มไม้พุ่มหนึ่ง โมเสสเข้าไปดูใกล้ๆ เขาเห็นพุ่มไม้กำลังลุกไหม้เป็นไฟ แต่พุ่มไม้กลับไม่ถูกเผาแม้แต่น้อย 3 โมเสสคิดในใจว่า “เราจะเข้าไปดูสิ่งมหัศจรรย์นี้สักหน่อยว่า ทำไมพุ่มไม้นี้ถึงไม่ไหม้ไฟ”
4 เมื่อพระยาห์เวห์เห็นโมเสสกำลังเดินเข้ามาเพื่อดูใกล้ๆ พระองค์จึงเรียกเขาจากพุ่มไม้ว่า “โมเสส โมเสส”
โมเสสจึงตอบว่า “ครับท่าน”
5 พระองค์พูดว่า “อย่าเข้ามาใกล้เรามากกว่านี้ ถอดรองเท้าออกซะ เพราะเจ้ากำลังยืนอยู่บนพื้นดินที่ศักดิ์สิทธิ์” 6 พระองค์พูดว่า “เราคือพระเจ้าของพ่อเจ้า พระเจ้าของอับราฮัม พระเจ้าของอิสอัคและพระเจ้าของยาโคบ”
โมเสสปิดหน้าของเขาไว้เพราะกลัวที่จะมองดูพระเจ้า
7 แต่พระยาห์เวห์พูดว่า “เราเห็นความทุกข์ยากของประชาชนของเราในอียิปต์ และเราก็ได้ยินเสียงร่ำร้องให้ช่วยเหลือให้พ้นจากผู้ที่กดขี่พวกเขา เรารับรู้ถึงความทุกข์ทรมานของพวกเขา 8 เราจึงลงมาเพื่อช่วยเหลือพวกเขาให้พ้นจากเงื้อมมือของคนอียิปต์ และนำพวกเขาออกจากแผ่นดินนั้น ไปสู่แผ่นดินที่ดีและกว้างขวาง ไปสู่แผ่นดินที่อุดมสมบูรณ์ ไปยังดินแดนของชาวคานาอัน ชาวฮิตไทต์ ชาวอาโมไรต์ ชาวเปริสซี ชาวฮีไวต์ และชาวเยบุส 9 ตอนนี้เราได้ยินเสียงร่ำร้องของลูกหลานของอิสราเอลแล้ว และได้เห็นพวกชาวอียิปต์กดขี่ข่มเหงพวกเขาด้วย 10 ดังนั้นเจ้าจะต้องกลับไปที่นั่น เราจะส่งเจ้าไปหาฟาโรห์ เพื่อเจ้าจะได้นำคนของเรา คือพวกลูกหลานชาวอิสราเอลออกจากอียิปต์”
11 โมเสสพูดกับพระเจ้าว่า “ข้าพเจ้าเป็นใครกัน ถึงบังอาจจะไปเข้าพบฟาโรห์ และนำลูกหลานอิสราเอลออกจากอียิปต์”
12 พระเจ้าพูดกับเขาว่า “เจ้าควรไป เราจะอยู่กับเจ้า และนี่จะเป็นสิ่งที่พิสูจน์ว่า เราได้ส่งเจ้าไป คือเมื่อเจ้านำประชาชนออกมาจากอียิปต์แล้ว พวกเจ้าจะมานมัสการพระเจ้าบนภูเขาลูกนี้”
13 โมเสสพูดกับพระเจ้าว่า “ถ้าข้าพเจ้าไปพบลูกหลานชาวอิสราเอลและบอกกับพวกเขาว่า ‘พระเจ้าของบรรพบุรุษพวกท่าน ได้ส่งผมมาช่วยพวกท่าน’ แล้วพวกเขาย้อนถามข้าพเจ้าว่า ‘พระองค์ชื่ออะไร’ แล้วจะให้ข้าพเจ้าตอบพวกเขาว่าอย่างไร”
14 พระเจ้าตอบโมเสสว่า “เราเป็นผู้ที่เราเป็น”+ 3:14 เราเป็นผู้ที่เราเป็น คำนี้ในภาษาฮีบรู ออกเสียงเหมือนชื่อ “ยาห์เวห์” มีความหมายว่า “พระองค์เป็น” หรือ “พระองค์ทำให้สิ่งต่างๆเป็นขึ้นมา” หรือแปลได้อีกว่า “เราจะเป็นผู้ที่เราเป็น” หรือ “เราเป็นผู้นั้นที่เป็นอยู่ตลอด” พระองค์พูดว่า “ให้บอกกับลูกหลานอิสราเอลว่า ‘เราเป็น ส่งผมมาหาพวกท่าน’”
15 พระองค์พูดกับโมเสสอีกว่า “ให้บอกกับลูกหลานอิสราเอลว่า ‘พระยาห์เวห์พระเจ้าของบรรพบุรุษพวกท่าน พระเจ้าของอับราฮัม พระเจ้าของอิสอัคและพระเจ้าของยาโคบ ส่งผมมาหาพวกท่าน’ ยาห์เวห์จะเป็นชื่อของเราตลอดไป คนทุกรุ่นจะรู้จักเราในชื่อนี้
16 ให้ไปและเรียกผู้อาวุโสชาวอิสราเอลมาประชุมกัน และบอกกับพวกเขาว่า ‘พระยาห์เวห์ พระเจ้าของบรรพบุรุษพวกท่านได้มาปรากฏกับผม พระเจ้าของอับราฮัม ของอิสอัค และของยาโคบ พูดว่า เราใส่ใจกับพวกเจ้าและสิ่งที่เกิดขึ้นกับพวกเจ้าในอียิปต์ 17 เราได้ตัดสินใจที่จะนำพวกเจ้าไปให้พ้นจากความทุกข์ยากในอียิปต์ ไปยังแผ่นดินของชาวคานาอัน ชาวฮิตไทต์ ชาวอาโมไรต์ ชาวเปริสซี ชาวฮีไวต์ และชาวเยบุส ไปยังแผ่นดินที่เต็มไปด้วยสิ่งดีๆมากมาย+ 3:17 แผ่นดินที่เต็มไปด้วยสิ่งดีๆมากมาย หรือแปลตรงๆได้ว่า “ดินแดนที่เต็มไปด้วยน้ำนมและน้ำเชื่อมผลไม้ไหลอยู่”’
18 พวกเขาจะฟังเจ้า เจ้ากับพวกผู้อาวุโสอิสราเอลจะไปพบกษัตริย์ของอียิปต์ และพูดกับเขาว่า ‘พระยาห์เวห์ พระเจ้าของชาวฮีบรู+ 3:18 ชาวฮีบรู หรือ “ชาวอิสราเอล” ได้มาพบพวกข้าพเจ้า ตอนนี้ขออนุญาตให้พวกข้าพเจ้าเดินทางเป็นเวลาสามวัน เข้าไปยังที่เปล่าเปลี่ยวแห้งแล้ง เพื่อฆ่าสัตว์บูชาให้กับพระยาห์เวห์ พระเจ้าของพวกข้าพเจ้าด้วยเถิด’
19 แต่เรารู้ว่ากษัตริย์อียิปต์จะไม่ยอมปล่อยพวกเจ้าไป นอกจากเขาจะถูกบังคับให้ต้องปล่อยพวกเจ้าไป 20 เราจะยื่นมือของเราออกทำลายอียิปต์ ด้วยสิ่งมหัศจรรย์ทั้งหมดที่เราจะทำในแผ่นดินนั้น แล้วหลังจากนั้นเขาก็จะปล่อยพวกเจ้าไป 21 เราจะทำให้คนอียิปต์มีเมตตาต่อคนอิสราเอล เพื่อว่าเมื่อพวกเจ้าจากไป จะได้ไม่ไปมือเปล่า
22 พวกผู้หญิงแต่ละคนจะขอเงินทอง เครื่องเพชร และเสื้อผ้า จากเพื่อนบ้าน หรือคนที่อาศัยอยู่ในบ้านของพวกเขา พวกเจ้าจะเอาของพวกนี้ใส่ให้กับพวกลูกชายลูกสาวของพวกเจ้า จะเป็นการปล้นสะดมชาวอียิปต์ทางหนึ่ง”
4การพิสูจน์สำหรับโมเสส
1 โมเสสตอบไปว่า “ดูสิ แล้วถ้าเกิดคนพวกนั้นไม่ยอมเชื่อข้าพเจ้าหรือฟังข้าพเจ้าล่ะ พวกเขาอาจพูดว่า ‘พระยาห์เวห์ ไม่ได้มาปรากฏให้เจ้าเห็นหรอก’”
2 พระยาห์เวห์พูดกับโมเสสว่า “มีอะไรอยู่ในมือเจ้า”
โมเสสตอบว่า “ไม้เท้าครับ”
3 พระยาห์เวห์บอกว่า “โยนมันลงบนพื้นซิ”
โมเสสจึงโยนมันลงบนพื้น มันได้กลายเป็นงูตัวหนึ่ง โมเสสวิ่งหนีงูตัวนั้น 4 พระยาห์เวห์พูดกับโมเสสว่า “ยื่นมือเจ้าออกไปจับหางมันไว้”
เมื่อโมเสสยื่นมือออกไปจับหางมัน มันก็กลับกลายเป็นไม้เท้าอยู่ในมือเขาเหมือนเดิม 5 “ให้ไปทำอย่างนี้ แล้วพวกเขาจะได้เชื่อว่าพระยาห์เวห์พระเจ้าของบรรพบุรุษของเขา พระเจ้าของอับราฮัม พระเจ้าของอิสอัค และของยาโคบได้มาปรากฏกับเจ้าจริง”
6 พระยาห์เวห์พูดกับเขาอีกว่า “คราวนี้ ล้วงมือเข้าไปในอกเสื้อของเจ้าซิ”
เมื่อโมเสสล้วงมือเข้าไปในอกเสื้อ และดึงมันออกมา มือของเขากลายเป็นโรคสีขาวเหมือนหิมะ
7 พระยาห์เวห์พูดว่า “ล้วงมือกลับเข้าไปในอกเสื้ออีกครั้งซิ” โมเสสจึงล้วงมือกลับเข้าไปในอกเสื้ออีกครั้ง เมื่อเขาดึงมือออกมา มือของเขาก็หายเป็นปกติ เหมือนผิวเดิมของเขา
8 “ถ้าพวกเขายังไม่เชื่อเจ้า หรือไม่สนใจสิ่งอัศจรรย์อันแรก เขาอาจจะเชื่อสิ่งอัศจรรย์อันหลังนี้ก็ได้ 9 และถ้าพวกเขายังไม่เชื่อสิ่งอัศจรรย์ทั้งสองนี้ หรือไม่สนใจฟังเจ้า ก็ให้เจ้าตักน้ำจากแม่น้ำไนล์ขึ้นมา แล้วรดมันลงบนพื้นแห้ง น้ำที่เจ้าตักขึ้นมาจากแม่น้ำไนล์นั้น จะกลายเป็นเลือดบนพื้นดิน” 10 โมเสสพูดกับพระยาห์เวห์ว่า “ได้โปรดเถิด พระยาห์เวห์ ข้าพเจ้าเป็นคนพูดไม่เก่ง ทั้งในอดีตหรือจนกระทั่งเดี๋ยวนี้ที่พระองค์พูดอยู่กับข้าพเจ้าผู้รับใช้ของพระองค์ เพราะข้าพเจ้าเป็นคนพูดติดอ่างและพูดไม่ชัด”
11 พระยาห์เวห์พูดกับเขาว่า “ใครเป็นผู้ให้ปากกับมนุษย์ ใครทำให้มนุษย์เป็นใบ้ หูหนวก พิการหรือตาบอด เป็นเรายาห์เวห์ไม่ใช่หรือ 12 ดังนั้น ไปเดี๋ยวนี้ เราจะอยู่กับปากของเจ้า เราจะสอนเจ้าว่าจะให้พูดอะไร”
13 แต่โมเสสตอบว่า “ได้โปรดเถิดองค์เจ้าชีวิต ช่วยส่งคนอื่นไปเถิด”
14 พระยาห์เวห์โกรธโมเสส พระองค์พูดว่า “เจ้ายังมีพี่ชายชื่ออาโรนเป็นคนเลวี ใช่ไหม เรารู้ว่าเขาเป็นคนพูดเก่ง และเขากำลังมาหาเจ้า เมื่อเขามาพบเจ้า เขาจะดีใจมาก 15 เจ้าอยากให้เขาพูดอะไร เจ้าก็บอกกับเขาได้ เราจะอยู่กับปากของเจ้าและปากของเขา เราจะสอนพวกเจ้าว่าจะต้องทำอะไร 16 เขาจะพูดกับประชาชนให้กับเจ้า เขาจะเป็นเหมือนปากของเจ้า และเจ้าจะเป็นเหมือนพระเจ้าสำหรับเขา+ 4:16 เขาจะ … สำหรับเขา หรือแปลตรงๆได้ว่า “เขาจะเป็นปากของเจ้าและเจ้าก็จะเป็นพระเจ้าของเขา”17 ให้ถือไม้เท้านี้ไว้ในมือของเจ้า เจ้าจะแสดงสิ่งมหัศจรรย์ด้วยไม้เท้านี่แหละ”
โมเสสกลับสู่อียิปต์
18 โมเสสกลับไปหาเยโธรพ่อตาของเขา และพูดว่า “ขออนุญาตให้ผมกลับไปหาญาติพี่น้องของผมในอียิปต์ ไปดูว่าพวกเขายังมีชีวิตอยู่หรือเปล่า”
เยโธรพูดกับโมเสสว่า “ขอให้เจ้าเดินทางด้วยความปลอดภัย”
19 พระยาห์เวห์พูดกับโมเสสในมีเดียนว่า “กลับไปอียิปต์ได้แล้ว เพราะพวกที่ตามล่าชีวิตของเจ้านั้น ตายหมดแล้ว”
20 โมเสสจึงพาเมียและลูกๆของเขา ขึ้นนั่งหลังลาและมุ่งหน้ากลับไปอียิปต์ เขาถือไม้เท้าของพระเจ้าไว้ในมือ
21 พระยาห์เวห์พูดกับโมเสสว่า “เมื่อเจ้ากลับไปถึงอียิปต์ ให้นึกถึงสิ่งอัศจรรย์ทั้งหลายที่เราได้มอบไว้ในมือเจ้า และแสดงพวกมันต่อหน้าฟาโรห์ แต่เราจะทำให้ฟาโรห์ใจแข็ง เพื่อเขาจะไม่ยอมปล่อยประชาชนไป 22 เจ้าต้องพูดกับฟาโรห์ว่า ‘พระยาห์เวห์พูดว่า อิสราเอลเป็นลูกชายคนโตของเรา และเราขอบอกเจ้าว่า 23 ปล่อยลูกชายของเราไปซะ เพื่อเขาจะได้มารับใช้เรา แต่ถ้าเจ้าไม่ยอมปล่อยเขา เราก็จะฆ่าลูกชายคนโตของเจ้า’”
ลูกชายโมเสสถูกขลิบ
24 ในระหว่างทางไปอียิปต์ โมเสสได้หยุดพักค้างคืนในที่แห่งหนึ่ง พระยาห์เวห์มาหาโมเสสและพยายามฆ่าเขา 25 แต่นางศิปโปราห์ได้เอามีดหิน+ 4:25 มีดหิน มีดคมที่ทำจากหินเหล็กไฟ ไปขลิบลูกชายนาง และเอาหนังชิ้นนั้น ไปแตะที่เท้า+ 4:25 เท้า ในที่นี้คงหมายถึงอวัยวะเพศ ของโมเสส นางพูดว่า “ท่านเป็นเจ้าบ่าวแห่งเลือดสำหรับฉัน” 26 แล้วพระยาห์เวห์ก็จากไป โดยไม่ได้ทำอันตรายเขา ที่นางพูดว่า “เจ้าบ่าวแห่งเลือด” นั้น นางกำลังพูดถึงการขลิบนั่นเอง
โมเสสกับอาโรนไปหาชาวอิสราเอล
27 ขณะนั้นพระยาห์เวห์พูดกับอาโรนว่า “ไปหาโมเสสในที่เปล่าเปลี่ยวแห้งแล้ง” เขาจึงไปและพบโมเสสที่ภูเขาของพระเจ้า+ 4:27 ภูเขาของพระเจ้า คือ “ภูเขาโฮเรบ” หรือเรียกอีกชื่อว่า “ภูเขาซีนาย” อาโรนจูบโมเสส 28 โมเสสเล่าเรื่องทั้งหมดที่พระยาห์เวห์ได้พูดกับเขาให้อาโรนฟัง รวมถึงเรื่องที่พระองค์ส่งเขาไป และการอัศจรรย์ทั้งหมดที่พระองค์สั่งให้เขาทำ
29 โมเสสและอาโรนจึงไป และได้รวบรวมพวกผู้อาวุโสของอิสราเอลมา 30 อาโรนได้พูดทุกคำที่พระยาห์เวห์ได้บอกกับโมเสส และโมเสสก็ได้ทำสิ่งอัศจรรย์ต่างๆต่อหน้าต่อตาประชาชนชาวอิสราเอล 31 ประชาชนก็เชื่อ เมื่อพวกเขาได้ยินว่าพระยาห์เวห์ได้มาเยี่ยมเยียนชาวอิสราเอล และเมื่อพวกเขาได้เห็นกับตา พวกเขาต่างก้มลงกราบนมัสการ
5โมเสสและอาโรนเข้าพบฟาโรห์
1 ต่อมาภายหลัง โมเสสและอาโรนได้เข้าพบฟาโรห์และพูดว่า “พระยาห์เวห์พระเจ้าของอิสราเอลพูดว่า ‘ปล่อยประชาชนของเราไป เพื่อพวกเขาจะได้จัดงานเลี้ยงเฉลิมฉลองกันเพื่อให้เกียรติกับเราในที่เปล่าเปลี่ยวแห้งแล้งนั้น’”
2 แต่ฟาโรห์พูดว่า “ยาห์เวห์เป็นใคร ทำไมเราจะต้องเชื่อฟังเขา และปล่อยชาวอิสราเอลไปด้วย เราไม่รู้จักยาห์เวห์และเราก็จะไม่ปล่อยชาวอิสราเอลด้วย”
3 พวกเขาบอกว่า “พระเจ้าของชาวฮีบรู+ 5:3 ชาวฮีบรู หรือ “ชาวอิสราเอล” ได้มาพบกับพวกเรา ขอได้โปรดให้พวกเราเดินทางเข้าไปที่เปล่าเปลี่ยวแห้งแล้ง ซึ่งต้องใช้เวลาเดินทางสามวัน เพื่อพวกเราจะได้ไปฆ่าสัตว์บูชาให้กับพระยาห์เวห์พระเจ้าของพวกเรา เพื่อว่าพระองค์จะได้ไม่ฆ่าพวกเรา ด้วยภัยพิบัติหรือด้วยดาบ”
4 แต่กษัตริย์ของอียิปต์พูดกับพวกเขาว่า “โมเสส และอาโรน ทำไมพวกเจ้าถึงได้มาทำให้คนงานวอกแวกไม่ยอมทำงาน พวกเจ้ากลับไปทำงานซะ” 5 ฟาโรห์พูดว่า “ดูพวกนี้สิ มีจำนวนมากมายมหาศาล พวกเจ้าทำให้พวกมันหยุดงาน”
ฟาโรห์ลงโทษประชาชน
6 ในวันนั้นเอง ฟาโรห์ได้สั่งพวกนายงานและพวกหัวหน้าคนงาน+ 5:6 หัวหน้าคนงาน คือชาวฮีบรูที่ได้รับการคัดเลือกเพื่อมาดูแลตรวจตราคนฮีบรูด้วยกันเอง ว่า 7 “ต่อไปนี้ พวกเจ้าไม่ต้องหาฟางที่ใช้ทำอิฐ ให้กับพวกทาสอีกแล้ว ให้พวกมันไปหากันเอาเอง 8 แต่พวกเจ้าต้องให้พวกมันทำอิฐให้ได้เท่าเดิม ห้ามลดจำนวนลง เพราะพวกมันขี้เกียจ นั่นเป็นเหตุที่พวกมันพากันมาร้องขอว่า ‘ขอให้พวกเราไปฆ่าสัตว์ถวายให้กับพระเจ้าของพวกเราด้วยเถิด’ 9 ให้พวกมันทำงานหนักขึ้น เพื่อจะได้ยุ่งจนไม่มีเวลาที่จะไปฟังเรื่องเหลวไหล+ 5:9 เรื่องเหลวไหล ฟาโรห์ต้องการให้ประชาชนเชื่อว่าโมเสสและอาโรนกำลังโกหกเกี่ยวกับสิ่งที่พระเจ้าได้บอกไว้กับพวกเขาพวกนั้น”
10 พวกนายงานและพวกหัวหน้าคนงาน ออกไปบอกกับชาวอิสราเอลว่า “ฟาโรห์สั่งว่า ‘เราจะไม่ให้ฟางกับพวกเจ้าอีกแล้ว 11 พวกเจ้าจะต้องไปหาฟางกันเอาเอง ไปหาที่ไหนก็ได้ที่พวกเจ้าจะหามาได้ แต่จำนวนอิฐที่พวกเจ้าทำ ต้องไม่ลดลง’”
12 ประชาชนจึงกระจัดกระจายกันออกไปทั่วอียิปต์ เพื่อเก็บรวบรวมฟางมา 13 พวกนายงานกดดันชาวฮีบรู โดยพูดว่า “ในแต่ละวัน พวกแกจะต้องทำอิฐให้ได้เท่าเดิม เหมือนกับเมื่อก่อนตอนที่พวกแกยังมีฟางอยู่” 14 พวกหัวหน้าคนงานชาวอิสราเอล ที่ผู้มอบหมายงานของฟาโรห์ได้แต่งตั้งให้ดูแลรับผิดชอบงานที่คนอิสราเอลทำ ต่างถูกเฆี่ยนตี และถูกถามว่า “ทำไมพวกเจ้าถึงทำอิฐไม่เสร็จตามจำนวนที่เคยทำได้เมื่อก่อนนี้”
15 พวกหัวหน้าคนงานชาวอิสราเอลไปพบฟาโรห์และบ่นว่า “ทำไมท่านถึงทำกับพวกคนรับใช้ของท่านอย่างนี้ 16 ท่านไม่ได้ให้ฟางกับพวกคนรับใช้ของท่าน แต่พวกนายงานกลับสั่งให้พวกเราทำอิฐให้ได้เท่าเดิม พวกคนรับใช้ของท่านก็ถูกเฆี่ยนตี และท่านก็ทำผิดต่อประชาชนของท่าน”
17 ฟาโรห์ตอบว่า “พวกเจ้าขี้เกียจมาก เพราะพวกเจ้าขี้เกียจนั่นเอง ถึงได้มาขอว่า ‘ได้โปรดให้พวกเราไปฆ่าสัตว์ถวายให้กับพระยาห์เวห์ด้วยเถิด’ 18 ไป กลับไปทำงานเดี๋ยวนี้ จะไม่มีฟางให้กับพวกเจ้า แต่พวกเจ้ายังต้องทำอิฐให้ได้เท่าเดิม”
19 พวกหัวหน้าคนงานรู้ว่าพวกเขามีปัญหาแน่ เมื่อได้ยินฟาโรห์พูดว่า “พวกเจ้าจะต้องไม่ลดจำนวนอิฐที่จะต้องทำในแต่ละวัน”
20 เมื่อพวกหัวหน้าคนงานจากฟาโรห์ออกมา ก็มาเจอโมเสสและอาโรนที่คอยพบพวกเขาอยู่ 21 พวกหัวหน้าคนงานพูดกับสองคนนั้นว่า “ขอให้พระยาห์เวห์เห็นพวกท่านและลงโทษพวกท่าน เป็นเพราะพวกท่านแท้ๆที่ทำให้ฟาโรห์กับข้าราชการของเขาเหม็นขี้หน้าพวกเรา และท่านได้เอาดาบใส่ไว้ในมือของพวกเขา เพื่อจะได้ฆ่าพวกเราด้วย”
โมเสสบ่นกับพระยาห์เวห์
22 โมเสสหันไปหาพระยาห์เวห์และพูดว่า “พระยาห์เวห์ ทำไมพระองค์ถึงนำความหายนะมาสู่ประชาชนพวกนี้ พระองค์ส่งข้าพเจ้ามาทำไม 23 ตั้งแต่ข้าพเจ้ามาพบฟาโรห์และพูดในนามของพระองค์ มันกลับเลวร้ายยิ่งกว่าเดิมสำหรับคนพวกนี้ และพระองค์ก็ไม่ได้ช่วยพวกเขาเลยสักนิดเดียว”
61 พระยาห์เวห์พูดกับโมเสสว่า “ต่อไปนี้ เจ้าจะได้เห็นว่าเราจะทำอะไรกับฟาโรห์ เราจะบีบบังคับให้เขาส่งคนพวกนี้ออกจากอียิปต์ เราก็จะบีบบังคับให้เขาขับไล่คนพวกนี้ออกจากแผ่นดินของเขา”
2 พระเจ้าพูดกับโมเสส และบอกกับโมเสสว่า “เราคือยาห์เวห์ 3 เราเคยปรากฏตัวกับอับราฮัม อิสอัค และยาโคบในชื่อของพระเจ้าผู้มีอำนาจสูงสุด+ 6:3 พระเจ้าผู้มีอำนาจสูงสุด หรือ ในภาษาฮีบรู คือ “เอลชัดดัย” เราไม่ได้ให้พวกเขารู้จักเราในชื่อของยาห์เวห์ 4 เราได้สัญญากับพวกเขาด้วยว่า เราจะยกแผ่นดินคานาอันให้กับพวกเขา แผ่นดินที่พวกเขาเคยอาศัยอยู่ในฐานะคนต่างด้าว 5 เราก็ยังได้ยินเสียงร้องคร่ำครวญของลูกหลานของอิสราเอล ที่ถูกชาวอียิปต์บีบบังคับให้ทำงานหนัก และเราก็จำคำสัญญาของเราได้ 6 ดังนั้นให้ไปบอกกับลูกหลานของอิสราเอลว่า ‘เราคือยาห์เวห์ และเราจะช่วยพวกเจ้าให้พ้นจากภาระหนักของชาวอียิปต์ เราจะช่วยพวกเจ้าให้พ้นจากการเป็นทาสของพวกเขา เราจะไถ่พวกเจ้าด้วยแขนที่ยื่นออกมาช่วย เราจะไถ่พวกเจ้าด้วยการลงโทษอันยิ่งใหญ่ 7 เราจะรับพวกเจ้าเป็นประชาชนของเรา และเราจะเป็นพระเจ้าของพวกเจ้า แล้วพวกเจ้าจะได้รู้ว่าเราคือยาห์เวห์ พระเจ้าของพวกเจ้า ผู้ที่ช่วยพวกเจ้าให้พ้นจากภาระหนักของชาวอียิปต์ 8 เราจะพาพวกเจ้าไปยังดินแดนที่เราได้สัญญาไว้ว่าจะให้กับอับราฮัม อิสอัคและยาโคบ เพราะเราคือยาห์เวห์ เราจะยกแผ่นดินนั้นให้พวกเจ้าเป็นเจ้าของ’”
9 แล้วโมเสสก็พูดอย่างนั้นกับลูกหลานของอิสราเอล แต่พวกเขาไม่ยอมฟัง เพราะพวกเขาหมดอาลัยตายอยาก และการเป็นทาสของพวกเขาก็หนักอึ้ง 10 พระยาห์เวห์จึงพูดกับโมเสสว่า 11 “ไปบอกกับฟาโรห์กษัตริย์อียิปต์ให้ปล่อยลูกหลานของอิสราเอลไปจากแผ่นดินของเขา”
12 แต่โมเสสพูดต่อหน้าพระยาห์เวห์ว่า “ดูสิขนาดคนอิสราเอลยังไม่ยอมฟังข้าพเจ้าเลย แล้วฟาโรห์กษัตริย์อียิปต์จะฟังข้าพเจ้าหรือ เพราะข้าพเจ้าพูดไม่เก่ง”
13 แต่พระยาห์เวห์พูดกับโมเสสและอาโรน และสั่งให้เขาทั้งสองไปหาลูกหลานของอิสราเอลและฟาโรห์กษัตริย์อียิปต์ เพื่อที่จะพาลูกหลานของอิสราเอลออกจากแผ่นดินอียิปต์
ครอบครัวชาวอิสราเอล
14 ต่อไปนี้เป็นรายชื่อของผู้นำแต่ละครอบครัวของอิสราเอล
ลูกชายคนโตของอิสราเอลคือรูเบน รูเบนมีลูกสี่คนคือ ฮาโนค ปัลลู เฮสโรน และคารมี พวกเขาทั้งหมดอยู่ในครอบครัวของรูเบน
15 ลูกชายของสิเมโอนคือ เยมูเอล ยามีน โอหาด ยาคีน โศหาร์ รวมทั้งชาอูลที่เกิดจากหญิงชาวคานาอัน พวกเขาทั้งหมดอยู่ในครอบครัวของสิเมโอน
16 เลวีมีชีวิตอยู่หนึ่งร้อยสามสิบเจ็ดปี ลูกของเลวีคือ เกอร์โชน โคฮาท และเมรารี
17 ลูกชายของเกอร์โชนคือ ลิบนีและชิเมอีพร้อมกับครอบครัวของพวกเขา
18 โคฮาทมีชีวิตอยู่หนึ่งร้อยสามสิบสามปี ลูกชายโคฮาทคือ อัมราม อิสฮาร์ เฮโบรน และอุสซีเอล
19 ลูกชายของเมรารีคือ มาห์ลีและมูชี พวกเขาทั้งหมดอยู่ในครอบครัวของชาวเลวี เรียงตามลำดับรุ่นของเขา
20 อัมรามมีชีวิตอยู่หนึ่งร้อยสามสิบเจ็ดปี อัมรามเอานางโยเคเบดซึ่งเป็นน้องสาวพ่อมาเป็นเมีย และนางคลอดลูกชายให้กับเขา คืออาโรนกับโมเสส
21 ลูกชายของอิสฮาร์คือ โคราห์ เนเฟก และศิครี
22 ลูกชายของอุสซีเอลคือ มิชาเอล เอลซาฟาน และสิธรี
23 อาโรนได้นางเอลีเชบามาเป็นเมีย เอลีเชบาเป็นลูกสาวของอัมมีนาดับ และเป็นพี่น้องกับนาโชน นางได้คลอด นาดับ อาบีฮู เอเลอาซาร์ และอิธามาร์
24 ลูกชายของโคราห์คือ อัสสีร์ เอลคานาห์ และอาบียาสาฟ พวกเขาทั้งหมดอยู่ในครอบครัวของชาวโคราห์
25 เอเลอาซาร์ลูกชายอาโรน เอาลูกสาวคนหนึ่งของปูทิเอลมาเป็นเมีย นางได้คลอดฟีเนหัส พวกเขาเหล่านี้เป็นต้นตระกูลในแต่ละครอบครัวของชาวเลวี
26 อาโรนและโมเสสนี่แหละ คือสองคนที่พระยาห์เวห์พูดด้วยว่า “ให้พาลูกหลานของอิสราเอลออกจากแผ่นดินอียิปต์ไปเป็นกลุ่มๆ”+ 6:26 เป็นกลุ่มๆ หรือ “เป็นกองๆ” เป็นคำจำกัดความทางการทหารที่แสดงให้เห็นว่าอิสราเอลมีการจัดการในรูปแบบของกองทัพ27 ทั้งสองคนนี้คือคนที่พูดกับฟาโรห์กษัตริย์ของอียิปต์ เพื่อนำลูกหลานของอิสราเอลออกจากอียิปต์ มันก็คือโมเสสกับอาโรนนี่แหละ
พระยาห์เวห์กำชับโมเสสและอาโรน
28 เมื่อพระยาห์เวห์พูดกับโมเสสในแผ่นดินอียิปต์ 29 พระองค์พูดกับโมเสสว่า “เราคือยาห์เวห์ ให้บอกกับฟาโรห์กษัตริย์อียิปต์ตามที่เราได้บอกกับเจ้าทุกอย่าง”
30 โมเสสได้พูดกับพระยาห์เวห์ว่า “ดูสิ ข้าพเจ้าพูดไม่เก่ง แล้วฟาโรห์จะมาฟังคนอย่างข้าพเจ้าทำไม”
71 พระยาห์เวห์พูดกับโมเสสว่า “เห็นไหมว่า เราได้ตั้งให้เจ้าเป็นเหมือนพระเจ้าสำหรับฟาโรห์ และอาโรนพี่ชายของเจ้าก็จะเป็นเหมือนผู้พูดแทนพระเจ้าให้กับเจ้า 2 เจ้าจะพูดทุกอย่างที่เราได้สั่งเจ้า อาโรนพี่ชายเจ้าก็จะพูดกับฟาโรห์ แล้วฟาโรห์ก็จะปล่อยลูกหลานของอิสราเอลจากแผ่นดินของเขา 3 แต่เราจะทำให้จิตใจของฟาโรห์แข็งกระด้าง และเราจะเพิ่มสิ่งบอกเหตุต่างๆและสิ่งอัศจรรย์ให้มากขึ้นในแผ่นดินอียิปต์ 4 แต่ฟาโรห์จะไม่ยอมฟังพวกเจ้า ดังนั้นเราจะวางมือของเราต่อต้านอียิปต์ เราจะพากองทัพของเรา และคนของเรา คือลูกหลานชาวอิสราเอลออกจากแผ่นดินอียิปต์ ด้วยการลงโทษอันยิ่งใหญ่ต่างๆ 5 แล้วชาวอียิปต์จะได้รู้ว่า เราคือยาห์เวห์ เมื่อเรายื่นมือของเราออกมาต่อต้านอียิปต์ และพาลูกหลานของอิสราเอลออกมาจากท่ามกลางพวกเขา”
6 โมเสสและอาโรนได้ทำตามทุกอย่างที่พระยาห์เวห์สั่งพวกเขา 7 ตอนที่พวกเขาพูดกับฟาโรห์นั้น โมเสสมีอายุแปดสิบปี อาโรนมีอายุแปดสิบสามปี
ไม้เท้าของโมเสสกลายเป็นงู
8 พระยาห์เวห์พูดกับโมเสสและอาโรนว่า 9 “เมื่อฟาโรห์พูดกับพวกเจ้าว่า ‘แสดงสิ่งมหัศจรรย์ให้ดูสิ’ ก็ให้เจ้าบอกกับอาโรนว่า ‘เอาไม้เท้าของท่านโยนลงบนพื้นต่อหน้าฟาโรห์ แล้วมันจะกลายเป็นงู’”
10 โมเสสและอาโรนจึงไปหาฟาโรห์ และทำตามที่พระยาห์เวห์ได้สั่งพวกเขาไว้ อาโรนโยนไม้เท้าของเขาลงต่อหน้าฟาโรห์และพวกข้าราชการชั้นสูงของเขา มันก็กลายเป็นงู
11 แต่ฟาโรห์ได้เรียกเหล่าผู้รู้ พวกพ่อมด และพวกพระที่มีเวทมนตร์คาถาของอียิปต์ ให้ใช้เวทมนตร์ของพวกเขา ทำอย่างเดียวกับที่อาโรนทำ 12 พวกเขาแต่ละคนก็โยนไม้เท้าของพวกเขาลง แล้วไม้เท้าของพวกเขาก็กลายเป็นงู แต่ไม้เท้าของอาโรนกลืนไม้เท้าของพวกเขาทั้งหมด 13 แต่จิตใจของฟาโรห์ก็ยังคงแข็งกระด้าง และไม่ยอมฟังโมเสสและอาโรน เหมือนกับที่พระยาห์เวห์พูดไว้
น้ำกลายเป็นเลือด
14 พระยาห์เวห์บอกกับโมเสสว่า “จิตใจของฟาโรห์นั้นแข็งกระด้าง เขาไม่ยอมปล่อยประชาชนอิสราเอล 15 พรุ่งนี้เช้าให้ไปหาฟาโรห์ ตอนที่เขาลงไปที่แม่น้ำ ให้ยืนคอยพบเขาที่ริมฝั่งแม่น้ำ แล้วให้ถือไม้เท้าที่เปลี่ยนเป็นงูไปด้วย 16 ให้เจ้าพูดกับเขาว่า ‘พระยาห์เวห์ พระเจ้าของชาวฮีบรูได้ส่งข้าพเจ้ามาพบท่าน และให้บอกว่า ปล่อยประชาชนของเรา เพื่อพวกเขาจะได้มาฆ่าสัตว์เพื่อถวายให้กับเราในที่เปล่าเปลี่ยวแห้งแล้ง แต่จนถึงเดี๋ยวนี้แล้ว เจ้าก็ยังไม่ยอมเชื่อฟัง’ 17 พระยาห์เวห์จึงพูดว่า ‘เราจะทำสิ่งนี้ เจ้าจะได้รู้ว่าเราคือยาห์เวห์ เราจะตีน้ำในแม่น้ำไนล์ด้วยไม้เท้าที่อยู่ในมือเรา และมันจะกลายเป็นเลือด 18 ปลาที่อยู่ในแม่น้ำไนล์จะตายหมด แม่น้ำไนล์จะเน่าเหม็นจนชาวอียิปต์ไม่สามารถดื่มน้ำจากแม่น้ำได้’”
19 พระยาห์เวห์บอกกับโมเสสว่า “บอกกับอาโรนว่า ‘ให้ถือไม้เท้าของท่านและยื่นมือออกไปเหนือน้ำทุกแห่งของอียิปต์ ทั้งแม่น้ำ ลำธาร สระน้ำ ที่กักเก็บน้ำทุกแห่งของพวกเขา เพื่อแหล่งน้ำทั้งหมดนั้นจะได้กลายเป็นเลือด จะมีแต่เลือดเต็มไปหมดทั่วแผ่นดินอียิปต์ ทั้งน้ำที่คั่งค้างอยู่ตามต้นไม้และซอกหินก็จะกลายเป็นเลือดด้วย’”
20 โมเสสและอาโรนจึงทำตามที่พระยาห์เวห์สั่งพวกเขาไว้
อาโรนยกไม้เท้าของเขาฟาดน้ำในแม่น้ำไนล์ ต่อหน้าต่อตาของฟาโรห์และข้าราชการของเขา และน้ำในแม่น้ำไนล์ทั้งหมดก็กลายเป็นเลือด 21 ปลาในแม่น้ำไนล์ก็ตาย และแม่น้ำไนล์ได้เน่าเหม็น ชาวอียิปต์ไม่สามารถดื่มน้ำจากแม่น้ำได้ มีแต่เลือดเต็มไปหมดทั่วแผ่นดินอียิปต์
22 แต่พวกพระที่มีเวทมนตร์คาถาของอียิปต์ ก็ใช้เวทมนตร์ทำในสิ่งเดียวกับที่อาโรนทำ ฟาโรห์ยังคงใจแข็งกระด้าง เขาจึงไม่ยอมฟังพวกเขาเหมือนกับที่พระยาห์เวห์ได้บอกไว้ 23 ฟาโรห์กลับไปบ้านของเขาและไม่ใส่ใจกับเรื่องนี้แม้แต่น้อย
24 ชาวอียิปต์ทั้งหมดจึงต้องขุดหลุมรอบๆแม่น้ำไนล์ เพื่อจะได้มีน้ำไว้ดื่ม เพราะพวกเขาไม่สามารถดื่มน้ำจากแม่น้ำไนล์ได้
ความวุ่นวายจากฝูงกบ
25 เจ็ดวันผ่านไป หลังจากที่พระยาห์เวห์ได้ฟาดน้ำในแม่น้ำไนล์
81 พระยาห์เวห์พูดกับโมเสสว่า “ไปหาฟาโรห์และบอกกับเขาว่า ‘พระยาห์เวห์พูดอย่างนี้ว่า ปล่อยคนของเรา เพื่อพวกเขาจะได้ไปรับใช้เรา 2 แต่ถ้าเจ้าไม่ยอมปล่อยพวกเขา เราจะส่งฝูงกบมาสร้างความพินาศให้ทั่วทั้งแผ่นดินของเจ้า 3 แม่น้ำไนล์จะเต็มไปด้วยฝูงกบ พวกมันจะกระโดดเข้ามาในบ้านของเจ้า ในห้องนอนและบนเตียงของเจ้า พวกมันจะเข้าไปในบ้านของพวกข้าราชการของเจ้า เกาะตามตัวประชาชนของเจ้า เข้าไปในพวกเตาอบของเจ้า ในภาชนะต่างๆของเจ้า 4 ฝูงกบจะขึ้นมาเกาะอยู่ตามตัวของเจ้า ประชาชนของเจ้าและพวกข้าราชการของเจ้า’”
5 พระยาห์เวห์พูดกับโมเสสว่า “ให้บอกอาโรนว่า ‘ให้ยื่นมือที่ถือไม้เท้าของเจ้าออกไปเหนือแม่น้ำ ลำธาร และสระน้ำ และฝูงกบจะกระโดดออกมาทั่วแผ่นดินอียิปต์’”
6 แล้วอาโรนก็ยื่นมือของเขาออกเหนือน้ำของอียิปต์ ฝูงกบก็โผล่ขึ้นมาปกคลุมทั่วอียิปต์
7 พวกนักมายากลใช้เวทมนตร์ของพวกเขา ทำในสิ่งเดียวกันกับที่อาโรนทำ พวกเขาทำให้ฝูงกบโผล่ขึ้นมาปกคลุมแผ่นดินอียิปต์เหมือนกัน
8 ฟาโรห์จึงเรียกโมเสสและอาโรนมาพูดว่า “ให้อธิษฐานถึงพระยาห์เวห์เพื่อพระองค์จะได้เอาฝูงกบพวกนี้ออกไปจากเราและประชาชนของเรา แล้วเราจะปล่อยประชาชนชาวอิสราเอล เพื่อพวกเขาจะได้ไปฆ่าสัตว์ถวายให้กับพระยาห์เวห์”
9 โมเสสพูดกับฟาโรห์ว่า “ให้ท่านเป็นคนบอก ว่าจะให้ข้าพเจ้าอธิษฐานเมื่อไหร่สำหรับท่าน พวกข้าราชการและประชาชนของท่าน เพื่อที่จะขับไล่ฝูงกบพวกนี้ออกไปจากท่าน และบ้านของท่าน เพื่อว่าพวกมันจะเหลืออยู่แต่ในแม่น้ำไนล์เท่านั้น”
10 ฟาโรห์บอกว่า “พรุ่งนี้”
โมเสสพูดว่า “มันจะเป็นอย่างที่ท่านพูด เพื่อท่านจะได้รู้ว่า ไม่มีใครเหมือนพระยาห์เวห์พระเจ้าของพวกเราอีกแล้ว 11 ฝูงกบจะไปจากท่าน พวกบ้านของท่าน พวกข้าราชการของท่านและประชาชนของท่าน แต่จะเหลืออยู่แค่ในแม่น้ำไนล์เท่านั้น”
12 โมเสสและอาโรนจึงลาฟาโรห์ไป โมเสสอ้อนวอนต่อพระยาห์เวห์เรื่องฝูงกบเหล่านั้น ที่พระองค์ได้ทำขึ้นมาต่อต้านฟาโรห์ 13 พระยาห์เวห์ได้ทำตามที่โมเสสร้องขอ แล้วฝูงกบก็ตายกันเกลื่อนกลาดตามบ้าน ตามลานบ้าน และตามท้องทุ่ง 14 พวกเขาเอาซากพวกมันมากองทับถมกันสูงพะเนินเหม็นไปทั่วแผ่นดิน 15 เมื่อฟาโรห์เห็นว่าความเดือดร้อนบรรเทาลงแล้ว ฟาโรห์ก็เปลี่ยนใจ กลับมีใจแข็งกระด้างขึ้นอีก และไม่ยอมฟังโมเสสและอาโรนเหมือนกับที่พระยาห์เวห์บอกไว้
ความวุ่นวายจากตัวริ้น
16 พระยาห์เวห์พูดกับโมเสสว่า “ให้บอกกับอาโรนว่า ‘ให้ยื่นไม้เท้าของเจ้าและตีฝุ่นบนพื้นดิน ฝุ่นเหล่านั้นจะกลายเป็นตัวริ้นอยู่ทั่วแผ่นดินอียิปต์’”
17 พวกเขาทั้งสองคนก็ทำตามนั้น อาโรนยื่นมือที่ถือไม้เท้าตีฝุ่นบนพื้นดิน ฝุ่นเหล่านั้นได้กลายเป็นตัวริ้น ตอมประชาชนและพวกสัตว์ ฝุ่นทั้งหมดได้กลายเป็นตัวริ้นกระจายไปทั่วแผ่นดินอียิปต์
18 พวกพระที่มีเวทมนตร์คาถา พยายามใช้เวทมนตร์ของพวกเขาเพื่อทำให้ฝุ่นกลายเป็นตัวริ้น แต่พวกเขาไม่สามารถทำได้ มีริ้นอยู่ตามตัวประชาชนและพวกสัตว์ 19 พวกพระที่มีเวทมนตร์คาถาบอกกับฟาโรห์ว่า “นี่คือนิ้วมือของพระเจ้า” แต่จิตใจของฟาโรห์แข็งกระด้างมากขึ้น และไม่ยอมฟังพวกเขาเหมือนกับที่พระยาห์เวห์บอกไว้
ฝูงแมลงวันที่มารังควาน
20 พระยาห์เวห์พูดกับโมเสสว่า “วันพรุ่งนี้ให้ไปหาฟาโรห์แต่เช้าตรู่ ตอนที่เขาเดินลงไปที่แม่น้ำ และให้บอกกับเขาว่า พระยาห์เวห์พูดอย่างนี้ว่า ‘ปล่อยประชาชนของเราเพื่อพวกเขาจะได้ไปรับใช้เรา 21 เพราะถ้าเจ้าไม่ยอมปล่อยประชาชนของเรา เราจะส่งฝูงแมลงวันมาต่อต้านเจ้า พวกข้าราชการของเจ้า ประชาชนของเจ้า และบ้านของเจ้า บ้านเรือนของชาวอียิปต์จะเต็มไปด้วยฝูงแมลงวัน รวมไปถึงแผ่นดินที่พวกเขาอาศัยอยู่ด้วย 22 แต่ในวันนั้น เราจะแยกแผ่นดินโกเชน ที่ประชาชนของเราอาศัยอยู่ออกมา เพื่อว่าจะได้ไม่มีฝูงแมลงวันที่นั่น เพื่อเจ้าจะได้รู้ว่า เรายาห์เวห์ อยู่ท่ามกลางแผ่นดินนี้ 23 เราจะทำให้เกิดความแตกต่างระหว่างประชาชนของเรากับประชาชนของเจ้า เหตุการณ์นี้จะเกิดขึ้นพรุ่งนี้’”
24 พระยาห์เวห์ได้ทำตามนั้น ฝูงแมลงวันมากมายได้เข้ามาในบ้านของฟาโรห์ พวกบ้านข้าราชการของเขา และทั่วทั้งแผ่นดินอียิปต์ ฝูงแมลงวันได้ทำลายล้างแผ่นดินอียิปต์ 25 ฟาโรห์จึงเรียกโมเสสและอาโรนมาพบ และพูดว่า “ไปฆ่าสัตว์ถวายให้กับพระเจ้าของเจ้าในแผ่นดินนี้เถิด”
26 โมเสสพูดว่า “มันไม่ถูกต้องที่จะทำอย่างนั้น เพราะสิ่งที่พวกเราจะทำในการฆ่าสัตว์ถวายให้กับพระเจ้าของพวกเรานั้น เป็นสิ่งที่ชาวอียิปต์ขยะแขยง ถ้าพวกเราฆ่าสัตว์เพื่อเอามาถวาย ซึ่งเป็นสิ่งที่ชาวอียิปต์ขยะแขยง แล้วพวกเขามาเห็นเข้า พวกเขาจะไม่เอาหินขว้างพวกเราหรือ 27 พวกเราต้องเดินทางเป็นเวลาสามวัน เข้าไปในที่เปล่าเปลี่ยวแห้งแล้ง แล้วถึงค่อยฆ่าสัตว์ถวายให้กับพระยาห์เวห์พระเจ้าของเรา ตามที่พระองค์บอกพวกเราไว้”
28 ฟาโรห์บอกว่า “เราจะปล่อยพวกเจ้าไป และพวกเจ้าก็ไปฆ่าสัตว์ถวายให้กับยาห์เวห์พระเจ้าของพวกเจ้าในที่เปล่าเปลี่ยวแห้งแล้งได้ แต่พวกเจ้าจะต้องไม่ไปไกลนัก อธิษฐานให้กับเราด้วย”
29 โมเสสพูดว่า “ทันทีที่ข้าพเจ้าลาท่านไป ข้าพเจ้าจะอธิษฐานต่อพระยาห์เวห์ และในวันพรุ่งนี้ ฝูงแมลงวันก็จะไปจากฟาโรห์ ข้าราชการของท่าน และประชาชนของท่าน ขอแต่อย่าให้ฟาโรห์หลอกลวงอีกเท่านั้น โดยไม่ยอมปล่อยประชาชนไปฆ่าสัตว์ถวายให้กับพระยาห์เวห์”
30 แล้วโมเสสก็จากฟาโรห์ไปและอธิษฐานต่อพระยาห์เวห์ 31 พระยาห์เวห์ได้ทำตามที่โมเสสขอ พระองค์ได้เอาฝูงแมลงวันออกไปจากฟาโรห์ พวกข้าราชการของเขาและประชาชนของเขา ไม่เหลือแม้แต่ตัวเดียว 32 แต่ฟาโรห์ก็ใจแข็งกระด้างขึ้นมาอีก และไม่ยอมปล่อยประชาชนชาวอิสราเอลไป
9พระเจ้าให้เกิดโรคระบาดกับสัตว์
1 พระยาห์เวห์พูดกับโมเสสว่า “ไปหาฟาโรห์และบอกกับเขาว่ายาห์เวห์พระเจ้าของชาวฮีบรู พูดอย่างนี้ว่า ‘ปล่อยประชาชนของเรา เพื่อพวกเขาจะได้มารับใช้เรา’ 2 เพราะถ้าเจ้ายังไม่ยอมปล่อยพวกเขา และยังคงกักตัวพวกเขาไว้ 3 มือของพระยาห์เวห์จะทำให้ฝูงสัตว์เลี้ยงที่อยู่ในท้องทุ่งของเจ้า เกิดโรคระบาดอย่างร้ายแรง ทั้งฝูงม้า ฝูงลา ฝูงอูฐ ฝูงวัวควาย และฝูงแพะแกะ 4 แต่พระยาห์เวห์จะแยกระหว่างฝูงสัตว์ของคนอิสราเอลกับฝูงสัตว์ของคนอียิปต์ ฝูงสัตว์ของลูกหลานอิสราเอลจะไม่ตายแม้แต่ตัวเดียว 5 พระยาห์เวห์ได้กำหนดเวลาไว้ว่าพรุ่งนี้พระยาห์เวห์จะลงมือทำสิ่งนี้ในแผ่นดินนี้”
6 วันต่อมา พระยาห์เวห์ได้ทำสิ่งที่ได้พูดไว้ ฝูงสัตว์ทั้งหมดของคนอียิปต์ล้มตาย แต่ฝูงสัตว์ของคนอิสราเอลไม่ตายแม้แต่ตัวเดียว 7 ฟาโรห์ส่งคนออกไปดูและพบว่าฝูงสัตว์ของคนอิสราเอลไม่ตายแม้แต่ตัวเดียว แต่จิตใจของฟาโรห์ยังแข็งกระด้าง และเขาก็ไม่ยอมปล่อยชาวอิสราเอลไป
โรคฝีพุพอง
8 พระยาห์เวห์บอกโมเสสและอาโรนว่า ให้เอาเขม่าจากเตาหลอมมาหนึ่งกำมือ และโยนขึ้นไปบนท้องฟ้า ต่อหน้าฟาโรห์ 9 มันจะกลายเป็นฝุ่นฟุ้งตลบไปทั่วแผ่นดินอียิปต์ มันจะทำให้เกิดฝีพุพองบนผิวหนังคนและสัตว์ไปทั่วแผ่นดินอียิปต์
10 พวกเขาจึงไปหยิบเขม่าจากเตาหลอม และไปยืนต่อหน้าฟาโรห์ โมเสสโยนเขม่านั้นขึ้นไปบนท้องฟ้า มันกลายเป็นฝีพุพองไปทั่วตัวคนและสัตว์ทั้งหลาย 11 แม้แต่พวกพระที่มีเวทมนตร์คาถา ก็ไม่สามารถที่จะยืนอยู่ต่อหน้าโมเสสได้ เพราะเกิดฝีพุพองตามตัวพวกเขาและคนอียิปต์ทุกคน 12 แต่พระยาห์เวห์ยังคงทำให้ฟาโรห์ใจแข็งกระด้าง และฟาโรห์ก็ไม่ยอมฟังพวกเขา เหมือนกับที่พระยาห์เวห์บอกไว้
ฝนลูกเห็บ
13 พระยาห์เวห์พูดกับโมเสสว่า “เช้าตรู่วันพรุ่งนี้ ให้ไปยืนอยู่ต่อหน้าฟาโรห์ และบอกกับเขาว่า ยาห์เวห์พระเจ้าของชาวฮีบรู พูดอย่างนี้ว่า ‘ปล่อยประชาชนของเรา เพื่อพวกเขาจะได้มารับใช้เรา 14 เพราะในครั้งนี้เราจะให้ภัยพิบัติต่างๆเกิดขึ้นกับเจ้า พวกข้าราชการของเจ้าและประชาชนของเจ้า เพื่อเจ้าจะได้รู้ว่าไม่มีใครเหมือนเราอีกแล้วบนโลกนี้ 15 เพราะความจริงแล้ว เราสามารถที่จะยื่นมือของเราออกมาจัดการให้เจ้าและประชาชนของเจ้าเป็นโรคระบาดได้ เพื่อเจ้าจะได้ถูกทำลายไปจากโลกนี้ 16 แต่เรายังปล่อยให้เจ้าอยู่ต่อไป เพื่อเราจะได้แสดงความแข็งแกร่งของเราให้เจ้าเห็น และจะได้ป่าวประกาศชื่อของเราไปทั่วโลก 17 ถ้าเจ้ายังถือดีที่จะไม่ยอมปล่อยประชาชนของเรา 18 พรุ่งนี้ เวลานี้ เราจะทำให้เกิดลูกเห็บขนาดใหญ่ตกลงมา จะเป็นฝนลูกเห็บชนิดที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในอียิปต์ ตั้งแต่ก่อตั้งอียิปต์มาจนถึงเดี๋ยวนี้ 19 ตอนนี้ ให้เอาฝูงสัตว์ของเจ้าและทุกอย่างที่เจ้ามีในท้องทุ่งเข้ามาใต้ที่กำบัง คนหรือสัตว์ที่อยู่ในท้องทุ่งที่ไม่เข้ามาหลบข้างในจะตายกันหมด เมื่อลูกเห็บตกลงมา’”
20 พวกข้าราชการของฟาโรห์ ที่เชื่อคำพูดของพระยาห์เวห์ ต่างรีบพาพวกคนรับใช้และฝูงสัตว์ของเขา เข้ามาข้างใน 21 แต่พวกที่ไม่ใส่ใจกับคำพูดของพระยาห์เวห์ ยังคงปล่อยให้พวกคนรับใช้และฝูงสัตว์ของเขาอยู่ในท้องทุ่ง
22 พระยาห์เวห์พูดกับโมเสสว่า “ให้ยื่นแขนของเจ้าออกไปในท้องฟ้าเพื่อลูกเห็บจะได้ตกลงมาในแผ่นดินอียิปต์ จะได้ตกลงมาบนคนอียิปต์ ฝูงสัตว์และพืชทั้งหมดในท้องทุ่งของแผ่นดินอียิปต์”
23 โมเสสจึงยื่นไม้เท้าของเขาออกไปในท้องฟ้า พระยาห์เวห์ทำให้เกิดฟ้าร้อง ลูกเห็บตก พร้อมกับสายฟ้าแลบ พระยาห์เวห์ทำให้ลูกเห็บ ตกแบบห่าฝนลงบนแผ่นดินอียิปต์ 24 มีทั้งลูกเห็บตกพร้อมกับสายฟ้าแลบตลอดเวลา มันรุนแรงมากแบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในแผ่นดินอียิปต์ ตั้งแต่มีชาติอียิปต์มา 25 ลูกเห็บได้ทำลายแผ่นดินอียิปต์ไปทั่ว ทุกอย่างที่อยู่ในท้องทุ่ง ตั้งแต่คนไปจนถึงสัตว์ ลูกเห็บได้ทำลายพืชผลและต้นไม้ทุกต้นในท้องทุ่ง 26 ยกเว้นในโกเชน ที่ลูกหลานของคนอิสราเอลอยู่ ไม่มีลูกเห็บตกเลย
27 ฟาโรห์เรียกตัวโมเสสและอาโรนมาพบและพูดกับพวกเขาว่า “เราได้ทำบาปไปแล้วครั้งนี้ พระยาห์เวห์คือฝ่ายถูก เราและประชาชนของเราเป็นฝ่ายผิด 28 อธิษฐานต่อพระยาห์เวห์ ขอให้หยุดฟ้าร้องกับลูกเห็บได้แล้ว พอแล้ว เรายอมปล่อยพวกเจ้าแล้ว พวกเจ้าไม่ต้องอยู่อีกต่อไปแล้ว”
29 โมเสสกล่าวว่า “เมื่อข้าพเจ้าออกจากเมืองนี้ ข้าพเจ้าจึงจะกางแขนออกต่อหน้าพระยาห์เวห์ ฟ้าจะหยุดร้องและจะไม่มีลูกเห็บอีกต่อไป แล้วท่านจะได้รู้ว่า โลกนี้เป็นของพระยาห์เวห์ 30 แต่ข้าพเจ้ารู้ว่าทั้งท่านและข้าราชการของท่านยังคงไม่ได้เกรงกลัวพระเจ้ายาห์เวห์หรอก”
31 ต้นป่านและข้าวบาร์เลย์ถูกทำลายเสียหาย เพราะต้นป่านยังเป็นต้นอ่อนอยู่ และต้นข้าวบาร์เลย์กำลังออกรวง 32 แต่ข้าวสาลีและข้าวสแปลต์ไม่ได้ถูกทำลายเพราะงอกช้า
33 เมื่อโมเสสจากฟาโรห์และออกจากเมืองนั้น เขากางแขนออกต่อพระยาห์เวห์ ทันใดนั้นฟ้าหยุดร้อง ลูกเห็บหยุดตก และฝนก็ไม่ได้ตกลงสู่พื้นดินอีก
34 แต่เมื่อฟาโรห์เห็นฝน ลูกเห็บ และฟ้าร้องหยุดหมดแล้ว เขาก็บาปอีก ใจแข็งกระด้างอีก ทั้งเขาและข้าราชการของเขา 35 ในที่สุดหัวใจของฟาโรห์ได้แข็งกระด้าง และไม่ยอมปล่อยลูกหลานอิสราเอลไป เหมือนกับที่พระยาห์เวห์ได้บอกโมเสสไว้
10ฝูงตั๊กแตน
1 พระยาห์เวห์พูดกับโมเสสว่า “ไปหาฟาโรห์ เพราะเราได้ทำให้เขาและพวกข้าราชการของเขามีจิตใจแข็งกระด้าง เพื่อเราจะได้แสดงสิ่งอัศจรรย์พวกนี้ท่ามกลางพวกเขา 2 เจ้าจะได้เล่าให้ลูกหลานของเจ้าฟังว่า เราได้ทำอะไรไว้กับชาวอียิปต์บ้าง และเล่าถึงสิ่งอัศจรรย์ต่างๆที่เราได้ทำท่ามกลางพวกเขา เพื่อพวกเจ้าจะได้รู้ว่าเราคือยาห์เวห์”
3 โมเสสกับอาโรนจึงไปพบฟาโรห์ และพูดกับพระองค์ว่า “พระยาห์เวห์พระเจ้าของชาวฮีบรูพูดไว้อย่างนี้ว่า ‘เจ้าจะไม่ยอมถ่อมตัวลงต่อหน้าเราไปอีกนานแค่ไหน ปล่อยคนของเราไปเพื่อเขาจะได้มารับใช้เรา 4 ถ้าเจ้ายังไม่ยอมปล่อยคนของเรา เราจะส่งฝูงตั๊กแตนมาในประเทศของเจ้าพรุ่งนี้ 5 พวกมันจะปกคลุมไปทั่วพื้นดิน จนไม่มีใครสามารถมองเห็นพื้นดินได้ พวกตั๊กแตนจะกินทุกสิ่งทุกอย่างที่ยังหลงเหลือให้กับพวกเจ้าหลังจากลูกเห็บตก มันจะกินต้นไม้ทุกต้นของพวกเจ้าที่กำลังเติบโตอยู่ในท้องทุ่ง 6 บ้านเรือนของเจ้า ของพวกข้าราชการของเจ้า และของชาวอียิปต์ จะมีตั๊กแตนเต็มไปหมด พวกพ่อและพวกปู่ของพวกเจ้า จะยังไม่เคยเห็นอะไรอย่างนี้มาก่อนเลย ตั้งแต่มีชีวิตอยู่บนแผ่นดินนี้มาจนถึงเดี๋ยวนี้’” แล้วโมเสสได้หันออกมาจากฟาโรห์
7 พวกข้าราชการของฟาโรห์พูดกับฟาโรห์ว่า “ชายคนนี้จะเป็นกับดักสำหรับเราไปอีกนานแค่ไหน ขอให้ท่านปล่อยพวกเขาไปเถอะ เพื่อพวกเขาจะได้ไปรับใช้ยาห์เวห์พระเจ้าของพวกเขา นี่ท่านยังไม่เข้าใจอีกหรือว่าอียิปต์กำลังถูกทำลาย”
8 โมเสสและอาโรนจึงถูกนำตัวกลับมา ฟาโรห์พูดกับพวกเขาว่า “ไปรับใช้ยาห์เวห์พระเจ้าของเจ้าซะ แต่บอกมาก่อนว่ามีใครไปบ้าง”
9 โมเสสตอบว่า “ไปกันหมดเลย ทั้งคนหนุ่มสาวและคนแก่ ทั้งลูกชาย ลูกสาว พร้อมทั้งฝูงแกะและฝูงวัวของเรา เพราะเราจะไปร่วมเฉลิมฉลองงานเทศกาลของพระยาห์เวห์”
10 ฟาโรห์พูดกับพวกเขาว่า “ถ้าเราปล่อยแกและพวกลูกๆของแก ก็ขอให้พระยาห์เวห์อยู่กับพวกแกจริงๆเถอะ หน้าพวกแกมันส่อแววชั่วร้ายออกมาชัดๆ 11 ไม่ได้หรอก มีแต่ผู้ชายเท่านั้นที่ไปรับใช้พระยาห์เวห์ได้ เพราะนั่นคือสิ่งที่แกขอตั้งแต่แรก” แล้วฟาโรห์ก็ได้ไล่โมเสสและอาโรนออกไป
12 พระยาห์เวห์พูดกับโมเสสว่า “กางแขนของเจ้าออกเหนือแผ่นดินอียิปต์เพื่อเรียกฝูงตั๊กแตน เพื่อพวกมันจะได้มาอยู่ทั่วแผ่นดินอียิปต์ และกินพืชผลทั้งหมดบนแผ่นดินที่หลงเหลือจากลูกเห็บตก”
13 โมเสสจึงยื่นไม้เท้าของเขาออกเหนือแผ่นดินอียิปต์ พระยาห์เวห์ทำให้ลมตะวันออกพัดเข้ามาในแผ่นดินอียิปต์ตลอดวันตลอดคืน และในเวลาเช้าลมตะวันออกก็ได้พัดเอาฝูงตั๊กแตนมาด้วย 14 ฝูงตั๊กแตนต่างแห่กันเข้าสู่แผ่นดินอียิปต์และเกาะอยู่บนพื้นดินทั่วเขตแดนอียิปต์ มันรุนแรงมาก ไม่เคยมีตั๊กแตนมากมายขนาดนี้มาก่อน และหลังจากนี้ก็จะไม่มีมากเท่านี้อีกแล้ว 15 มันปกคลุมไปทั่วพื้นแผ่นดิน พื้นดินดูดำทะมึนไปหมด พวกมันกัดกินพืชผักบนดิน และผลไม้บนต้น ที่หลงเหลือจากลูกเห็บตก จนไม่เหลือสีเขียวของต้นไม้หรือพืชผักหลงเหลือทั่วแผ่นดินอียิปต์อีกเลย
16 ฟาโรห์รีบเรียกตัวโมเสสและอาโรนเข้าพบและพูดว่า “เราได้ทำบาปต่อยาห์เวห์ พระเจ้าของเจ้าและต่อพวกเจ้า 17 ได้โปรดยกโทษให้เราอีกสักครั้ง และช่วยอธิษฐานต่อยาห์เวห์พระเจ้าของเจ้า เพื่อพระองค์จะได้ขจัดความตายนี้จากเรา”
18 โมเสสจากฟาโรห์มา และอธิษฐานต่อพระยาห์เวห์ 19 พระยาห์เวห์ได้ส่งลมตะวันตกพัดผ่านเข้ามาอย่างแรง หอบมันไปตกในทะเลต้นกก ไม่มีตั๊กแตนแม้แต่ตัวเดียวหลงเหลืออยู่ในแผ่นดินอียิปต์ 20 แต่พระยาห์เวห์ได้ทำให้จิตใจของฟาโรห์แข็งกระด้าง เพื่อว่าเขาจะได้ไม่ยอมปล่อยลูกหลานชาวอิสราเอล
ความมืดมิด
21 พระยาห์เวห์พูดกับโมเสสว่า “ชูมือเจ้าขึ้นบนท้องฟ้า เพื่อให้เกิดความมืดมิดทั่วแผ่นดินอียิปต์ จะเป็นความมืดที่ทุกคนสัมผัสได้”
22 โมเสสจึงชูมือขึ้นบนท้องฟ้า ทันใดนั้น ความมืดมิดก็ปกคลุมทั่วแผ่นดินอียิปต์เป็นเวลาสามวัน 23 พวกเขาไม่สามารถมองเห็นซึ่งกันและกันได้ พวกเขาจึงไม่ได้ลุกขึ้นจากที่ของพวกเขา เป็นเวลาถึงสามวัน แต่ลูกหลานของอิสราเอลทั้งหมด กลับมีแสงสว่างในย่านที่พวกเขาอยู่กัน
24 ฟาโรห์เรียกตัวโมเสสเข้าพบและพูดว่า “ไปรับใช้ยาห์เวห์ซะ ลูกหลานของพวกเจ้าไปได้ แต่ต้องทิ้งฝูงแกะและฝูงวัวของพวกเจ้าไว้”
25 แต่โมเสสพูดว่า “ท่านต้องให้เครื่องบูชา และพวกเครื่องเผาบูชากับเราเพื่อเราจะได้เอาไปฆ่าถวายให้กับพระยาห์เวห์พระเจ้าของเรา 26 ฝูงสัตว์เลี้ยงจะต้องไปกับพวกเราด้วย จะต้องไม่หลงเหลือไว้แม้แต่ตัวเดียว+ 10:26 จะต้องไม่หลงเหลือไว้แม้แต่ตัวเดียว แปลตรงๆได้ว่า “จะไม่เหลือแม้แต่กีบสักกีบ” เพราะเราจะเอาบางตัวไปฆ่าถวายให้กับพระยาห์เวห์พระเจ้าของเรา และเราก็ยังไม่รู้ว่าจะใช้ตัวไหนบูชา จนกว่าเราจะไปถึงที่นั่น”
27 แต่พระยาห์เวห์ทำให้จิตใจของฟาโรห์แข็งกระด้าง ทำให้เขาไม่ยอมปล่อยชาวอิสราเอล 28 ฟาโรห์พูดกับโมเสสว่า “ไปให้พ้นจากเรา ระวังตัวให้ดี อย่าได้มาเจอหน้าเราอีก เพราะถ้าแกเจอหน้าเราเมื่อไหร่ แกจะต้องตายเมื่อนั้น”
29 โมเสสพูดว่า “ขอให้เป็นไปตามที่ท่านพูด ข้าพเจ้าจะไม่มาเจอหน้าท่านอีกแล้ว”
11ลูกหัวปีตาย
1 พระยาห์เวห์พูดกับโมเสสว่า “เราจะทำให้เกิดภัยพิบัติอีกอย่างหนึ่งกับฟาโรห์และแผ่นดินอียิปต์ หลังจากนั้นเขาจะปล่อยพวกเจ้าไปจากที่นี่ เมื่อเขาปล่อยพวกเจ้า เขาจะไล่พวกเจ้าออกจากที่นี่ 2 ให้บอกกับประชาชน ทั้งผู้ชายและผู้หญิง ให้ไปขอพวกเครื่องเงินเครื่องทองจากเพื่อนบ้าน” 3 พระยาห์เวห์ทำให้คนอิสราเอลเป็นที่ชื่นชอบของคนอียิปต์ ในสายตาของพวกข้าราชการฟาโรห์และของประชาชน โมเสสเป็นผู้ที่ยิ่งใหญ่มากในแผ่นดินอียิปต์
4 โมเสสพูดว่า “พระยาห์เวห์พูดอย่างนี้ว่า ‘ประมาณเที่ยงคืน เราจะผ่านไปท่ามกลางอียิปต์ 5 และลูกชายหัวปีของทุกคนในแผ่นดินอียิปต์จะต้องตาย ตั้งแต่ลูกชายหัวปีของฟาโรห์ที่นั่งอยู่บนบัลลังก์ ไปจนถึงลูกชายหัวปีของทาสหญิงที่ทำงานโม่แป้ง รวมถึงลูกตัวผู้ตัวแรกของสัตว์ด้วย 6 จะมีแต่เสียงร้องไห้คร่ำครวญอย่างใหญ่หลวงในอียิปต์ อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนและต่อไปในอนาคตก็จะไม่มีอีกเลย 7 แต่ส่วนคนอิสราเอล จะไม่มีแม้แต่หมาสักตัวเดียวที่จะกล้าขู่คำรามใส่พวกเขาหรือฝูงสัตว์ของเขา’ เพื่อท่านจะได้รู้ว่า พระยาห์เวห์ได้แยกแยะระหว่างชาวอียิปต์กับชาวอิสราเอล 8 ข้าราชการชั้นสูงทั้งหมดของท่าน จะลงมาหาเรา และจะก้มกราบเรา พร้อมกับพูดว่า ‘ออกไปเถอะ ทั้งท่านและคนที่ติดตามท่าน’ และหลังจากนั้นเราก็จะไป” แล้วโมเสสก็เดินจากฟาโรห์ไปด้วยความโกรธ
9 พระยาห์เวห์พูดกับโมเสสว่า “ฟาโรห์จะไม่ยอมฟังพวกเจ้าอีก เพื่อเราจะได้ทำการอัศจรรย์ในแผ่นดินอียิปต์เพิ่มขึ้นไปอีก” 10 โมเสสและอาโรนทำสิ่งอัศจรรย์เหล่านี้ต่อหน้าฟาโรห์ แต่พระยาห์เวห์ทำให้จิตใจของฟาโรห์แข็งกระด้าง เพื่อที่ว่า เขาจะได้ไม่ยอมปล่อยลูกหลานของอิสราเอลไปจากแผ่นดินของเขา
12วันปลดปล่อย
1 พระยาห์เวห์พูดกับโมเสสและอาโรนในแผ่นดินอียิปต์ว่า 2 “เดือนนี้+ 12:2 เดือนนี้ หมายถึงเดือนอาบีบ (หรือนีสาน) อยู่ประมาณกลางเดือนมีนาคมไปจนถึงกลางเดือนเมษายน จะเป็นเดือนแรกสำหรับพวกเจ้า และจะเป็นเดือนแรกของปีสำหรับพวกเจ้าด้วย 3 ให้บอกกับที่ชุมนุมของอิสราเอลทุกคนว่า ‘ในวันที่สิบของเดือนนี้ ให้ผู้ชายแต่ละคนเอาลูกแกะมาหนึ่งตัวสำหรับครอบครัวของเขา คือลูกแกะหนึ่งตัวสำหรับทั้งครัวเรือน 4 ถ้าครอบครัวไหนเล็กเกินไปที่จะกินแกะหมดทั้งตัว ก็ให้เขาและเพื่อนบ้านแบ่งลูกแกะตัวนั้นกัน แบ่งตามจำนวนคนที่อยู่ในครอบครัวของเขา จะต้องมีแกะเพียงพอให้แต่ละคนกินกัน 5 ลูกแกะของพวกเจ้าจะต้องสมบูรณ์แข็งแรง เป็นตัวผู้อายุหนึ่งปี พวกเจ้าอาจใช้ลูกแกะหรือลูกแพะก็ได้ 6 แต่พวกเจ้าต้องดูแลมันจนถึงวันที่สิบสี่ของเดือนนี้ แล้วในตอนเย็นของวันนั้น ชาวอิสราเอลทั้งหมดที่มาชุมนุมกัน ก็จะพากันฆ่าพวกมัน 7 พวกเขาจะต้องเอาเลือดของมันมาทาที่ขอบประตูบ้านที่พวกเขากินกันนั้น ให้เขาทาทั้งด้านบน และขอบประตูทั้งสองด้าน
8 พวกเขาจะกินเนื้อของมันในคืนนั้น เนื้อนั้นจะต้องเอาไปย่างไฟ กินกับขนมปังที่ไม่ใส่เชื้อฟูพร้อมกับผักขม 9 ห้ามกินเนื้อที่ยังดิบอยู่ และห้ามเอาไปต้มน้ำด้วย แต่ให้เอาไปย่างไฟ ทั้งส่วนหัว ส่วนขาและเครื่องใน 10 ต้องกินให้หมด อย่าให้เหลือถึงวันรุ่งขึ้น แต่ถ้าเหลือก็ให้เอาไปเผาให้หมดก่อนเช้า
11 เวลาที่พวกเจ้ากินมันนั้น พวกเจ้าจะต้องเตรียมพร้อม คาดเอวให้กระชับ สวมรองเท้าและถือไม้เท้าไว้ในมือ พวกเจ้าต้องกินอย่างเร่งรีบ เพราะมันคือวันปลดปล่อย+ 12:11 วันปลดปล่อย ในคำฮีบรูหมายถึง “ข้ามไป” “ผ่านพ้นไป” “ปกป้อง” หรือ “ไว้ชีวิต” ของพระยาห์เวห์
12 ในคืนนี้ เราจะผ่านเข้าไปในแผ่นดินอียิปต์ เราจะฆ่าลูกชายหัวปี+ 12:12 ลูกชายหัวปี คือลูกชายที่เกิดหัวปีของครอบครัว ในสมัยโบราณถือว่าลูกชายหัวปีมีความสำคัญมาก ทั้งหมดในแผ่นดินอียิปต์ ไม่ว่าจะเป็นลูกคนหรือลูกสัตว์ เราจะตัดสินลงโทษพระทั้งหมดของอียิปต์ เพราะเราคือยาห์เวห์ 13 เลือดที่ทาไว้ที่ขอบประตูบ้านที่พวกเจ้าอยู่นั้น จะเป็นสัญลักษณ์ว่าเป็นบ้านของพวกเจ้า เมื่อเราเห็นเลือดนั้นเราจะข้ามพวกเจ้าไป+ 12:13 ข้ามพวกเจ้าไป หรือ “ป้องกัน” และจะไม่มีภัยพิบัติใดๆเกิดขึ้นกับพวกเจ้า เมื่อเราทำลายแผ่นดินอียิปต์
14 พวกเจ้าจะต้องจดจำคืนนี้ไว้ให้ดี พวกเจ้าจะต้องเฉลิมฉลองมันเป็นเทศกาลหนึ่งให้กับพระยาห์เวห์ และพวกเจ้าจะต้องเฉลิมฉลองมันตลอดชั่วลูกชั่วหลานของเจ้า เป็นประเพณีที่ยึดถือตลอดไป 15 พวกเจ้าจะต้องกินขนมปังที่ไม่ใส่เชื้อฟู เป็นเวลาเจ็ดวัน แต่ในวันแรก พวกเจ้าจะต้องเอาเชื้อฟูออกไปจากบ้านให้หมด เพราะใครก็ตามที่กินเชื้อฟูเข้าไป คนๆนั้นจะต้องถูกตัดออกจากคนอิสราเอล ตั้งแต่วันแรกไปจนถึงวันที่เจ็ด 16 ในวันแรกและวันที่เจ็ด พวกเจ้าจะจัดการชุมนุมอันศักดิ์สิทธิ์ จะต้องไม่มีใครทำงานในวันนั้น ยกเว้นการจัดเตรียมอาหารให้คนกิน 17 พวกเจ้าจะต้องรักษาเทศกาลการกินขนมปังไม่ใส่เชื้อฟูนี้ไว้ เพราะในวันนี้เองที่เราได้นำกองทัพของพวกเจ้าออกจากแผ่นดินอียิปต์ พวกเจ้าจะต้องรักษาวันนี้ให้กับลูกหลานของเจ้าจนเป็นประเพณีที่สืบทอดกันตลอดไป 18 ในตอนเย็นของวันที่สิบสี่ของเดือนแรก พวกเจ้าจะกินขนมปังไม่ใส่เชื้อฟู ไปจนถึงตอนเย็นของวันที่ยี่สิบเอ็ดในเดือนเดียวกัน 19 ตลอดเจ็ดวันนี้ พวกเจ้าจะต้องไม่เก็บเชื้อฟูไว้ในบ้านของพวกเจ้า เพราะทุกคนที่ไปกินของที่ใส่เชื้อฟู ไม่ว่าจะเป็นคนต่างถิ่นที่มาอาศัยอยู่กับเจ้า หรือเจ้าของถิ่นเองก็ตามจะต้องถูกตัดออกจากชุมนุมชาวอิสราเอล 20 พวกเจ้าจะต้องไม่กินเชื้อฟูเลย พวกเจ้าต้องกินขนมปังที่ไม่ใส่เชื้อฟูในทุกหนทุกแห่งที่พวกเจ้าไปอยู่’”
21 โมเสสเรียกพวกผู้อาวุโสชาวอิสราเอลทั้งหมดมาพบ และพูดว่า “ให้พวกท่านไปทำตามนี้ คือให้ไปเลือกลูกแกะมาหนึ่งตัวสำหรับครอบครัวของพวกท่าน และฆ่ามันเป็นลูกแกะสำหรับวันปลดปล่อย 22 เอากิ่งหุสบ+ 12:22 กิ่งหุสบ พืชชนิดหนึ่งลำต้นยาวประมาณ 3 นิ้ว มีใบและก้านเหมือนเส้นผม สามารถใช้แทนแปรงได้ มาจุ่มเลือดของมันที่อยู่ในอ่าง และเอาเลือดนั้นไปทาตรงขอบประตู ทั้งด้านบนและด้านข้างทั้งสอง และห้ามไม่ให้ใครออกจากบ้านจนกว่าจะเช้า 23 เมื่อพระยาห์เวห์ผ่านมาเพื่อทำลายอียิปต์ และเห็นเลือดที่อยู่บนขอบประตู ทั้งด้านบนและด้านข้างทั้งสอง พระยาห์เวห์จะได้ผ่านประตูนั้นไป และจะไม่ให้ผู้ทำลายเข้าไปในบ้านเพื่อฆ่าพวกท่าน 24 พวกท่านต้องรักษาคำสั่งนี้ให้เป็นประเพณีสำหรับตัวท่านและลูกหลานของท่านตลอดกาล 25 เมื่อพวกท่านมาถึงแผ่นดินที่พระยาห์เวห์จะให้กับพวกท่านตามที่พระองค์ได้สัญญาไว้แล้วนั้น ก็ให้พวกท่านยังคงรักษาพิธีนี้ต่อไป 26 เมื่อลูกหลานของท่านถามว่า ‘พิธีนี้มีความหมายอะไร’ 27 ก็ให้พวกท่านตอบว่า ‘มันคือการบูชาลูกแกะในวันปลดปล่อยให้กับพระยาห์เวห์ พระองค์ได้ผ่านพ้นบ้านของชาวอิสราเอลไป ตอนที่พระองค์ทำลายอียิปต์ แต่พระองค์ทำให้พวกเราที่อยู่ในบ้านปลอดภัย’” แล้วประชาชนต่างก้มกราบลง นมัสการพระองค์
28 ชาวอิสราเอลทั้งหมดแยกย้ายกันไปทำตามที่พระยาห์เวห์สั่งโมเสสกับอาโรนไว้ พวกเขาได้ไปลงมือทำตามนั้น
29 ในตอนเที่ยงคืน พระยาห์เวห์เริ่มฆ่าลูกหัวปีทั้งหมดในแผ่นดินอียิปต์ ตั้งแต่ลูกชายหัวปีของฟาโรห์ผู้นั่งอยู่บนบัลลังก์ ไปจนถึงลูกชายหัวปีของคนที่ถูกขังคุกอยู่ รวมทั้งลูกหัวปีตัวผู้ของสัตว์ทุกตัว 30 ฟาโรห์กับพวกข้าราชการทั้งหมด รวมทั้งคนอียิปต์ทุกคน ต่างตื่นขึ้นมาในคืนนั้น และก็มีเสียงร้องไห้อย่างหนักไปทั่วอียิปต์ เพราะไม่มีบ้านไหนที่ไม่มีคนตาย
ชาวอิสราเอลออกจากอียิปต์
31 ฟาโรห์ได้เรียกตัวโมเสสและอาโรนเข้าพบกลางดึกคืนนั้น และพูดว่า “ลุกขึ้น ไปให้พ้นจากประชาชนของเรา ทั้งพวกเจ้าและลูกหลานของอิสราเอล ไปรับใช้พระยาห์เวห์ ตามที่พวกเจ้าได้พูดไว้ 32 เอาแกะ และฝูงสัตว์ทั้งหลายของพวกเจ้าไปด้วย ไปซะ และอวยพรให้กับเราด้วย” 33 ชาวอียิปต์ต่างเร่งให้คนอิสราเอลรีบๆออกไปจากแผ่นดินนี้ เพราะพวกเขาพูดว่า “พวกเรากำลังจะตาย”
34 ชาวอิสราเอลได้เอาแป้งดิบที่ยังไม่ได้ใส่เชื้อฟูพร้อมกับอ่างขยำแป้ง ห่อผ้าใส่บ่าแบกไป 35 พวกอิสราเอลทำตามที่โมเสสบอก พวกเขาไปขอเครื่องเงินและเครื่องทองและเสื้อผ้าจากคนอียิปต์ 36 พระยาห์เวห์ทำให้พวกคนอียิปต์มีเมตตาต่อคนอิสราเอล คนอิสราเอลขออะไร คนอียิปต์ก็ให้หมด อย่างนี้คนอิสราเอลได้ปล้นเอาความร่ำรวยของคนอียิปต์ไป
37 ชาวอิสราเอลเดินทางจากเมืองราเมเสสไปถึงเมืองสุคคท มีผู้ชายที่เดินเท้าอยู่ประมาณหกแสนคน ไม่นับเด็กๆ 38 และยังมีคนชาติอื่นๆอีกกลุ่มใหญ่ ที่ร่วมเดินทางมากับพวกเขาด้วย ทั้งยังมีฝูงวัว ฝูงแกะและฝูงสัตว์เลี้ยงอีกจำนวนมหาศาล 39 พวกเขาเอาแป้งดิบที่ติดตัวมา เอามาปิ้งเป็นขนมปังที่ไม่มีเชื้อฟู เพราะแป้งดิบนั้นไม่ได้ใส่เชื้อฟู เพราะพวกเขาถูกไล่ออกจากอียิปต์ เลยไม่มีเวลาที่จะเอ้อระเหย หรือแม้แต่จัดเตรียมอาหารสำหรับพวกเขาเอง
40 ชาวอิสราเอลได้อาศัยอยู่ในอียิปต์+ 12:40 อียิปต์ ในฉบับแปลภาษากรีกโบราณและภาษาสมาริตันเขียนไว้ว่า “อียิปต์และคานาอัน” คำนี้น่าจะหมายความว่าพวกเขาได้นับจำนวนปีจากช่วงเวลาที่อับราฮัมลงไปอียิปต์ ไม่ใช่ช่วงเวลาที่โยเซฟลงไปอียิปต์ เป็นเวลาทั้งสิ้นสี่ร้อยสามสิบปี 41 หลังจากสี่ร้อยสามสิบปีในวันนั้นเอง กองทัพของพระยาห์เวห์ ก็ได้ออกจากแผ่นดินอียิปต์ 42 มันเป็นคืนที่พระยาห์เวห์เฝ้าดู เพื่อนำพวกอิสราเอลออกจากแผ่นดินอียิปต์ในคืนเดียวกันนี้เอง เป็นคืนที่พระยาห์เวห์เฝ้าดูชาวอิสราเอลทั้งหมด รวมถึงลูกหลานของเขา 43 พระยาห์เวห์พูดกับโมเสสและอาโรนว่า “นี่คือกฎสำหรับวันปลดปล่อย ห้ามให้ชาวต่างชาติร่วมกินด้วย 44 ส่วนทาสที่ซื้อมาด้วยเงิน หลังจากที่เจ้าขลิบให้กับเขาแล้ว เขาก็ร่วมกินด้วยได้ 45 ห้ามให้คนที่มาอยู่ชั่วคราวหรือคนรับใช้ที่จ้างมา ร่วมกินด้วย 46 เจ้าควรกินมันอยู่แต่ในบ้านหลังเดียว ห้ามเอาเนื้อของมันออกไปนอกบ้าน และพวกเจ้าต้องไม่หักกระดูกของมันด้วย 47 ที่ชุมนุมของชาวอิสราเอลทั้งหมดจะต้องรักษากฎนี้ไว้ 48 ถ้าคนต่างชาติที่อยู่กับเจ้า อยากจะมีส่วนร่วมในพิธีปลดปล่อยของพระยาห์เวห์ด้วย ผู้ชายทั้งหมดที่อยู่กับเขา จะต้องถูกขลิบเสียก่อน แล้วเขาถึงจะเข้ามามีส่วนร่วมในพิธีได้ เขาจะเป็นเหมือนคนในชาติอิสราเอลนั้นแล้ว แต่คนที่ไม่ได้ถูกขลิบจะร่วมกินด้วยไม่ได้ 49 กฎข้อนี้จะใช้กับทุกคน ไม่ว่าจะเป็นคนท้องถิ่น หรือคนต่างชาติที่อยู่ท่ามกลางพวกเจ้า”
50 ชาวอิสราเอลทุกคนก็ได้ทำตามที่พระยาห์เวห์ได้สั่งกับโมเสสและอาโรนไว้ทุกอย่าง พวกเขาได้ลงมือทำตามนั้น 51 ในวันนั้นเอง พระยาห์เวห์ได้นำลูกหลานของอิสราเอลออกจากแผ่นดินอียิปต์เป็นขบวน+ 12:51 ขบวน หรือ “เป็นกองๆ” เป็นคำจำกัดความทางทหารและแสดงให้เห็นว่าประชาชนมีการจัดการเหมือนกับ “กองทัพของพระยาห์เวห์”
131 พระยาห์เวห์พูดกับโมเสสว่า 2 “ให้เอาลูกหัวปีที่แม่คลอดออกมาเป็นท้องแรก ไม่ว่าจะเป็นลูกชายหัวปีของหญิงชาวอิสราเอล หรือลูกหัวปีตัวผู้ของสัตว์ก็ตาม อุทิศไว้ให้กับเรา เพราะมันเป็นของเรา”
3 โมเสสพูดกับประชาชนว่า “ให้จำวันนี้ไว้ เมื่อพวกท่านออกมาจากการเป็นทาสในอียิปต์ เพราะด้วยมืออันทรงฤทธิ์ของพระยาห์เวห์ พระองค์ได้นำพวกท่านออกมาจากที่นั่น พวกท่านต้องไม่กินขนมปังที่ใส่เชื้อฟู 4 วันนี้ ในเดือนอาบีบ+ 13:4 เดือนอาบีบ คือต้นฤดูใบไม้ผลิหรือเดือนนีสาน เป็นเดือนแรกของปีปฏิทินของชาวฮีบรูโบราณ ประมาณกลางเดือนมีนาคมถึงกลางเดือนเมษายน พวกท่านกำลังเดินทางออกไป 5 เมื่อพระยาห์เวห์พาท่านไปถึงแผ่นดินของชาวคานาอัน ชาวฮิตไทต์ ชาวอาโมไรต์ ชาวฮีไวต์ และชาวเยบุส เป็นแผ่นดินที่พระยาห์เวห์ได้สัญญาไว้กับพวกบรรพบุรุษของท่าน ที่จะยกให้กับท่าน เป็นแผ่นดินที่อุดมสมบูรณ์+ 13:5 แผ่นดินที่อุดมสมบูรณ์ หรือแปลตรงๆได้ว่า “ดินแดนที่เต็มไปด้วยน้ำนมและน้ำเชื่อมผลไม้ไหลอยู่” อย่าได้ลืมที่จะทำพิธีนี้ในเดือนนี้
6 ท่านต้องกินขนมปังที่ไม่ใส่เชื้อฟู เป็นเวลาเจ็ดวัน และในวันที่เจ็ด จะมีการจัดงานเทศกาลให้กับพระยาห์เวห์ 7 ห้ามกินขนมปังที่ใส่เชื้อฟูในเจ็ดวันนั้น และจะต้องไม่มีอาหารที่ใส่เชื้อฟูในบ้านของท่าน หรือทั่วเขตแดนของท่าน 8 ในวันนั้น ให้พวกท่านอธิบายให้กับลูกๆฟังว่า ‘ที่มีงานเลี้ยงนี้ก็เพราะสิ่งที่พระยาห์เวห์ทำให้กับเราตอนที่เราออกมาจากอียิปต์’
9 งานเลี้ยงนี้จะเป็นเหมือนเครื่องหมายที่ผูกอยู่ที่มือ และเป็นสิ่งเตือนใจอยู่ระหว่างตา+ 13:9 เครื่องหมาย … อยู่ระหว่างตา อาจหมายถึงสิ่งพิเศษที่ชาวยิวผูกติดกับแขนและหน้าผากของเขาเพื่อที่จะช่วยให้พวกเขาจดจำคำสั่งสอนของพระเจ้า เพื่อว่ากฎของพระยาห์เวห์จะได้อยู่ที่ริมฝีปากของท่าน เพราะพระองค์ได้พาท่านออกมาจากอียิปต์ด้วยมืออันทรงฤทธิ์ 10 ดังนั้น พวกท่านควรจะทำตามประเพณีนี้ ทุกๆปีตามวันที่ได้กำหนดไว้แล้ว
11 และเมื่อพระยาห์เวห์ได้พาท่านเข้าไปในแผ่นดินของชาวคานาอัน ตามที่พระองค์ได้สัญญาไว้กับท่านและบรรพบุรุษของท่าน และยกมันให้กับท่าน 12 ท่านจะต้องยกเด็กชายทุกคนที่เกิดมาเป็นลูกหัวปีให้กับพระยาห์เวห์ และลูกสัตว์ตัวผู้ทุกตัวที่เกิดมาเป็นลูกหัวปี จะเป็นของพระยาห์เวห์ 13 ถ้าท่านต้องการซื้อลูกลาตัวผู้ที่เกิดมาเป็นลูกหัวปีคืนจากพระยาห์เวห์ ท่านก็เอาลูกแกะมาแลกได้ แต่ถ้าท่านไม่ต้องการที่จะซื้อลูกลาตัวนั้นคืน ก็ให้ท่านหักคอมัน เอาไปเป็นเครื่องบูชา ส่วนเด็กผู้ชายทุกคนที่เกิดมาเป็นลูกชายหัวปี+ 13:13 ลูกชายหัวปี คือลูกชายที่เกิดหัวปีของครอบครัว ในสมัยโบราณถือว่าลูกชายหัวปีมีความสำคัญมาก ท่านจะต้องซื้อคืนมาจากพระยาห์เวห์
14 ในอนาคต เมื่อลูกชายของท่านถามว่า ‘สิ่งที่พ่อทำนี้ มันมีความหมายว่าอะไรครับ’ ก็ให้ท่านตอบกับลูกว่า ‘พระยาห์เวห์ได้นำพวกเราออกมาจากการเป็นทาสในอียิปต์ ด้วยมืออันทรงฤทธิ์ของพระองค์ 15 แต่เมื่อฟาโรห์ดื้อดึง ไม่ยอมปล่อยพวกเรา พระยาห์เวห์จึงได้ฆ่าลูกหัวปีทั้งหมดในแผ่นดินอียิปต์ ไม่ว่าจะเป็นลูกหัวปีของคนหรือของสัตว์ นั่นเป็นเหตุที่พ่อถึงได้ถวาย ลูกสัตว์ตัวผู้ทุกตัว ที่เกิดออกมาเป็นท้องแรก ให้กับพระยาห์เวห์ และพ่อได้ซื้อลูกชายหัวปีของพ่อคืนจากพระยาห์เวห์’ 16 มันจะเป็นเหมือนเครื่องหมายที่ผูกอยู่ที่มือ และสายคาดที่อยู่เหนือตาของลูก เพราะพระยาห์เวห์ได้พาพวกเราออกจากอียิปต์ด้วยมืออันทรงฤทธิ์ของพระองค์”
การเดินทางออกจากอียิปต์
17 เมื่อฟาโรห์ปล่อยตัวประชาชนชาวอิสราเอล พระเจ้าไม่ได้นำพวกเขาผ่านทางดินแดนของชาวฟีลิสเตีย ถึงแม้จะใกล้กว่า เพราะพระเจ้าคิดว่า “ถ้าพวกนี้ไปเจอสงครามเข้า พวกเขาจะเปลี่ยนใจกลับไปอียิปต์อีก” 18 พระเจ้าพาประชาชนไปทางที่เปล่าเปลี่ยวแห้งแล้ง มุ่งหน้าไปยังทะเลแดง+ 13:18 ทะเลแดง หรือ “ทะเลต้นกก” ดูเพิ่มเติมได้ในหนังสือ 1 พงศ์กษัตริย์ 9:26 ประชาชนชาวอิสราเอลออกจากแผ่นดินอียิปต์ แต่งตัวพร้อมสู้รบ
โยเซฟกลับบ้าน
19 โมเสสเอากระดูกของโยเซฟไปด้วย เพราะก่อนตาย โยเซฟได้ให้พวกลูกชายของอิสราเอลสาบาน โยเซฟพูดว่า “พระเจ้าจะมาเยี่ยมพวกเจ้าแน่นอนและพวกเจ้าจะต้องเอากระดูกของเราไปจากที่นี่พร้อมกับพวกเจ้าด้วย”
พระเจ้านำประชาชนของพระองค์
20 พวกชาวอิสราเอลได้ออกจากเมืองสุคคท และไปตั้งค่ายอยู่ที่ตำบลเอธาม ตรงเขตแดนติดกับที่เปล่าเปลี่ยวแห้งแล้ง 21 ในตอนกลางวัน พระยาห์เวห์นำหน้าพวกเขาด้วยเสาเมฆ เพื่อนำทางพวกเขา ส่วนในตอนกลางคืน พระองค์ใช้เสาเพลิง เพื่อให้แสงสว่างกับพวกเขา เพื่อพวกเขาจะเดินทางได้ทั้งกลางวันและกลางคืน 22 เสาเมฆไม่เคยหายไปเลยในตอนกลางวัน และเสาเพลิงก็ไม่เคยหายไปเลยในตอนกลางคืน มันอยู่ต่อหน้าพวกเขาตลอด
141 พระยาห์เวห์พูดกับโมเสสว่า 2 “ให้บอกกับชาวอิสราเอลว่า ให้หันกลับไปตั้งค่ายอยู่หน้าเมืองปิหะหิโรท ใกล้กับเมืองบาอัลเซโฟน ตรงนี้อยู่ระหว่างเมืองมิกดลกับทะเลแดง 3 ฟาโรห์จะพูดเกี่ยวกับประชาชนชาวอิสราเอลว่า ‘พวกนั้นกำลังหลงทางในแผ่นดิน และหาทางออกไม่เจอในที่เปล่าเปลี่ยวแห้งแล้งนั้น’ 4 เราจะทำให้จิตใจของฟาโรห์แข็งกระด้าง และเขาจะไล่ตามพวกนั้น เราจะทำให้ฟาโรห์และกองทัพของเขาพ่ายแพ้ และเราจะได้รับการสรรเสริญเหนือฟาโรห์และกองทัพของเขา แล้วประชาชนชาวอียิปต์จะได้รู้ว่า เราคือยาห์เวห์” ชาวอิสราเอลทำตามที่พระองค์สั่ง
ฟาโรห์ไล่ตามชาวอิสราเอล
5 เมื่อมีคนมาบอกกษัตริย์อียิปต์ว่า ชาวอิสราเอลหนีไปแล้ว ฟาโรห์และพวกข้าราชการของเขาก็เกิดเปลี่ยนใจขึ้นมาเกี่ยวกับคนอิสราเอลนั้น และพูดว่า “นี่เราทำอะไรลงไป เราปล่อยคนอิสราเอลไปจากการเป็นทาสของเราได้ยังไง”
6 ฟาโรห์จึงเตรียมรถรบของเขาและพากองทัพไปกับเขาด้วย 7 ฟาโรห์ได้เอารถรบที่คัดมาเป็นพิเศษหกร้อยคัน รวมทั้งรถรบอื่นๆทั้งหมดในอียิปต์ โดยมีทหารประจำการอยู่บนรถรบทุกคัน 8 พระยาห์เวห์ได้ทำให้จิตใจของฟาโรห์กษัตริย์อียิปต์แข็งกระด้าง เพื่อฟาโรห์จะได้ไล่ตามชาวอิสราเอลไป ชาวอิสราเอลเดินทางออกจากอียิปต์โดยชูมือขึ้นอย่างมีชัย
9 ชาวอียิปต์ไล่ตามชาวอิสราเอลมา และตามมาทันตรงที่พวกเขาตั้งค่ายอยู่ข้างๆทะเลแดง รถม้าของฟาโรห์ทั้งหมด พร้อมคนขับ และกองทัพของเขา ก็ไล่ตามชาวอิสราเอลมาทันกันที่เมืองปิหะหิโรท ที่อยู่ตรงหน้าเมืองบาอัลเซโฟน
10 ขณะที่ฟาโรห์บุกใกล้เข้ามา พวกชาวอิสราเอลเงยหน้าขึ้น มองเห็นว่ามีชาวอียิปต์กำลังไล่ตามพวกเขามา พวกเขากลัวมาก จึงร้องขอความช่วยเหลือต่อพระยาห์เวห์ 11 พวกเขาพูดกับโมเสสว่า “ที่อียิปต์ไม่มีที่ที่จะฝังศพแล้วหรือยังไง เจ้าถึงได้พาให้พวกเรามาตายในที่เปล่าเปลี่ยวแห้งแล้งนี้ ดูสิว่าเจ้าได้ทำอะไรลงไป ที่เอาเราออกมาจากอียิปต์ 12 เราบอกเจ้าแล้ว ไม่ใช่หรือว่า ‘อย่ามายุ่งกับเรา ปล่อยให้เรารับใช้ชาวอียิปต์’ เพราะให้เรารับใช้อยู่ในอียิปต์ ก็ยังดีกว่ามาตายในที่เปล่าเปลี่ยวแห้งแล้งนี้”
13 โมเสสพูดกับประชาชนว่า “ไม่ต้องกลัว ให้ยืนดู พระยาห์เวห์จะช่วยเหลือพวกท่านในวันนี้ ส่วนชาวอียิปต์ที่ท่านเห็นในวันนี้ ท่านก็จะไม่ได้เห็นพวกเขาอีกตลอดกาล 14 พระยาห์เวห์จะต่อสู้ให้กับพวกท่านเอง ขอให้พวกท่านอยู่เฉยๆ”
15 พระยาห์เวห์บอกกับโมเสสว่า “เจ้าจะมามัวร้องขอความช่วยเหลือกับเราทำไม ไปบอกกับชาวอิสราเอลให้เดินทางต่อไป 16 ตอนนี้ให้เจ้าชูไม้เท้าขึ้น และยื่นมือออกไปเหนือทะเล+ 14:16 ทะเล หรือ “ทะเลต้นกก” ดูเพิ่มเติมได้จาก หนังสือ 1 พงศ์กษัตริย์ 9:26 และแยกน้ำทะเลออก เพื่อลูกหลานชาวอิสราเอลจะได้เดินลงไปในทะเลบนพื้นแห้ง 17 เราจะทำให้จิตใจของชาวอียิปต์แข็งกระด้าง เพื่อพวกเขาจะได้ไล่ล่าพวกเจ้า เราจะได้รับการสรรเสริญเหนือฟาโรห์ และเหนือกองทัพทั้งหมดของเขา เหนือรถรบของเขาและเหนือกองทหารม้าของเขา 18 แล้วชาวอียิปต์จะได้รู้ว่า เราคือยาห์เวห์ เมื่อเราได้รับการสรรเสริญ เหนือฟาโรห์ เหนือพวกรถรบของเขา และเหนือกองทหารม้าของเขา”
พระยาห์เวห์เอาชนะกองทัพอียิปต์
19 แล้วทูตสวรรค์ของพระเจ้า ผู้ที่อยู่หน้าค่ายของอิสราเอล ก็ได้เคลื่อนไปอยู่ด้านหลังของพวกเขา เสาเมฆได้เคลื่อนจากด้านหน้าไปอยู่ด้านหลังพวกเขา 20 เสาเมฆนั้นได้มาคั่นกลางระหว่างค่ายของอียิปต์กับค่ายของอิสราเอล เสาเมฆนั้นให้แสงสว่างกับคนอิสราเอล แต่ทำให้มืดสำหรับคนอียิปต์+ 14:20 เสาเมฆ … คนอียิปต์ ประโยคนี้แปลตามฉบับภาษาอารเมค แต่ฉบับฮีบรูเขียนว่า “มีเมฆและความมืด และมันทำให้กลางคืนสว่าง” ต่างฝ่ายต่างก็ไม่ได้เข้าใกล้กันเลยตลอดคืนนั้น 21 โมเสสได้ยื่นมือเขาออกไปเหนือทะเล แล้วพระยาห์เวห์ได้ทำให้น้ำทะเลไหลกลับ ด้วยลมที่พัดอย่างแรงมาจากทางทิศตะวันออก พัดอยู่ตลอดทั้งคืน จนทำให้ทะเลเกิดเป็นพื้นดินแห้งขึ้น พระองค์ได้แยกน้ำออกจากกัน 22 แล้วประชาชนชาวอิสราเอลก็เดินผ่ากลางทะเลไปบนพื้นดินแห้ง น้ำเป็นกำแพงขึ้นมาทั้งด้านซ้ายและด้านขวา 23 แต่กองทัพอียิปต์ไล่ตามมา ม้าทุกตัวของฟาโรห์ และพวกรถรบและทหารม้าของเขาไล่ตามชาวอิสราเอลลงไปกลางทะเล 24 ในตอนเช้า พระยาห์เวห์ที่อยู่ในเสาเพลิงและเสาเมฆ มองเห็นค่ายของชาวอียิปต์ พระองค์ทำให้ค่ายอียิปต์ปั่นป่วนไปหมด
25 พระองค์ทำให้ล้อรถรบของฟาโรห์ฝืด จนต้องขับด้วยความยากลำบาก ชาวอียิปต์พูดว่า “พวกเราหนีไปจากคนอิสราเอลกันเถอะ เพราะพระยาห์เวห์กำลังสู้รบให้กับพวกเขาต่อต้านพวกอียิปต์”
26 พระยาห์เวห์พูดกับโมเสสว่า “ยื่นมือของเจ้าออกไปเหนือทะเล เพื่อน้ำจะได้ไหลกลับมาท่วมชาวอียิปต์ รวมทั้งพวกรถรบและทหารม้าของพวกเขา”
27 โมเสสจึงยื่นมือของเขาออกไปเหนือทะเล และในตอนเช้า น้ำได้ไหลกลับคืนมาตามทางของมัน ชาวอียิปต์ต่างพากันหนีกระแสน้ำ พระยาห์เวห์ได้กวาดชาวอียิปต์ลงสู่ทะเล 28 น้ำได้ไหลกลับคืนมาท่วมพวกรถรบ และทหารม้าในกองทัพของฟาโรห์ ที่ไล่ตามพวกเขาลงไปในทะเล ไม่มีใครรอดชีวิตเลยแม้แต่คนเดียว
29 แต่ประชาชนชาวอิสราเอลกลับเดินบนพื้นดินแห้งกลางทะเล น้ำตั้งขึ้นเป็นกำแพงทั้งซ้ายขวาให้กับพวกเขา 30 ในวันนั้นเอง พระยาห์เวห์ได้ช่วยชาวอิสราเอลให้พ้นจากอำนาจของชาวอียิปต์ ชาวอิสราเอลเห็นศพของชาวอียิปต์ตายเกลื่อนกลาดไปหมดบนฝั่งทะเล 31 ชาวอิสราเอลได้เห็นพระยาห์เวห์ใช้มือที่เต็มไปด้วยพลังอันยิ่งใหญ่ ต่อต้านชาวอียิปต์ พวกเขาจึงเกรงกลัวพระยาห์เวห์ และไว้วางใจในพระองค์ และในโมเสสผู้รับใช้ของพระองค์ด้วย
15บทเพลงของโมเสส
1 แล้วโมเสสและประชาชนชาวอิสราเอล ต่างก็ร้องเพลงนี้ให้กับพระยาห์เวห์ว่า
“ข้าพเจ้าจะร้องเพลงให้กับพระยาห์เวห์
เพราะพระองค์เป็นผู้ที่ได้รับการยกย่องสูงส่ง
พระองค์เหวี่ยงม้าและทหารม้าลงสู่ทะเล
2 พระยาห์เวห์เป็นพลังและเสียงเพลงของข้าพเจ้า
พระองค์เป็นความรอดของข้าพเจ้า
พระองค์เป็นพระเจ้าของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะสรรเสริญพระองค์
พระองค์เป็นพระเจ้าของบรรพบุรุษของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะยกย่องพระองค์
3 พระยาห์เวห์เป็นนักรบ
ชื่อของพระองค์คือยาห์เวห์
4 พระองค์ได้กวาดพวกรถรบของฟาโรห์และกองทัพของเขาลงสู่ทะเลแดง+ 15:4 ทะเลแดง หรือ “ทะเลต้นกก” ดูเพิ่มเติมได้ในหนังสือ 1 พงศ์กษัตริย์ 9:26
ทหารม้าที่ดีที่สุดของเขาได้จมลงในทะเลแดง
5 น้ำได้ท่วมพวกเขา
พวกเขาจมดิ่งลึกลงไปในทะเลเหมือนกับก้อนหิน
6 ข้าแต่พระยาห์เวห์ มือขวาของพระองค์ มีพลังยิ่งใหญ่นัก
ข้าแต่พระยาห์เวห์ มือขวาของพระองค์ ทำให้ศัตรูแตกเป็นเสี่ยงๆ
7 ด้วยพลังอำนาจอันยิ่งใหญ่ของพระองค์ พระองค์โยนพวกที่ลุกฮือขึ้นลงกับพื้นดิน
พระองค์ส่งความเกรียวโกรธของพระองค์ลงมาเผาไหม้พวกนั้นเหมือนแกลบ
8 น้ำได้กองสูงขึ้นด้วยลมที่ออกจากจมูกของพระองค์
น้ำที่ไหลก็ได้ท่วมสูงขึ้นเป็นกอง
ส่วนลึกได้แข็งตัวขึ้นกลางทะเล
9 ศัตรูพูดว่า ‘เราจะไล่ล่า เราจะจู่โจม
เราจะแบ่งของที่ริบมาได้ พวกเขาจะระงับความหิวกระหายของเรา
เราจะชักดาบออกมา มือของเราจะทำลายพวกมัน’
10 พระองค์ระบายลมหายใจออกมา น้ำได้ท่วมพวกเขา
พวกเขาก็จมลงเหมือนตะกั่วในกระแสน้ำที่รุนแรง
11 ข้าแต่พระยาห์เวห์ จะมีพระไหนเหมือนกับพระองค์เล่า
จะมีพระองค์ไหนเหมือนกับพระองค์
จะมีใครเหมือนกับพระองค์ ผู้เต็มไปด้วยสง่าราศีและความศักดิ์สิทธิ์
พระองค์น่าเกรงขาม เหมาะที่จะร้องสรรเสริญยิ่งนัก
เต็มไปด้วยพลังอำนาจ พระองค์ได้ทำสิ่งอัศจรรย์ที่ยิ่งใหญ่เหล่านี้
12 พระองค์ยื่นมือขวาของพระองค์ออกมา
แผ่นดินก็กลืนพวกเขาเข้าไป
13 พระองค์ได้นำประชาชนเหล่านี้ด้วยความรักของพระองค์ เป็นประชาชนที่พระองค์ได้ซื้อคืนมา
พระองค์ได้นำพวกเขาไปยังที่อาศัยอันศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์
14 ชนชาติทั้งหลายได้ยินเรื่องนี้แล้ว พวกเขาพากันกลัวจนชักดิ้นชักงอ
ชาวฟีลิสเตียก็พากันกลัวจนชักดิ้นชักงอ
15 บัดนี้ พวกหัวหน้าของเมืองเอโดมพากันหวาดกลัว
พวกผู้นำของเมืองโมอับพากันตัวสั่นด้วยความกลัว
ชาวคานาอันทั้งหมดถูกหลอมละลายไปด้วยความกลัว
16 ข้าแต่พระยาห์เวห์ ความหวาดหวั่นและความกลัวได้ตกลงบนพวกเขา
เมื่อพวกเขาได้เห็นมืออันเต็มไปด้วยพลังอันยิ่งใหญ่ของพระองค์
พวกเขาเป็นใบ้ไปเหมือนก้อนหิน
จนกระทั่งประชาชนของพระองค์ จนกระทั่งประชาชนของพระองค์ที่พระองค์ไถ่มา เดินผ่านพ้นไป
17 ข้าแต่พระยาห์เวห์ พระองค์จะนำพาพวกเขามาปลูกไว้บนภูเขาอันเป็นทรัพย์สินของพระองค์
เป็นสถานที่ที่พระองค์เตรียมไว้ให้เป็นที่อยู่ของพระองค์เอง
ข้าแต่พระยาห์เวห์ เป็นสถานที่ที่ศักดิ์สิทธิ์ ที่มือของพระองค์เองได้สร้างขึ้น
18 พระยาห์เวห์จะครอบครองตลอดชั่วนิจนิรันดร์”
19 เมื่อพวกม้าของฟาโรห์ พวกรถรบของเขา และทหารม้าของเขา ลงไปในทะเล พระยาห์เวห์ได้ทำให้น้ำทะเลไหลกลับมาท่วมพวกเขา แต่ประชาชนชาวอิสราเอลเดินบนพื้นดินแห้งกลางทะเล
20 ฝ่ายมิเรียม หญิงผู้พูดแทนพระเจ้า พี่สาวของอาโรนถือกลองรำมะนาอยู่ในมือ และผู้หญิงทั้งหมดก็เดินตามหลังนาง พร้อมกับกลองรำมะนาและเต้นรำไปด้วย มิเรียมร้องเพลงให้กับพวกเขาว่า
21 “ร้องเพลงให้พระยาห์เวห์เถิด เพราะพระองค์เป็นผู้ที่ได้รับการยกย่องสูงส่ง
พระองค์เหวี่ยงม้าและทหารม้าลงสู่ทะเล”
น้ำขมกลับกลายเป็นหวาน
22 โมเสสนำชาวอิสราเอลออกจากทะเลแดงมุ่งหน้าไปยังที่เปล่าเปลี่ยวแห้งแล้งชูร์ พวกเขาใช้เวลาเดินทางสามวันในที่เปล่าเปลี่ยวแห้งแล้ง ก็ไม่พบน้ำเลย 23 เมื่อพวกเขามาถึงตำบลมาราห์ พวกเขาก็ไม่สามารถดื่มน้ำจากตำบลมาราห์ได้ เพราะมันขม นั่นเป็นเหตุให้ที่แห่งนั้นมีชื่อว่ามาราห์+ 15:23 มาราห์ มีเสียงเหมือนกับคำในภาษาฮีบรู ที่แปลว่า “ขม”
24 ประชาชนบ่นกับโมเสสว่า “พวกเราจะเอาอะไรมาดื่มกัน”
25 โมเสสจึงร้องวิงวอนต่อพระยาห์เวห์ พระยาห์เวห์ชี้ให้โมเสสเห็นต้นไม้ต้นหนึ่ง โมเสสโยนต้นไม้ต้นนั้นลงในน้ำ น้ำก็หวานสามารถดื่มได้
ณที่นั้น พระยาห์เวห์ได้ตั้งกฎเกณฑ์ให้กับประชาชนเหล่านั้น และที่นั่น พระยาห์เวห์ได้ทดสอบพวกเขา 26 พระองค์พูดว่า “ถ้าเจ้าเชื่อฟังพระยาห์เวห์พระเจ้าของพวกเจ้าจริงๆและทำสิ่งที่ถูกต้องในสายตาของพระองค์ และฟังคำสั่งต่างๆของพระองค์ และรักษากฎทั้งหมดของพระองค์แล้วละก็ เราก็จะไม่ให้โรคร้ายต่างๆที่เกิดขึ้นกับชาวอียิปต์ เกิดขึ้นกับเจ้าเลยเพราะเราคือยาห์เวห์ ผู้ที่รักษาเจ้า”
27 เมื่อพวกเขามาถึงตำบลเอลิม ที่มีตาน้ำสิบสองแห่ง และต้นปาล์มเจ็ดสิบต้น พวกเขาจึงตั้งค่ายอยู่ข้างๆตาน้ำเหล่านั้น
16อาหารจากสวรรค์
1 พวกเขาเดินทางจากเอลิม และที่ชุมนุมทั้งหมดของอิสราเอลได้เดินทางมาถึงที่เปล่าเปลี่ยวแห้งแล้งสีน ซึ่งอยู่ระหว่างตำบลเอลิมและภูเขาซีนาย ในวันที่สิบห้าของเดือนที่สอง+ 16:1 เดือนที่สอง เป็นเดือนที่สองหลังจากที่ประชาชนชาวอิสราเอลออกจากประเทศอียิปต์ (ชื่อของเดือนคือ “ศีฟ” หรือ “อียา”) หลังจากที่พวกเขาออกจากประเทศอียิปต์มา 2 ที่ชุมนุมทั้งหมดของอิสราเอล บ่นต่อว่าโมเสสกับอาโรนในที่เปล่าเปลี่ยวแห้งแล้ง 3 พวกเขาบอกกับทั้งสองคนว่า “ให้มือของพระยาห์เวห์ฆ่าพวกเราตอนที่นั่งอยู่ข้างหม้อเนื้อ และกินจนอิ่มหนำในแผ่นดินอียิปต์ ยังจะดีกว่าที่พวกท่านนำชุมชนทั้งหมดนี้ออกมาอดตายในที่เปล่าเปลี่ยวแห้งแล้งนี้”
4 พระยาห์เวห์พูดกับโมเสสว่า “เรากำลังจะทำให้อาหารตกลงมาจากท้องฟ้า ในแต่ละวันให้ประชาชนออกไปเก็บอาหารนี้ได้ เก็บให้พอกินสำหรับวันหนึ่งๆเท่านั้น เพราะเราจะทดสอบดูว่า พวกเขาจะเชื่อฟังกฏของเราหรือไม่ 5 ในวันที่หกเมื่อพวกเขาเตรียมอาหารที่พวกเขาเก็บมา อาหารนั้นจะมีมากขึ้นเป็นสองเท่าของอาหารที่พวกเขาเก็บมาในแต่ละวัน”+ 16:5 ในวันที่หก … ในแต่ละวัน เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเพื่อให้ประชาชนสามารถหยุดทำงานในวันหยุดทางศาสนาซึ่งเป็นวันพักผ่อนตามลัทธิศาสนายิวในวันเสาร์
6 โมเสสและอาโรนจึงพูดกับประชาชนชาวอิสราเอลทั้งหมดว่า “เย็นนี้พวกท่านจะได้รู้ว่า พระยาห์เวห์ได้นำพวกท่านออกจากแผ่นดินอียิปต์ และในตอนเช้าพวกท่านจะเห็นรัศมีของพระยาห์เวห์+ 16:6 รัศมีของพระยาห์เวห์ เป็นรูปแบบหนึ่งที่พระเจ้าใช้เมื่อพระองค์แสดงตัวกับประชาชน มีลักษณะเหมือนแสงสว่างที่ส่องออกมา เพราะพระองค์ได้ยินเสียงบ่นของพวกท่าน ที่บ่นต่อว่าพระองค์แล้ว 7 ส่วนเราสองคนเป็นใครกัน พวกท่านถึงได้มาบ่นต่อว่าเรา”
8 โมเสสพูดว่า “เพราะพระยาห์เวห์ได้ยินเสียงบ่นของพวกท่าน ที่ท่านบ่นต่อว่าพระองค์ ดังนั้นเย็นนี้ พระองค์จะส่งเนื้อมาให้กิน ส่วนพรุ่งนี้ พระองค์จะส่งขนมปังมาให้จนท่านอิ่ม ส่วนเราสองคนเป็นใครกัน พวกท่านถึงได้มาบ่นต่อว่าเรา พวกท่านไม่ได้บ่นต่อว่าเราหรอกนะ แต่บ่นต่อว่าพระยาห์เวห์ต่างหาก”
9 โมเสสพูดกับอาโรนว่า “ให้บอกกับที่ชุมนุมของชาวอิสราเอลทั้งหมดว่า ให้เข้ามาใกล้พระยาห์เวห์ เพราะพระองค์ได้ยินเสียงบ่นของพวกเจ้าแล้ว”
10 เมื่ออาโรนพูดกับที่ชุมนุมของชาวอิสราเอลทั้งหมด พวกเขาก็หันหลังไปทางที่เปล่าเปลี่ยวแห้งแล้ง และเห็นรัศมีของพระยาห์เวห์ปรากฏอยู่ในเมฆ
11 พระยาห์เวห์พูดกับโมเสสว่า 12 “เราได้ยินเสียงบ่นของประชาชนชาวอิสราเอลแล้ว ให้บอกกับพวกเขาว่า ‘ในตอนเย็น พวกเจ้าจะได้กินเนื้อและในตอนเช้าพวกเจ้าจะได้กินอาหารจนอิ่ม เพื่อเจ้าจะได้รู้ว่า เราคือยาห์เวห์ พระเจ้าของพวกเจ้า’”
13 ในตอนเย็นฝูงนกคุ่มบินมาปกคลุมค่าย ในตอนเช้ามีน้ำค้างเกาะอยู่รอบๆค่าย 14 เมื่อน้ำค้างหายไปก็มีเกล็ดบางๆอยู่บนพื้นผิวที่เปล่าเปลี่ยวแห้งแล้ง มันละเอียดเหมือนเกล็ดน้ำแข็งอยู่บนพื้น 15 เมื่อประชาชนชาวอิสราเอลเห็น พวกเขาก็ถามกันว่า “นี่อะไร”+ 16:15 นี่อะไร ในภาษาฮีบรู คำถามที่ว่า “นี่อะไร” ออกเสียงเหมือนกับคำว่า “มานา” ซึ่งได้กลายเป็นชื่อของอาหารชนิดนี้ไป เพราะพวกเขาไม่รู้ว่ามันคืออะไร โมเสสจึงพูดกับพวกเขาว่า “มันคืออาหารที่พระยาห์เวห์ให้กับพวกท่านกิน” 16 พระยาห์เวห์สั่งไว้อย่างนี้ว่า “ให้แต่ละคนเก็บเท่าที่ตัวเองจะกินได้ และให้เก็บเผื่อคนที่อยู่ในเต็นท์ของเขาด้วย โดยเก็บให้คนละหนึ่งโอเมอร์”+ 16:16 หนึ่งโอเมอร์ เป็นหน่วยตวงของชาวฮีบรู เท่ากับ 2.2 ลิตร
17 ลูกหลานชาวอิสราเอลก็ทำตามนั้น บางคนก็เก็บมาก บางคนก็เก็บน้อย 18 แต่เมื่อพวกเขาใช้โอเมอร์ตวง คนที่เก็บมามาก ก็ไม่ได้เกิน คนที่เก็บมาน้อย ก็ไม่ขาด แต่ละคนก็เก็บเท่าที่ตัวเองจะกินได้หมด
19 โมเสสบอกกับพวกเขาว่า “ห้ามไม่ให้ใครเหลืออาหารไว้จนถึงวันรุ่งขึ้น” 20 แต่พวกเขาไม่ฟังโมเสส บางคนเหลืออาหารไว้จนถึงวันรุ่งขึ้น มันก็เกิดเป็นหนอนเน่าเหม็น โมเสสจึงโกรธพวกเขา
21 ทุกๆเช้าแต่ละคนจะเก็บอาหารตามที่เขาจะกินได้หมด แต่เมื่อแดดจ้าแผดเผา มันก็ละลายไป
22 เมื่อถึงวันที่หก พวกเขาเก็บอาหารมากเป็นสองเท่า คนละสองโอเมอร์+ 16:22 สองโอเมอร์ เท่ากับ 4.4 ลิตร พวกหัวหน้าทุกคนของที่ชุมนุมชน ได้มารายงานโมเสสเกี่ยวกับเรื่องนี้
23 โมเสสจึงบอกกับพวกเขาว่า “นี่คือคำสั่งของพระยาห์เวห์ ‘พรุ่งนี้คือวันหยุดทางศาสนา เป็นวันหยุดพักผ่อนอันศักดิ์สิทธิ์ให้กับพระยาห์เวห์ พวกท่านอยากอบอะไรก็ไปอบ อยากต้มอะไรก็ไปต้ม และให้แยกส่วนที่เหลือเก็บไว้จนถึงพรุ่งนี้เช้า’”
24 พวกเขาจึงแยกมันไว้ ตามที่โมเสสสั่งไว้ อาหารนั้นก็ไม่เน่าเหม็นและไม่มีหนอนด้วย
25 โมเสสพูดว่า “ให้กินอาหารนั้นในวันนี้ เพราะวันนี้เป็นวันหยุดทางศาสนาให้กับพระยาห์เวห์ วันนี้พวกท่านจะไม่เจออาหารในท้องทุ่ง 26 พวกท่านจะเก็บอาหารได้หกวัน แต่ในวันที่เจ็ด ซึ่งเป็นวันหยุดทางศาสนา จะไม่มีอาหารให้เก็บ”
27 ในวันที่เจ็ด ก็ยังมีบางคนออกไปเก็บอาหาร แต่ไม่พบอาหาร 28 พระยาห์เวห์พูดกับโมเสสว่า “พวกเจ้าจะไม่เชื่อฟังคำสั่งและกฎต่างๆของเราไปอีกนานแค่ไหน 29 ดูซิ พระยาห์เวห์ได้ให้วันหยุดทางศาสนากับพวกเจ้า นั่นเป็นเหตุที่ ในวันที่หก พระองค์ถึงได้ให้อาหารกับพวกเจ้า เพียงพอสำหรับสองวัน เพื่อในวันที่เจ็ด พวกเจ้าแต่ละคนจะได้หยุดพักผ่อนอยู่กับบ้าน ไม่ควรมีใครออกจากบ้านในวันที่เจ็ดนั้น”
31 ประชาชนชาวอิสราเอลเรียกอาหารนี้ว่า “มานา” มันเหมือนกับเมล็ดผักชี สีขาว และรสชาติเหมือนกับขนมปังแผ่นที่ทำจากน้ำเชื่อมผลไม้ 32 โมเสสพูดว่า “นี่คือสิ่งที่พระยาห์เวห์ได้สั่งไว้ คือ ‘ให้เอามานามาหนึ่งโอเมอร์ เก็บไว้ให้ลูกหลานของเจ้าดูในอนาคต เพื่อพวกเขาจะได้เห็นอาหารที่เราได้ให้พวกเจ้ากินในที่เปล่าเปลี่ยวแห้งแล้ง ตอนที่เราพาพวกเจ้าออกมาจากแผ่นดินอียิปต์’”
33 โมเสสพูดกับอาโรนว่า “เอาภาชนะมา และเอามานาหนึ่งโอเมอร์ใส่ไว้ในมัน เอามันมาวางไว้ตรงหน้าพระยาห์เวห์ เพื่อจะเก็บไว้ให้ลูกหลานของพวกท่านดูในอนาคต” 34 อาโรนได้วางภาชนะนั้นลงตรงหน้าแผ่นหิน+ 16:34 แผ่นหิน “หลักฐาน” เป็นแผ่นหิน 2 แผ่นที่มีบัญญัติ 10 ประการสลักอยู่บนแผ่นหินนี้ เพื่อเป็นหลักฐานในการทำข้อตกลงระหว่างองค์เจ้าชีวิตกับชาวอิสราเอล ตามที่พระยาห์เวห์ได้สั่งโมเสสไว้ 35 ประชาชนชาวอิสราเอลได้กินมานาถึงสี่สิบปี จนพวกเขามาถึงแผ่นดินที่อาศัยอยู่ได้ พวกเขากินมานา มาจนกระทั่งมาถึงเขตแดนของแผ่นดินคานาอัน 36 (หนึ่งโอเมอร์ เท่ากับหนึ่งในสิบเอฟาห์+ 16:36 หนึ่งในสิบเอฟาห์ เท่ากับ 2.2 ลิตร)
17น้ำจากก้อนหิน
(กดว. 20:1-13)
1 ขบวนอิสราเอลเดินทางจากที่เปล่าเปลี่ยวแห้งแล้งสีน ตามที่พระยาห์เวห์ได้สั่งไว้ พวกเขามาตั้งค่ายอยู่ที่เรฟีดิม แต่ไม่มีน้ำให้พวกเขาดื่ม 2 พวกเขามาโต้เถียงกับโมเสส และพูดว่า “หาน้ำให้เราดื่มซะ”
โมเสสบอกพวกเขาว่า “พวกท่านมาโต้เถียงกับเราทำไม ทำไมพวกท่านถึงได้ลองดีกับพระเจ้า”
3 แต่ผู้คนหิวกระหายน้ำมากที่นั่น พวกเขาบ่นต่อว่าโมเสส พวกเขาพูดว่า “ท่านพาเราออกมาจากอียิปต์ทำไมกัน เพื่อฆ่าเรา ลูกหลานของเรา และฝูงสัตว์เลี้ยงของเรา ด้วยการอดน้ำตายอย่างนั้นหรือ”
4 แล้วโมเสสได้ร้องต่อพระยาห์เวห์ว่า “จะให้ข้าพเจ้าทำยังไงดีกับคนพวกนี้ เดี๋ยวพวกนี้ก็จะเอาหินขว้างข้าพเจ้าแล้ว”
5 พระยาห์เวห์พูดกับโมเสสว่า “ให้เดินนำหน้าพวกเขาไป ให้พาผู้อาวุโสของอิสราเอลส่วนหนึ่งไปกับเจ้าด้วย และให้ถือไม้เท้าที่เจ้าเคยใช้ตีแม่น้ำไนล์ติดมือไปด้วย 6 เราจะยืนอยู่ต่อหน้าเจ้า บนหินก้อนหนึ่งของภูเขาโฮเรบ เมื่อเจ้าตีหินก้อนนั้น จะมีน้ำไหลออกมา แล้วคนจะได้ดื่มกินกัน”
แล้วโมเสสก็ทำตามนั้นต่อหน้าต่อตาพวกผู้อาวุโสของอิสราเอล 7 เขาตั้งชื่อสถานที่นั้นว่า มัสสาห์+ 17:7 มัสสาห์ ชื่อนี้หมายถึง “การทดลอง” หรือ “การทดสอบ” และเมรีบาห์+ 17:7 เมรีบาห์ ชื่อนี้หมายถึง “การต่อต้าน” เพราะชาวอิสราเอลได้โต้เถียงกับโมเสส และเพราะพวกเขาได้ลองดีกับพระยาห์เวห์ โดยพูดว่า “พระยาห์เวห์ยังอยู่กับพวกเราหรือเปล่า”
สงครามกับพวกอามาเลค
8 ชาวอามาเลคได้ยกทัพมาต่อสู้กับชาวอิสราเอลในตำบลเรฟีดิม 9 โมเสสพูดกับโยชูวาว่า “ไปเลือกพวกชายหนุ่มมาให้กับพวกเรา เพื่อออกไปสู้รบกับพวกอามาเลค พรุ่งนี้ข้าพเจ้าจะไปยืนอยู่บนยอดเขา และถือไม้เท้าของพระเจ้าในมือ”
10 โยชูวาจึงทำตามที่โมเสสสั่ง ออกไปสู้รบกับชาวอามาเลค ส่วนโมเสส อาโรน และเฮอร์ ขึ้นไปยืนอยู่บนยอดเขา 11 โมเสสยกแขนขึ้นเมื่อไหร่ เมื่อนั้นอิสราเอลก็มีชัยเหนือกว่า แต่เมื่อไหร่ที่โมเสสเอาแขนลง ชาวอามาเลคก็จะมีชัยเหนือกว่า
12 เมื่อโมเสสเมื่อยแขน พวกเขาก็เอาก้อนหินมาวางให้โมเสสนั่ง แล้วอาโรนกับเฮอร์ก็ช่วยพยุงแขนของโมเสสไว้คนละข้าง แขนของเขาจึงยังคงยกอยู่อย่างนั้นจนตะวันตกดิน 13 โยชูวาทำให้ชาวอามาเลคและกองทัพของมัน พ่ายแพ้ไปด้วยคมดาบของเขา
14 พระยาห์เวห์พูดกับโมเสสว่า “ให้จดบันทึกเหตุการณ์นี้ไว้ในสมุด เพื่อเป็นอนุสรณ์เตือนใจ และให้กรอกหูของโยชูวาว่า เราจะลบความทรงจำที่มีต่อพวกอามาเลคให้หมดไปจากทั่วใต้ฟ้า”
15 แล้วโมเสสก็สร้างแท่นบูชาขึ้น เขาตั้งชื่อแท่นบูชานี้ว่า “พระยาห์เวห์คือธงชัยของข้าพเจ้า” 16 เขาพูดว่า “ชูธงชัยของพระยาห์เวห์ไว้+ 17:16 ชูธงชัยของพระยาห์เวห์ไว้ หรืออาจจะแปลได้อีกอย่างหนึ่งว่า “พวกมันชูกำปั้นต่อต้านบัลลังก์ของพระยาห์เวห์” หรือ “ข้าพเจ้า (โมเสส) ได้ยกมืออธิษฐานต่อหน้าบัลลังก์ของพระยาห์เวห์” พระยาห์เวห์จะทำสงครามกับพวกอามาเลคตลอดไปทุกรุ่น”
18คำแนะนำจากพ่อตาของโมเสส
(ฉธบ. 1:9-18)
1 เยโธร นักบวชของมีเดียน ซึ่งเป็นพ่อตาของโมเสส ได้ยินเรื่องทั้งหมดที่พระเจ้าได้ทำให้กับโมเสส และอิสราเอลคนของพระองค์ รวมทั้งเรื่องที่พระยาห์เวห์ได้นำชาวอิสราเอลออกจากอียิปต์ 2 เยโธร พ่อตาของโมเสส ได้พาศิปโปราห์เมียของโมเสสมา หลังจากที่โมเสสได้ส่งเมียของเขากลับไปอยู่กับเยโธร 3 เยโธรได้พาลูกชายทั้งสองของนางมาด้วย คนหนึ่งชื่อ เกอร์โชม+ 18:3 เกอร์โชม ชื่อนี้เหมือนคำในภาษาฮีบรู หมายถึง “คนแปลกหน้าที่นั่น” เพราะโมเสสพูดว่า “ผมเป็นคนต่างด้าวที่อาศัยอยู่ในแผ่นดินของคนอื่น” 4 อีกคนหนึ่งชื่อเอลีเยเซอร์+ 18:4 เอลีเยเซอร์ หมายถึง “พระเจ้าช่วยเหลือเรา” เพราะโมเสสพูดว่า “พระเจ้าของพ่อผมคือผู้ที่ช่วยเหลือผม และพระองค์ได้ช่วยชีวิตผมให้พ้นจากคมดาบของฟาโรห์” 5 เยโธรพ่อตาของโมเสส ลูกชายทั้งสองของโมเสส และเมียของโมเสส ไปหาโมเสสที่ค่าย ซึ่งตั้งอยู่ในที่เปล่าเปลี่ยวแห้งแล้ง ที่ภูเขาของพระเจ้า+ 18:5 ภูเขาของพระเจ้า คือ “ภูเขาโฮเรบ” หรือเรียกอีกชื่อว่า “ภูเขาซีนาย”
6 เยโธรส่งคนไปบอกโมเสสว่า “เรา เยโธรพ่อตาของท่าน กำลังจะมาหาท่าน พร้อมกับพาเมียของท่าน และลูกชายสองคนของนางมาด้วย”
7 โมเสสออกมาพบกับพ่อตาของเขา เขาก้มกราบลงและจูบเยโธร หลังจากที่พวกเขาทักทายกันเรียบร้อยแล้ว พวกเขาก็เข้าไปในเต็นท์ 8 โมเสสได้เล่าให้พ่อตาฟังว่า พระยาห์เวห์ได้ทำอะไรบ้างต่อฟาโรห์และคนอียิปต์ เพื่อช่วยชาวอิสราเอล รวมทั้งความยากลำบากที่ชาวอิสราเอลต้องพบในระหว่างทาง และพระยาห์เวห์ได้ช่วยพวกเขาไว้อย่างไร
9 เยโธรก็ดีใจกับสิ่งดีๆทั้งหมด ที่พระยาห์เวห์ได้ทำให้กับคนอิสราเอล เมื่อพระองค์ได้ช่วยให้พวกเขาพ้นจากเงื้อมมือของชาวอียิปต์ 10 เยโธรพูดว่า
สรรเสริญพระยาห์เวห์
ที่ได้ช่วยชีวิตพวกท่านให้พ้นจากเงื้อมมือของชาวอียิปต์
และจากเงื้อมมือของฟาโรห์
11 ตอนนี้ ข้าพเจ้ารู้แล้วว่าพระยาห์เวห์ยิ่งใหญ่
กว่าพระอื่นๆทั้งหมด
เพราะพระองค์ได้ช่วยเหลือประชาชนให้พ้นจากการกดขี่ของชาวอียิปต์
ตอนที่ชาวอียิปต์ได้ทำต่อคนอิสราเอลอย่างเย่อหยิ่งจองหอง
12 เยโธร พ่อตาของโมเสส นำพวกเครื่องเผาบูชาและเครื่องบูชา มาถวายให้กับพระเจ้า อาโรนและพวกผู้อาวุโสของอิสราเอลทั้งหมด ก็ได้มาร่วมกินอาหารกับพ่อตาของโมเสส ต่อหน้าพระเจ้า
13 วันต่อมา โมเสสนั่งตัดสินคดีให้กับผู้คน มีคนยืนห้อมล้อมโมเสสตั้งแต่เช้าจนเย็น
14 พ่อตาโมเสสเห็นทุกอย่างที่โมเสสได้ทำให้กับประชาชน เขาถามโมเสสว่า “ท่านกำลังทำอะไรให้ประชาชนเหล่านี้อยู่หรือ ทำไมท่านถึงนั่งอยู่คนเดียว ในขณะที่คนอื่นๆต่างก็ยืนห้อมล้อมท่านตั้งแต่เช้าจนเย็น”
15 โมเสสตอบพ่อตาไปว่า “คนเหล่านี้มาหาผม เพื่อให้ผมช่วยสอบถามพระเจ้า 16 เมื่อพวกเขาทะเลาะกัน พวกเขาจะมาหาผม ให้ผมช่วยตัดสิน เพราะผมเป็นคนสอนให้ทุกคนรู้เกี่ยวกับกฎและระเบียบของพระเจ้า”
17 พ่อตาโมเสสจึงพูดว่า “ที่ท่านกำลังทำอยู่นี้ มันไม่ดี 18 เพราะทั้งท่านและคนพวกนั้นจะหมดแรงไปก่อนแน่ เพราะงานมันยากเกินไปสำหรับท่าน ท่านทำคนเดียวไม่ได้หรอก 19 ฟังนะ เราจะให้คำแนะนำกับท่าน เพื่อพระเจ้าจะอยู่กับท่าน ท่านคือตัวแทนของประชาชนต่อหน้าพระเจ้า ที่จะเอาเรื่องโต้เถียงของพวกเขาไปบอกกับพระเจ้า 20 ท่านสามารถสอนกฎและระเบียบต่างๆให้กับพวกเขาได้ และบอกให้พวกเขารู้ถึงทางที่พวกเขาควรจะเดินและสิ่งที่พวกเขาควรจะทำ 21 ให้ท่านเลือกคนจากท่ามกลางพวกเขาทั้งหมดมา เลือกคนที่มีความสามารถ ที่นับถือพระเจ้า ซื่อสัตย์ และเกลียดการรับสินบน ให้ท่านแต่งตั้งคนพวกนี้ เป็นเจ้าหน้าที่ดูแลคนเหล่านั้น มีทั้งเจ้าหน้าที่ที่ดูแลคนเป็นพัน คนเป็นร้อย คนเป็นห้าสิบ และคนเป็นสิบ 22 เจ้าหน้าที่พวกนี้ จะตัดสินคดีให้กับคนพวกนั้นตลอดเวลา เรื่องใหญ่ๆพวกเขาถึงค่อยเอามาให้ท่านตัดสิน เรื่องเล็กๆพวกเขาก็ตัดสินเอง มันจะได้ง่ายขึ้นสำหรับตัวท่าน และพวกเขาก็จะช่วยแบ่งเบาภาระให้กับท่าน 23 ถ้าท่านทำอย่างนี้ ตามที่พระเจ้าสั่งให้ท่านทำ ท่านจะได้มีเรี่ยวแรงที่จะทำงานต่อไปได้ และคนพวกนี้ก็จะแยกย้ายกลับบ้านอย่างสงบสุข”
24 โมเสสฟังสิ่งที่พ่อตาพูด และทำตามที่เขาบอกทุกอย่าง 25 โมเสสได้เลือกคนที่มีความสามารถจากชาวอิสราเอล และแต่งตั้งให้พวกเขาเป็นหัวหน้าดูแลประชาชน มีทั้งเจ้าหน้าที่ที่ดูแลคนพันคนบ้าง ร้อยคนบ้าง ห้าสิบคนบ้าง และสิบคนบ้าง 26 พวกเขาตัดสินคดีให้กับประชาชนตลอดเวลา คดียากๆพวกเขาจะเอามาให้โมเสสตัดสิน ส่วนคดีเล็กๆทั้งหลายพวกเขาตัดสินเอง
27 แล้วโมเสสก็ส่งพ่อตาของเขาไป แล้วเขาก็ได้กลับไปยังประเทศของตน
19ข้อตกลงของพระเจ้ากับชาวอิสราเอล
1 ชาวอิสราเอลได้เดินทางมาถึงที่เปล่าเปลี่ยวแห้งแล้งซีนายในเดือนที่สาม หลังจากที่พวกเขาออกจากอียิปต์ 2 พวกเขาเดินทางจากตำบลเรฟีดิม มาถึงที่เปล่าเปลี่ยวแห้งแล้งซีนาย และตั้งค่ายอยู่ที่นั่น ขณะที่พวกเขาตั้งค่ายอยู่ที่นั่นตรงข้ามกับภูเขา 3 โมเสสได้ขึ้นไปบนภูเขา และพระยาห์เวห์เรียกเขาจากยอดเขาว่า “เจ้าต้องบอกกับชาวอิสราเอลลูกหลานของยาโคบว่า
4 ‘ตัวเจ้าเองได้เห็นแล้วว่า เราได้ทำยังไงกับอียิปต์ เราได้ยกพวกเจ้าขึ้นบนปีกของพวกนกอินทรี และพามาหาเรา 5 ต่อไปนี้ ถ้าพวกเจ้าเชื่อฟังเราอย่างแท้จริง และรักษาคำมั่นสัญญาของเรา พวกเจ้าจะเป็นของรักของหวงที่มีค่าของเราท่ามกลางชนชาติทั้งหลาย เพราะทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกนี้เป็นของเรา 6 พวกเจ้าจะเป็นอาณาจักรของพวกนักบวช และเป็นชนชาติที่ศักดิ์สิทธิ์ให้กับเรา เจ้าจะต้องเอาคำพูดเหล่านี้ไปบอกกับลูกหลานของอิสราเอล’”
7 โมเสสจึงเรียกตัวผู้อาวุโสชาวอิสราเอลมาชุมนุมกัน และบอกพวกเขาเกี่ยวกับคำพูดทั้งหมดที่พระยาห์เวห์ได้สั่งเขามา 8 คนพวกนั้นต่างตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า “พวกเราจะทำตามที่พระยาห์เวห์บอกทุกอย่าง”
แล้วโมเสสก็เอาคำพูดทั้งหมดของชาวอิสราเอลไปบอกกับพระยาห์เวห์ 9 พระยาห์เวห์พูดกับโมเสสว่า “เราจะมาหาเจ้าในก้อนเมฆที่หนาทึบ เพื่อประชาชนจะได้ยินเมื่อเราพูดกับเจ้า และพวกเขาจะได้เชื่อตลอดไป”
โมเสสได้บอกกับพระยาห์เวห์ถึงสิ่งที่ชาวอิสราเอลพูดทั้งหมด
10 พระยาห์เวห์พูดกับโมเสสว่า “ไปหาประชาชนพวกนั้น วันนี้และพรุ่งนี้ให้เจ้าไปเตรียมตัวพวกเขาเพื่อเข้าเฝ้า และเรียกให้พวกเขาซักเสื้อผ้าให้สะอาด 11 ในวันที่สาม พวกเขาต้องพร้อมแล้ว เพราะในวันที่สามนั้น พระยาห์เวห์จะลงมาให้ประชาชนทั้งหมดเห็นบนภูเขาซีนาย 12 เจ้าจะต้องกั้นเขตไว้ให้รอบภูเขานั้น และบอกกับประชาชนว่า ‘ระวังให้ดี อย่าได้ขึ้นไปบนภูเขานั้น หรือไปแตะต้องถูกมุมใดของภูเขา ถ้าใครแตะต้องถูกภูเขานั้น เขาจะต้องตาย 13 อย่าให้ใครไปแตะต้องคนที่ไปแตะถูกภูเขานั้น เขาต้องถูกหินขว้างหรือถูกยิงด้วยธนู ไม่ว่าจะเป็นคนหรือสัตว์ ก็ต้องตายทั้งนั้น แล้วเมื่อมีเสียงแตรเขาสัตว์ดังขึ้น พวกเขาจึงขึ้นมาบนภูเขานี้ได้’”
14 โมเสสจึงลงมาจากภูเขา มาหาประชาชนพวกนั้น โมเสสได้เตรียมตัวพวกเขาให้เข้าเฝ้าพระองค์ และพวกเขาก็ซักเสื้อผ้าของพวกเขาด้วย
15 แล้วโมเสสก็บอกกับประชาชนว่า “ในสามวันนี้ ให้เตรียมพร้อมทุกอย่าง และห้ามแตะต้องตัวผู้หญิงเด็ดขาด”
16 ในตอนเช้าของวันที่สาม ได้เกิดฟ้าร้อง ฟ้าแลบ และมีเมฆหนาทึบอยู่บนภูเขา และมีเสียงแตรดังสนั่น ประชาชนทั้งหมดที่อยู่ในค่าย ต่างกลัวจนตัวสั่น 17 โมเสสจึงนำประชาชนออกจากค่าย มาพบพระเจ้า พวกเขายืนอยู่ที่ตีนเขา 18 ภูเขาซีนายทั้งลูก ก็ถูกปกคลุมไปด้วยควันไฟ เพราะพระยาห์เวห์ได้ลงมาที่ภูเขานั้นในรูปแบบของไฟ ควันของมันพุ่งขึ้นเหมือนออกจากเตาเผา แล้วภูเขาทั้งลูกก็สั่นสะเทือนอย่างแรง 19 เสียงแตรก็ยิ่งดังขึ้นเรื่อยๆ โมเสสพูดกับพระเจ้า และพระองค์ตอบเขาด้วยเสียงฟ้าร้อง
20 พระยาห์เวห์ลงมาอยู่บนยอดเขาซีนาย พระองค์เรียกโมเสสขึ้นไปบนยอดเขา โมเสสจึงขึ้นไป
21 พระยาห์เวห์พูดกับโมเสสว่า “ลงไปเตือนประชาชน เพื่อพวกเขาจะได้ไม่ฝ่าขึ้นมาดูพระยาห์เวห์ แล้วทำให้หลายคนต้องตาย 22 ให้บอกพวกนักบวชที่จะเข้ามาใกล้กับพระยาห์เวห์ด้วยว่า พวกเขาจะต้องเตรียมตัวเข้าเฝ้าพระยาห์เวห์ พระองค์จะได้ไม่ลงโทษพวกเขา”
23 โมเสสบอกพระยาห์เวห์ว่า “คนพวกนั้นขึ้นมาบนภูเขาซีนายไม่ได้หรอก เพราะพระองค์เองได้เตือนพวกเราแล้วว่า ‘ให้กั้นเขตไว้รอบๆภูเขานี้ และทำให้ภูเขานี้ศักดิ์สิทธิ์’”
24 พระยาห์เวห์บอกโมเสสว่า “ลงไปพาอาโรนขึ้นมากับเจ้าด้วย แต่อย่าให้พวกนักบวชหรือคนอื่นๆฝ่าขึ้นมาหาพระยาห์เวห์ ไม่อย่างนั้นพระยาห์เวห์จะทำโทษพวกเขา”
25 โมเสสจึงลงไปหาประชาชน และพูดกับพวกเขา
20บัญญัติสิบประการ
(ฉธบ. 5:1-21)
1 พระเจ้าพูดว่า
2 “เราคือยาห์เวห์ พระเจ้าของเจ้า เราได้นำเจ้าออกมาจากแผ่นดินอียิปต์ ออกมาจากการเป็นทาสนั้น
3 เจ้าต้องไม่มีพระอื่นๆนอกจากเรา
4 เจ้าต้องไม่สร้างรูปเคารพหรือรูปเหมือนอะไรที่มีอยู่ในท้องฟ้าเบื้องบนหรือในโลกเบื้องล่าง หรือในน้ำใต้พื้นดิน 5 เจ้าต้องไม่กราบไหว้หรือบูชาสิ่งเหล่านั้น เพราะเราคือยาห์เวห์ พระเจ้าของเจ้า เราเป็นพระเจ้าที่หึงหวง บาปของพ่อเจ้าที่ทำไว้ เราจะลงโทษพวกเขาไปสามสี่ชั่วคน คือคนเหล่านั้นที่เกลียดเรา 6 ส่วนคนที่รักเราและรักษาคำสั่งต่างๆของเรา เราจะรักลูกหลานของเขาไปเป็นพันๆรุ่น+ 20:6 ส่วนคน … พันๆรุ่น หรือแปลได้อีกอย่างหนึ่งว่า “แต่เราจะแสดงความเมตตาแก่ประชาชนเป็นพันๆคนที่รักเราและเชื่อฟังคำสั่งต่างๆของเรา”
7 เจ้าต้องไม่อ้างชื่อพระยาห์เวห์พระเจ้าของเจ้าเล่นๆ เพราะพระยาห์เวห์จะไม่ถือว่าคนนั้นไร้ความผิด ที่อ้างชื่อของพระองค์มาสาบานกันเล่นๆ
8 อย่าลืมที่จะถือวันหยุดทางศาสนาเป็นวันศักดิ์สิทธิ์ 9 ในช่วงหกวันแรกของแต่ละอาทิตย์ เจ้าก็ทำงานได้ตามปกติ
10 แต่ในวันที่เจ็ด เป็นวันหยุดพักผ่อน ที่อุทิศให้กับพระยาห์เวห์พระเจ้าของเจ้า เจ้าต้องไม่ทำงานอะไรเลยในวันนี้ ทั้งเจ้า ลูกชาย ลูกสาว ทาสชาย ทาสหญิง สัตว์ทุกตัว หรือแม้แต่คนต่างชาติที่อาศัยร่วมกับเจ้า 11 เพราะพระยาห์เวห์ได้สร้างท้องฟ้า พื้นดิน และมหาสมุทร รวมทั้งทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่ในพวกมัน เป็นเวลาหกวัน แต่พระองค์หยุดพักผ่อนในวันที่เจ็ด นั่นเป็นเหตุที่พระยาห์เวห์ ถึงได้อวยพรวันที่เจ็ดและตั้งให้มันเป็นวันศักดิ์สิทธิ์
12 ให้เคารพพ่อแม่ของเจ้า เพื่อพวกเจ้าจะได้มีชีวิตยืนยาวบนแผ่นดินที่พระยาห์เวห์พระเจ้าของเจ้ากำลังให้กับเจ้า
13 ห้ามฆ่าคน
14 ห้ามมีชู้กับผัวเมียคนอื่น
15 ห้ามขโมย
16 ห้ามเป็นพยานเท็จปรักปรำเพื่อนบ้านของเจ้า
17 ห้ามโลภอยากได้บ้านของคนอื่น ห้ามโลภอยากได้ของของเพื่อนบ้าน ไม่ว่าจะเป็นเมียของเขา ทาสชายหญิง วัว ลา หรืออะไรก็แล้วแต่ที่เป็นของเพื่อนบ้าน”
ประชาชนเกรงกลัวพระเจ้า
(ฉธบ. 5:22-33)
18 ประชาชนทั้งหมดต่างเห็นฟ้าร้อง ฟ้าผ่า และได้ยินเสียงแตรเขาสัตว์ รวมทั้งเห็นควันบนภูเขา พวกเขาจึงกลัวจนตัวสั่น และยืนอยู่ห่างๆ 19 พวกเขาพูดกับโมเสสว่า “ท่านพูดกับพวกเราเถอะ เพื่อพวกเราจะได้ฟัง อย่าให้พระเจ้าพูดกับพวกเราเลย เพราะพวกเรากลัวว่าเราอาจจะต้องตาย”
20 โมเสสบอกคนเหล่านั้นว่า “อย่ากลัวไปเลย พระเจ้าลงมาเพื่อทดสอบพวกท่าน เพื่อพวกท่านจะได้ยำเกรงพระองค์และไม่ทำบาป”
21 ประชาชนต่างยืนอยู่ห่างๆ แต่โมเสสเดินเข้าไปหาก้อนเมฆหนาทึบนั้น ที่มีพระเจ้าอยู่ 22 พระยาห์เวห์พูดกับโมเสสว่า “ให้บอกกับลูกหลานอิสราเอลอย่างนี้ว่า ‘พวกเจ้าได้เห็นแล้วว่า เราได้พูดกับเจ้าจากฟ้าสวรรค์ 23 พวกเจ้าต้องไม่สร้างพระอื่นๆจากเงินและทองให้กับตัวเอง เพื่อเอามาบูชาพร้อมๆกับบูชาเรา
24 แต่ให้เจ้าสร้างแท่นบูชาที่ทำจากดินให้เรา และให้พวกเจ้าเอาแกะและวัวของเจ้า มาถวายเป็นเครื่องเผาบูชา และเครื่องสังสรรค์บูชา ให้เจ้าทำอย่างนี้ในทุกที่ที่เราจะให้เอ่ยชื่อของเราในการนมัสการ เราจะมาหาเจ้าและอวยพรเจ้า 25 แต่ถ้าเจ้าจะสร้างแท่นบูชาที่ทำจากหินให้เรา เจ้าต้องไม่เอาหินที่ตัดแต่งแล้วมาใช้ เพราะถ้าพวกเจ้าใช้สิ่วตัดแต่งมัน เจ้าก็ทำให้มันเสื่อมไป 26 เจ้าจะต้องไม่ทำบันไดไว้เดินขึ้นไปบนแท่นบูชา เพื่อเจ้าจะได้ไม่โป๊ตอนอยู่บนนั้น’”
21กฎและคำสั่งอื่น
1 ต่อไปนี้คือกฎต่างๆที่เจ้าจะต้องบอกให้พวกเขารู้
2 เมื่อเจ้าซื้อทาสชาวฮีบรู+ 21:2 ฮีบรู หรือ ชาวอิสราเอล มาคนหนึ่ง เขาจะเป็นทาสรับใช้เจ้าเป็นเวลาหกปี แต่ในปีที่เจ็ด เขาจะได้รับอิสระโดยไม่ต้องจ่ายเงิน 3 ถ้าเขามาคนเดียว เขาก็จะไปคนเดียว ถ้าเขาแต่งงาน เมียของเขาก็จะไปกับเขาด้วย 4 ถ้านายเขาเป็นคนหาเมียให้กับเขา และนางได้เกิดลูกชายหรือลูกสาวให้กับเขา เมียกับลูกๆของเขาจะเป็นของเจ้านาย ส่วนชายคนนั้นจะออกไปได้แค่คนเดียว
5 ถ้าทาสคนนั้นพูดว่า “ผมรักเจ้านาย ผมรักเมียและลูกๆของผม ผมจะไม่ออกไปเป็นอิสระ” 6 เจ้านายของเขาจะต้องนำตัวเขาไปอยู่ต่อหน้าพระเจ้า โดยพาเขาไปที่ประตูหรือเสาประตู และเจ้านายของเขาจะเอาเหล็กหมาด+ 21:6 เหล็กหมาด เครื่องมือชนิดหนึ่งทำจากเหล็กใช้เจาะสิ่งของให้เป็นรูด้วยการปั่น เจาะที่หูของทาสคนนั้น เขาจะเป็นทาสรับใช้นายของเขาไปตลอดชีวิต
7 ถ้าชายคนหนึ่งขายลูกสาวไปเป็นทาส นางจะไม่ได้ออกไปเป็นอิสระเหมือนกับพวกทาสชาย 8 ถ้าเจ้านายเอานางมาเป็นเมียน้อย แล้วเกิดไม่ชอบใจนางขึ้นมา เขาต้องยอมให้พ่อนางมาซื้อนางคืนกลับไป แต่เขาจะต้องไม่ขายนางให้กับคนต่างชาติ ถ้าทำอย่างนั้นถือว่าเป็นการไม่ซื่อสัตย์กับนาง 9 ถ้าเขายกนางให้กับลูกชายของเขา เขาจะต้องทำกับนางเหมือนกับนางเป็นลูกสาว
10 ถ้าชายคนนั้นเอาเมียอีกคนหนึ่ง เขาจะต้องไม่ลดอาหาร และเสื้อผ้าของเมียเก่า เขาต้องมีเพศสัมพันธ์กับนางเหมือนเดิม 11 แต่ถ้าเขาไม่ให้สามอย่างนี้กับนาง นางก็ออกไปเป็นอิสระได้ โดยไม่ต้องจ่ายเงิน
12 ถ้าคนหนึ่งทำร้ายอีกคนถึงตาย คนๆนั้นจะต้องถูกประหาร 13 แต่ถ้าเขาไม่ได้ตั้งใจฆ่าคนนั้น แต่เป็นเพราะพระเจ้าทำให้เกิดขึ้น เราจะจัดสถานที่หนึ่งให้ เป็นที่ให้เขาหนีไปอยู่ 14 แต่ถ้าคนหนึ่งโกรธเป็นฟืนเป็นไฟต่อเพื่อนบ้าน แล้วยังวางแผนและฆ่าเพื่อนบ้านตาย เจ้าต้องเอาตัวเขาออกไปจากแท่นบูชาเรา+ 21:14 แท่นบูชาเรา โต๊ะหรือพื้นที่ยกสูงขึ้นสำหรับตั้งของบูชา ถือเป็นสถานที่พิเศษที่คนบริสุทธิ์สามารถวิ่งไปหลบเพื่อความปลอดภัยได้ และประหารเขาเสีย
15 คนที่ทำร้ายพ่อแม่จะต้องถูกประหาร
16 คนที่ลักพาตัวคนอื่น จะต้องถูกประหาร ไม่ว่าเขาจะขายคนที่เขาลักพาตัวไป หรือคนนั้นยังคงอยู่ในมือเขาก็ตาม
17 คนที่สาปแช่งพ่อแม่จะต้องถูกประหาร
18 เมื่อคนหนึ่งตีอีกคนหนึ่งด้วยหินหรือกำปั้น ตอนที่ต่อสู้กัน และคนนั้นไม่ตายแต่ต้องนอนอยู่เฉยๆ 19 ถ้าคนนั้นสามารถลุกขึ้นมาเดินรอบๆด้วยไม้เท้าได้แล้ว คนที่ทำร้ายเขาก็จะพ้นผิด แต่เขาจะต้องจ่ายค่าเสียเวลาให้กับคนเจ็บในระหว่างที่รักษาตัวอยู่
20 เมื่อเจ้านายเอาไม้เท้าตีทาสหญิงหรือทาสชายของเขาตายคามือ เจ้านายคนนั้นจะต้องถูกลงโทษ 21 แต่ถ้าทาสคนนั้นไม่ตาย และดีขึ้นในวันสองวัน เจ้านายคนนั้นก็ไม่ต้องถูกลงโทษ เพราะถือว่าเป็นเงินของเขา
22 เมื่อมีคนต่อสู้กัน และไปทำร้ายถูกหญิงที่กำลังท้องอยู่ และทำให้หญิงนั้นแท้งลูก แต่นางไม่เป็นอันตรายอย่างอื่น ชายคนนั้นจะต้องถูกปรับ เป็นเงินตามจำนวนที่สามีของนางเรียกร้อง และตามคำสั่งของผู้ตัดสิน 23 แต่ถ้าหญิงคนนั้นบาดเจ็บอย่างอื่นด้วย ต้องใช้ชีวิตแลกด้วยชีวิต 24 ตาต่อตา ฟันต่อฟัน มือต่อมือ ขาต่อขา 25 รอยไหม้ต่อรอยไหม้ แผลต่อแผล รอยช้ำต่อรอยช้ำ
26 เมื่อเจ้านายทำร้ายถูกดวงตาของทาสชายหรือหญิงจนตาบอด เขาต้องปล่อยทาสคนนั้นไปเป็นอิสระ เพราะสิ่งที่เขาทำกับตาของทาสนั้น 27 ถ้าเขาตีทาสชายหรือหญิงจนฟันหัก เขาต้องปล่อยทาสคนนั้นเป็นอิสระ เพราะสิ่งที่เขาทำกับฟันของทาสนั้น
28 ถ้าวัวขวิดชายหรือหญิงจนตาย จะต้องเอาหินขว้างวัวตัวนั้นจนตาย และห้ามเอาเนื้อของมันมากินด้วย แต่เจ้าของวัวจะพ้นผิด 29 แต่ถ้าวัวตัวนั้นเคยขวิดคนมาแล้ว และมีคนเตือนเจ้าของวัวตัวนั้นแล้ว แต่เขาไม่ได้ขังมันไว้ แล้วมันไปขวิดคนตายเข้า ต้องเอาหินขว้างวัวตัวนั้นจนตาย และเจ้าของวัวจะต้องถูกประหารด้วย 30 แต่ถ้ามีการตั้งค่าไถ่ตัว เจ้าของวัว ต้องจ่ายเงินค่าไถ่สำหรับชีวิตของเขา ตามจำนวนเงินค่าไถ่ที่ตั้งไว้
31 ถ้าวัวนั้นขวิดลูกชายหรือลูกสาวใครตาย ก็ใช้กฎเดียวกันนี้จัดการกับเจ้าของวัว 32 ถ้าวัวขวิดทาสชายหรือทาสหญิงของคนอื่นตาย เจ้าของวัวต้องจ่ายเงินสามสิบเชเขล+ 21:32 เงินสามสิบเชเขล เป็นราคาสำหรับทาสคนใหม่ หนึ่งเชเขล เท่ากับ 16.4 กรัม ให้เจ้าของทาส และวัวตัวนั้นจะต้องถูกหินขว้างจนตาย
33 ใครที่เปิดฝาบ่อน้ำทิ้งไว้ หรือขุดบ่อน้ำแล้วไม่หาอะไรปิดมัน แล้วมีวัวหรือลาตกลงไปตาย 34 เขาจะต้องจ่ายเงินชดใช้ให้เจ้าของสัตว์ แต่สัตว์ที่ตายนั้นจะตกเป็นของเจ้าของบ่อน้ำ
35 ถ้าวัวใครไปขวิดวัวของเพื่อนบ้านจนตาย พวกเขาจะต้องขายวัวที่ยังมีชีวิตอยู่ และเอาเงินมาแบ่งกันคนละครึ่ง และพวกเขาก็เอาเนื้อวัวตัวที่ตายนั้นมาแบ่งกันด้วย 36 แต่ถ้ารู้กันไปทั่วว่า วัวตัวนั้นชอบขวิด แต่เจ้าของไม่ยอมขังมันไว้ เจ้าของวัวตัวนั้นจะต้องชดใช้วัวตัวใหม่ให้ แต่วัวตัวที่ตายก็จะตกเป็นของเขา เมื่อมีคนขโมยวัวหรือแกะไปฆ่า หรือไปขาย เขาจะต้องชดใช้ ถ้าขโมยวัวหนึ่งตัวต้องชดใช้ด้วยวัวห้าตัว ถ้าขโมยแกะหนึ่งตัวต้องชดใช้ด้วยแกะสี่ตัว
22กฎเกี่ยวกับการชดใช้
1 ถ้าขโมยถูกจับและถูกตีจนตาย ในขณะที่กำลังบุกเข้าไปในบ้านตอนกลางคืน คนฆ่าก็ไม่มีความผิด แต่ถ้าฆ่าในตอนกลางวัน คนที่ฆ่าก็จะมีความผิดเป็นฆาตกร ถ้าจับขโมยได้ ขโมยนั้นจะต้องชดใช้เต็มจำนวน ถ้าเขาไม่มีจะชดใช้ เขาจะต้องถูกขายไปเป็นทาส เพราะการขโมยนั้น ถ้าสิ่งที่เขาขโมยมา ไม่ว่าจะเป็นวัวตัวผู้ ลา หรือแกะ ยังมีชีวิตอยู่ เขาต้องชดใช้เป็นสองเท่า
5 ถ้าใครปล่อยให้สัตว์ของเขาเข้าไปทำลายท้องทุ่งหรือไร่องุ่นของคนอื่น หรือปล่อยให้ฝูงสัตว์ของเขาเข้าไปกินหญ้าในท้องทุ่งของคนอื่น เขาต้องเอาของที่ดีที่สุดในทุ่งนา และไร่องุ่นของเขาเองมาชดใช้ให้กับคนที่ได้รับความเสียหายนั้น
6 ถ้าใครจุดไฟเผาพงหนาม แล้วลามไปเผากองข้าวหรือรวงข้าว หรือทุ่งนาของคนอื่น เขาจะต้องชดใช้สิ่งที่ถูกเผาไปนั้น
7 ถ้าใครฝากเงินหรือสิ่งของไว้กับเพื่อนบ้าน และมันถูกขโมยไปจากบ้านของเพื่อนคนนั้น ถ้าจับขโมยได้ ขโมยนั้นจะต้องชดใช้ให้เต็มจำนวน 8 แต่ถ้าจับขโมยไม่ได้ ต้องเอาเจ้าของบ้านไปอยู่ต่อหน้าพระเจ้า เพื่อพิสูจน์ว่าเป็นเจ้าของบ้านหรือเปล่าที่ขโมยทรัพย์สินของเพื่อนบ้านไป
9 ถ้าเกิดการโต้เถียงกันขึ้นเมื่อเจอของที่หาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องวัวตัวผู้ ลา แกะ เสื้อผ้า หรืออะไรก็ตามที่หายไป ถ้าต่างคนต่างบอกว่า “นี่ของฉัน” ทั้งสองคนจะต้องไปพบพระเจ้า คนที่พระเจ้าตัดสินว่าเป็นคนผิด จะต้องชดใช้ให้กับเพื่อนบ้านของเขาสองเท่า
10 ถ้ามีใครฝาก ลา หรือวัวตัวผู้ หรือแกะ หรือสัตว์ชนิดไหนก็ตาม ไว้กับเพื่อนบ้าน แล้วมันเกิดตายไป หรือบาดเจ็บหรือมีใครไล่ต้อนไป โดยไม่มีใครเห็น 11 ทั้งสองคนจะต้องไปสาบานต่อพระยาห์เวห์ เพื่อพิสูจน์ว่าเขาเอาทรัพย์สินของเพื่อนบ้านไปหรือเปล่า เจ้าของสัตว์นั้นจะต้องยอมรับการสาบานนี้ และเพื่อนบ้านคนนั้นก็ไม่ต้องชดใช้อะไรเลย 12 แต่ถ้าเพื่อนบ้านคนนั้นขโมยสัตว์นั้นไปจริง เขาจะต้องชดใช้ให้กับเจ้าของสัตว์ 13 ถ้าสัตว์ป่ามาฉีกเนื้อสัตว์นั้น เพื่อนบ้านคนนั้นจะต้องเอาซากสัตว์มาให้ดู เขาก็ไม่ต้องชดใช้ค่าเสียหาย
14 แต่ถ้ามีใครขอยืมอะไรจากเพื่อนบ้าน และมันเกิดได้รับบาดเจ็บหรือตายขึ้นมา ในขณะที่เจ้าของไม่อยู่ เขาจะต้องชดใช้เต็มจำนวน 15 แต่ถ้าเจ้าของอยู่ด้วย เขาก็ไม่ต้องชดใช้ให้ แต่ถ้าคนๆนั้นเช่าสัตว์นั้นมา เขาก็ไม่ต้องชดใช้ เพราะค่าเช่าก็พอสำหรับค่าชดใช้แล้ว
16 ถ้าชายใดล่อลวงหญิงสาวบริสุทธิ์ที่ยังไม่ได้หมั้นหมาย และได้มีเพศสัมพันธ์กับนาง ชายคนนั้นจะต้องจ่ายค่าสินสอดเต็มจำนวน เพื่อรับนางมาเป็นเมีย 17 แต่ถ้าพ่อของนางหัวเด็ดตีนขาดก็ไม่ยอมยกนางให้กับชายคนนั้น เขาก็ยังจะต้องจ่ายค่าชดใช้เท่ากับค่าสินสอดของหญิงบริสุทธิ์
กฎอื่นๆ
18 หญิงคนไหนที่เป็นแม่มดหมอผี ต้องตาย
19 ใครร่วมเพศกับสัตว์ คนนั้นจะต้องถูกประหาร
20 ใครเซ่นไหว้พวกพระอื่นที่ไม่ใช่พระยาห์เวห์ ต้องถูกประหาร
21 เจ้าต้องไม่ทารุณหรือข่มเหงคนต่างชาติ เพราะว่าพวกเจ้าก็เคยเป็นคนต่างชาติในแผ่นดินอียิปต์มาก่อน
22 พวกเจ้าต้องไม่ทำร้ายหญิงหม้ายหรือเด็กกำพร้า 23 ถ้าเจ้าทำร้ายพวกเขา พวกเขาก็จะมาร้องทุกข์กับเรา และเราก็จะฟังเสียงร้องทุกข์ของพวกเขา 24 เราจะโกรธและเราจะฆ่าพวกเจ้าด้วยดาบ เมียพวกเจ้าก็จะกลายเป็นหม้าย ลูกของพวกเจ้าก็จะกลายเป็นเด็กกำพร้า
25 ถ้าเจ้าให้คนจนในหมู่คนของเรายืมเงิน เจ้าต้องไม่ทำตัวเป็นเจ้าหนี้เขา และห้ามคิดดอกเบี้ยเขาด้วย 26 ถ้าเจ้ายึดเสื้อของเพื่อนบ้านไว้เป็นมัดจำ เจ้าต้องคืนเสื้อนั้นให้กับเขาก่อนอาทิตย์ตกดิน 27 เพราะมันเป็นผ้าผืนเดียวที่เขาเอาไว้ห่มร่างกาย แล้วกลางคืนเขาจะเอาอะไรห่มนอน เมื่อเขามาร้องทุกข์กับเรา เราก็จะฟัง เพราะเราสงสารเขา 28 เจ้าต้องไม่หมิ่นประมาทพระเจ้า หรือสาปแช่งผู้นำประชาชนของเจ้า
29 เจ้าจะต้องไม่เก็บผลผลิตอันอุดมสมบูรณ์ หรือน้ำผลไม้ที่เจ้าผลิตได้ครั้งแรก เอาไว้เอง และเจ้าต้องยกลูกชายคนโตของเจ้าให้กับเรา 30 เจ้าต้องทำอย่างเดียวกันกับวัวตัวผู้และแกะของเจ้า สัตว์หัวปีที่เพิ่งเกิดมา ให้มันอยู่กับแม่ของมันก่อนในเจ็ดวันแรก ในวันที่แปดเจ้าถึงยกมันให้กับเรา
31 พวกเจ้าจะต้องเป็นประชาชนที่อุทิศไว้ให้กับเรา เนื้อที่ถูกสัตว์ป่าฉีกกินในท้องทุ่ง พวกเจ้าต้องไม่เอามากิน แต่เอาไปโยนให้หมากินซะ
231 เจ้าต้องไม่แพร่กระจายข่าวลือที่ไม่จริงออกไป อย่าไปร่วมมือกับคนชั่วเป็นพยานเท็จ
2 เจ้าต้องไม่ทำชั่วเพราะอยากทำตามคนส่วนใหญ่ เจ้าต้องไม่เป็นพยานเท็จในคดีโต้แย้ง เพื่อบิดเบือนความยุติธรรม เพราะต้องการเอาใจคนส่วนใหญ่ 3 หรือเข้าข้างคนจนในคดีของเขา เพราะเห็นว่าเขาจน
4 เมื่อเจ้าเผอิญไปเจอวัวตัวผู้หรือลาของศัตรูที่เดินหลงทางมา เจ้าต้องเอาไปคืนเจ้าของมัน
5 เมื่อเจ้าเห็นลาของศัตรู กำลังล้มลงเพราะแบกของหนัก เจ้าต้องไม่ทิ้งไว้อย่างนั้น เจ้าต้องเข้าไปช่วยมัน
6 เจ้าต้องไม่ปล่อยให้เพื่อนบ้านที่ยากจนไม่ได้รับความเป็นธรรมในคดีโต้แย้งของเขา
7 เจ้าต้องไม่ฟ้องร้องคนอื่นในเรื่องที่ไม่เป็นจริง อย่าฆ่าคนบริสุทธิ์และคนที่ทำสิ่งที่ถูกต้องในสายตาเรา เพราะเราจะไม่ยกโทษให้กับคนที่ทำผิดนั้นเลย
8 เจ้าต้องไม่รับสินบน เพราะสินบนจะทำให้คนตาบอด และบิดเบือนความยุติธรรมที่คนบริสุทธิ์ควรจะได้รับ
9 เจ้าต้องไม่กดขี่คนต่างด้าว พวกเจ้าก็รู้ดีว่ามันรู้สึกยังไงที่เป็นคนต่างด้าว เพราะพวกเจ้าก็เคยเป็นคนต่างด้าวมาก่อนในแผ่นดินอียิปต์
10 เจ้าสามารถเพาะปลูกบนแผ่นดินของเจ้า และเก็บเกี่ยวผลผลิตของมันในหกปี 11 แต่ในปีที่เจ็ด เจ้าต้องปล่อยให้มันพัก ห้ามเพาะปลูก ถ้ามีพืชผลอะไรงอกออกมา ก็ทิ้งไว้ให้คนจนมาเก็บกิน ส่วนที่เหลือจากคนจน สัตว์ป่าก็จะมากิน ส่วนไร่องุ่นและไร่มะกอกของเจ้า ก็ให้ทำอย่างเดียวกัน
12 ให้เจ้าทำงานเป็นเวลาหกวัน แต่ในวันที่เจ็ด ให้เจ้าหยุดพักผ่อน เพื่อวัวตัวผู้ และลาของเจ้าจะได้พักผ่อนด้วย และลูกชายของทาสหญิงของเจ้าและชาวต่างด้าวจะได้สดชื่นขึ้นด้วย
13 ทุกสิ่งทุกอย่างที่เราได้บอกกับพวกเจ้านี้ ให้เชื่อฟังให้ดี และอย่าอ้างถึงชื่อของพวกพระอื่น ชื่อของพระเหล่านั้นไม่ควรจะออกมาจากปากของเจ้า
สามเทศกาลที่ต้องจัดทุกปี
(อพย. 34:18-26; ฉธบ. 16:1-17)
14 ในหนึ่งปี เจ้าจะต้องเฉลิมฉลองเทศกาลให้กับเราสามครั้ง 15 เทศกาลแรก จะเป็นเทศกาลขนมปังที่ไม่ใส่เชื้อฟู เจ้าจะต้องกินขนมปังที่ไม่ใส่เชื้อฟู เป็นเวลาเจ็ดวัน ในวันที่เราได้สั่งไว้ ในเดือนอาบีบ+ 23:15 เดือนอาบีบ ให้ดูอธิบายศัพท์ บทที่ 12:2 เพราะพวกเจ้าได้ออกมาจากอียิปต์ในเดือนนั้น และให้แต่ละคนนำเครื่องบูชามาถวายกับเราด้วย
16 เทศกาลที่สองจะเป็นเทศกาลเก็บเกี่ยวผลผลิตแรกจากสิ่งที่เจ้าได้เพาะปลูกในท้องทุ่งของเจ้า
และเทศกาลที่สาม จะเป็นเทศกาลเก็บเกี่ยวปลายปี จะเป็นเทศกาลเก็บรวบรวมผลผลิตจากท้องทุ่งของเจ้าตอนปลายปี
17 ผู้ชายทุกคนของพวกเจ้า จะต้องมาอยู่ต่อหน้าพระยาห์เวห์ องค์เจ้าชีวิต ในสามเทศกาลนี้
18 เจ้าต้องไม่ถวายขนมปังที่ใส่เชื้อฟู ตอนที่เจ้าถวายสัตว์เป็นเครื่องบูชาให้กับเรา และจะต้องเผาไขมันของสัตว์จากเครื่องบูชาของเราในวันนั้นเลย อย่าปล่อยให้เหลือถึงวันรุ่งขึ้น
19 ทุกๆปี เจ้าต้องเอาผลผลิตที่ดีที่สุด ที่เก็บเกี่ยวครั้งแรกในปีนั้นไปยังสถานที่นมัสการพระยาห์เวห์ พระเจ้าของเจ้า
เจ้าต้องไม่ต้มลูกแพะในน้ำนมของแม่มัน
พระเจ้าช่วยชาวอิสราเอลยึดแผ่นดินของตน
20 เราจะส่งทูตสวรรค์ให้ไปนำหน้าเจ้า ให้ไปคุ้มครองเจ้าในระหว่างทาง และให้นำเจ้าไปยังสถานที่ที่เราได้เตรียมไว้แล้ว 21 ให้เชื่อฟังและติดตามทูตสวรรค์และอย่าไปกบฏต่อเขา เพราะเขาจะไม่อภัยให้กับความผิดของพวกเจ้า เพราะเราให้อำนาจกับเขาอย่างเต็มที่ 22 แต่ถ้าเจ้าเชื่อฟังคำของเขาจริงๆ และทำตามทุกอย่างที่เราบอก เราจะเป็นศัตรูกับศัตรูเจ้า และจะต่อสู้กับคู่ต่อสู้ของเจ้า 23 เมื่อทูตสวรรค์ของเรา นำหน้าเจ้าไป และนำเจ้าไปพบกับชาวอาโมไรต์ ชาวฮิตไทต์ ชาวเปริสซี ชาวคานาอัน ชาวฮีไวต์ และชาวเยบุส เราจะทำลายพวกเขาเสีย
24 เจ้าต้องไม่ก้มกราบพระต่างๆของพวกเขา หรือบูชาพวกมัน หรือทำตามที่พวกเขาทำกัน แต่เจ้าจะต้องทำลายรูปเคารพของพวกเขาทิ้งเสียให้สิ้นซาก และทุบพวกเสาศักดิ์สิทธิ์+ 23:24 เสาศักดิ์สิทธิ์ หรือ “อนุสาวรีย์” ในที่นี้คือพวกก้อนหินที่ประชาชนใช้ในการสักการะบูชาพวกพระของพวกเขา ของพวกเขาให้แตกละเอียด 25 ถ้าพวกเจ้ารับใช้พระยาห์เวห์พระเจ้าของเจ้า พระองค์จะอวยพรอาหารและน้ำของเจ้า และเราจะเอาเชื้อโรคออกไปจากเจ้า 26 จะไม่มีผู้หญิงคนไหนในแผ่นดินของเจ้า ที่จะแท้งลูกหรือเป็นหมัน เราจะทำให้เจ้ามีอายุยืนยาว
27 เราจะส่งความสยดสยองของเราไปก่อนที่เจ้าจะไปถึง+ 23:27 เราจะ … จะไปถึง คงหมายความว่าข่าวคราวเกี่ยวกับพลังอำนาจของพระยาห์เวห์จะไปถึงก่อนพวกเขา และศัตรูของพวกเขาจะตกใจกลัว และเราจะทำให้เกิดความโกลาหลวุ่นวายกับประชาชนทั้งหมดที่เจ้าจะไปเผชิญหน้าด้วย เราจะทำให้ศัตรูของเจ้าหันหลังหนีต่อหน้าเจ้า 28 เราจะส่งฝูงแตน+ 23:28 แตน แมลงชนิดหนึ่งเหมือนตัวต่อหรือผึ้ง อาจจะหมายถึงตัวแตนจริงๆหรืออาจจะหมายถึงทูตสวรรค์หรือพลังอำนาจอันยิ่งใหญ่ของพระยาห์เวห์ ล่วงหน้าเจ้าไปก่อน เพื่อไปขับไล่ชาวฮีไวต์ ชาวคานาอัน ชาวฮิตไทต์ ออกไปจากหน้าเจ้า 29 เราจะไม่ขับไล่พวกเขาไปจนหมดในหนึ่งปี เพื่อว่าแผ่นดินนี้จะได้ไม่ร้างจนทำให้สัตว์ป่าเพิ่มทวีคูณขึ้นทำร้ายเจ้าได้ 30 เราจะค่อยๆขับไล่พวกเขาออกไปทีละเล็กทีละน้อย จนกว่าเจ้าจะเพิ่มทวีขึ้นจนครอบครองแผ่นดินทั้งหมดไว้
31 เราจะกำหนดเขตแดนของเจ้า ให้เริ่มจากทะเลแดง+ 23:31 ทะเลแดง หรือ “ทะเลต้นกก” ดูเพิ่มเติมได้ในหนังสือ 1 พงศ์กษัตริย์ 9:26 ไปจนถึงทะเลของชาวฟีลิสเตีย และจากที่เปล่าเปลี่ยวแห้งแล้งจนถึงแม่น้ำยูเฟรติส เราจะยกคนที่อาศัยอยู่บนดินแดนนั้นให้อยู่ในกำมือเจ้า และเจ้าจะขับไล่พวกเขาออกไปต่อหน้าเจ้า
32 เจ้าต้องไม่ไปทำสัญญาเป็นพันธมิตรกับพวกเขา หรือกับพวกพระของพวกเขา 33 พวกเขาจะต้องไม่อยู่ในดินแดนของเจ้า เพื่อว่าพวกเขาจะได้ไม่ทำให้เจ้าต้องทำบาปต่อเรา ไม่อย่างนั้นเจ้าอาจจะไปรับใช้พวกพระของพวกเขาซึ่งจะเป็นกับดักสำหรับเจ้า
24พระเจ้าและชาวอิสราเอลทำสัญญากัน
1 พระยาห์เวห์พูดกับโมเสสว่า “เจ้ากับอาโรน นาดับ และอาบีฮู รวมทั้งพวกผู้อาวุโสอีกเจ็ดสิบคน ให้ขึ้นไปหาพระยาห์เวห์ และให้ก้มกราบอยู่ห่างๆ 2 และให้แต่โมเสสเท่านั้น เข้ามาใกล้พระยาห์เวห์ คนอื่นๆที่เหลือห้ามเข้ามาใกล้ อย่าให้ประชาชนขึ้นมากับโมเสส”
3 แล้วโมเสสก็มาบอกกับประชาชน ถึงคำพูดทุกคำของพระยาห์เวห์ และคำสั่งทั้งหมด แล้วประชาชนทั้งหมดก็ตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า “เราจะทำตามทุกสิ่งที่พระยาห์เวห์พูด”
4 โมเสสจึงจดทุกคำพูดของพระยาห์เวห์ไว้ วันต่อมา เขาลุกขึ้นแต่เช้าตรู่ และสร้างแท่นบูชาที่ตีนเขา แท่นนี้มีเสาสิบสองต้น ซึ่งเป็นสิ่งที่แทนสิบสองเผ่าของอิสราเอล
5 โมเสสได้ใช้ให้คนหนุ่มของชนชาติอิสราเอล ไปเอาวัวตัวผู้ไปถวายเป็นเครื่องเผาบูชา และเป็นเครื่องสังสรรค์บูชาให้กับพระยาห์เวห์
6 โมเสสเอาเลือดครึ่งหนึ่งใส่ไว้ในพวกชาม และเอาอีกครึ่งหนึ่งไปพรมบนแท่นบูชา+ 24:6 พรมบนแท่นบูชา เลือดที่ใช้ประทับลงบนข้อสัญญาระหว่างพระเจ้าและประชาชน มันจะถูกพรมลงบนแท่นบูชาเพื่อแสดงว่าพระเจ้าได้ร่วมลงนามในข้อสัญญานั้น
7 โมเสสได้เอาหนังสือแห่งข้อตกลงออกมา และอ่านมันให้กับประชาชนฟัง พวกเขาต่างก็พูดว่า “พวกเราจะทำตามและเชื่อฟังสิ่งที่พระยาห์เวห์ได้พูดมาทั้งหมด”
8 โมเสสจึงเอาเลือดที่อยู่ในพวกชาม มาพรมให้กับประชาชน เขาพูดว่า “นี่คือเลือดแห่งข้อตกลง ที่พระยาห์เวห์ได้ทำไว้กับพวกท่าน ตามคำพูดทั้งหมดที่เขียนไว้นี้”
9 โมเสส อาโรน นาดับ และอาบีฮู รวมทั้งพวกผู้ใหญ่ชาวอิสราเอลทั้งเจ็ดสิบคนเดินขึ้นไป 10 และเห็นพระเจ้าของชาวอิสราเอล พื้นที่รองใต้เท้าของพระองค์เป็นพลอยไพลินที่ใสเหมือนท้องฟ้า 11 พวกเขาเห็นพระองค์+ 24:11 พวกเขาเห็นพระองค์ ในพระคัมภีร์กล่าวไว้ว่า ประชาชนจะไม่สามารถเห็นพระเจ้า แต่พระเจ้าต้องการให้หัวหน้าเหล่านี้รู้ว่าพระองค์อยู่กับพวกเขาจริงๆ ดังนั้นพระองค์จึงปรากฏต่อหน้าพวกเขา แต่พระองค์ก็ไม่ได้ทำลายพวกหัวหน้าประชาชนชาวอิสราเอลเหล่านี้ พวกเขาได้กินและดื่มต่อหน้าพระองค์
โมเสสขึ้นไปรับกฎจากพระเจ้า
12 พระยาห์เวห์พูดกับโมเสสว่า “ขึ้นมาหาเราบนภูเขา และคอยเราที่นั่น เพื่อเราจะให้แผ่นหินสองแผ่น ที่มีกฎและพวกคำสั่งสอน ที่เราได้เขียนไว้สำหรับสอนพวกเขา”
13 โมเสสและโยชูวาผู้ช่วยของโมเสสลุกขึ้น และโมเสสขึ้นไปที่ภูเขาของพระเจ้า 14 แต่เขาได้พูดกับพวกผู้อาวุโสพวกนั้นว่า “ให้คอยพวกเราอยู่ที่นี่ จนกว่าพวกเราจะกลับมาหาพวกท่าน อาโรนและเฮอร์จะอยู่กับพวกท่าน ใครที่มีเรื่องฟ้องร้องกัน ก็ให้ไปหาสองคนนี้”
โมเสสพบกับพระเจ้า
15 โมเสสขึ้นไปบนภูเขาและเมฆก็ปกคลุมภูเขาอยู่ 16 รัศมีของพระยาห์เวห์ ได้ลงมาอยู่บนภูเขาซีนาย และเมฆได้ปกคลุมภูเขานั้นอยู่หกวัน แล้วในวันที่เจ็ด พระยาห์เวห์ได้เรียกโมเสสจากท่ามกลางเมฆนั้น 17 สำหรับประชาชนชาวอิสราเอลแล้ว รัศมีของพระยาห์เวห์ ดูเหมือนกับเปลวไฟที่กำลังเผาผลาญยอดเขาอยู่ 18 โมเสสเข้าไปในเมฆนั้น และขึ้นไปยังภูเขา โมเสสอยู่บนภูเขานั้นสี่สิบวันสี่สิบคืน
25ของถวายใช้ทำสิ่งศักดิ์สิทธิ์
(อพย. 35:4-9)
1 พระยาห์เวห์พูดกับโมเสสว่า 2 “บอกกับประชาชนอิสราเอลให้นำของถวายมาให้เรา ให้แต่ละคนตัดสินใจเองว่า เขาอยากให้อะไรกับเรา แล้วให้เจ้ารับของถวายนี้แทนเรา 3 ของถวายที่เจ้าจะได้รับจากพวกเขา คือ ทองคำ เงิน ทองสัมฤทธิ์ 4 ด้ายสีน้ำเงิน สีม่วงและสีแดงเข้ม ผ้าลินิน+ 25:4 ผ้าลินิน ผ้าที่ทอมาจากใยของพืชประเภทต้นปอ อย่างดี ขนแพะ 5 หนังแกะตัวผู้ หนังปลาโลมา ไม้กระถิน 6 น้ำมันสำหรับจุดตะเกียง เครื่องเทศที่ใช้ทำน้ำมันสำหรับเจิม และทำเครื่องหอม 7 หินจำพวกนิลและพลอยที่จะเอาไปฝังในเอโฟด และถุงผ้าทับอก
เต็นท์ศักดิ์สิทธิ์
8 แล้วให้พวกเขาสร้างสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ให้กับเรา และเราจะอยู่ท่ามกลางพวกเจ้า 9 เราจะแสดงให้เห็นว่าเต็นท์ศักดิ์สิทธิ์และเครื่องใช้ไม้สอยของมัน มีรูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร พวกเจ้าจะต้องสร้างตามแบบนั้นทุกอย่าง
หีบศักดิ์สิทธิ์
(อพย. 37:1-9)
10 ให้พวกเขาทำหีบด้วยไม้กระถิน ที่มีความยาวสองศอกครึ่ง+ 25:10 สองศอกครึ่ง หรือ 1.31 เมตร กว้างหนึ่งศอกครึ่ง+ 25:10 หนึ่งศอกครึ่ง หรือ 78.75 เซนติเมตร สูงหนึ่งศอกครึ่ง 11 หีบนั้นจะต้องเคลือบด้วยทองคำบริสุทธิ์ทั้งด้านในและด้านนอก เจ้าต้องทำขอบของหีบด้วยทองโดยรอบ 12 ทำห่วงทองคำสี่ห่วงสำหรับหีบนั้นและติดห่วงนั้นไว้ที่ขาทั้งสี่ขา ติดสองห่วงไว้ด้านหนึ่งและอีกสองห่วงไว้อีกด้านหนึ่ง 13 ให้ทำคานที่ทำด้วยไม้กระถินและเคลือบคานด้วยทองคำ 14 สอดคานเหล่านั้นเข้าที่ห่วงด้านข้างของหีบ เพื่อใช้ยกหีบนั้น 15 คานเหล่านั้นจะต้องสอดอยู่ในห่วงของหีบและต้องไม่ถอดออกจากหีบเลย
16 ให้เจ้าใส่แผ่นหินสองแผ่นที่มีข้อตกลงเขียนไว้ ที่เราจะให้กับเจ้าลงในหีบนั้น 17 เจ้าจะต้องทำฝาหีบขึ้นจากทองคำบริสุทธิ์ ตรงฝาที่ความไม่บริสุทธิ์จากบาปจะถูกชำระ ฝาหีบจะมีความยาวสองศอกครึ่ง กว้างหนึ่งศอกครึ่ง 18 ให้สร้างเครูบสององค์ด้วยทองคำ เจ้าต้องขึ้นรูปเครูบนี้ด้วยค้อน และตั้งแต่ละองค์ไว้ที่ปลายของฝาหีบทั้งสองข้าง 19 ตั้งไว้ที่ปลายทั้งสองข้างของฝาหีบที่ความไม่บริสุทธิ์จากบาปจะถูกชำระ ให้สร้างเครูบทั้งสององค์นั้นติดเป็นเนื้อเดียวกับฝาหีบที่ปลายทั้งสอง 20 เครูบทั้งสององค์นั้นมีปีกทั้งสองข้างที่กางออก ปีกด้านหนึ่งของเครูบนั้นทำให้เกิดเงาขึ้นบนฝาหีบที่ความไม่บริสุทธิ์จากบาปจะถูกชำระ และเครูบทั้งสองหันหน้าเข้าหากัน ทั้งสองจะหันหน้าไปทางที่ซึ่งความไม่บริสุทธิ์จากบาปจะถูกชำระ
21 ให้เจ้าเอาฝาหีบที่ความไม่บริสุทธิ์จากบาปจะถูกชำระ มาวางลงบนหีบนั้น และใส่หลักฐานที่เราจะมอบให้เจ้าลงไปในหีบนั้น 22 ตรงนี้แหละ เราจะพบกับเจ้าเหนือฝาหีบที่ความไม่บริสุทธิ์จากบาปจะถูกชำระ ที่อยู่ระหว่างเครูบทั้งสองนั้น ซึ่งอยู่บนหีบแห่งข้อตกลง เราจะบอกเจ้าทุกเรื่องที่เราอยากให้เจ้าไปสั่งกับประชาชนชาวอิสราเอล
โต๊ะวางขนมปัง
(อพย. 37:10-16)
23 ให้เจ้าเอาไม้กระถินมาทำโต๊ะที่มีความยาวสองศอก+ 25:23 สองศอก หรือ 1.05 เมตร กว้างหนึ่งศอก+ 25:23 หนึ่งศอก เท่ากับ 1 ฟุต 8.62 นิ้ว หรือ 52.5 เซนติเมตร สูงหนึ่งศอกครึ่ง 24 ให้เคลือบโต๊ะนั้นด้วยทองคำบริสุทธิ์ และทำลวดลายด้วยทองคำบริสุทธิ์รอบๆโต๊ะ 25 ทำกรอบกว้างหนึ่งฝ่ามือรอบๆโต๊ะ และทำลวดลายบนกรอบนั้น 26 แล้วทำห่วงทองคำสี่ห่วงเอาไว้ติดกับมุมขาโต๊ะทั้งสี่มุม 27 ห่วงทั้งสี่ห่วงจะต้องติดอยู่กับกรอบเพื่อยึดคานเวลาหามโต๊ะ 28 ให้ทำคานด้วยไม้กระถินและเคลือบมันด้วยทองคำ คานนี้จะใช้หามโต๊ะ 29 ให้เจ้าทำพวกจาน ชาม ไหและโถที่ใช้รินเครื่องดื่มบูชา สิ่งเหล่านี้จะต้องทำด้วยทองคำบริสุทธิ์ 30 ให้จัดขนมปังไว้บนโต๊ะตรงหน้าเราอย่าให้ขาด
ตะเกียงที่มีขาตั้ง
(อพย. 37:17-24)
31 ให้เจ้าทำตะเกียงที่มีขาตั้งด้วยทองคำบริสุทธิ์ ให้ขึ้นรูปฐานและลำตัวของตะเกียงที่มีขาตั้งด้วยค้อน ส่วนฐานดอก ตัวดอก และกลีบดอกให้ทำติดเป็นเนื้อเดียวกัน
32 ให้มีก้านหกก้านยื่นออกมาจากตะเกียงที่มีขาตั้งนั้น ข้างละสามก้าน 33 แต่ละก้านจะต้องมีดอกไม้สามดอกที่เหมือนดอกอัลมอนต์ ทุกๆดอกให้มีฐานดอกและกลีบดอก ให้ทำตามนี้ทั้งหกก้าน 34 สำหรับลำตัวตะเกียงที่มีขาตั้งนั้น ให้มีถ้วยสี่ใบที่มีรูปร่างเหมือนกับดอกอัลมอนด์ มีฐานดอกและกลีบดอก 35 ใต้กิ่งทุกๆคู่ ทั้งหกกิ่งที่ยื่นออกมาจากลำตัวของตะเกียงที่มีขาตั้งนั้น จะต้องมีฐานดอกติดเป็นเนื้อเดียวกัน 36 ฐานดอกและก้านเหล่านั้นจะต้องทำให้ติดเป็นเนื้อเดียวกัน ทุกชิ้นส่วนของตะเกียงที่มีขาตั้งนั้น จะต้องใช้ค้อนขึ้นรูปจากทองคำบริสุทธิ์ 37 ให้ทำตะเกียง+ 25:37 ตะเกียง ตะเกียงเหล่านี้มีลักษณะเป็นชามเล็กๆไว้เติมน้ำมันลงไปและใส่ไส้ตะเกียงลงไป ใช้จุดเพื่อให้ความสว่าง เจ็ดดวงใส่ที่ตะเกียงที่มีขาตั้งนั้น แล้วจุดตะเกียงเหล่านั้นเพื่อตะเกียงเหล่านั้นจะได้ส่องแสงไปยังพื้นที่หน้าตะเกียงที่มีขาตั้ง 38 ให้ใช้ทองคำบริสุทธิ์ทำกรรไกรตัดไส้ตะเกียงและถาดใส่ไส้ตะเกียงที่ตัดนั้น 39 ข้าวของเครื่องใช้ทั้งหมดจะต้องใช้ทองคำบริสุทธิ์หนักหนึ่งตะลันต์+ 25:39 หนึ่งตะลันต์ หรือ 34.5 กิโลกรัม40 ให้เจ้าทำสิ่งเหล่านี้ตามแบบที่เราได้ให้เจ้าดูบนภูเขานี้
26เต็นท์ศักดิ์สิทธิ์
(อพย. 36:8-34)
1 ให้เจ้าสร้างเต็นท์ศักดิ์สิทธิ์ด้วยม่านสิบผืนที่ทำจากผ้าลินินเนื้อดี และผ้าที่ทอจากด้ายสีน้ำเงิน สีม่วงและสีแดงเข้ม ปักลายเครูบลงไปอย่างประณีตบนผ้าม่านนั้นด้วย 2 ให้ม่านแต่ละผืนยาวยี่สิบแปดศอก+ 26:2 ยี่สิบแปดศอก หรือ 14.7 เมตร กว้างสี่ศอก+ 26:2 สี่ศอก หรือเท่ากับ 2.1 เมตร ทุกผืนต้องมีขนาดเท่ากันหมด 3 ผ้าม่านห้าผืนจะถูกเกี่ยวเข้าด้วยกันเป็นผืนใหญ่ และที่เหลืออีกห้าผืนก็จะเกี่ยวเข้าด้วยกันด้วย 4 เอาผ้าสีน้ำเงินทำเป็นหูติดไว้กับขอบผ้าม่านผืนใหญ่ทั้งสองผืนนั้น 5 ให้ที่ขอบม่านแต่ละผืนทำหูห้าสิบหู และให้หูของทั้งสองม่านอยู่ตรงกัน 6 แล้วให้เจ้าทำตะขอจากทองคำห้าสิบอัน เอาไว้เกี่ยวผ้าม่านเหล่านั้นเข้าด้วยกันให้เป็นผืนเดียวกัน
7 เจ้าต้องทำผ้าม่านขึ้นอีกสิบเอ็ดผืนจากขนแพะ เพื่อไปคลุมเต็นท์ศักดิ์สิทธิ์นี้อีกชั้นหนึ่ง 8 ผ้าม่านขนแพะแต่ละผืนยาวสามสิบศอก+ 26:8 สามสิบศอก หรือ 15.75 เมตร ภาษากรีกโบราณเขียนไว้ว่า 25 ศอก กว้างสี่ศอก ทุกผืนเท่ากันหมด 9 เอาห้าผืนแรกมาเกี่ยวติดกันเป็นผืนใหญ่ ที่เหลืออีกหกผืน ก็เอามาเกี่ยวติดกันเป็นอีกหนึ่งผืนใหญ่ แล้วให้พับผ้าของผืนที่หกที่คลุมอยู่ด้านหน้าของเต็นท์นั้น 10 เจ้าต้องทำหูไว้ที่ขอบผ้าม่านของผ้าชิ้นบนสุดของชุดแรก และทำอย่างเดียวกันกับผ้าชิ้นบนสุดทั้งสองผืนใหญ่นั้นผืนละห้าสิบหู 11 และทำตะขอจากทองสัมฤทธิ์ ไว้เกี่ยวกับหูของผ้าม่านทั้งสองผืนนั้นให้เป็นผืนเดียวกัน 12 ส่วนของผ้าม่านครึ่งที่เหลือให้แขวนห้อยลงด้านหลังของเต็นท์ 13 และส่วนของผ้าที่เหลืออีกข้างละหนึ่งศอก+ 26:13 หนึ่งศอก เท่ากับ 52.5 เซนติเมตร ให้แขวนห้อยลงมาปิดด้านข้างของเต็นท์ศักดิ์สิทธิ์ทั้งสองข้าง 14 เอาหนังแกะตัวผู้ทำเป็นหลังคาเต็นท์ชั้นใน ส่วนหลังคาเต็นท์ชั้นนอก ให้ทำจากหนังปลาโลมา
15 ให้เจ้านำไม้กระถินมาทำเป็นกรอบค้ำเต็นท์ 16 กรอบนี้มีความสูงสิบศอก+ 26:16 สิบศอก หรือเท่ากับ 5.25 เมตร กว้างหนึ่งศอกครึ่ง+ 26:16 หนึ่งศอกครึ่ง หรือ 78.75 เซนติเมตร17 ที่ส่วนปลายของไม้ทั้งสองข้างทำเป็นเดือยไว้สองเดือยเพื่อเชื่อมไม้ให้ติดกัน กรอบไม้ทุกอันให้ทำออกมาเป็นลักษณะเดียวกันนี้ทั้งหมด 18 ทำจำนวนทั้งหมดยี่สิบกรอบสำหรับทางทิศใต้ของเต็นท์ 19 และใช้เงินหล่อทำเป็นฐานของกรอบเหล่านั้นโดยทำสองฐานต่อหนึ่งกรอบ ให้ตั้งอยู่ทางส่วนปลายที่เป็นเดือยทั้งสองข้างของกรอบ รวมทั้งหมดสี่สิบฐาน 20 ส่วนอีกข้างที่อยู่ตรงกับทิศเหนือของเต็นท์ ให้ทำกรอบอีกยี่สิบกรอบ 21 ทำฐานเงินสี่สิบฐานโดยใช้สองฐานต่อหนึ่งกรอบเหมือนกัน 22 ส่วนด้านหลังของเต็นท์ที่อยู่ทิศตะวันตกให้ทำกรอบขึ้นหกกรอบ 23 และที่มุมด้านหลังทั้งสองมุมของเต็นท์ ให้สร้างกรอบสองกรอบสำหรับสองมุมนั้น 24 ทั้งสองกรอบนั้น ในส่วนล่างจะแยกกัน แต่ส่วนบนจะเชื่อมต่อกันด้วยห่วงหนึ่งห่วง ให้สร้างแบบเดียวกันนี้กับมุมทั้งสองมุม 25 อย่างนี้จะได้กรอบรวมแปดกรอบบนฐานเงินสิบหกฐาน โดยแบ่งเป็นสองฐานต่อหนึ่งกรอบ
26 นำไม้กระถินมาทำเป็นไม้ขัดห้าอัน สำหรับขัดกรอบเหล่านั้นบนด้านหนึ่งของเต็นท์ศักดิ์สิทธิ์ 27 และอีกห้าอันสำหรับขัดกรอบด้านที่สองของเต็นท์ และอีกห้าอันสำหรับขัดกรอบด้านหลังที่อยู่ทางตะวันตกของเต็นท์ 28 ไม้ขัดกรอบพวกนี้จะสอดขัดอยู่ระหว่างกลางของกรอบไม้เหล่านั้นเพื่อร้อยกรอบไม้เหล่านั้นเข้าด้วยกัน
29 เคลือบทองคำให้กรอบไม้เหล่านั้น และทำห่วงจากทองคำติดไว้ที่กรอบไม้ เพื่อเอาไว้สอดไม้ขัดนั้น เจ้าต้องเอาทองหุ้มสำหรับไม้ขัดกรอบเหล่านั้นด้วย 30 แล้วเจ้าจะสามารถติดตั้งเต็นท์ศักดิ์สิทธิ์นี้ได้ตามแบบที่เราให้เจ้าดูบนภูเขาแห่งนี้
ภายในเต็นท์ศักดิ์สิทธิ์
(อพย. 36:35-36)
31 เจ้าต้องทำผ้าม่านที่ทอจากเส้นใยลินินอย่างดี และผ้าที่ทอจากด้ายสีน้ำเงิน สีม่วง และสีแดงเข้ม และให้ปักลายเครูบลงไปอย่างประณีตบนผ้าม่านนั้นด้วย 32 แขวนผ้าม่านนี้ไว้ด้วยตะขอทองคำที่อยู่บนเสาไม้กระถินทั้งสี่ต้นที่หุ้มทองไว้แล้ว เสาเหล่านี้ตั้งอยู่บนฐานเงินสี่ฐาน 33 แขวนผ้านั้นไว้กับตะขอทองคำเหล่านั้น+ 26:33 ตะขอทองคำเหล่านั้น คือตะขอทองคำห้าสิบห่วงที่ใช้เชื่อมผ้าเต็นท์สองผืนเข้าด้วยกัน และให้นำหีบที่ใส่แผ่นหินสองแผ่นแห่งข้อตกลง มาวางไว้หลังม่านนั้น ผ้าม่านนี้จะกั้นระหว่างสถานที่ศักดิ์สิทธิ์กับสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุด 34 เจ้าต้องวางฝาหีบที่ความไม่บริสุทธิ์จากบาปจะถูกชำระ ไว้บนหีบใส่แผ่นหินสองแผ่นแห่งข้อตกลง ที่วางอยู่ในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดนั้น
35 ให้วางโต๊ะไว้ที่ด้านนอกของม่าน และวางตะเกียงที่มีขาตั้งไว้ตรงข้ามกับโต๊ะซึ่งอยู่ทางทิศใต้ของเต็นท์ศักดิ์สิทธิ์ ส่วนโต๊ะนั้นอยู่ทางทิศเหนือของเต็นท์ศักดิ์สิทธิ์
ประตูของเต็นท์ศักดิ์สิทธิ์
(อพย. 36:37-38)
36 ให้เอาผ้าที่ทอด้วยด้ายสีน้ำเงิน สีม่วง และสีแดงเข้ม รวมทั้งผ้าลินินที่ปักอย่างประณีต มาทำเป็นฉากกั้นปิดช่องประตู 37 นำไม้กระถินมาทำเป็นเสาห้าต้นสำหรับฉากกั้นนั้น และหุ้มทองทับเสาเหล่านั้นด้วย ทำตะขอจากทองคำติดไว้ และเอาทองสัมฤทธิ์หล่อทำเป็นฐานของเสาทั้งห้าต้นนั้น
27แท่นบูชาสำหรับเผาเครื่องบูชา
(อพย. 38:1-7)
1 เจ้าต้องสร้างแท่นบูชาจากไม้กระถินขนาดยาวห้าศอก+ 27:1 ห้าศอก หรือ 2.6 เมตร กว้างห้าศอกเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส สูงสามศอก+ 27:1 สามศอก หรือ 1.6 เมตร2 ที่มุมทั้งสี่ด้านให้ทำเชิงงอนติดกับแท่นบูชาเป็นชิ้นเดียวกันแล้วหุ้มทองสัมฤทธิ์
3 นำทองสัมฤทธิ์มาทำเครื่องใช้ทุกอย่างสำหรับแท่น คือพวกหม้อใส่ขี้เถ้า ทัพพี ชามประพรม ส้อม และกระทะ 4 ใช้ทองสัมฤทธิ์ทำเป็นตะแกรงหนึ่งอันกับห่วงอีกสี่อันติดไว้ที่มุมทั้งสี่มุมของตะแกรงนั้น 5 และเอาไปวางไว้ในแท่น ลึกจากขอบของแท่นบูชาลงไปครึ่งหนึ่ง
6 เจ้าต้องทำไม้คานสำหรับแท่นบูชาด้วย โดยใช้ไม้กระถินเทศและหุ้มทองสัมฤทธิ์ 7 เมื่อต้องการยกแท่นบูชาขึ้น ไม้คานนี้จะสอดผ่านห่วงสัมฤทธิ์ทั้งสองข้างของแท่นบูชา 8 ให้ใช้แผ่นกระดานปิดด้านข้างไว้ เพราะฉะนั้น ภายในแท่นบูชานี้จะกลวง ให้เจ้าสร้างแท่นบูชาตามแบบที่เราให้ดูบนภูเขาลูกนี้
ลานรอบๆเต็นท์ศักดิ์สิทธิ์
(อพย. 38:9-20)
9 เจ้าต้องทำลานทางทิศใต้ของเต็นท์ศักดิ์สิทธิ์ โดยใช้ผ้าทอลินิน ขนาดยาวหนึ่งร้อยศอก+ 27:9 หนึ่งร้อยศอก หรือ 52.5 เมตร เอามากั้นเป็นม่าน 10 ใช้เสายี่สิบต้น ที่ตั้งอยู่บนฐานทองสัมฤทธิ์ยี่สิบฐาน ตะขอและห่วงที่ติดอยู่บนเสาให้ทำจากเงิน 11 ส่วนทางทิศเหนือของเต็นท์ ให้ทำเหมือนทิศใต้คือ ขึงผ้าทอลินินยาวหนึ่งร้อยศอกบนเสายี่สิบต้น ที่ตั้งอยู่บนฐานทองสัมฤทธิ์ยี่สิบฐาน ตะขอและห่วงทำจากเงิน
12 ทิศตะวันตกให้ใช้ผ้าทอลินิน ยาวห้าสิบศอก+ 27:12 ห้าสิบศอก หรือ 26.25 เมตร ทำเสาสิบต้นบนฐานสิบฐาน 13 ด้านหน้าของเต็นท์ ซึ่งหันไปทางทิศตะวันออก ก็ใช้ผ้าขนาดห้าสิบศอกเหมือนกัน 14 ทำม่านอีกผืนขนาดสิบห้าศอก+ 27:14 สิบห้าศอก หรือ 7.9 เมตร เพื่อใช้แขวนไว้ด้านหนึ่งของประตูโดยตั้งเสาขึ้นใหม่สามต้นบนฐานสามฐาน 15 อีกด้านหนึ่งให้ทำเหมือนกันคือ แขวนม่านขนาดสิบห้าศอกไว้บนเสาสามต้นที่อยู่บนฐานสามฐาน
16 ประตูลานใช้ฉากที่ทำจากผ้าที่ทอด้วยด้ายสีน้ำเงิน สีม่วงและสีแดงเข้ม และผ้าลินินเนื้อดี เย็บติดกันขนาดยาวยี่สิบศอก+ 27:16 ยี่สิบศอก หรือ 10.5 เมตร แขวนที่เสาสี่เสาบนฐานสี่ฐาน 17 เสาที่ล้อมรอบลานทั้งหมดจะมีราวที่ทำจากเงินเชื่อมต่อกัน และมีตะขอที่ทำจากเงิน ส่วนฐานทำจากทองสัมฤทธิ์ 18 ลานควรมีขนาดยาวหนึ่งร้อยศอก กว้างห้าสิบศอก สูงห้าศอก ให้แขวนผ้าลินินอย่างดีไว้กับเสาที่ตั้งอยู่บนฐานทองสัมฤทธิ์ 19 ให้ใช้ทองสัมฤทธิ์ทำข้าวของเครื่องใช้ทุกอย่างของเต็นท์ศักดิ์สิทธิ์ รวมทั้งหมุดยึดเต็นท์ และหมุดยึดที่อยู่ในลานทั้งหมด
น้ำมันสำหรับตะเกียง
(ลนต. 24:1-4)
20 เจ้าต้องสั่งให้ชาวอิสราเอลนำน้ำมันมะกอกบริสุทธิ์ที่คั้นไว้ มาใช้จุดตะเกียงเพื่อให้มันสว่างอย่างต่อเนื่อง 21 อาโรนและพวกลูกชายของเขาจะรับหน้าที่ดูแลตะเกียงตั้งแต่เวลาเย็นจนถึงเช้าวันใหม่ ตะเกียงเหล่านั้นจะอยู่ต่อหน้าพระยาห์เวห์ในส่วนเต็นท์นัดพบ ซึ่งอยู่นอกม่านที่อยู่ต่อหน้าหีบที่ใส่แผ่นหินสองแผ่นแห่งข้อตกลงไว้ กฎนี้เป็นสิ่งที่พวกเจ้าต้องปฏิบัติตามตลอดไปจนชั่วลูกชั่วหลาน
28เสื้อผ้าของนักบวช
(อพย. 39:1-31)
1 ให้นำตัวอาโรนพี่ชายของเจ้าและพวกลูกชายของเขา คือ นาดับ อาบีฮู เอเลอาซาร์ และอิธามาร์ แยกออกมาจากลูกหลานของอิสราเอล เพื่อมาเป็นนักบวชของเรา
2 ให้เจ้าทำชุดศักดิ์สิทธิ์ให้กับอาโรน พี่ชายของเจ้า เพื่อเป็นเกียรติกับเขาและเพื่อความสวยงาม 3 ให้เจ้าไปบอกเรื่องนี้กับช่างพวกนั้นที่มีความชำนาญ เราได้ใส่วิญญาณแห่งผู้เชี่ยวชาญให้กับพวกเขาไว้แล้ว เพื่อพวกเขาจะได้ตัดเย็บเสื้อผ้าให้อาโรน เพื่อทำให้เขาศักดิ์สิทธิ์และเพื่อเขาจะได้เป็นนักบวชของเรา 4 เสื้อผ้าที่พวกเขาจะต้องเย็บมี ถุงผ้าทับอก เอโฟด ชุดกระโปรงยาว ผ้าคลุม ผ้าโพกหัว ผ้ารัดเอว พวกเขาจะต้องเย็บชุดศักดิ์สิทธิ์นี้ให้อาโรน พี่ชายของเจ้า เพื่อเขาจะได้เป็นนักบวชของเรา 5 บอกกับช่าง ให้ใช้ผ้าทอง ผ้าทอจากด้ายสีน้ำเงิน สีม่วง สีแดงเข้ม และผ้าทอลินินเนื้อดี
เอโฟดและผ้าคาดเอว
(อพย. 39:2-7)
6 ให้ทำเอโฟดจากผ้าทอง ผ้าที่ทอจากด้ายสีน้ำเงิน สีม่วง สีแดงเข้มและผ้าทอลินินเนื้อดี โดยใช้ช่างเย็บที่มีฝีมือ 7 ที่ไหล่ทั้งสองข้างของเอโฟดนี้ จะมีผ้าสองชิ้นเย็บติดอยู่ทั้งสองข้าง ข้างละชิ้น
8 ผ้าคาดเอวสำหรับเอโฟด จะต้องตัดเย็บอย่างประณีต และใช้วัสดุเดียวกับที่ใช้เย็บเอโฟด คือผ้าทอง ผ้าที่ทอจากด้ายสีน้ำเงิน สีม่วง สีแดงเข้ม และผ้าทอลินินเนื้อดี
9 ให้เอานิลมาสองก้อน มาแกะชื่อพวกลูกชายของอิสราเอลลงไป 10 ให้แกะชื่อหกชื่อลงในนิลก้อนแรก และอีกหกชื่อที่เหลือในนิลก้อนที่สองเรียงตามการเกิด 11 ในการแกะชื่อพวกลูกชายของอิสราเอล ให้ใช้วิธีเดียวกับที่ช่างเจียระไนพลอยแกะตราประทับ+ 28:11 ตราประทับ หินขนาดเล็กที่มีการตัดแต่งเครื่องหมายที่ต้องการไว้ เมื่อนำไปประทับหรือกดลงบนดินเหนียวหรือขี้ผึ้งจะเกิดเป็น เครื่องหมายแบบนั้นตามที่ต้องการ แล้วใช้ทองคำทำเป็นตัวเรือน หุ้มนิลทั้งสองก้อนไว้ 12 และให้เอาไปติดไว้บนบ่าทั้งสองข้างของเอโฟด เพื่อให้พระยาห์เวห์ระลึกถึงลูกหลานของอิสราเอล อาโรนจะสวมชื่อของพวกเขาอยู่บนบ่า เมื่ออยู่ต่อหน้าพระยาห์เวห์ เพื่อพระองค์จะได้ระลึกถึงพวกเขา 13 เจ้าต้องทำตัวเรือนทองคำขึ้นมา 14 และให้ทำสายสร้อยทองคำบริสุทธิ์ ขึ้นมาสองเส้น เป็นสร้อยถักเป็นเกลียวเหมือนเชือก แล้วเอาไปติดกับตัวเรือนทองคำนั้น
ถุงผ้าทับอกสำหรับการตัดสินคดี
(อพย. 39:8-21)
15 เจ้าต้องทำถุงผ้าทับอกสำหรับตัดสินคดี อย่างประณีตเหมือนกับทำเอโฟด คือใช้ผ้าทอง ผ้าที่ทอจากด้ายสีน้ำเงิน สีม่วง สีแดงเข้ม และผ้าทอลินินเนื้อดี 16 ถุงผ้าทับอกนี้จะต้องพับครึ่งทบกันเป็นถุง เป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัส ขนาดยาวหนึ่งคืบ+ 28:16 หนึ่งคืบ ประมาณ 23 เซนติเมตร คือระยะทางจากปลายหัวแม่มือถึงปลายนิ้วก้อย กว้างหนึ่งคืบ 17 ให้เอาพลอยมีค่ามาประดับไว้ที่ถุงผ้าทับอกนี้ เรียงเป็นสี่แถว แถวละสามเม็ด แถวแรกใส่พลอยสีแดง บุษราคัมและมรกต 18 แถวที่สองใส่ทับทิม ไพลิน และแก้วผลึก 19 แถวที่สามใส่เพทาย พลอยสีขุ่น และเขี้ยวแก้วหนุมาน 20 แถวที่สี่ใส่พลอยสีเขียว นิลและหินแจสเพอร์+ 28:20 หินแจสเพอร์ หินควอทซ์ชนิดหนึ่งเนื้อขุ่นมีหลายสี พลอยประดับพวกนี้จะถูกฝังอยู่ในตัวเรือนที่ทำจากทองคำ 21 จะมีพลอยทั้งหมดสิบสองก้อน เพื่อใส่ชื่อของพวกลูกชายของอิสราเอล พลอยประดับแต่ละก้อนจะเหมือนตราประทับ จะมีชื่อของเผ่าทั้งสิบสองเผ่าแกะสลักไว้ก้อนละเผ่า
22 เจ้าต้องทำสายสร้อยจากทองคำบริสุทธิ์ ที่ถักเป็นเกลียวเหมือนเชือก สำหรับถุงผ้าทับอกนี้ 23 ให้ทำห่วงทองคำสองห่วง ติดไว้ที่มุมด้านบนของถุงผ้าทับอกนี้ มุมละอัน 24 แล้วให้เอาสร้อยทองสองเส้นนั้นมาคล้องเข้ากับห่วงทองคำสองห่วงที่ติดอยู่ที่มุมด้านบนของถุงผ้าทับอกนี้ 25 แล้วเอาอีกปลายของสร้อยทองนั้น ไปคล้องกับตัวเรือนทองคำที่ติดอยู่บนไหล่ทั้งสองของเอโฟด สร้อยทั้งสองนั้นจะติดอยู่ที่ไหล่ของเอโฟดด้านหน้า 26 เจ้าต้องทำห่วงทองคำขึ้นมาอีกสองห่วง แล้วเอามาติดไว้กับปลายด้านในของถุงผ้าทับอกที่ติดกับเอโฟดนี้ 27 เจ้าต้องทำห่วงทองคำอีกสองห่วงและติดห่วงนั้นไว้กับส่วนล่างของไหล่ทั้งสองข้าง ตรงด้านหน้าของเอโฟด ใกล้กับตะเข็บเหนือผ้าคาดเอวขึ้นมา 28 ให้เอาเชือกสีน้ำเงิน มาผูกห่วงทั้งสองอันของถุงผ้าทับอกกับห่วงสองอันของเอโฟดเข้าด้วยกัน เพื่อถุงผ้าทับอกจะได้อยู่ใกล้กับผ้าคาดเอว และจะได้ไม่หลวมหลุดจากเอโฟด
29 อาโรนจะสวมถุงผ้าทับอกแห่งการตัดสินคดี ที่มีชื่อของพวกลูกชายอิสราเอลแกะสลักอยู่ ตรงกับหัวใจของเขา เมื่อเขาเข้ามาในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ถุงผ้าทับอกนี้จะทำให้พระยาห์เวห์ระลึกถึงพวกลูกหลานของอิสราเอลตลอดไป 30 เจ้าต้องเอาอูริมและทูมมิมมาใส่ไว้ในถุงผ้าทับอกแห่งการตัดสินคดีด้วย มันจะอยู่ตรงกับหัวใจของอาโรน เมื่อเขามาอยู่ต่อหน้าพระยาห์เวห์ อาโรนจะสวมถุงผ้าทับอกที่มีชื่อพวกลูกชายของอิสราเอลสลักอยู่ ตรงกับหัวใจของเขา ต่อหน้าพระยาห์เวห์ตลอดไป
ผ้าชิ้นอื่นสำหรับนักบวช
(อพย. 39:22-31)
31 เจ้าต้องใช้ผ้าสีน้ำเงินล้วน มาตัดเป็นเสื้อชุดยาวของเอโฟด 32 ด้านบนให้ทำช่องสวมหัว เย็บขอบรอบๆช่องสวมหัวนี้เพื่อป้องกันไม่ให้มันฉีกขาด เป็นเหมือนช่องสวมหัวของเสื้อทหาร 33 เอาผ้าที่ทอจากด้ายสีน้ำเงิน สีม่วงและสีแดงเข้มมาเย็บเป็นผลทับทิม ติดไว้รอบๆปลายเสื้อชุดยาวนี้ และเอากระดิ่งทองมาติดสลับกับผลทับทิม 34 ปลายเสื้อชุดยาว จะมีกระดิ่งทองและผลทับทิมติดอยู่รอบๆ 35 อาโรนจะสวมมันเมื่อเขาเข้ามารับใช้พระยาห์เวห์ พระยาห์เวห์จะได้ยินเสียงกระดิ่งของอาโรน เมื่อเขาเข้ามาในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ต่อหน้าพระยาห์เวห์ และเมื่อเขาออกไป เขาจะได้ไม่ตาย
36 เจ้าต้องทำแผ่นป้ายจากทองคำบริสุทธิ์ และแกะสลักบนแผ่นป้ายเหมือนแกะสลักบนตราประทับคำว่า “ศักดิ์สิทธิ์สำหรับพระยาห์เวห์” 37 ใช้ผ้าสีน้ำเงิน เย็บแผ่นป้ายทองนั้น แล้วเอาไปมัดติดไว้ด้านหน้าของผ้าโพกหัว 38 มันจะได้อยู่ตรงหน้าผากของอาโรน นี่แสดงว่า อาโรนจะแบกรับความผิดบาปทั้งหลาย ถ้ามีอะไรผิดพลาดเกิดขึ้นกับพวกของขวัญศักดิ์สิทธิ์ที่ลูกหลานของอิสราเอลนำมาถวายให้กับพระยาห์เวห์ แผ่นป้ายนั้นจะอยู่บนหน้าผากของอาโรนตลอดไป เพื่อพระยาห์เวห์จะได้ยอมรับของขวัญศักดิ์สิทธิ์ของประชาชนเหล่านั้น
39 ให้เจ้าทอผ้าคลุมลายหมากรุก และทำผ้าโพกหัวจากลินินอย่างดี และให้ช่างปักมาปักลวดลายลงบนผ้าคาดเอว 40 ส่วนลูกชายของอาโรน ให้เจ้าทำผ้าคลุม ผ้าคาดเอว ให้กับพวกเขา และทำผ้าโพกหัวให้พวกเขาเพื่อให้เกียรติกับพวกเขาและเพื่อความสวยงาม 41 ให้เจ้าแต่งตัวให้กับอาโรนพี่ชายของเจ้า และพวกลูกชายของเขา เจิมพวกเขา แต่งตั้งพวกเขา และทำให้พวกเขาศักดิ์สิทธิ์ เพื่อพวกเขาจะได้มารับใช้เราในฐานะนักบวช
42 ให้เอาผ้าลินินมาทำเป็นชุดชั้นในให้กับพวกเขา เพื่อปกปิดร่างกาย ชุดชั้นในนี้เริ่มจากเอวลงไปถึงต้นขา 43 อาโรนกับพวกลูกชายของเขาจะใส่มันเมื่ออยู่ในเต็นท์นัดพบ หรือเมื่อพวกเขาเข้าใกล้แท่นบูชา เพื่อรับใช้ในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ พวกเขาจะได้ไม่ต้องแบกรับความผิดและต้องตาย นี่จะเป็นกฎสำหรับอาโรนและลูกหลานรุ่นต่อๆไปของเขาตลอดไป
29คำสั่งต่างๆเรื่องการแต่งตั้งนักบวช
(ลนต. 8:1-36)
1 นี่คือสิ่งที่เจ้าต้องทำให้กับพวกเขา ที่จะทำให้พวกเขาศักดิ์สิทธิ์ เพื่อพวกเขาจะสามารถเป็นนักบวชให้กับเรา ให้เอาวัวตัวผู้หนึ่งตัว และแกะตัวผู้สองตัวที่ไม่มีตำหนิอะไรเลย 2 ขนมปังที่ไม่ใส่เชื้อฟู พวกขนมปังคลุกน้ำมันที่ไม่ใส่เชื้อฟู และขนมปังบางๆที่ไม่ใส่เชื้อฟูทาด้วยน้ำมัน เจ้าต้องเอาแป้งสาลีอย่างดีมาทำขนมพวกนี้ 3 ให้เอาขนมพวกนี้ใส่ในตะกร้า และเอาตะกร้าใบนี้ไปพร้อมกับวัวตัวผู้และแกะสองตัว
4 ให้เจ้านำตัวอาโรนและพวกลูกชายของเขาไปที่ประตูของเต็นท์นัดพบ และเอาน้ำมาชำระตัวพวกเขา 5 เจ้าต้องเอาเสื้อผ้ามาแต่งตัวให้กับอาโรน ให้เขาใส่เสื้อคลุม ใส่เสื้อชุดยาวของเอโฟด เอโฟด และถุงผ้าทับอก ให้เจ้าเอาผ้าคาดเอวที่ปักลวดลายมาผูกเอโฟดบนตัวเขา 6 แล้วพันผ้าโพกหัวบนหัวเขา และสวมมงกุฎศักดิ์สิทธิ์ไว้บนผ้าโพกหัวของเขา 7 ให้เจ้าเอาน้ำมันสำหรับเจิม มาเทบนหัวเขา และเจิมเขา
8 ให้เจ้านำพวกลูกชายของอาโรนมา และเอาเสื้อคลุมไปแต่งตัวให้กับพวกเขา 9 ผูกผ้าคาดเอวให้กับอาโรนและพวกลูกชายของเขา และพันผ้าโพกหัวให้กับพวกเขา หลังจากนั้นแล้ว พวกเขาจะได้เป็นนักบวช ตามกฎที่จะใช้ตลอดไป และนี่คือวิธีที่เจ้าจะใช้แต่งตั้งอาโรนกับพวกลูกชายของเขา
10 เจ้าต้องนำวัวตัวผู้ตัวนั้น มาไว้หน้าเต็นท์นัดพบ อาโรนกับพวกลูกชายของเขา จะวางมือลงบนหัวของวัวตัวนั้น 11 และเจ้าต้องฆ่าวัวตัวนั้นต่อหน้าพระยาห์เวห์ตรงประตูเต็นท์นัดพบ 12 ต่อจากนั้นเจ้าต้องเอาเลือดของมันบางส่วนไปที่แท่นบูชา แล้วเอานิ้วของเจ้าจุ่มเลือดมาทาบนเชิงงอนของแท่นบูชา และเทเลือดส่วนที่เหลือลงที่ฐานของแท่นบูชา 13 แล้วเจ้าก็เอาไขมันทั้งหมดที่ติดอยู่กับเครื่องใน ตับ ไตทั้งสองข้าง และไขมันรอบๆมัน ไปเผาบนแท่นบูชา 14 ส่วนเนื้อกับหนังและขี้ของมันให้เอาไปเผานอกค่าย มันเป็นเครื่องบูชาชำระล้าง
15 เจ้าต้องเอาแกะตัวแรกมาให้อาโรนและพวกลูกชายของเขาวางมือลงบนหัวของมัน 16 แล้วให้เจ้าฆ่าแกะตัวนั้น นำเลือดของมันไปพรมรอบๆแท่นบูชาให้ทั่ว 17 เจ้าต้องหั่นแกะตัวนั้นเป็นชิ้นๆ เจ้าต้องล้างเครื่องในและขาของมัน แล้วเอาไปวางรวมไว้กับส่วนอื่นๆ รวมทั้งหัวของมัน 18 แล้วเผาแกะตัวนั้นทั้งตัวบนแท่นบูชา มันเป็นเครื่องเผาบูชาให้กับพระยาห์เวห์ อันมีกลิ่นหอมเป็นของขวัญให้กับพระยาห์เวห์ 19 ให้เจ้าเอาแกะตัวที่สองมา แล้วให้อาโรนกับพวกลูกๆของเขาวางมือลงบนหัวของแกะตัวนั้น 20 ให้เจ้าฆ่าแกะตัวนั้น แล้วเอาเลือดของมันบางส่วน มาป้ายที่ติ่งหูข้างขวาของอาโรนกับพวกลูกชายของเขา และป้ายลงที่หัวแม่มือข้างขวา กับหัวแม่เท้าข้างขวาของพวกเขา แล้วนำเลือดไปพรมรอบๆแท่นบูชาให้ทั่ว 21 ให้เจ้าเอาเลือดบางส่วนบนแท่นบูชาและน้ำมันสำหรับเจิม พรมลงบนตัวอาโรนและบนเสื้อผ้าของเขา บนตัวพวกลูกชายของเขา และบนเสื้อผ้าของพวกเขา วิธีนี้จะทำให้อาโรนพร้อมกับพวกลูกชายของเขาและเสื้อผ้าของพวกเขาศักดิ์สิทธิ์
22 ให้เจ้าเอาไขมันของแกะ และไขมันส่วนหาง ไขมันที่ติดอยู่กับเครื่องใน ตับ ไตสองข้าง ไขมันส่วนอื่นๆและขาข้างขวามา เพราะมันคือแกะที่จะใช้ในการแต่งตั้งอาโรน 23 ให้เอาขนมปังหนึ่งก้อน ขนมปังคลุกน้ำมันหนึ่งแผ่น ขนมปังแผ่นบางๆหนึ่งชิ้น จากตะกร้าขนมปังที่ไม่ใส่เชื้อฟู ที่วางอยู่ตรงหน้าพระยาห์เวห์ 24 เจ้าต้องเอาของทั้งหมดนี้ มาใส่ไว้ในมือของอาโรนและพวกลูกชายของเขา และให้เจ้ายื่นพวกมันขึ้น เหมือนกับเครื่องยื่นบูชาให้กับพระยาห์เวห์ 25 แล้วเจ้าค่อยเอาพวกมันมาจากมือของพวกเขา แล้วเอาไปเผาบนแท่นบูชา พร้อมกับแกะที่เป็นเครื่องเผาบูชานั้น เป็นกลิ่นหอมให้กับพระยาห์เวห์ เป็นของขวัญให้กับพระยาห์เวห์
26 ให้เจ้าเอาส่วนอกของแกะที่ใช้ในการแต่งตั้งอาโรน มายื่นเป็นเครื่องยื่นบูชาต่อหน้าพระยาห์เวห์ มันจะเป็นส่วนแบ่งของเจ้า 27 เจ้าต้องเอาเนื้อส่วนอกและส่วนขาของแกะ ที่ใช้ในการแต่งตั้งอาโรน มาเป็นเครื่องยื่นบูชาให้กับเรา ให้เจ้าทำให้พวกมันศักดิ์สิทธิ์ และมอบทั้งสองส่วนนั้นให้กับอาโรนและพวกลูกชายของเขา 28 เนื้อแกะส่วนนี้จะเป็นส่วนแบ่งของอาโรนและพวกลูกชายของเขาจากประชาชนชาวอิสราเอลตลอดไป เพราะมันเป็นส่วนที่ประชาชนชาวอิสราเอลเอามาถวาย เป็นเครื่องสังสรรค์บูชา เป็นส่วนที่พวกเขาถวายให้กับพระยาห์เวห์
29 ชุดศักดิ์สิทธิ์ของอาโรน ก็จะตกเป็นของลูกชายคนต่อๆไปของเขาที่จะได้รับการเจิมและแต่งตั้งให้เป็นนักบวช 30 ลูกชายของอาโรน คนที่มาแทนเขา ก็จะสวมเสื้อนี้เป็นเวลาเจ็ดวัน เมื่อเขาเข้ามาในเต็นท์นัดพบเพื่อรับใช้ในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์
31 เจ้าต้องเอาเนื้อแกะที่ใช้ในการแต่งตั้ง ไปต้มในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ 32 อาโรนกับพวกลูกชายของเขา ต้องกินเนื้อแกะนี้ กับขนมปังที่อยู่ในตะกร้าที่ประตูของเต็นท์นัดพบ 33 พวกเขาจะกินของบูชาเหล่านั้น ที่ถวายเพื่อกำจัดบาปและความไม่บริสุทธิ์ของพวกเขา เพื่อจะแต่งตั้งพวกเขาและทำให้พวกเขาบริสุทธิ์ คนนอกห้ามกิน เพราะเป็นอาหารที่ศักดิ์สิทธิ์ 34 ถ้ามีเนื้อแกะที่ใช้ในการแต่งตั้งกับขนมปังเหล่านั้น เหลืออยู่จนถึงวันรุ่งขึ้น เจ้าต้องเอาไปเผาไฟทิ้งให้หมด อย่าเอามากินอีก เพราะมันเป็นของศักดิ์สิทธิ์
35 ให้ทำกับอาโรนและพวกลูกชายของเขา ตามที่เราสั่ง พิธีแต่งตั้งพวกเขาเป็นนักบวชจะมีขึ้นเจ็ดวัน 36 ในเจ็ดวันนี้ เจ้าต้องฆ่าวัววันละหนึ่งตัว สำหรับเป็นเครื่องบูชาชำระล้าง เพื่อชำระแท่นบูชานี้ เจ้าจะต้องทำให้แท่นบูชาไม่เสื่อมไปโดยชำระมัน และเจ้าต้องเจิมมันด้วยน้ำมันเพื่อทำให้มันศักดิ์สิทธิ์ 37 ในเจ็ดวันนี้ เจ้าต้องชำระแท่นบูชา และทำให้แท่นบูชาศักดิ์สิทธิ์ แล้วแท่นบูชานั้นจะศักดิ์สิทธิ์มาก จนทุกสิ่งทุกอย่างที่มาถูกแท่นบูชานี้ ก็จะกลายเป็นของศักดิ์สิทธิ์ไปด้วย
38 ต่อไปนี้คือสิ่งที่เจ้าต้องถวายบนแท่นบูชา ให้เจ้าฆ่าลูกแกะอายุหนึ่งปีจำนวนสองตัว 39 ถวายตัวหนึ่งในตอนเช้าอีกตัวหนึ่งในตอนเย็น 40 เมื่อเจ้าถวายลูกแกะตัวแรก ก็ให้ถวายแป้งสาลีขนาดหนึ่งในสิบเอฟาห์+ 29:40 หนึ่งในสิบเอฟาห์ เท่ากับ 2.2 ลิตร ผสมน้ำมันที่คั้นไว้หนึ่งในสี่ฮิน+ 29:40 หนึ่งในสี่ฮิน ประมาณ 1.53 ลิตร “ฮิน” คือเครื่องตวงของชาวฮีบรู และเหล้าองุ่นหนึ่งในสี่ฮินสำหรับเป็นเครื่องเทบูชา 41 เมื่อเจ้าถวายลูกแกะตัวที่สองในตอนเย็น ก็ให้ถวายพวกธัญพืชและเครื่องดื่มเหมือนกับที่ถวายในตอนเช้า มันจะเป็นของขวัญอันมีกลิ่นหอมให้กับพระยาห์เวห์
42 มันจะเป็นเครื่องเผาบูชาที่จะทำต่อไปเรื่อยๆตลอดชั่วลูกชั่วหลานของเจ้า ที่ประตูเต็นท์นัดพบ ต่อหน้าพระยาห์เวห์ ซึ่งเป็นที่ที่เราจะมาพบเจ้าและพูดกับเจ้า 43 เราจะพบกับประชาชนชาวอิสราเอลที่นั่น และรัศมี+ 29:43 รัศมี รัศมีของพระเจ้า เป็นรูปแบบหนึ่งที่พระเจ้าใช้แสดงตัวกับมนุษย์มีลักษณะเป็นแสงสว่างจ้า ของเราจะทำให้เต็นท์นัดพบนั้นศักดิ์สิทธิ์
44 เราจะทำให้เต็นท์นัดพบและแท่นบูชาศักดิ์สิทธิ์ เราจะทำให้อาโรนและพวกลูกชายของเขาศักดิ์สิทธิ์ เพื่อพวกเขาจะได้เป็นนักบวชให้กับเรา 45 เราจะอยู่ท่ามกลางประชาชนชาวอิสราเอล และจะเป็นพระเจ้าของพวกเขา 46 แล้วพวกเขาจะได้รู้ว่า เราคือยาห์เวห์พระเจ้าของพวกเขาที่นำพวกเขาออกจากแผ่นดินอียิปต์ เพื่อที่เราจะได้อยู่กับพวกเขา เราคือยาห์เวห์พระเจ้าของพวกเขา
30แท่นบูชาเผาเครื่องหอม
(อพย. 37:25-28)
1 เจ้าต้องสร้างแท่นบูชาเผาเครื่องหอมจากไม้กระถิน 2 เป็นรูปสี่เหลี่ยมด้านเท่า ขนาดยาวหนึ่งศอก+ 30:2 หนึ่งศอก เท่ากับ 1 ฟุต 8.62 นิ้ว หรือ 52.5 เซนติเมตร กว้างหนึ่งศอก สูงสองศอก+ 30:2 สองศอก หรือ 1.05 เมตร ส่วนปลายเชิงงอนให้ทำเป็นเนื้อเดียวกัน 3 หุ้มทองคำบริสุทธิ์ทับที่ด้านบนและด้านข้างให้ทั่ว รวมทั้งที่ปลายเชิงงอน และทำขอบให้กับมันโดยรอบ 4 เจ้าต้องทำห่วงทองคำสองห่วง ติดไว้ที่ใต้ขอบทั้งสองข้าง ให้อยู่ตรงข้ามกัน ห่วงนี้เอาไว้สอดไม้คานยกแท่นบูชา 5 เจ้าต้องทำไม้คานหามจากไม้กระถินและหุ้มทองทับ 6 ให้วางแท่นนั้นไว้ตรงหน้าฝาหีบใส่คำสอนที่ความไม่บริสุทธิ์จากบาปจะถูกชำระ เราจะแสดงตัวของเราต่อเจ้าตรงนั้น
7 อาโรนจะเผาเครื่องหอมบนแท่นบูชานั้น และจะต้องทำทุกเช้าเมื่อเข้ามาดูแลตะเกียง 8 เมื่ออาโรนเข้ามาดูแลตะเกียงในตอนเย็น เขาจะเผามันอีก อย่างต่อเนื่องต่อหน้าพระยาห์เวห์ และจะต้องทำอย่างนี้ไปตลอดชั่วลูกชั่วหลาน 9 พวกเจ้าจะต้องไม่เอาเครื่องหอมอื่นๆมาเผา หรือใช้แท่นนี้สำหรับเครื่องเผาบูชา พวกเจ้าต้องไม่ใช้แท่นบูชานี้สำหรับเครื่องบูชาจากเมล็ดพืช หรือเครื่องดื่มบูชา
10 อาโรนจะต้องชำระแท่นบูชา โดยเอาเลือดมาป้ายที่ปลายเชิงงอนของแท่นบูชานี้ปีละครั้ง เขาจะต้องใช้เลือดของเครื่องบูชาชำระล้าง เพื่อชำระล้างให้กับแท่นบูชานี้ปีละครั้ง และพวกเจ้าจะต้องทำอย่างนี้ตลอดไปทุกรุ่น แท่นบูชานี้ศักดิ์สิทธิ์มากสำหรับพระยาห์เวห์”
เงินภาษีวิหาร
11 พระยาห์เวห์พูดกับโมเสสว่า 12 “เมื่อเจ้านับประชาชนชาวอิสราเอลเพื่อจะลงทะเบียน พวกเขาแต่ละคนจะต้องจ่ายค่าไถ่สำหรับชีวิตของเขากับพระยาห์เวห์เมื่อเขาถูกนับ จะได้ไม่เกิดภัยพิบัติขึ้นกับพวกเขาเพราะพวกเขาถูกนับ 13 คนที่ถูกนับจะต้องจ่ายครึ่งเชเขล+ 30:13 เชเขล หนึ่งเชเขล เท่ากับ 11.5 กรัม (ตามมาตรฐานการชั่ง คือหนึ่งเชเขลเท่ากับยี่สิบเกราห์) ครึ่งเชเขลนี้จะเป็นของถวายให้กับพระยาห์เวห์ 14 ทุกคนที่มีอายุตั้งแต่ยี่สิบปีขึ้นไปที่ถูกนับจะต้องจ่ายเงินถวายนี้ให้กับพระยาห์เวห์ 15 คนรวยก็ห้ามจ่ายมากกว่านี้ ส่วนคนจนก็ห้ามจ่ายน้อยกว่านี้ ทุกคนจ่ายครึ่งเชเขลเท่ากันหมด เพราะเมื่อเจ้าถวายเงินนี้ให้กับพระยาห์เวห์ มันเป็นค่าไถ่สำหรับชีวิตของเจ้า 16 เงินค่าไถ่ชีวิตที่เก็บได้จากชาวอิสราเอลนี้ ให้เอาไปใช้สำหรับงานรับใช้ภายในเต็นท์นัดพบ ทำอย่างนี้พระยาห์เวห์จะได้ระลึกถึงประชาชนชาวอิสราเอลที่ได้จ่ายค่าไถ่ชีวิตของพวกเขาทุกคน”
อ่างสำหรับชำระล้าง
(อพย. 38:8)
17 พระยาห์เวห์พูดกับโมเสสว่า 18 “ให้เจ้าใช้ทองสัมฤทธิ์ หล่อเป็นอ่างน้ำหนึ่งใบ พร้อมฐานรอง เอาไว้สำหรับการล้างทำความสะอาด แล้วให้ใส่น้ำ เอาไปวางไว้ระหว่างเต็นท์นัดพบกับแท่นบูชา 19 อาโรนกับพวกลูกชายของเขาจะได้ใช้ล้างมือและล้างเท้า 20 เมื่อพวกเขาจะเข้ามาในเต็นท์นัดพบ หรือจะเข้าใกล้แท่นบูชาเพื่อรับใช้พระเจ้า หรือเพื่อถวายของขวัญให้กับพระยาห์เวห์ พวกเขาจะต้องเอาน้ำในอ่างนี้ล้างมือและเท้าก่อน เพื่อพวกเขาจะได้ไม่ตาย 21 ทั้งอาโรนและลูกหลานรุ่นต่อๆไปของเขาต้องทำตามกฎข้อนี้ตลอดไป”
น้ำมันเจิม
(อพย. 37:29)
22 พระยาห์เวห์พูดกับโมเสสว่า 23 “ให้เจ้านำเครื่องเทศต่อไปนี้คือ ยางไม้หอมเหลวอย่างดีที่สุดห้าร้อยเชเขล+ 30:23 ห้าร้อยเชเขล ประมาณ 5.75 กิโลกรัม อบเชยหอมครึ่งหนึ่งของยางไม้หอมเหลวคือประมาณสองร้อยห้าสิบเชเขล+ 30:23 สองร้อยห้าสิบเชเขล หรือ 2.9 กิโลกรัม ตะไคร้หอมสองร้อยห้าสิบเชเขล 24 การบูรห้าร้อยเชเขล ตามมาตรฐานการชั่ง และน้ำมันมะกอกหนึ่งฮิน+ 30:24 หนึ่งฮิน หรือ 3.2 ลิตร
25 เอาของพวกนี้ผสมกัน เป็นน้ำหอมชนิดหนึ่ง ใช้เป็นน้ำมันสำหรับเจิม 26 เจ้าต้องเอาน้ำมันนี้ไปเจิมที่เต็นท์นัดพบ ที่หีบใส่คำสอน 27 ที่โต๊ะและภาชนะทุกชิ้น ที่ตะเกียงที่มีขาตั้ง กับอุปกรณ์ทุกชิ้นของมัน ที่แท่นบูชาเครื่องหอม 28 ที่แท่นบูชาเผาเครื่องบูชา และภาชนะทุกอย่างของมัน รวมทั้งอ่างน้ำกับฐานของมันด้วย 29 เจ้าจะทำให้สิ่งเหล่านี้ศักดิ์สิทธิ์ และมันก็จะศักดิ์สิทธิ์มาก ทุกอย่างที่ถูกต้องสิ่งเหล่านี้ก็จะกลายเป็นของศักดิ์สิทธิ์
30 เจ้าต้องเจิมให้อาโรนกับพวกลูกชายของเขา เจ้าต้องทำให้พวกเขาศักดิ์สิทธิ์ เพื่อพวกเขาจะได้เป็นนักบวชให้กับเรา 31 เจ้าต้องพูดกับประชาชนชาวอิสราเอลว่า ‘นี่จะเป็นน้ำมันศักดิ์สิทธิ์สำหรับการเจิมของเรา สำหรับลูกหลานของพวกเจ้าตลอดไป 32 เจ้าต้องไม่เอาไปเทลงบนตัวคนทั่วไป และห้ามทำเลียนแบบน้ำมันนี้ เพราะมันศักดิ์สิทธิ์ และมันจะศักดิ์สิทธิ์สำหรับเจ้า 33 ใครก็ตามที่ทำเลียนแบบน้ำมันนี้ขึ้นมา หรือเอาไปเทบนคนต่างชาติ จะต้องถูกตัดออกจากการเป็นประชาชน’”
เครื่องหอม
34 พระยาห์เวห์พูดกับโมเสสว่า “ให้เอาเครื่องเทศเหล่านี้ คือ กำยาน ชะมด มหาหิงคุ์ และกำยานบริสุทธิ์ ในสัดส่วนที่เท่าๆกัน 35 ผสมกันเป็นเครื่องหอม เติมเกลือลงไปด้วย เพื่อทำให้เครื่องหอมนี้บริสุทธิ์และศักดิ์สิทธิ์ 36 แบ่งเครื่องหอมออกมาส่วนหนึ่ง นำมาบดและใส่ไว้ที่หน้าหีบใส่คำสอน+ 30:36 คำสอน ตามตัวอักษรคือ “สิ่งที่พิสูจน์” คือบรรดาแผ่นหินที่เขียนบัญญัติ 10 ประการไว้ สิ่งเหล่านี้เป็นเครื่องพิสูจน์ข้อตกลงระหว่างพระเจ้ากับประชาชนชาวอิสราเอล ในเต็นท์นัดพบซึ่งเป็นที่ที่เราจะแสดงตัวกับเจ้า กลิ่นของมันจะเป็นกลิ่นที่ศักดิ์สิทธิ์มากสำหรับพวกเจ้า 37 เจ้าต้องไม่ทำเลียนแบบเครื่องหอมนี้ไว้ใช้เอง เพราะมันเป็นของศักดิ์สิทธิ์ที่พวกเจ้าจะต้องสงวนไว้ สำหรับพระยาห์เวห์ 38 ใครที่ทำเลียนแบบเครื่องหอมนี้เอาไว้ดมเอง คนๆนั้นจะต้องถูกตัดออกจากการเป็นประชาชนของเขา”
31พระยาห์เวห์เลือกเบซาเลลและโอโฮลีอับ
(อพย. 35:30-36:1)
1 พระยาห์เวห์พูดกับโมเสสว่า 2 “ดูสิ เราได้เลือกเบซาเลล ลูกชายของอุรี อุรีเป็นลูกชายของเฮอร์ จากเผ่ายูดาห์ 3 เราจะเติมเขาให้เต็มไปด้วยพระวิญญาณของพระเจ้า เราจะทำให้เขามีความชำนาญ ความเข้าใจ ความรู้และความสามารถทุกอย่าง 4 ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการออกแบบ หรืองานที่เกี่ยวกับทอง เงิน หรือทองสัมฤทธิ์ 5 หรือจะเป็นการเจียระไนหินมีค่าเพื่อใส่ตัวเรือน หรืองานด้านแกะสลักไม้ หรืองานด้านอื่นๆทั้งหมด 6 และเรายังให้โอโฮลีอับลูกชายอาหิสะมัค จากเผ่าดาน มาช่วยงานเขาด้วย และเรายังให้ความชำนาญกับช่างฝีมือทุกคน เพื่อพวกเขาจะได้ทำทุกอย่างตามที่เราได้สั่งเจ้าไว้
7 เต็นท์นัดพบ
หีบใส่คำสอน
ฝาหีบตรงที่ความไม่บริสุทธิ์จากบาปจะถูกชำระ กับภาชนะทุกอย่างที่ใช้ในเต็นท์
8 โต๊ะและภาชนะทุกชิ้นบนโต๊ะ ตะเกียงที่มีขาตั้งอันบริสุทธิ์ กับอุปกรณ์ทั้งหมดของมัน
แท่นสำหรับเผาเครื่องหอม
9 แท่นสำหรับเผาเครื่องบูชา
กับภาชนะทั้งหมดของมัน
อ่างล้างและฐานรองของมัน
10 เสื้อผ้าที่ทอไว้สำหรับอาโรน
คือเสื้อศักดิ์สิทธิ์สำหรับนักบวชอาโรน
และเสื้อผ้าสำหรับลูกชายอาโรน
เพื่อให้พวกเขาเป็นนักบวช
11 น้ำมันสำหรับเจิม
เครื่องหอมสำหรับสถานที่ศักดิ์สิทธิ์
พวกเขาต้องทำทุกอย่างนี้ตามที่เราได้สั่งเจ้าไว้”
วันหยุดทางศาสนา
12 พระยาห์เวห์พูดกับโมเสสว่า 13 “ให้เจ้าบอกกับลูกหลานของอิสราเอลว่า ‘พวกเจ้าจะต้องรักษาวันหยุดทางศาสนาของเราไว้ เพราะมันจะเป็นเครื่องเตือนใจถึงข้อตกลงระหว่างเรากับพวกเจ้า ตลอดชั่วลูกหลานของพวกเจ้า เพื่อพวกเจ้าจะได้ระลึกถึงว่า เรา ยาห์เวห์ ทำให้พวกเจ้าศักดิ์สิทธิ์
14 พวกเจ้าต้องรักษาวันหยุดทางศาสนาไว้ เพราะมันเป็นวันศักดิ์สิทธิ์สำหรับพวกเจ้า ใครก็ตามที่ทำให้วันหยุดนี้หมดความศักดิ์สิทธิ์ไป คนๆนั้นจะต้องถูกฆ่า ใครที่ทำงานในวันนี้ จะต้องถูกตัดออกจากคนของเขา 15 ให้เจ้าทำงานได้ในหกวัน แต่ในวันที่เจ็ด จะต้องรักษาไว้ให้เป็นวันหยุดทางศาสนา มันเป็นวันที่ศักดิ์สิทธิ์ที่อุทิศไว้ให้กับพระยาห์เวห์ คนที่ทำงานในวันหยุดทางศาสนาจะถูกฆ่า 16 ลูกหลานชาวอิสราเอลจะต้องรักษาวันหยุดทางศาสนานี้ไว้ พวกเขาจะต้องรักษาวันหยุดทางศาสนานี้เอาไว้ตลอดไปชั่วลูกชั่วหลาน มันเป็นคำมั่นสัญญาตลอดกาล 17 มันจะเป็นเครื่องเตือนใจตลอดไประหว่างเรากับลูกหลานชาวอิสราเอล เพราะในหกวันพระยาห์เวห์สร้างสวรรค์และโลก และในวันที่เจ็ด พระองค์หยุดพักผ่อน’”
18 เมื่อพระยาห์เวห์พูดกับโมเสสเสร็จสิ้นแล้วบนภูเขาซีนาย พระองค์ก็มอบแผ่นหินสองแผ่นที่ถูกจารึกไว้ด้วยนิ้วมือของพระเจ้า ให้กับโมเสสไป
32ลูกวัวทองคำ
(ฉธบ. 9:6-29)
1 เมื่อประชาชนเห็นว่าโมเสสขึ้นไปบนภูเขานาน ไม่ยอมลงมาสักที พวกเขาจึงพากันไปหาอาโรน และพูดว่า “ลุกขึ้นมาสร้างพระต่างๆให้กับพวกเราหน่อย เพื่อพระพวกนั้นจะได้มานำหน้าพวกเรา เพราะไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับโมเสส ชายคนที่นำพวกเราออกมาจากแผ่นดินอียิปต์”
2 อาโรนพูดกับพวกเขาว่า “ไปถอดต่างหูทองคำ จากหูของเมียพวกท่าน จากลูกชายและลูกสาวของพวกท่าน และเอามาให้เรา”
3 ดังนั้น ประชาชนจึงถอดต่างหูทองคำออก และเอามาให้อาโรน
4 อาโรนก็รับทองคำจากมือของพวกเขา แล้วเอาเครื่องมือมาตีทองที่หลอมแล้วนั้นขึ้นเป็นลูกวัว
พวกเขาพูดว่า “ชาวอิสราเอลทั้งหลาย นี่คือพวกพระของพวกท่าน ผู้ที่นำพวกท่านออกมาจากแผ่นดินอียิปต์”
5 เมื่ออาโรนเห็นเข้า เขาก็สร้างแท่นบูชาไว้ตรงหน้าลูกวัวตัวนั้น อาโรนประกาศว่า “พรุ่งนี้จะมีงานเทศกาลเฉลิมฉลองพระยาห์เวห์”
6 วันรุ่งขึ้นประชาชนก็ลุกขึ้นแต่เช้าตรู่ และถวายเครื่องเผาบูชาและเครื่องสังสรรค์บูชา แล้วพวกเขาก็นั่งลงดื่มกิน และลุกขึ้นร้องรำกันอย่างสนุกสนาน
7 พระยาห์เวห์พูดกับโมเสสว่า “ลงไปได้แล้ว ตอนนี้คนของเจ้า ที่เจ้าได้พาออกมาจากแผ่นดินอียิปต์นั้น กำลังทำตัวเสื่อมเสีย 8 พวกเขาได้หันไปจากทางที่เราได้สั่งพวกเขาไว้ พวกเขาได้หล่อลูกวัวขึ้นมาสำหรับตัวพวกเขาเอง พวกเขาได้กราบไหว้มัน และถวายเครื่องบูชาให้กับมัน พวกเขายังพูดอีกว่า ‘ชาวอิสราเอลทั้งหลาย นี่คือพวกพระของพวกท่าน ที่ได้นำพวกท่านออกมาจากแผ่นดินอียิปต์’”
9 พระยาห์เวห์พูดกับโมเสสว่า “เราได้เห็นชนชาตินี้แล้ว มันดื้อดึงเหลือเกิน 10 ตอนนี้ อย่ามายุ่งกับเรา เพื่อความโกรธของเราจะได้เผาผลาญกลืนกินพวกมันจนหมด แล้วเราจะสร้างเจ้าขึ้นมาเป็นชนชาติใหม่”
11 โมเสสได้อ้อนวอนพระยาห์เวห์พระเจ้าของเขาว่า “ข้าแต่พระยาห์เวห์ อย่าปล่อยให้ความโกรธของพระองค์ เผาผลาญประชาชนของพระองค์เลย พระองค์เป็นผู้ที่พาคนพวกนี้ออกมาจากแผ่นดินอียิปต์ ด้วยพลังอันยิ่งใหญ่และมือของพระองค์ที่ยื่นออกมาช่วย 12 พระองค์จะทำให้ชาวอียิปต์พูดได้ว่า ‘พระยาห์เวห์มีแผนชั่วในใจ ถึงได้พาชาวอิสราเอลออกมา เพื่อพระองค์จะได้ฆ่าพวกเขาที่ภูเขาและทำลายพวกเขาให้หมดสิ้นไปจากโลกนี้’ ขอให้หันจากความเกรี้ยวโกรธของพระองค์ด้วยเถิด และขอให้พระองค์เปลี่ยนใจ อย่าได้ทำสิ่งที่เลวร้ายกับประชาชนของพระองค์เลย 13 ขอให้พระองค์ระลึกถึงอับราฮัม อิสอัค และอิสราเอล พวกผู้รับใช้ของพระองค์ พระองค์ได้สาบานไว้กับพวกเขาโดยอ้างชื่อของพระองค์เองว่า ‘เราจะทำให้ลูกหลานของพวกเจ้าเพิ่มทวี อย่างกับดวงดาวบนท้องฟ้า และเราได้สัญญาว่าเราจะยกแผ่นดินทั้งหมดนี้ให้กับลูกหลานของพวกเจ้า และพวกเขาจะได้ครอบครองมันตลอดไป’”
14 แล้วพระยาห์เวห์ก็เปลี่ยนใจ เกี่ยวกับเรื่องเลวร้ายที่พระองค์บอกว่าจะทำกับประชาชนของพระองค์
15 แล้วโมเสสก็กลับลงมาจากภูเขา พร้อมกับถือแผ่นหินแห่งข้อตกลงสองแผ่นที่มีคำสั่ง+ 32:15 คำสั่ง แผ่นหินที่มีลักษณะแบนราบ 2 แผ่นจารึกบัญญัติ 10 ประการไว้เพื่อเป็นหลักฐานแห่งสัญญาระหว่างพระยาห์เวห์กับชาวอิสราเอล เขียนอยู่ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง 16 แผ่นหินนั้นเป็นผลงานของพระเจ้า ตัวหนังสือบนแผ่นหินก็เป็นลายมือของพระเจ้า สลักอยู่บนแผ่นหินทั้งสองนั้น
17 เมื่อโยชูวาได้ยินเสียงร้องตะโกนของประชาชน เขาจึงพูดกับโมเสสว่า “มีเสียงของสงครามอยู่ในค่าย”
18 โมเสสตอบว่า “เสียงที่เราได้ยินนั้น มันไม่ใช่เสียงร้องตะโกนแห่งชัยชนะหรือพ่ายแพ้ แต่เป็นเสียงร้องเพลง”
19 เมื่อโมเสสเข้ามาใกล้ค่าย เขาก็เห็นลูกวัวทองคำและการร้องรำทำเพลง โมเสสก็โกรธมาก จึงขว้างหินทั้งสองแผ่นนั้นจากมือ ทำให้มันแตกเป็นชิ้นๆอยู่ที่ตีนเขานั้น 20 แล้วโมเสสก็เอาลูกวัว ที่ประชาชนสร้างขึ้นมา เผาไฟ และบดจนเป็นผง แล้วโปรยลงในน้ำ และบังคับให้ประชาชนชาวอิสราเอลดื่มมัน
21 โมเสสพูดกับอาโรนว่า “คนพวกนี้ไปทำอะไรให้กับพี่หรือ พี่ถึงได้นำพวกเขาไปทำบาปอันยิ่งใหญ่มหาศาลนี้”
22 อาโรนตอบว่า “ขอเจ้านาย อย่าได้โกรธเลย ท่านก็รู้จักคนพวกนี้ดีอยู่แล้ว มันมีใจเอนเอียงที่จะทำชั่วอยู่แล้ว 23 พวกเขามาพูดกับผมว่า ‘สร้างพวกพระขึ้นมาให้กับเรา เพื่อมันจะได้นำหน้าพวกเราไป เพราะไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับโมเสส ชายคนที่นำพวกเราออกมาจากแผ่นดินอียิปต์’ 24 ผมก็เลยบอกกับพวกเขาว่า ‘ใครที่มีทองคำ ก็ให้ถอดมาให้กับผม’ แล้วผมก็โยนมันเข้าไปในกองไฟ แล้วลูกวัวตัวนี้ก็ออกมา”
25 เมื่อโมเสสเห็นว่าประชาชนวุ่นวายมาก ไม่สามารถควบคุมได้แล้ว เพราะอาโรนได้ปล่อยพวกเขาจนไม่สามารถควบคุมได้ และนี่จะเป็นเหตุทำให้พวกศัตรูหัวเราะเยาะได้ 26 โมเสสจึงไปยืนอยู่ตรงประตูเข้าค่ายและพูดว่า “ใครที่อยู่ฝ่ายพระยาห์เวห์มาหาเรา” ชาวเลวีทั้งหมดได้มารวมตัวกับโมเสส
27 โมเสสพูดกับพวกเขาว่า “พระยาห์เวห์พระเจ้าของอิสราเอล พูดอย่างนี้ว่า ‘ให้ทุกคนพกดาบไว้ข้างตัว แล้วเข้าไปในค่าย แล้วให้เดินกลับไปกลับมาจากประตูด้านนี้ไปสุดด้านโน้น ฆ่าคนพวกนั้นให้หมด ไม่ว่าจะเป็นพี่น้อง เพื่อนฝูง หรือเพื่อนบ้านของท่านก็ตาม’”
28 ชาวเลวีก็ทำตามที่โมเสสพูด มีประชาชนตายประมาณสามพันคนในวันนั้น 29 โมเสสพูดว่า “ให้อุทิศตัวของพวกท่านให้กับพระยาห์เวห์ในวันนี้ รวมทั้งลูกชายและพี่น้องของท่าน แล้วพระยาห์เวห์จะอวยพรพวกท่านในวันนี้”
30 ในวันต่อมา โมเสสได้พูดกับประชาชนว่า “ท่านได้ทำบาปที่ยิ่งใหญ่มาก ตอนนี้เราจะขึ้นไปหาพระยาห์เวห์ เผื่อว่าเราอาจจะทำอะไรสักอย่าง เพื่อพระองค์จะได้ยกโทษบาปให้กับพวกท่าน” 31 แล้วโมเสสก็กลับไปหาพระยาห์เวห์และพูดว่า “ได้โปรดเถิด คนเหล่านี้ได้ทำบาปอันใหญ่หลวง โดยสร้างพวกพระทองคำให้กับตัวเอง 32 เพราะอย่างนี้ ขอได้โปรดยกโทษให้กับความบาปของพวกเขาด้วยเถิด ถ้าพระองค์ไม่ยอม ก็ให้ลบชื่อของข้าพเจ้าออกจากสมุด+ 32:32 สมุด คือหนังสือแห่งชีวิต ในหนังสือนี้จะมีรายชื่อของประชาชนของพระเจ้าของพระองค์ ที่พระองค์ได้เขียนไว้เถิด”
33 พระยาห์เวห์พูดกับโมเสสว่า “ใครทำบาปต่อเรา เราจะลบชื่อของคนนั้นออกจากสมุดของเรา 34 ตอนนี้เจ้าไปได้แล้ว ไปนำประชาชนพวกนั้นไปยังที่ที่เราได้บอกกับเจ้าไว้ ทูตสวรรค์ของเราจะนำหน้าเจ้าไป แต่เมื่อเราลงโทษ เราจะลงโทษพวกเขาเพราะบาปของพวกเขา 35 ดังนั้น พระยาห์เวห์จึงทำให้เกิดโรคระบาดอย่างร้ายแรงกับพวกเขา เพราะพวกเขาบอกให้อาโรนทำลูกวัวทองคำขึ้นมา”
33เราจะไม่ไปกับเจ้า
1 พระยาห์เวห์พูดกับโมเสสว่า “ไปจากที่นี่ ทั้งเจ้าและประชาชนที่เจ้าได้พาออกมาจากแผ่นดินอียิปต์ ไปยังแผ่นดินที่เราได้สาบานไว้กับอับราฮัม อิสอัคและยาโคบว่า ‘เราจะยกแผ่นดินนั้นให้กับลูกหลานของเจ้า’ 2 เราจะส่งทูตสวรรค์นำหน้าเจ้าไป และเราจะขับไล่ชาวคานาอัน ชาวอาโมไรต์ ชาวฮิตไทต์ ชาวเปริสซี ชาวฮีไวต์ และชาวเยบุส ออกจากที่แห่งนั้น 3 ให้พวกเจ้าไปยังดินแดนที่อุดมสมบูรณ์+ 33:3 ดินแดนที่อุดมสมบูรณ์ หรือแปลตรงๆได้ว่า “ดินแดนที่เต็มไปด้วยน้ำนมและน้ำเชื่อมผลไม้ไหลอยู่” นั้น แต่เราจะไม่ไปกับพวกเจ้า เพราะพวกเจ้าเป็นคนหัวแข็ง ดื้อรั้น เราเกรงว่าเราจะทำลายพวกเจ้าในระหว่างทาง”
4 เมื่อประชาชนได้ยินข่าวร้ายนี้ พวกเขาก็เศร้าโศกเสียใจ และไม่มีใครสวมใส่เครื่องประดับเลย 5 พระยาห์เวห์พูดกับโมเสสว่า “ให้บอกกับประชาชนอิสราเอลว่า ‘พวกเจ้าเป็นคนหัวแข็ง ดื้อรั้น ถ้าเราไปกับเจ้าแค่ครู่เดียว เราจะต้องทำลายเจ้าแน่ ตอนนี้ให้ถอดเครื่องประดับออก+ 33:5 ถอดเครื่องประดับออก เป็นการเล่นคำในภาษาฮีบรูเพราะเครื่องประดับเป็นสิ่งเตือนใจพวกเขาเกี่ยวกับพระปลอมของพวกเขา และเราจะตัดสินใจว่า เราจะจัดการกับพวกเจ้ายังไงดี’” 6 ประชาชนชาวอิสราเอลจึงถอดเครื่องประดับของพวกเขา ตั้งแต่อยู่ที่ภูเขาโฮเรบเป็นต้นมา
เต็นท์นัดพบชั่วคราว
7 โมเสสเคยตั้งเต็นท์หลังหนึ่งนอกค่าย ห่างออกไปจากค่าย และเขาเรียกมันว่าเต็นท์นัดพบ ใครที่แสวงหาพระยาห์เวห์ ก็จะออกมาที่เต็นท์หลังนี้ที่อยู่นอกค่าย 8 เมื่อโมเสสออกไปที่เต็นท์นัดพบ ประชาชนทั้งหมดก็จะลุกขึ้น และยืนอยู่ที่ทางเข้าเต็นท์ของแต่ละคน พวกเขาจะเฝ้าดูโมเสส จนกระทั่งโมเสสเข้าไปในเต็นท์นั้น 9 เมื่อโมเสสเข้าไปในเต็นท์ เสาเมฆก็จะลอยลงมาอยู่ตรงทางเข้าของเต็นท์นัดพบนั้น และพระยาห์เวห์ก็จะพูดกับโมเสส 10 เมื่อประชาชนทุกคนเห็นเสาเมฆลอยลงมาอยู่ตรงทางเข้าของเต็นท์นัดพบ พวกเขาทั้งหมดก็จะก้มกราบลงที่ตรงทางเข้าเต็นท์ของตัวเอง
11 พระยาห์เวห์พูดกับโมเสสแบบซึ่งๆหน้า เหมือนกับที่คนคุยกับเพื่อนของเขา และเมื่อโมเสสกลับมาที่ค่าย โยชูวาผู้ช่วยของเขา ลูกของนูน ก็จะยังคงอยู่ที่เต็นท์นั้น
โมเสสเห็นรัศมีของพระยาห์เวห์
12 โมเสสพูดกับพระยาห์เวห์ว่า “ดูสิ พระองค์บอกกับข้าพเจ้าว่า ‘ให้นำประชาชนเหล่านี้ขึ้นไป’ แต่พระองค์ไม่ได้เปิดเผยว่าพระองค์จะส่งใครไปกับข้าพเจ้าบ้าง พระองค์พูดว่า ‘เรารู้จักเจ้าดี และเราก็ชื่นชอบเจ้าด้วย’ 13 ตอนนี้ ถ้าข้าพเจ้าเป็นที่ชื่นชอบในสายตาของพระองค์ ขอพระองค์เปิดเผยทางของพระองค์ให้ข้าพเจ้าได้รู้จักด้วยเถิด เพื่อข้าพเจ้าจะได้รู้จักพระองค์ และเป็นที่ชื่นชอบในสายตาของพระองค์ อย่าลืมว่าประชาชนพวกนี้เป็นชนชาติของพระองค์เอง”
14 พระยาห์เวห์พูดว่า “ตัวเราจะไปกับเจ้า และนำทางเจ้า”
15 โมเสสพูดกับพระองค์ว่า “ถ้าพระองค์ไม่ไป ก็ขออย่าได้นำพวกข้าพเจ้าไปจากที่นี่เลย 16 ถ้าพระองค์ไม่ไปกับพวกข้าพเจ้า แล้วจะมีอะไรแสดงให้เห็นว่า พระองค์พอใจในตัวข้าพเจ้าและคนของพระองค์ แล้วข้าพเจ้าและคนของพระองค์จะแตกต่างจากชนชาติอื่นๆบนพื้นแผ่นดินโลกนี้อย่างไร”
17 พระยาห์เวห์พูดกับโมเสสว่า “เราจะทำตามสิ่งที่เจ้าได้พูดมานี้ เพราะเราชอบใจในตัวเจ้า และเรารู้จักเจ้าดี”
18 โมเสสพูดว่า “ขอได้โปรดแสดงรัศมีของพระองค์ให้ข้าพเจ้าเห็นด้วยเถิด”
19 พระยาห์เวห์จึงพูดว่า “เราจะทำให้ความดีทั้งหมดของเรา ผ่านไปต่อหน้าเจ้า และเราจะเรียกชื่อพระยาห์เวห์ต่อหน้าเจ้า เราอยากจะทำดีกับใคร เราก็จะทำดีกับคนนั้น เราอยากจะเมตตาใคร เราก็จะเมตตาคนนั้น” 20 พระยาห์เวห์พูดว่า “เจ้าจะไม่สามารถมองหน้าเราได้ เพราะไม่มีมนุษย์คนไหนที่เห็นหน้าเรา แล้วยังมีชีวิตอยู่ได้”
21 พระยาห์เวห์พูดว่า “มีที่อยู่แห่งหนึ่งใกล้ๆเรา เจ้าไปยืนอยู่บนก้อนหินนั้นได้ 22 เมื่อรัศมีของเราผ่านไป เราจะเอาเจ้าใส่เข้าไปในซอกหิน และเราจะเอามือเราปิดเจ้าไว้ที่นั่น จนกว่าเราได้ผ่านไป 23 แล้วเมื่อเราเอามือออกจากเจ้า เจ้าก็จะได้เห็นหลังของเรา แต่จะไม่เห็นหน้าของเรา”
34แผ่นหินชุดใหม่
(ฉธบ. 10:1-5)
1 พระยาห์เวห์พูดกับโมเสสว่า “ให้ตัดหินมาสองแผ่น เหมือนกับสองแผ่นแรก เราจะเขียนบัญญัติลงบนแผ่นหินสองแผ่นนี้ เป็นบัญญัติเดียวกับที่ได้เขียนไว้แล้วบนแผ่นหินสองแผ่นแรก ที่เจ้าได้ทำแตกเป็นชิ้นๆ 2 ให้เตรียมพร้อมในตอนเช้า ให้ขึ้นไปบนภูเขาซีนาย และคอยเราอยู่บนยอดเขานั้น 3 อย่าให้ใครขึ้นมากับเจ้า อย่าให้เราเห็นใครบนภูเขานั้น และอย่าให้ฝูงแกะ ฝูงวัวไปกินหญ้าที่เชิงเขานั้นด้วย”
4 แล้วโมเสสก็ได้ตัดหินมาสองแผ่น เหมือนกับหินสองแผ่นแรก โมเสสลุกขึ้นแต่เช้าตรู่ และขึ้นไปยังภูเขาซีนาย ตามที่พระยาห์เวห์สั่งเขาไว้ และนำแผ่นหินสองแผ่นนั้นไปด้วย 5 พระยาห์เวห์ลงมาในเมฆและยืนอยู่กับเขาที่นั่น และโมเสสเรียกชื่อพระยาห์เวห์+ 34:5 โมเสสเรียกชื่อพระยาห์เวห์ อาจหมายถึงโมเสสนับถือพระยาห์เวห์ หรือหมายถึงพระยาห์เวห์พูดชื่อของพระองค์กับโมเสส
6 พระยาห์เวห์ผ่านหน้าโมเสสไป และประกาศว่า “เราคือยาห์เวห์ ยาห์เวห์ พระเจ้าผู้ซึ่งเห็นอกเห็นใจและเมตตากรุณา ผู้ซึ่งโกรธช้า เต็มไปด้วยความจงรักภักดีและความซื่อสัตย์ 7 ผู้ซึ่งเก็บความจงรักภักดีไว้ให้กับคนเป็นพันๆรุ่น และยกโทษให้กับความผิดทั้งหลาย การกบฏต่างๆรวมทั้งพวกบาปของพวกเขา แต่เราจะไม่ปล่อยให้คนผิดพ้นโทษเป็นอันขาด เราจะลงโทษพวกเขาไปสามสี่ชั่วคนสำหรับความผิดที่พ่อแม่เขาทำ”
8 โมเสสรีบก้มกราบลงกับพื้น และนมัสการพระองค์ 9 โมเสสพูดว่า “ถ้าข้าพเจ้าเป็นที่ชื่นชอบในสายตาพระองค์ ขอให้พระองค์อยู่ท่ามกลางพวกข้าพเจ้าด้วยเถิด ถึงแม้ว่าประชาชนเหล่านั้นจะเป็นคนดื้อรั้นหัวแข็ง ขอให้พระองค์ยกโทษให้กับความชั่วช้าและความบาปของพวกข้าพเจ้า และรับพวกข้าพเจ้าไว้เป็นมรดกของพระองค์ด้วยเถิด”
รื้อฟื้นข้อตกลงขึ้นใหม่
(อพย. 23:14-19; ฉธบ. 7:1-5; 16:1-17)
10 พระยาห์เวห์พูดว่า “เรากำลังจะทำข้อตกลง เราจะทำสิ่งมหัศจรรย์ต่อหน้าคนของเจ้าทั้งหมด เป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่ไม่เคยทำมาก่อนในโลกท่ามกลางชนชาติทั้งหลาย ประชาชนทั้งหมดที่อยู่กับเจ้า จะได้เห็นผลงานของพระยาห์เวห์ เพราะสิ่งที่เรากำลังจะทำกับเจ้านั้นเป็นสิ่งที่น่าทึ่ง 11 ให้เชื่อฟังสิ่งที่เราได้สั่งเจ้าในวันนี้ แล้วคอยดู เราจะขับไล่ชาวอาโมไรต์ ชาวคานาอัน ชาวฮิตไทต์ ชาวเปริสซี ชาวฮีไวต์ และชาวเยบุส ไปต่อหน้าเจ้า 12 ระวังตัวให้ดี อย่าได้ไปทำข้อตกลงใดๆกับชาวเมืองที่อาศัยอยู่ในแผ่นดินที่เจ้ากำลังจะไปนั้น เพื่อพวกเขาจะได้ไม่เป็นกับดักท่ามกลางเจ้า 13 แต่เจ้าจะต้องรื้อแท่นบูชาของพวกเขา ทุบพวกเสาศักดิ์สิทธิ์ของพวกเขาให้แตกเป็นชิ้นๆและโค่นบรรดาเสาของพระอาเชราห์ของพวกเขา 14 เจ้าจะต้องไม่ก้มกราบพระอื่นใด เพราะชื่อของเราคือ ยาห์เวห์ผู้หึงหวง เราเป็นพระเจ้าที่หึงหวง
15 พวกเจ้าต้องระวังที่จะไม่ไปทำข้อตกลงกับชาวเมืองในแผ่นดินนั้น เพราะถ้าเจ้าทำอย่างนั้น เจ้าก็จะนอกใจพระเจ้า ไปติดตามและเซ่นไหว้พวกพระของพวกเขา และเมื่อพวกเขาเชิญเจ้าไปกินอาหาร เจ้าก็จะไปกินอาหารที่เขาเอาไปเซ่นไหว้พระของเขามา 16 เจ้าก็จะไปเอาลูกสาวของพวกเขามาเป็นเมียลูกชายของพวกเจ้า แล้วลูกสาวของพวกเขาก็จะไปนมัสการพวกพระของพวกเขา และจะพลอยทำให้ลูกชายของเจ้าไปนมัสการพวกพระเหล่านั้นด้วย ซึ่งเป็นการนอกใจพระเจ้า
17 เจ้าต้องไม่สร้างพวกพระที่หล่อขึ้นจากเหล็ก+ 34:17 พวกพระที่หล่อขึ้นจากเหล็ก เทวรูปพระปลอมที่ประชาชนเคารพบูชา
18 เจ้าต้องรักษาเทศกาลกินขนมปังที่ไม่ใส่เชื้อฟู เจ้าต้องกินขนมปังที่ไม่ใส่เชื้อฟูเป็นเวลาเจ็ดวัน ตามวันที่เราได้กำหนดไว้ในเดือนอาบีบ+ 34:18 เดือนอาบีบ หรือ นีสาน เป็นเดือนแรกของปฏิทินฮีบรูสมัยโบราณ เริ่มฤดูใบไม้ผลิ ประมาณกลางเดือนมีนาคมถึงกลางเดือนเมษายน เพราะเดือนอาบีบเป็นเดือนที่เจ้าออกจากประเทศอียิปต์
19 ลูกชายทุกคนที่เกิดออกมาเป็นท้องแรก จะเป็นของเรา ลูกตัวผู้ของสัตว์ทุกตัว ที่เกิดออกมาเป็นท้องแรก จะเป็นของเรา ไม่ว่าจะเป็นลูกของวัวควายหรือแกะ 20 ลูกลาที่เกิดออกมาเป็นท้องแรก ถ้าเจ้าอยากจะซื้อคืนก็ให้เอาแกะมาแลก แต่ถ้าเจ้าไม่ต้องการซื้อลูกลาตัวนั้นคืน เจ้าต้องหักคอมัน เจ้าจะต้องซื้อลูกชายหัวปีของพวกเจ้าคืนทุกคน อย่าให้ใครเข้ามาหาเรามือเปล่า
21 เจ้าทำงานได้ในหกวัน แต่ในวันที่เจ็ด เจ้าต้องพักผ่อน ถึงจะเป็นช่วงทำนาหรือช่วงเก็บเกี่ยวก็ตาม เจ้าก็ต้องพักผ่อน
22 เจ้าต้องรักษาเทศกาลแห่งสัปดาห์ ให้ใช้ผลผลิตแรกที่ได้จากการเก็บเกี่ยวข้าวสาลีในเทศกาลนี้ และในฤดูใบไม้ร่วง ให้ฉลองเทศกาลเก็บเกี่ยวปลายปี
23 พวกผู้ชายทุกๆคนท่ามกลางเจ้าจะต้องมาอยู่ต่อหน้าพระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิต พระเจ้าของอิสราเอล ปีละสามครั้ง
24 เราจะขับไล่ชนชาติอื่นออกไปจากเจ้า และจะขยายเขตแดนของเจ้า เมื่อเจ้าขึ้นไปอยู่ต่อหน้าพระยาห์เวห์พระเจ้าของเจ้าปีละสามครั้งนั้น จะไม่มีใครพยายามมาแย่งที่ดินของเจ้า
25 ห้ามเอาเลือดของเครื่องเซ่นไหว้เรา มาถวายพร้อมกับของที่ใส่เชื้อฟู และเครื่องเซ่นไหว้ในเทศกาลปลดปล่อยนั้น ห้ามเหลือค้างคืนจนถึงวันรุ่งขึ้น
26 ทุกๆปี เจ้าต้องเอาผลผลิตที่ดีที่สุด ที่เก็บเกี่ยวครั้งแรกในปีนั้นไปยังสถานที่นมัสการพระยาห์เวห์ พระเจ้าของเจ้า
เจ้าต้องไม่ต้มลูกแพะในน้ำนมของแม่มัน”
27 พระยาห์เวห์พูดกับโมเสสว่า “ให้เขียนคำสั่งพวกนี้ลงไป เพราะคำสั่งพวกนี้ เป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงที่เราทำกับเจ้าและกับชาวอิสราเอล”
28 โมเสสอยู่ที่นั่นกับพระยาห์เวห์สี่สิบวัน สี่สิบคืน เขาไม่ได้กินอาหารหรือดื่มน้ำเลย เขาเขียนคำสั่งต่างๆของข้อตกลงทั้งสิบข้อลงบนแผ่นหินสองแผ่นนั้น
ใบหน้าที่สว่างจ้าของโมเสส
29 เมื่อโมเสสลงมาจากภูเขาซีนาย เขาถือแผ่นหินคำสอน+ 34:29 คำสอน ตามตัวอักษรคือ “สิ่งที่พิสูจน์” คือบรรดาแผ่นหินที่เขียนบัญญัติ 10 ประการไว้ สิ่งเหล่านี้เป็นเครื่องพิสูจน์ข้อตกลงระหว่างพระเจ้ากับประชาชนชาวอิสราเอล สองแผ่นแห่งข้อตกลงนั้นในมือ โมเสสไม่รู้ว่าผิวหน้าของเขาเรืองแสงออกมา เพราะพระยาห์เวห์ได้พูดกับเขา 30 เมื่ออาโรนและประชาชนชาวอิสราเอลเห็นโมเสส พร้อมกับใบหน้าที่สว่างจ้า พวกเขาไม่กล้าเข้ามาหาโมเสส 31 โมเสสจึงเรียกพวกเขา อาโรนและพวกผู้นำทั้งหมดของที่ชุมนุมก็มาหาโมเสส โมเสสพูดกับพวกเขา 32 หลังจากนั้น ประชาชนชาวอิสราเอลก็เข้ามาหาโมเสส แล้วโมเสสก็ได้สั่งพวกเขาถึงสิ่งทั้งหมดที่พระยาห์เวห์ได้บอกเขาบนภูเขาซีนาย
33 เมื่อโมเสสพูดกับพวกเขาเสร็จ เขาก็เอาผ้าคลุมมาปิดหน้าไว้ 34 เมื่อโมเสสมาอยู่ต่อหน้าพระยาห์เวห์ โมเสสก็เอาผ้าคลุมหน้าออก จนกว่าเขาจะออกมาจากเต็นท์นัดพบ เขาก็จะบอกกับชาวอิสราเอลถึงสิ่งที่เขาได้รับคำสั่งมา 35 พวกคนอิสราเอลเห็นว่าผิวของโมเสสส่องแสง ดังนั้น โมเสสจึงเอาผ้ามาคลุมหน้าไว้ จนกว่าเขากลับไปพูดกับพระยาห์เวห์อีก
35กฎระเบียบเกี่ยวกับวันหยุดทางศาสนา
1 โมเสสได้รวบรวมที่ชุมนุมทั้งหมดของประชาชนชาวอิสราเอล และพูดกับพวกเขาว่า “นี่คือคำสั่งต่างๆที่พระยาห์เวห์สั่งให้ทำ
2 ให้ทำงานหกวัน แต่ในวันที่เจ็ด พวกท่านจะต้องมีวันหยุดอันศักดิ์สิทธิ์ให้กับพระยาห์เวห์ ใครก็ตามที่ทำงานในวันหยุดทางศาสนาจะต้องถูกฆ่า 3 ในวันหยุดทางศาสนานี้ ท่านต้องไม่ก่อไฟในที่อยู่อาศัยของท่านเลย”
ของถวายต่างๆสำหรับเต็นท์ศักดิ์สิทธิ์
(อพย. 25:1-9)
4 โมเสสพูดกับที่ชุมนุมของประชาชนชาวอิสราเอลว่า “นี่คือคำสั่งที่พระยาห์เวห์สั่งให้มาบอก คือ 5 ‘ให้รวบรวมพวกของถวายมาให้กับพระยาห์เวห์ ทุกคนที่อยากจะถวายอะไร ก็ให้เอาของขวัญนั้นมาถวายให้กับพระยาห์เวห์ ทั้งทองคำ เงิน ทองสัมฤทธิ์ 6 ด้ายสีน้ำเงิน สีม่วงและสีแดงเข้ม ผ้าลินินอย่างดี และขนแพะ 7 หนังที่ทำจากแกะตัวผู้ หนังปลาโลมา ไม้กระถิน 8 น้ำมันสำหรับจุดไฟ เครื่องเทศเพื่อทำน้ำมันเจิม และทำเครื่องหอม 9 หินจำพวกนิลและพลอยอื่นๆที่จะฝังในเอโฟดและถุงผ้าทับอก
10 ใครก็ตามที่มีฝีมือในหมู่พวกท่าน ก็ให้มาสร้างสิ่งต่างๆเหล่านี้ที่พระยาห์เวห์ได้สั่งไว้ 11 คือ เต็นท์ศักดิ์สิทธิ์ เต็นท์ ผ้าคลุมเต็นท์ ตะขอเกี่ยว กรอบเต็นท์ กลอน เสา และฐานรองเสาของเต็นท์ศักดิ์สิทธิ์ 12 หีบศักดิ์สิทธิ์ คานหาม ที่ความไม่บริสุทธิ์จากบาปจะถูกชำระ และผ้าม่านกั้น 13 โต๊ะกับไม้คานหามโต๊ะ และเครื่องใช้ทั้งปวงที่ใช้กับโต๊ะ ขนมปังที่วางไว้ต่อหน้าพระยาห์เวห์ 14 ตะเกียงที่มีขาตั้งเพื่อที่จะให้แสงสว่าง และอุปกรณ์ทั้งหมดของมัน พวกตะเกียงของมัน และน้ำมันเติมตะเกียงเพื่อให้แสงสว่าง
15 แท่นบูชาเผาเครื่องหอมและคานหามของมัน น้ำมันเจิม เครื่องหอม ฉากบังประตูทางเข้าเต็นท์ศักดิ์สิทธิ์ 16 แท่นบูชาเผาเครื่องเผาบูชาและตะแกรงทองสัมฤทธิ์ที่เป็นของมัน ไม้คานหามของมัน และอุปกรณ์ทั้งหมดของมัน อ่างน้ำและฐานรองของมัน 17 ผ้าม่านรอบๆลาน พวกเสาและฐานรองเสา ฉากกั้นตรงทางเข้าลาน 18 พวกหมุดยึดเต็นท์ศักดิ์สิทธิ์ และหมุดสำหรับลานกับเชือกของมัน 19 ผ้าที่ประดับด้วยเกลียวทองเพื่อใช้ในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ และเสื้อผ้าศักดิ์สิทธิ์สำหรับนักบวชอาโรนและพวกลูกชายของเขา เพื่อให้พวกเขาเป็นนักบวชรับใช้เรา’”
ของถวายจำนวนมากจากประชาชน
20 แล้วที่ชุมนุมของชาวอิสราเอลทั้งหมดก็ออกไปจากโมเสส 21 ทุกคนที่เต็มใจจะช่วยก็มา ทุกคนที่พระวิญญาณกระตุ้นก็นำของขวัญมาให้กับพระยาห์เวห์ ของขวัญพวกนี้เอามาเพื่อสร้างเต็นท์นัดพบ และเพื่อการรับใช้ทั้งหมดในเต็นท์นั้น และเพื่อทำเสื้อผ้าศักดิ์สิทธิ์ 22 ทั้งชายและหญิงต่างพากันมา ทุกคนที่เต็มใจ ก็เอาเข็มกลัด ต่างหู แหวนตรา กำไลข้อมือและเครื่องประดับที่เป็นทองคำอื่นๆมาให้ ทุกคนก็เอาทองคำมาถวายให้กับพระยาห์เวห์
23 คนที่มีด้ายสีน้ำเงิน สีม่วง หรือสีแดงเข้ม และผ้าลินินอย่างดี ขนแพะ หนังแกะตัวผู้ และหนังปลาโลมา พวกเขาก็เอามาให้ 24 คนที่อยากจะให้เงินหรือทองสัมฤทธิ์กับพระยาห์เวห์ ก็เอามาให้ คนที่มีไม้กระถินที่ใช้ในงานนี้ได้ก็เอามาให้เหมือนกัน 25 ผู้หญิงที่มีความสามารถในการปั่นด้ายด้วยมือ ก็เอาด้ายที่ปั่นมาให้ ทั้งด้ายสีน้ำเงิน สีม่วง สีแดงเข้มและผ้าลินินอย่างดี 26 พวกผู้หญิงที่มีใจอยากจะช่วย และมีความสามารถในการปั่นขนแพะก็มาช่วย
27 พวกผู้นำก็นำหินจำพวกโมราที่จะฝังในเอโฟดและถุงผ้าทับอก 28 รวมทั้งเครื่องเทศและน้ำมันสำหรับจุดตะเกียง น้ำมันเจิมและน้ำมันทำเครื่องหอมมาให้
29 ทั้งชายและหญิง ทุกคนต่างก็เต็มใจเอาของต่างๆมาให้ ที่จะใช้สำหรับงานที่พระยาห์เวห์ได้สั่งผ่านมาทางโมเสส ลูกหลานชาวอิสราเอลก็ได้นำของต่างๆมาถวายเป็นของขวัญให้กับพระยาห์เวห์ด้วยความเต็มใจ
เบซาเลลและโอโฮลีอับ
(อพย. 31:1-11)
30 โมเสสพูดกับประชาชนชาวอิสราเอลว่า “ดูเถิด พระยาห์เวห์ได้เลือกเบซาเลลมา เบซาเลลเป็นลูกชายของอุรี อุรีเป็นลูกชายของเฮอร์ จากเผ่ายูดาห์ 31 พระองค์ได้เติมเขาให้เต็มไปด้วยพระวิญญาณของพระเจ้า พระองค์ทำให้เขามีความชำนาญ ความเข้าใจ และความรู้ เพื่อจะได้ทำงานในด้านต่างๆ 32 เพื่อออกแบบงานเครื่องทอง เครื่องเงินและทองสัมฤทธิ์ 33 เขาสามารถเจียระไนหินประดับชนิดต่างๆไว้ใส่ในตัวเรือน และแกะสลักไม้ เพื่อใช้ในงานประณีตทุกอย่าง 34 พระยาห์เวห์ได้ให้เบซาเลลและโอโฮลีอับ มีความสามารถในการสอนด้วย โอโฮลีอับเป็นลูกชายของอาหิสะมัค จากเผ่าดาน 35 พระยาห์เวห์ได้ทำให้เขาทั้งสองเต็มไปด้วยความเชี่ยวชาญในงานทุกด้าน ทั้งงานฝีมือ งานออกแบบ งานเย็บปักด้วยด้ายสีน้ำเงิน สีม่วง สีแดงเข้มและผ้าลินินอย่างดี และงานทอ พวกเขาสามารถทำได้ทุกอย่าง และสามารถวางแผนในการออกแบบด้วย”
361 เบซาเลลและโอโฮลีอับกับช่างผู้ชำนาญงานก็ได้มาทำงานตามที่พระยาห์เวห์สั่งให้ทำทุกอย่าง พระยาห์เวห์ได้ให้ความชำนาญและสติปัญญากับพวกเขา เพื่อพวกเขาจะได้รู้วิธีสร้างทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับการรับใช้ในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์นั้น 2 โมเสสได้เรียกเบซาเลล โอโฮลีอับกับช่างผู้ชำนาญทั้งหมดที่พระยาห์เวห์ได้ให้ความสามารถ คือทุกคนที่มีใจมาช่วยทำงานนี้ 3 โมเสสได้เอาของถวายทั้งหมดที่ลูกหลานชาวอิสราเอลเอามาถวายนั้นให้กับพวกเขา เพื่อพวกเขาจะได้เอาไปใช้สำหรับงานรับใช้ที่เกี่ยวข้องกับสถานที่ศักดิ์สิทธิ์นั้น ชาวอิสราเอลยังคงเอาของมาถวายให้ทุกๆเช้าด้วยความเต็มใจ 4 แล้วช่างผู้ชำนาญทุกคน จากแต่ละแผนก ที่ทำงานสร้างสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ได้มาหาโมเสส 5 และพูดกับโมเสสว่า “คนเอาของมาให้มากเกินไปแล้วสำหรับงานที่พระยาห์เวห์สั่งให้ทำ”
6 โมเสสจึงสั่งการไป และพวกเขาก็ประกาศไปทั่วค่ายว่า “ชายหญิงทั้งหลาย ไม่ต้องทำของถวายอะไรอีกแล้วสำหรับสถานที่ศักดิ์สิทธิ์” ประชาชนก็เลยหยุดเอาของมาให้ 7 เพราะประชาชนได้เอาของมาให้เกินพอแล้วสำหรับงานที่จะทำทั้งหมด
เต็นท์ศักดิ์สิทธิ์
(อพย. 26:1-37)
8 ช่างผู้ชำนาญทั้งหลาย ได้สร้างเต็นท์ที่ศักดิ์สิทธิ์ ด้วยผ้าม่านสิบผืน ที่ทำจากผ้าลินินทอเนื้อดี และผ้าที่ทอจากด้ายสีน้ำเงิน สีม่วง และสีแดงเข้ม เขาได้ปักลายเครูบ ที่ได้ออกแบบมาอย่างประณีตลงบนผ้าม่านเหล่านั้น 9 ผ้าม่านแต่ละผืนยาวยี่สิบแปดศอก+ 36:9 ยี่สิบแปดศอก หรือ เท่ากับ 14.7 เมตร และกว้างสี่ศอก+ 36:9 สี่ศอก หรือเท่ากับ 2.1 เมตร ทุกผืนมีขนาดเท่ากันหมด 10 เบซาเลลได้เอาผ้าม่านห้าผืนมาเกี่ยวเข้าด้วยกัน และเอาผ้าม่านอีกห้าผืนมาเกี่ยวเข้าด้วยกันอีกชุดหนึ่ง 11 เขาเอาผ้าสีน้ำเงินมาทำเป็นหู ติดไว้ที่ขอบของผ้าม่านชุดแรก และทำแบบเดียวกันกับขอบของผ้าม่านชุดที่สอง 12 เขาทำหูห้าสิบหูสำหรับผ้าม่านชุดแรก และทำอีกห้าสิบหูสำหรับผ้าม่านชุดที่สอง หูของผ้าม่านสองชุดนี้จะอยู่ตรงข้ามกัน 13 เขาเอาทองคำมาทำเป็นตะขอห้าสิบอัน เพื่อใช้เกี่ยวผ้าม่านสองชุดนั้นเข้าด้วยกัน เพื่อให้เต็นท์ศักดิ์สิทธิ์นั้นเป็นชิ้นเดียวกัน
14 เขาทำผ้าม่านด้วยขนแพะสำหรับเต็นท์ ที่จะเอามาคลุมเต็นท์ศักดิ์สิทธิ์อีกชั้นหนึ่ง เขาทำผ้าม่านขนแพะทั้งหมดสิบเอ็ดผืน 15 ผ้าม่านแต่ละผืนยาวสามสิบศอก+ 36:15 สามสิบศอก หรือ 15.75 เมตร ภาษากรีกโบราณแปลไว้ว่า 25 ศอก และกว้างสี่ศอก ทั้งสิบเอ็ดผืนมีขนาดเท่ากันหมด 16 เขาเอาผ้าม่านห้าผืนมาต่อติดกัน และเอาผ้าม่านอีกหกผืนมาต่อติดกัน 17 เขาได้ทำหูห้าสิบหูติดไว้ที่ขอบของผ้าม่านชิ้นบนสุดของชุดแรก และทำอีกห้าสิบหูติดไว้ที่ขอบของผ้าม่านชิ้นบนสุดของชุดที่สอง 18 เขาได้เอาทองสัมฤทธิ์ มาทำตะขอ ห้าสิบอัน เพื่อใช้เกี่ยวผ้าม่านทั้งสองชุดเข้าด้วยกัน เป็นเต็นท์หลังเดียวกัน 19 เขาได้ทำที่คลุมเต็นท์ศักดิ์สิทธิ์ไว้สองชั้น ชั้นในทำจากหนังแกะตัวผู้ ชั้นนอกทำจากหนังปลาโลมา
20 เขาได้สร้างกรอบไม้กระถินให้ตั้งขึ้นเพื่อค้ำเต็นท์ศักดิ์สิทธิ์ 21 กรอบแต่ละกรอบมีความยาวสิบศอก+ 36:21 สิบศอก หรือเท่ากับ 5.25 เมตร กว้างหนึ่งศอกครึ่ง 22 กรอบไม้กระถินแต่ละกรอบมีเดือยกรอบละสองเดือย ซึ่งถูกยึดประกบติดกันไว้ เขาสร้างกรอบไม้กระถินทั้งหมดสำหรับเต็นท์ศักดิ์สิทธิ์ ด้วยวิธีเดียวกันนี้ 23 เขาสร้างกรอบไม้กระถินยี่สิบกรอบสำหรับทางด้านใต้ของเต็นท์ศักดิ์สิทธิ์ 24 แล้วทำฐานเงินสี่สิบฐานไว้ใต้กรอบไม้ยี่สิบกรอบ กรอบไม้หนึ่งกรอบมีฐานสองฐานรองรับเดือยสองเดือยของมัน 25 เขายังทำกรอบไม้กระถินอีกยี่สิบกรอบสำหรับทางทิศเหนือของเต็นท์ศักดิ์สิทธิ์ 26 พร้อมทั้งฐานเงินอีกสี่สิบฐาน กรอบไม้หนึ่งกรอบใช้ฐานเงินสองฐาน 27 ส่วนทางทิศตะวันตก ที่เป็นด้านหลังของเต็นท์ศักดิ์สิทธิ์นั้น เขาก็ทำกรอบไม้ไว้หกกรอบ 28 เขาทำกรอบไม้อีกสองกรอบสำหรับมุมทางด้านหลังของเต็นท์ศักดิ์สิทธิ์ 29 กรอบไม้นั้นมีมุมแยกกันข้างล่าง แต่ตอนบนมุมเหล่านั้นถูกยึดติดกันด้วยห่วง เขาทำสองชุดอย่างนั้น สำหรับสองมุม 30 รวมทั้งหมดมีกรอบไม้แปดกรอบ ฐานเงินสิบหกฐาน มีสองฐานอยู่ใต้กรอบแต่ละกรอบ
31 เขาทำไม้สำหรับขัดฝาห้าอันด้วยไม้กระถิน สำหรับขัดพวกกรอบไม้ด้านหนึ่งของเต็นท์ศักดิ์สิทธิ์ 32 และอีกห้าอันสำหรับขัดพวกกรอบไม้อีกด้านหนึ่งของเต็นท์ศักดิ์สิทธิ์ และอีกห้าอันสำหรับขัดพวกกรอบด้านหลังทางทิศตะวันตกของเต็นท์ศักดิ์สิทธิ์ 33 เขาได้ทำไม้สำหรับขัดไว้สอดเข้าช่วงกลางของกรอบไม้ ตั้งแต่ปลายด้านนี้ไปสุดปลายอีกด้านหนึ่ง 34 เขาได้เคลือบกรอบไม้ด้วยทองคำ และทำห่วงทองคำเพื่อสอดไม้สำหรับขัดเหล่านั้นเข้าไป และเคลือบไม้สำหรับขัดเหล่านั้นด้วยทองคำ
35 เขาทำม่านกั้นด้วยผ้าทอจากด้ายสีน้ำเงิน สีม่วง สีแดงเข้ม และผ้าทอลินิน ที่ได้ปักลายเครูบไว้อย่างประณีต 36 เขาได้สร้างเสาสี่สิบเสาด้วยไม้กระถิน และเคลือบเสาเหล่านั้นและตะขอเกี่ยวเสานั้นด้วยทองคำ เขาหล่อฐานเงินสี่ฐานด้วยเพื่อรองรับเสา 37 เขาทำฉากกั้นไว้ที่ช่องทางเข้าเต็นท์ ด้วยผ้าทอจากด้ายสีน้ำเงิน สีม่วง สีแดงเข้ม และผ้าทอลินิน 38 เขาทำเสาห้าเสาและตะขอของเสาเหล่านั้น เขาเคลือบยอดเสาและห่วงของมันด้วยทองคำ และฐานเสาห้าฐานนั้นเป็นทองสัมฤทธิ์
37หีบศักดิ์สิทธิ์
(อพย. 25:10-22)
1 เบซาเลลเอาไม้กระถินมาทำหีบ หีบนี้มีความยาวสองศอกครึ่ง+ 37:1 สองศอกครึ่ง หรือ 1.3 เมตร กว้างหนึ่งศอกครึ่ง+ 37:1 หนึ่งศอกครึ่ง หรือ 78.75 เซนติเมตร สูงหนึ่งศอกครึ่ง 2 แล้วเขาก็เอาทองคำบริสุทธิ์มาเคลือบหีบนี้ ทั้งด้านในและด้านนอก และเอาทองคำมาทำขอบรอบๆหีบด้วย 3 เขาเอาทองคำมาทำเป็นห่วงสี่ห่วง เอาไว้ติดที่สี่มุมของหีบ ด้านละสองห่วง 4 เบซาเลลเอาไม้กระถินมาทำคานหาม และเคลือบคานทั้งสองนั้นด้วยทองคำ 5 แล้วเขาก็เอาคานหามสองอันนั้นไปสอดเข้ากับห่วงที่อยู่ด้านข้างของหีบทั้งสองด้าน เพื่อเอาไว้หามหีบนั้น 6 เบซาเลลทำฝาหีบที่ความไม่บริสุทธิ์จากบาปจะถูกชำระ ฝาหีบนี้ทำด้วยทองคำบริสุทธิ์ ยาวสองศอกครึ่ง กว้างหนึ่งศอกครึ่ง 7 เขาเอาค้อนมาทุบทองคำขึ้นรูปเป็นรูปเครูบสององค์ แล้วเอาไปติดตั้งไว้ที่ปลายทั้งสองด้านตรงฝาหีบที่ความไม่บริสุทธิ์จากบาปจะถูกชำระ 8 เขาวางเครูบองค์หนึ่งไว้ที่ปลายด้านหนึ่ง และอีกองค์ไว้อีกปลายหนึ่ง แล้วเขาก็ทำให้เครูบทั้งสองนี้ติดเป็นเนื้อเดียวกันกับฝาหีบที่ความไม่บริสุทธิ์จากบาปจะถูกชำระ 9 เครูบทั้งสององค์นี้มีปีกทั้งสองข้างที่กางออก ปีกด้านหนึ่งของเครูบนั้น ทำให้เกิดเงาขึ้นบนฝาหีบที่ความไม่บริสุทธิ์จากบาปจะถูกชำระ และเครูบทั้งสองก็หันหน้าเข้าหากัน ทั้งสองได้หันหน้าไปทางที่ซึ่งความไม่บริสุทธิ์จากบาปจะถูกชำระ
โต๊ะวางขนมปัง
(อพย. 25:23-30)
10 เบซาเลลได้เอาไม้กระถินมาทำโต๊ะ ขนาดยาวสองศอก+ 37:10 สองศอก หรือ 1.05 เมตร กว้างหนึ่งศอก+ 37:10 หนึ่งศอก เท่ากับ 1 ฟุต 8.62 นิ้ว หรือ 52.5 เซนติเมตร และสูงหนึ่งศอกครึ่ง 11 เขาเคลือบโต๊ะนั้นด้วยทองคำบริสุทธิ์ และประดิษฐ์ลวดลายด้วยทองคำบริสุทธิ์รอบๆโต๊ะ 12 เขาทำกรอบกว้างหนึ่งฝ่ามือรอบๆโต๊ะ และทำลวดลายบนกรอบรอบๆโต๊ะนั้น 13 เขาเอาทองคำมาหล่อห่วงสี่ห่วง และติดมันไว้ตรงมุมขาโต๊ะทั้งสี่ขา 14 ห่วงทั้งสี่ห่วงจะต้องอยู่ติดกับกรอบเพื่อยึดคานไว้เวลาหามโต๊ะ 15 เขาเอาไม้กระถินมาทำคานหามสองอัน และเคลือบคานทั้งสองด้วยทองคำ คานนี้เอาไว้หามโต๊ะ 16 เขาเอาทองคำบริสุทธิ์มาทำภาชนะต่างๆที่จะใช้บนโต๊ะนั้น ซึ่งได้แก่ พวกจาน ชาม อ่าง และไหรินเครื่องดื่มบูชา
ตะเกียงที่มีขาตั้ง
(อพย. 25:31-40)
17 เขาทำตะเกียงที่มีขาตั้งด้วย จากทองคำบริสุทธิ์ เขาขึ้นรูปฐานและลำตัวของตะเกียงที่มีขาตั้งด้วยค้อน ส่วนฐานดอก ตัวดอก และกลีบดอกเขาทำติดเป็นเนื้อเดียวกัน
18 มีก้านหกก้านยื่นออกมาจากลำตัวของตะเกียงที่มีขาตั้งนั้น ข้างละสามก้าน 19 แต่ละก้านมีดอกไม้สามดอกที่เหมือนดอกอัลมอนด์ ทุกๆดอกมีฐานดอกและกลีบดอก เป็นอย่างนี้ทั้งหกก้าน 20 ส่วนลำตัวตะเกียงที่มีขาตั้งนั้น มีถ้วยสี่ใบที่มีรูปร่างเหมือนกับดอกอัลมอนต์และมีฐานดอกและกลีบดอก 21 ใต้กิ่งทุกๆคู่ ทั้งหกกิ่งที่ยื่นออกมาจากลำตัวโคมนั้นมีฐานดอกติดเป็นเนื้อเดียวกัน 22 ฐานดอกและก้านเหล่านั้นติดเป็นเนื้อเดียวกัน ทุกชิ้นส่วนของตะเกียงที่มีขาตั้งนั้น ใช้ค้อนตีขึ้นรูปจากทองคำบริสุทธิ์ 23 เบซาเลลได้ทำตะเกียง+ 37:23 ตะเกียง ตะเกียงเหล่านี้มีลักษณะเป็นชามเล็กๆไว้เติมน้ำมันลงไปและใส่ไส้ตะเกียงลงไป ใช้จุดเพื่อให้ความสว่าง เจ็ดดวง กรรไกรตัดไส้ตะเกียงและถาดใส่ไส้ตะเกียงที่ถูกตัดออกนั้น ทำจากทองคำบริสุทธิ์ 24 เขาใช้ทองคำบริสุทธิ์ไปทั้งหมดหนึ่งตะลันต์+ 37:24 หนึ่งตะลันต์ หรือ 34.5 กิโลกรัม ในการทำตะเกียงที่มีขาตั้งนี้ และอุปกรณ์ทั้งหมดของมัน
แท่นบูชาสำหรับเผาเครื่องหอม
(อพย. 30:1-5)
25 เบซาเลลเอาไม้กระถินมาทำแท่นบูชาสำหรับเผาเครื่องหอม ซึ่งมีความยาวหนึ่งศอก กว้างหนึ่งศอก เป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส และสูงสองศอก ส่วนปลายเชิงงอนทำจากไม้ชิ้นเดียวกัน 26 เขาเอาทองคำบริสุทธิ์มาเคลือบแท่นบูชานี้ ทั้งด้านบน ด้านข้างโดยรอบ และที่ปลายเชิงงอน และเขาเอาทองคำมาทำขอบโดยรอบ 27 เขาทำห่วงทองคำสองห่วงติดไว้ที่ใต้ขอบทั้งสองด้าน ตรงข้ามกัน เอาไว้สำหรับสอดคานเวลาหามแท่นบูชาขึ้น 28 เขาเอาไม้กระถินมาทำคานหาม แล้วเคลือบทองคำทับอีกทีหนึ่ง
29 เขาทำน้ำมันศักดิ์สิทธิ์สำหรับเจิม+ 37:29 น้ำมัน … สำหรับเจิม น้ำมันมะกอกอย่างดี ใช้เทบนคนหรือสิ่งของ เพื่อแสดงว่าพวกเขาได้รับเลือกสำหรับงานหรือจุดประสงค์พิเศษ และเครื่องหอมบริสุทธิ์ ทั้งสองอย่างทำแบบเดียวกับที่คนทำน้ำหอมเขาทำกัน
38แท่นบูชาสำหรับเครื่องเผาบูชา
(อพย. 27:1-8)
1 เบซาเลลได้เอาไม้กระถินมาสร้างแท่นบูชาเพื่อเผาเครื่องบูชา ซึ่งมีความยาวห้าศอก+ 38:1 ห้าศอก หรือ 2.6 เมตร กว้างห้าศอก เป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส สูงสามศอก+ 38:1 สามศอก หรือ 1.6 เมตร2 เขาทำเชิงงอนที่หัวมุมทั้งสี่ ติดเป็นเนื้อเดียวกับแท่นบูชาและเคลือบด้วยทองสัมฤทธิ์ 3 เขาทำเครื่องใช้ทั้งหมดสำหรับแท่นบูชาด้วยทองสัมฤทธิ์ เช่น พวกหม้อ ทัพพี ชามประพรม ส้อม และกระทะ 4 เขาใช้ทองสัมฤทธิ์มาทำตะแกรงหนึ่งอัน และเอาไปวางไว้ในแท่น ลึกจากขอบของแท่นบูชาลงไปครึ่งหนึ่ง
5 เขาเอาทองสัมฤทธิ์มาหล่อเป็นห่วงสี่อัน ห่วงสี่อันนี้ติดอยู่ที่มุมทั้งสี่ของตะแกรงที่ทำจากทองสัมฤทธิ์นั้น ห่วงนี้เอาไว้สอดคานเวลาหามแท่นบูชา 6 เขาเอาไม้กระถินมาทำคานหาม และเคลือบมันด้วยทองสัมฤทธิ์ 7 แล้วเอาไปสอดเข้ากับห่วงที่ติดอยู่ด้านข้างของแท่นบูชา เพื่อหามแท่นบูชากับคานสองอันนั้น เขาทำแท่นบูชานี้ให้กลวงตรงกลาง และด้านข้างปิดด้วยแผ่นกระดาน
8 เบซาเลลทำอ่างทองสัมฤทธิ์หนึ่งใบพร้อมฐานรองของมัน จากกระจกเงาของพวกผู้หญิง ที่รับใช้อยู่ที่ประตูเต็นท์นัดพบ
ลานรอบๆเต็นท์ศักดิ์สิทธิ์
(อพย. 27:9-19)
9 เบซาเลล ใช้ผ้าทอลินิน ขนาดยาวหนึ่งร้อยศอก+ 38:9 หนึ่งร้อยศอก หรือ 52.5 เมตร มากั้นเป็นม่าน ทำเป็นลานขึ้นมาทางทิศใต้ 10 เขาเอาทองสัมฤทธิ์มาทำเสายี่สิบต้นและฐานรองยี่สิบฐานสำหรับม่านกั้นนั้น แต่ตะขอและห่วงที่ติดอยู่บนเสาทำจากเงิน 11 ทางทิศเหนือเขาทำม่านกั้นเหมือนลานทางทิศใต้ คือ ขึงผ้าทอลินิน ยาวหนึ่งร้อยศอกบนเสายี่สิบเสาที่ตั้งอยู่บนฐานทองสัมฤทธิ์ยี่สิบฐาน และมีตะขอและห่วงทำจากเงิน
12 ทางทิศตะวันตก เขาใช้ผ้าทอลินิน ยาวห้าสิบศอก+ 38:12 ห้าสิบศอก หรือ 26.3 เมตร ใช้เสาสิบต้นบนฐานสิบฐาน ตะขอและห่วงที่ติดอยู่บนเสานั้นทำด้วยเงิน
13 ด้านหน้าของเต็นท์ ซึ่งเป็นทิศตะวันออก ยาวห้าสิบศอก ช่องทางเข้าอยู่ด้านนี้ 14 ด้านข้างของช่องทางเข้าด้านหนึ่ง มีม่านขนาดยาวสิบห้าศอก+ 38:14 สิบห้าศอก หรือ 7.9 เมตรขึงอยู่ บนเสาสามต้นที่ตั้งอยู่บนฐานสามฐาน 15 อีกด้านหนึ่งของช่องทางเข้าก็ทำเหมือนกัน คือ ขึงม่านยาวสิบห้าศอก บนเสาสามต้นที่อยู่บนฐานสามฐาน 16 ม่านที่แขวนไว้รอบๆลานทั้งหมดนั้น ทำมาจากผ้าทอลินิน 17 ฐานของเสาเหล่านั้นทำด้วยทองสัมฤทธิ์ ตะขอและห่วงทำด้วยเงิน ส่วนยอดของเสาเคลือบด้วยเงิน เสาทุกต้นของลาน จะมีการตกแต่งด้วยแผ่นเงินในส่วนที่เชื่อมติดกับฐาน
18 ทางเข้าลานใช้ฉากกั้นที่ทำด้วยผ้าที่ทอจากด้ายสีน้ำเงิน สีม่วง สีแดงเข้ม และผ้าทอลินิน มีขนาดยาวยี่สิบศอก+ 38:18 ยี่สิบศอก หรือ 10.5 เมตร สูงห้าศอก ซึ่งมีส่วนสูงเท่ากับผ้าม่านรอบๆลาน 19 ม่านเหล่านี้ได้แขวนขึ้นบนเสาสี่เสาที่ตั้งอยู่บนฐานสี่ฐานที่ทำด้วยทองสัมฤทธิ์ ส่วนตะขอ ห่วง และยอดเสาทำด้วยเงิน 20 หมุดยึดเต็นท์และหมุดยึดผ้าม่านรอบๆลานทั้งหมดทำด้วยทองสัมฤทธิ์
21 ทั้งหมดนี้คือของที่ใช้ในการทำเต็นท์ศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งก็คือเต็นท์ที่เก็บข้อตกลง ที่ถูกบันทึกไว้ตามคำสั่งของโมเสสเพื่องานของชาวเลวี ที่อยู่ใต้การนำของอิธามาร์ ลูกชายของนักบวชอาโรน 22 และเบซาเลล ลูกชายของอุรี อุรีเป็นลูกชายของเฮอร์ จากเผ่ายูดาห์ เบซาเลลได้สร้างทุกอย่างตามที่พระยาห์เวห์สั่งไว้กับโมเสส 23 ยังมี โอโฮลีอับที่อยู่กับเบซาเลลด้วย โอโฮลีอับเป็นลูกชายของอาหิสะมัค จากเผ่าดาน เขาเป็นช่างฝีมือ นักออกแบบ และยังเป็นช่างปักที่มีฝีมือในการใช้ผ้าทอจากด้ายสีน้ำเงิน สีม่วง สีแดงเข้ม และผ้าลินินเนื้อดี
24 ทองคำทั้งหมดที่ใช้ในงานก่อสร้างสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ คือทองคำที่ได้มาจากการถวาย ใช้ไปทั้งสิ้นยี่สิบเก้าตะลันต์เจ็ดร้อยสามสิบเชเขล+ 38:24 ยี่สิบเก้า … เชเขล หรือประมาณหนึ่งตัน ตามเชเขลมาตรฐานของสถานที่ศักดิ์สิทธิ์
25 เครื่องเงินที่รวบรวมได้จากชุมชน หนักหนึ่งร้อยตะลันต์กับหนึ่งพันเจ็ดร้อยเจ็ดสิบห้าเชเขล+ 38:25 หนึ่งร้อย … เชเขล หรือประมาณสามตันครึ่ง ตามเชเขลมาตรฐานของสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ 26 โดยเก็บมาคนละหนึ่งเบคา (คือครึ่งเชเขล) เป็นเงินที่เก็บมาจากชายทุกคนที่มีอายุตั้งแต่ยี่สิบปีขึ้นไป และได้ลงทะเบียนไว้ ซึ่งมีจำนวนหกแสนสามพันห้าร้อยห้าสิบคน 27 เงินหนักหนึ่งร้อยตะลันต์นั้น ได้นำไปใช้ในการหล่อฐานของสถานที่ศักดิ์สิทธิ์และฐานของผ้าม่าน ฐานหนึ่งร้อยฐานใช้เงินหนักหนึ่งร้อยตะลันต์ หนึ่งตะลันต์ต่อหนึ่งฐาน 28 เบซาเลลใช้เงินหนักหนึ่งพันเจ็ดร้อยเจ็ดสิบห้าเชเขล ทำตะขอสำหรับเสา และเคลือบยอดเสา และใช้ทำห่วงสำหรับเสาเหล่านั้น
29 ส่วนทองสัมฤทธิ์ที่ได้จากการถวาย มีน้ำหนักรวมเจ็ดสิบตะลันต์ กับสองพันสี่ร้อยเชเขล 30 เบซาเลลใช้ทองสัมฤทธิ์ทำฐานประตูเต็นท์นัดพบ ทำแท่นบูชาทองสัมฤทธิ์ ทำตะแกรงทองสัมฤทธิ์ ทำเครื่องใช้ทั้งหมดของแท่นบูชานั้น 31 ทำฐานล้อมรอบลาน ทำฐานประตูลาน ทำหมุดทั้งหมดรอบๆเต็นท์ศักดิ์สิทธิ์ และทำหมุดทั้งหมดรอบๆลานนั้น
39ชุดศักดิ์สิทธิ์ของนักบวช
(อพย. 28:1-43)
1 พวกเขานำผ้าที่ทอจากด้ายสีน้ำเงิน สีม่วง สีแดงเข้ม มาทำเป็นเสื้อผ้าใส่ในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ และทำเสื้อผ้าให้อาโรนใส่ในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ตามที่พระยาห์เวห์สั่งโมเสสไว้
2 เบซาเลลทำเอโฟดด้วยผ้าที่ทอจากดิ้นทอง และด้ายสีน้ำเงิน สีม่วง สีแดงเข้ม และผ้าทอลินิน 3 เขาใช้ค้อนทุบทองคำจนเป็นแผ่นบางๆ ตัดมันออกเป็นเส้น และนำไปใช้ทอลวดลายอย่างประณีตบนผ้าสีน้ำเงิน สีม่วง สีแดงเข้มและผ้าลินินเนื้อดี 4 พวกเขาทำผ้าสองชิ้นขึ้น แล้วนำไปเย็บเป็นบ่าของเอโฟดทั้งสองข้าง 5 เขาตกแต่งลวดลายของผ้าคาดเอว ซึ่งอยู่บนเอโฟด และเป็นชิ้นเดียวกันกับเอโฟด ผ้าคาดเอวนี้ทำจากผ้าทองคำ ผ้าสีน้ำเงิน สีม่วง สีแดงเข้ม และผ้าทอลินินเนื้อดี เหมือนกับเอโฟด ตามที่พระยาห์เวห์สั่งโมเสสไว้
6 พวกเขาฝังพวกนิลลงบนตัวเรือนทองคำคู่หนึ่ง พวกเขาจารึกชื่อพวกลูกชายอิสราเอลไว้บนนิลพวกนั้น 7 แล้วเบซาเลลก็เอานิลที่อยู่ในตัวเรือนคู่นั้นไปวางไว้บนบ่าทั้งสองข้างของเอโฟด ข้างละอัน นิลพวกนี้ทำขึ้นมาตามที่พระยาห์เวห์สั่งโมเสสไว้ เพื่อให้พระยาห์เวห์ระลึกถึงพวกลูกชายของอิสราเอล
8 เบซาเลลทำถุงผ้าทับอก โดยออกแบบอย่างประณีต เหมือนงานเอโฟด เขาใช้ผ้าทองคำ ผ้าที่ทอจากด้ายสีน้ำเงิน สีม่วง สีแดงเข้ม และผ้าทอลินินเนื้อดี 9 ถุงผ้าทับอกนั้นเป็นสี่เหลี่ยมด้านเท่า ขนาดกว้างหนึ่งคืบ+ 39:9 หนึ่งคืบ ประมาณ 23 เซนติเมตร คือระยะทางจากปลายหัวแม่มือถึงปลายนิ้วก้อย ยาวหนึ่งคืบ โดยเอาผ้ามาทับซ้อนกัน 10 พวกช่างฝีมือได้ฝังพลอยประดับไว้สี่แถวบนถุงผ้าทับอกนั้น แถวแรกฝังพลอยสีแดง บุษราคัมและมรกต 11 แถวที่สอง ฝังทับทิม ไพลิน และแก้วผลึก 12 แถวที่สาม ฝังเพทาย พลอยสีขุ่น และเขี้ยวแก้วหนุมาน 13 แถวที่สี่ ฝังพลอยสีเขียว นิลและแจสเพอร์+ 39:13 แจสเพอร์ หินควอทซ์ชนิดหนึ่งเนื้อขุ่นมีหลายสี พวกเขาฝังพลอยประดับพวกนี้ลงในตัวเรือนที่ทำจากทองคำ 14 มีพลอยทั้งหมดสิบสองก้อน เพื่อใส่ชื่อของพวกลูกชายของอิสราเอล พลอยประดับแต่ละก้อนจะเหมือนตราประทับ จะมีชื่อของเผ่าทั้งสิบสองเผ่าแกะสลักไว้ก้อนละเผ่า
15 พวกช่างฝีมือได้ทำสายสร้อยทองคำบริสุทธิ์ ที่ถักเป็นเกลียวเหมือนเชือก ไว้ใช้กับถุงผ้าทับอก 16 พวกเขาทำตัวเรือนทองคำสองชิ้นและห่วงทองคำสองห่วง ติดห่วงทองทั้งสองห่วงไว้ที่มุมบนของถุงผ้าทับอกทั้งสองข้าง 17 จากนั้นก็เอาสร้อยทองคำสอดเข้าไปในห่วงทองทั้งสองห่วงนั้น 18 และนำปลายอีกด้านหนึ่งของสร้อยแต่ละเส้นไปติดเข้ากับตัวเรือนทองคำ ที่อยู่บนบ่าของเอโฟด ตรงด้านหน้า 19 พวกช่างฝีมือทำห่วงทองคำอีกสองห่วงไปติดไว้ที่มุมล่างของถุงผ้าทับอกด้านในที่แนบอยู่กับเอโฟด 20 พวกเขาทำห่วงทองคำอีกสองห่วงไปติดไว้ริมเอโฟดด้านหน้า ห่วงทั้งสองนี้อยู่ใกล้กับตะเข็บ เหนือผ้าคาดเอวที่ทำอย่างประณีตนั้น 21 ช่างฝีมือก็เอาผ้าสีน้ำเงินมาสอดเข้ากับห่วงทั้งสองที่อยู่บนถุงผ้าทับอกกับเอโฟดนั้น เพื่อดึงให้มันตึง ถุงผ้าทับอกจะได้อยู่เหนือผ้าคาดเอวของเอโฟดที่ทำอย่างประณีต และจะได้ไม่เคลื่อนไหวไปมา เขาได้ทำทั้งหมดนี้ตามที่พระยาห์เวห์ได้สั่งโมเสสไว้
22 เบซาเลลทำเสื้อชุดยาวของเอโฟด ด้วยผ้าทอสีน้ำเงินล้วน 23 ส่วนช่องลอดหัวของเสื้อชุดยาวอยู่ตรงกลาง เหมือนกับคอเสื้อทหาร มีขอบเย็บโดยรอบเพื่อกันไม่ให้มันขาด
24 ส่วนปลายของเสื้อชุดยาวนี้ ช่างฝีมือได้นำผ้าทอลินินเนื้อดี ผ้าทอจากด้ายสีน้ำเงิน สีม่วง และสีแดงเข้มมาทำเป็นลูกทับทิมติดไว้ 25 พวกเขาทำพวกกระดิ่งทองคำบริสุทธิ์ และนำไปติดไว้ระหว่างลูกทับทิมแต่ละลูก ซึ่งเย็บติดไว้รอบๆปลายเสื้อชุดยาวนี้ 26 ทับทิมกับกระดิ่งจะอยู่สลับกันไปรอบๆปลายของเสื้อชุดยาว เสื้อชุดยาวนี้เอาไว้ใส่รับใช้พระยาห์เวห์ มันทำขึ้นตามแบบที่พระยาห์เวห์สั่งโมเสสไว้
27 พวกเขาทำผ้าคลุมจากผ้าทอลินินเนื้อดี ให้อาโรนกับพวกลูกชายของเขา 28 พวกช่างฝีมือทำผ้าโพกหัวกับแถบผ้าสวมหัวจากผ้าลินินเนื้อดี และทำเสื้อชั้นในจากผ้าทอลินินสีขาว 29 พวกช่างยังใช้ผ้าทอลินินเนื้อดี ผ้าทอจากด้ายสีน้ำเงิน สีม่วงและสีแดงเข้ม เย็บเป็นผ้าคาดเอวและปักลวดลายลงบนนั้น ตามที่พระยาห์เวห์สั่งโมเสสไว้
30 ช่างฝีมือได้ทำแผ่นป้ายทองคำของมงกุฎอันศักดิ์สิทธิ์ เขียนข้อความเหมือนที่เขาสลักลงในตราประทับว่า “ศักดิ์สิทธิ์สำหรับพระยาห์เวห์” 31 พวกเขาติดแผ่นป้ายนี้เข้ากับแถบผ้าสีน้ำเงิน และเอาไปผูกไว้กับผ้าโพกหัวตามที่พระยาห์เวห์สั่งโมเสสไว้
โมเสสตรวจเต็นท์ศักดิ์สิทธิ์
(อพย. 35:10-19)
32 ดังนั้น งานทุกอย่างของเต็นท์ศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งก็คือเต็นท์นัดพบ ก็ได้เสร็จสิ้นลง ประชาชนชาวอิสราเอลได้ทำตามที่พระยาห์เวห์สั่งโมเสสไว้ทุกอย่าง 33 พวกเขาได้นำเต็นท์ศักดิ์สิทธิ์มอบให้โมเสส ทั้งตัวเต็นท์กับอุปกรณ์ทุกอย่าง ตะขอเกี่ยว กรอบ กลอน เสา ฐาน 34 หลังคาที่ทำจากหนังแกะและหลังคาที่ทำจากหนังปลาโลมา รวมทั้ง ฉาก 35 หีบใส่แผ่นหินสองแผ่นแห่งข้อตกลง กับคานหามของมัน ฝาหีบที่ความไม่บริสุทธิ์จากบาปจะถูกชำระ 36 โต๊ะกับอุปกรณ์ที่ใช้บนนั้นทุกอย่าง ขนมปังที่วางไว้ต่อหน้าพระเจ้า 37 ตะเกียงที่มีขาตั้งที่ทำจากทองคำบริสุทธิ์ และถ้วยตะเกียงของมันที่เรียงเป็นแถว พร้อมอุปกรณ์ทั้งหมดที่ต้องใช้คู่กับมัน และน้ำมันจุดตะเกียง 38 แท่นบูชาทองคำ น้ำมันเจิม เครื่องหอม ฉากที่ทางเข้าเต็นท์ 39 แท่นบูชาที่ทำจากทองสัมฤทธิ์ พร้อมตะแกรงทองสัมฤทธิ์ของมัน คานหามของมันและอุปกรณ์ทุกอย่างที่ใช้กับมัน อ่างน้ำพร้อมฐานรองของมัน
40 พวกม่านกั้นที่ลาน พวกเสาม่าน ฐาน ม่านที่ประตูลาน เชือกและหมุดยึด และ ยังมีเครื่องใช้อื่นๆที่ต้องใช้ในเต็นท์ศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งก็คือเต็นท์นัดพบนั่นเอง
41 เสื้อผ้าปักเกลียวทองสำหรับผู้รับใช้ในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ชุดศักดิ์สิทธิ์สำหรับนักบวชอาโรน และชุดสำหรับพวกลูกชายของเขา เพื่อใส่รับใช้ในฐานะนักบวช
42 ประชาชนชาวอิสราเอลได้ทำทุกๆอย่างตามที่พระยาห์เวห์ได้สั่งโมเสสไว้ทุกประการ 43 เมื่อโมเสสเห็นงานทุกอย่างถูกสร้างตามแบบที่พระยาห์เวห์ได้สั่งไว้จนเสร็จสิ้น เขาก็อวยพรชาวอิสราเอลเหล่านั้น
40โมเสสตั้งเต็นท์ศักดิ์สิทธิ์
1 พระยาห์เวห์บอกโมเสสว่า 2 “ในวันที่หนึ่งของเดือนแรก ให้เจ้าติดตั้งเต็นท์ศักดิ์สิทธิ์ คือ เต็นท์นัดพบ 3 ให้เอาหีบใส่คำสอนมาวางไว้ที่นั่น และให้เอาม่านมากั้นเป็นฉากปิดหีบนี้ไว้ 4 ยกโต๊ะเข้ามาและจัดให้เข้าที่ นำตะเกียงที่มีขาตั้งเข้ามาไว้ และติดตั้งพวกตะเกียงของมันให้เรียบร้อย 5 นำแท่นบูชาทองคำสำหรับเครื่องหอมมาไว้ตรงหน้าหีบใส่คำสอน แล้วกั้นฉากไว้ที่ทางเข้าเต็นท์
6 วางแท่นบูชาสำหรับเครื่องเผาบูชาไว้ที่ด้านหน้าของทางเข้าเต็นท์ศักดิ์สิทธิ์ คือเต็นท์นัดพบ 7 ตั้งอ่างน้ำไว้ระหว่างเต็นท์นัดพบกับแท่นบูชาและใส่น้ำลงในอ่างด้วย 8 ทำลานบริเวณรอบๆและตั้งฉากไว้ที่ประตูทางเข้าลาน
9 เอาน้ำมันเจิม ไปเจิมที่เต็นท์ศักดิ์สิทธิ์ และของทุกอย่างในเต็นท์นั้น พร้อมกับทำพิธีเพื่อให้ของพวกนี้ศักดิ์สิทธิ์ 10 เจ้าต้องเจิมแท่นบูชาที่ใช้เผาเครื่องเผาบูชาและข้าวของบนนั้นพร้อมกับทำพิธี เพื่อทำให้แท่นบูชาศักดิ์สิทธิ์มาก 11 เจ้าต้องเจิมอ่างน้ำและฐานรองของมัน เพื่อทำให้พวกมันศักดิ์สิทธิ์ด้วย
12 เจ้าต้องพาอาโรนกับพวกลูกชายของเขา ไปที่ประตูเต็นท์นัดพบ ให้ชำระล้างพวกเขาด้วยน้ำ 13 เอาเสื้อผ้าที่ศักดิ์สิทธิ์มาแต่งตัวให้กับอาโรน เจิมเขาและทำพิธีให้เขาเพื่อเขาจะได้รับใช้เราในฐานะนักบวช 14 ให้ลูกชายเขามาอยู่ใกล้ทางเข้าเต็นท์นัดพบ เอาเสื้อคลุมมาแต่งตัวให้พวกเขา 15 เจ้าต้องเจิมพวกเขาเหมือนที่เจิมให้พ่อของพวกเขา เพื่อพวกเขาจะได้รับใช้เราในฐานะนักบวช การเจิมนี้จะทำให้พวกเขามีสิทธิ์เป็นนักบวชตลอดไปทุกๆรุ่น” 16 โมเสสทำทุกอย่างตามที่พระยาห์เวห์ได้สั่งเขาไว้
17 เมื่อถึงวันที่หนึ่งของเดือนที่หนึ่งในปีที่สอง เต็นท์ศักดิ์สิทธิ์ก็ถูกตั้งขึ้น 18 โมเสสตั้งเต็นท์ขึ้นบนพวกฐานของมัน ตั้งกรอบ ใส่คานและยกเสาขึ้น 19 โมเสสกางผ้าเต็นท์ออกเหนือเต็นท์นัดพบ และใส่ที่คลุมเหนือเต็นท์นั้น ตามที่พระยาห์เวห์สั่งเขาไว้
20 แล้วโมเสสก็นำแผ่นข้อตกลงสองแผ่นนั้นไปวางไว้ในหีบ และนำคานมาสอดเข้ากับหีบ เขาวางฝาหีบที่ความไม่บริสุทธิ์จากบาปจะถูกชำระไว้เหนือหีบ 21 โมเสสนำหีบใส่คำสอนเข้าไปในเต็นท์ศักดิ์สิทธิ์ และกั้นฉากที่เป็นผ้าม่านบังหีบใส่คำสอนไว้ ตามที่พระยาห์เวห์สั่งเขา 22 โมเสสตั้งโต๊ะไว้ด้านนอกของฉากที่เป็นผ้าม่าน ข้างในเต็นท์นัดพบ ไปทางทิศเหนือ 23 โมเสสวางขนมปังไว้บนโต๊ะต่อหน้าพระยาห์เวห์ตามที่พระองค์สั่งเขาไว้ 24 โมเสสวางตะเกียงที่มีขาตั้งไว้ในเต็นท์นัดพบ ไปทางทิศใต้ของเต็นท์ตรงข้ามกับโต๊ะ 25 เขาตั้งพวกตะเกียงไว้หน้าพระยาห์เวห์ตามที่พระยาห์เวห์ได้สั่งเขาไว้
26 โมเสสวางแท่นบูชาที่ทำจากทองคำไว้ในเต็นท์นัดพบ ข้างหน้าผ้าม่าน 27 แล้วเขาจึงเผาเครื่องหอมบนแท่นบูชานั้น ตามที่พระยาห์เวห์สั่งไว้ 28 โมเสสเอาม่านกั้นไว้ตรงทางเข้าเต็นท์
29 เขาตั้งแท่นบูชาสำหรับเผาเครื่องเผาบูชาไว้ที่ทางเข้าเต็นท์ศักดิ์สิทธิ์ คือด้านหน้าทางเข้าเต็นท์นัดพบนั้น แล้วเขาก็เผาเครื่องเผาบูชาและเครื่องบูชาจากเมล็ดพืชบนนั้น ตามที่พระยาห์เวห์สั่งไว้
30 โมเสสวางอ่างน้ำไว้ระหว่างเต็นท์นัดพบกับแท่นบูชา และเติมน้ำลงในอ่างชำระล้าง 31 โมเสส อาโรนและพวกลูกชายของอาโรน ล้างมือและเท้าของพวกเขาด้วยน้ำในอ่างนั้น 32 เมื่อใดก็ตามที่พวกเขาเข้ามาในเต็นท์นัดพบหรือเข้าใกล้แท่นบูชา พวกเขาต้องชำระล้างตามที่พระยาห์เวห์ได้สั่งโมเสสไว้
33 โมเสสทำลานบริเวณรอบๆเต็นท์และแท่นบูชา และแขวนม่านกั้นไว้ที่ประตูทางเข้าลาน แล้วโมเสสก็ได้ทำงานทุกอย่างเสร็จสิ้นลง
รัศมีของพระเจ้า
34 มีเมฆปกคลุมเหนือเต็นท์นัดพบ แล้วรัศมีของพระยาห์เวห์ ก็ส่องสว่างไปทั่วเต็นท์ 35 โมเสสไม่สามารถเข้าไปในเต็นท์นัดพบได้ เพราะว่าเมฆได้ลงไปที่นั่น และรัศมีของพระยาห์เวห์ก็ส่องสว่างไปทั่วเต็นท์ศักดิ์สิทธิ์นั้น
36 ตลอดเวลาการเดินทางของชาวอิสราเอล พวกเขาจะคอยดูเมฆก้อนนี้เป็นหลัก เมื่อใดที่เมฆลอยตัวสูงขึ้นจากเต็นท์ศักดิ์สิทธิ์ ชาวอิสราเอลจะเริ่มออกเดินทาง 37 แต่ถ้าเมฆไม่ลอยตัวขึ้น ชาวอิสราเอลจะไม่ออกเดินทางไปไหน จนกว่าพวกเขาจะเห็นเมฆลอยตัวขึ้นอีก 38 เมฆของพระยาห์เวห์อยู่เหนือเต็นท์ในตอนกลางวัน ส่วนตอนกลางคืนจะมีไฟอยู่เหนือเต็นท์ศักดิ์สิทธิ์ ชาวอิสราเอลทุกคนได้เห็นสิ่งนี้ ตลอดเวลาที่พวกเขาเดินทาง